ระหว่างเคาะลีฟะฮฺกับอิมามะฮฺ ตอนที่ 3

วันที่ 27/5/2007 20:30:00 | หัวข้อ: ภาวะผู้นำ

แปลและเรียบเรียงโดย อามีอามีนะฮฺ บินติ อิบรอฮีม

4. หะดีษดะอฺวะฮฺ อัล-อะชีเราะฮฺ

ต่อไปนี้เป็นหะดีษชีอะฮฺอีกหะดีษหนึ่งที่ชาวชีอะฮฺชอบนำมาอ้างเป็นหลักฐานสนับสนุนว่าท่านนบี ศ็อลฯ ได้แต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็นอิมามและเคาะลีฟะฮฺสืบแทนภายหลังท่าน :
มีรายงานจากผู้รายงานหะดีษจำนวนมากระบุว่า เมื่ออายะฮฺ “และจงตักเตือนวงศ์ญาติที่ใกล้ชิดของเจ้า” (26:214) ถูกประทานลงมา ท่านนบี ศ็อลฯ ก็เชิญบรรดาลูกๆ ทั้งหมดของอับดุลมุฏฏอลิบสี่สิบคนมาชุมนุมกัน แล้วท่านก็นำเนื้อ, ขนมปังและนมมาเลี้ยงพวกเขา ในหมู่พวกเขามีคนหนึ่งที่สามารถกลืนกินเนื้อลูกแกะได้ทั้งตัวในมื้อหนึ่ง และยังสามารถดื่มน้ำทั้งคนโทได้ในการดื่มครั้งหนึ่ง คนทั้งหมดที่มาชุมนุมกินกันจนอิ่มหนำแล้ว แต่ก็ดูราวกับว่าพวกเขาไม่ได้กินอะไรเลย เพราะอาหารยังคงตั้งอยู่ตรงนั้น ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวต้อนรับแขกของท่าน จากนั้นท่านก็อ่านอายะฮฺ(26:214)ให้พวกเขาฟังและกล่าวว่า “โอ้ลูกๆ ของอับดุลมุฏฏอลิบ อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกรได้ทรงส่งฉันมาพร้อมกับสัจธรรมเพื่อมายังมนุษยชาติทั้งหลายและมายังพวกท่านเป็นกรณีพิเศษ พระองค์ทรงบัญชาให้ฉันตักเตือนญาติใกล้ชิดของฉันเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำให้พระองค์พิโรธ ฉันขอเชิญชวนพวกท่านให้รับสิ่งสองสิ่ง ซึ่ง(ดูประหนึ่งว่าจะ)เบามากในแง่คำพูด แต่กลับหนักเป็นอย่างยิ่งบนตราชั่งที่ใช้วัดการกระทำของมนุษย์(ในวันแห่งการพิพากษา) ด้วยความช่วยเหลือของสิ่งทั้งสอง พวกท่านจะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งทิศตะวันออกและตะวันตก และชาติทั้งหลาย(ในโลก)จะอยู่ใต้อำนาจของพวกท่าน สิ่งทั้งสองนี้ยังจะช่วยให้พวกท่านได้เข้าสู่สวนสวรรค์และปกป้องท่านให้พ้นจากไฟนรก นั่นก็คือว่า พวกท่านจะต้องกล่าวเป็นพยานว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมมัดเป็นรสูล(ศาสนทูต)ของพระองค์ ผู้ใดก็ตามที่เข้ามาร่วมมือกับฉันในศรัทธานี้ และช่วยเหลือฉันในการนำคำสอนนี้(ไปสู่ความสำเร็จ)จะได้เป็นพี่น้องของฉัน เป็นผู้สืบแทนของฉันที่ถูกแต่งตั้ง เป็นมนตรีของฉัน ทายาทของฉันและเป็นเคาะลีฟะฮฺภายหลังฉัน“ คนที่ชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นไม่มีใครสักคนที่ให้คำตอบ ช่วงนั้นเอง อะลียืนขึ้นและพูดว่า “ฉันจะช่วยเหลือท่านในเรื่องนี้“ ท่านนบี ศ็อลฯ ขอให้อะลีนั่งลงแล้วท่านก็ย้ำคำถามของท่านอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนยังคงเงียบเหมือนเดิม อะลีลุกขึ้นอีกและกล่าวคำพูดเหมือนที่กล่าวไปในครั้งแรกอีกคำรบหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ขอให้อะลีนั่งลงอีกครั้ง แล้วท่านก็กล่าวคำพูดของท่านซ้ำเป็นครั้งที่สาม กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดปริปากสักคนเดียว อะลีได้ลุกขึ้นยืนอีกครั้งและพูดว่า “ฉันจะช่วยท่านจัดการกับภารกิจนี้“ ดังนั้นท่านนบีศ็อลฯ จึงกล่าวว่า “นั่งลงเถิด เจ้าได้เป็นพี่น้องของฉัน เป็นผู้สืบแทนของฉันที่ถูกแต่งตั้ง เป็นมนตรีของฉัน ทายาทของฉันและเป็นเคาะลีฟะฮฺภายหลังฉัน“ จากนั้นการชุมนุมก็ยุติลง ประชาชนมาพูดกับอบูตอลิบว่า “ขอแสดงความยินดีด้วยกับการที่เขายอมรับศาสนาของหลานชายท่าน เพราะเขาได้แต่งตั้งลูกชายของท่านเป็นผู้ปกครอง" (45)

หะดีษนี้ไม่ปรากฏอยู่ในตำราหะดีษที่น่าเชื่อถือเล่มใด ในหนังสือของชาวชีอะฮฺระบุว่าเป็นหะดีษที่รายงานโดยอิบนุ ญะรีร อัล-บุฆอวีย์ ผ่านสายผู้รายงานต่างๆ กัน ในสายผู้รายงานหนึ่งปรากฏผู้เล่าหะดีษชื่อ อับดุล ฆ็อฟฟารฺ บิน กอสิม ฟะฮฺด อบู มัรฺยัม อัล-กะรีม ซึ่งนักวิเคราะหฺหะดีษที่มีชื่อเสียงทั้งหมดไม่ยอมรับรายงานหะดีษของเขา อิบนุ ฮิบบานกล่าวว่า “อัลดุล ฆ็อฟฟารฺ เคยเมาเหล้าและเสียสติ” ขณะที่อบู ดาวูดเรียกเขาว่าคนโกหก อิมามอะหมัดกล่าวว่าเขาเชื่อถือไม่ได้ และหะดีษที่เขารายงานส่วนใหญ่เป็นหะดีษปลอม อิบนุ อัล-มะดานีย์กล่าวว่าเขาเคยอุปโลกน์หะดีษ ส่วนอิมามอัน-นะสาอีย์ย์และอบู ฮาติมมีความเห็นว่าเขาควรถูกปฏิเสธ (46)

ถึงแม้เราจะประเมินหะดีษนี้โดยอาศัยวิธีอื่น เช่น โดยอาศัยสามัญสำนึกและเหตุผลธรรมดา ก็ยังยากที่เราจะยอมรับหะดีษนี้ได้ เหตุผลนั้นก็คือ ในยุคต้นๆ ที่ท่านนบี ศ็อลฯ เพิ่งเริ่มภารกิจศาสดาของท่าน ขณะที่อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา มุสลิมในมักกะฮฺยังมีจำนวนเพียงเล็กน้อยและยังอ่อนแออยู่ แม้จะละหมาดอย่างเปิดเผยพวกเขายังกระทำไม่ได้เลย ไม่มีใครล่วงรู้ถึงอนาคตของภารกิจศาสดา และที่แน่นอนอย่างยิ่งก็คือ ในเวลานั้นไม่มีใครคิดหรอกว่าภารกิจของท่านจะสำเร็จจนสถาปนารัฐขึ้นมาได้ในวันหนึ่ง เพราะฉะนั้น มันจึงมิใช่วโรกาสและไม่มีความจำเป็นใดๆ สำหรับการเสนอชื่อผู้นำของรัฐในอนาคตแต่อย่างใดทั้งสิ้นในขณะนั้น ยิ่งกว่านั้นก็คือ เวลานั้นอะลียังคงเป็นเด็กอยู่เลย อายุยังไม่ถึง 10 ขวบเสียด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ท่านนบี ศ็อลฯ จะแต่งตั้งเด็กเล็กให้เป็นทายาท เป็นมนตรีและเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่าน ถ้าท่านกระทำเช่นนั้นพวกผู้ปฏิเสธชาวมักกะฮฺก็จะพากันกล่าวหาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ว่า ท่านหมายมั่นที่จะสถาปนาราชวงศ์ให้กับตัวท่านเองและครอบครัวของท่านอย่างแน่นอน

อิมามอัล-บุคอรีรายงานหะดีษที่มีเนื้อหาสาระแตกต่างออกไปสองหะดีษดังความต่อไปนี้ :

อับดุลลอฮฺ บิน อุมัรรายงานว่าเมื่ออายะฮฺ “และจงตักเตือนวงศ์ญาติที่ใกล้ชิดของเจ้า“ถูกประทานลงมา ท่านนบี ศ็อลฯ ได้เชิญพวกกุรอยส์ และเมื่อพวกเขาได้มาชุมนุมกันพร้อมแล้ว ท่านนบีได้กล่าวว่า “โอ้บุตรของกะบ์ จงปกป้องตัวของพวกท่านให้พ้นจากไฟนรก โอ้ฟาฏิมะฮฺ จงปกป้องตัวของเจ้าให้พ้นจากไฟนรก เพราะจะให้ฉันปกป้องเจ้าให้พ้นจากไฟนรกนั้นมันเป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ฉันจะเกี่ยวข้องกับเจ้าในฐานะพ่อลูกก็ตาม" (47)

อิบนุ อับบาสรายงานว่าเมื่ออายะฮฺ “และจงตักเตือนวงศ์ญาติที่ใกล้ชิดของเจ้า“ ถูกประทานลงมา ท่านนบี ศ็อลฯ จึงได้ขึ้นไปยืนบนยอดเนินอัซ-ซอฟา และกล่าวว่า “โอ้บุตรของฟะฮฺร โอ้บุตรของอะดีย์“ ในลักษณะเช่นนี้ท่านได้ขานชื่อของพวกกุรอยส์ตระกูลต่างๆ จนมาชุมนุมกันทั้งหมด และสำหรับคนที่ไม่สามารถออกมาได้ก็ได้ส่งตัวแทนของพวกเขาออกมาเพื่อมารายงานให้พวกเขาได้รับรู้ในภายหลังว่าเกิดอะไรขึ้น อบูละฮับก็มากับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “ถ้าฉันจะบอกว่ามีกองทัพหนึ่งเตรียมบุกเข้าโจมตีพวกท่านอยู่ในหุบเขานี้ พวกท่านจะเชื่อฉันไหม“ พวกเขาตะโกนว่า “ใช่ เราจะเชื่อท่านอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเราทดสอบท่าน เราไม่เคยพบว่าท่านพูดปดแม้สักครั้งเดียว“ แล้วท่านได้กล่าวว่า “ฉันขอเตือนพวกท่านเกี่ยวกับการลงโทษทัณฑ์อันแสนสาหัสของอัลลอฮฺ“ พอได้ยินเช่นนั้น อบูละฮับพูดว่า “ขอให้ความวิบัติจงประสบกับเจ้า เจ้าเรียกพวกเรามาชุมนุมก็ด้วยเรื่องเพียงเท่านี้อย่างนั้นหรือ ขอให้เจ้าพบกับความวิบัติตลอดไป“ ภายหลังอัลลอฮฺก็มีโองการลงมาว่า “มือทั้งสองของอบูละฮับจงพินาศ และเขาก็พินาศแล้ว" (48)

หะดีษเศาะเฮียะฮฺเหล่านี้เปิดเผยให้เราเห็นว่า เมื่ออายะฮฺ 26:214 ถูกประทานลงมา ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ทำการตักเตือนวงศ์ญาติที่ใกล้ชิดของท่านในโอกาสต่างๆ ท่านมิได้เอ่ยถึงชื่อของท่านอะลีเลยสักครั้ง อย่าว่าแต่จะแต่งตั้งท่านอะลีเป็นทายาทหรือเคาะลีฟะฮฺของท่านเลย

5. หะดีษอัล-กิรฺฏอส

ตามความเชื่อของชาวชีอะฮฺ ข้อโต้แย้งเพื่อสนับสนุนการสืบอำนาจของท่านอะลี รอฎิฯ ที่จัดว่ามีน้ำหนักนั้นได้แก่เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับกิรฏอส(แผ่นกระดาษสำหรับขีดเขียน) ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของเหตุการณ์ดังกล่าวตามที่ปรากฏในตำราของชาวชีอะฮฺ :

“ในระหว่างที่ท่านนบี ศ็อลฯ ล้มป่วยครั้งสุดท้าย อาการของท่านทรุดหนักลงอย่างมาก ท่านเอ่ยปากว่า “จงนำเอาน้ำหมึกและปากกามาให้ฉัน ฉันจะได้เขียนคำสั่งหนึ่งเพื่อว่าพวกท่านจะไม่หลงทางภายหลังฉัน“ (พอได้ยิน)เรื่องนี้ อุมัรก็พูดว่าบางทีท่านนบี ศ็อลฯ อาจจะเพ้อไปแล้ว และยังพูดว่าอัล-กุรฺอานนั้นพอเพียงสำหรับพวกเขาแล้ว จากนั้นพวกเขาก็โต้เถียงกันเองด้วยเสียงอันดัง จนท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “จงไปจากฉัน มันเป็นการมิบังควรที่พวกเจ้าจะมาทะเลาะกันเองต่อหน้าฉัน" (49)

ชาวชีอะฮฺอ้างว่าท่านนบี ศ็อลฯ มีความต้องการที่จะสั่งให้เขียนพินัยกรรมเพื่อท่านอะลี รอฎิฯ ถ้าท่านนบี ศ็อลฯ ได้มีโอกาสเขียนพินัยกรรมของท่าน ปัญหาเกี่ยวกับการเลือกเคาะลีฟะฮฺก็จะหมดไป และท่านอะลีรอฎิฯ ก็จะได้เป็นเคาะลีฟะฮฺในทันทีที่ท่านนบี ศ็อลฯ หมดลมหายใจ แต่ท่านอุมัรเป็นคนเข้ามาขัดขวางมิให้ท่านนบี ศ็อลฯ เขียนพินัยกรรมของท่าน และเป็นเหตุให้สิทธิอันชอบธรรมของท่านอะลี รอฎิฯ ถูกยื้อแย่งเอาไป

ข้อโต้แย้งประการแรกของชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่ว่า ชาวชีอะฮฺเพียงสันนิษฐานเอาเองว่าท่านนบี ศ็อลฯ ต้องการเขียนพินัยกรรมเพื่อท่านอะลี รอฎิฯ ชาวชีอะฮฺอ้างว่าพวกตนล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของท่านนบี ศ็อลฯ ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งๆ ที่จิตเจตนานั้นมีเฉพาะผู้เป็นเจ้าของและอัลลอฮฺ สุบหฯ เท่านั้นที่ทราบ คนอื่นๆ ไม่มีความสามารถที่จะหยั่งรู้สิ่งที่อยู่ในจิตใจของคนอื่นได้ โดยการป้ายโคลนใส่ท่านอุมัร ก็เท่ากับว่าชาวชีอะฮฺยกให้ท่านอุมัรมีญาณพิเศษสามารถอ่านจิตใจของท่านนบี ศ็อลฯ ในเวลานั้นได้อย่างน่าพิศวงจริงๆ

หะดีษนี้ยังทำให้เกิดคำถามสำคัญคำถามหนึ่งตามมาว่า ท่านนบีศ็อลฯ ปฏิบัติภารกิจของท่านเสร็จสิ้นแล้วหรือยัง เพราะตามหลักฐานของชีอะฮฺ อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงเตือนท่านนบี ศ็อลฯ ว่า ถ้าท่านมิได้ประกาศมอบตำแหน่งอิมามให้แก่ท่านอะลี รอฎิฯ แล้ว ถือได้ว่าท่านปฏิบัติภารกิจในฐานะของศาสดาล้มเหลว ถ้าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดแล้ว ทำไมท่านนบี ศ็อลฯ ไม่สั่งให้เขียนพินัยกรรมหลังจากท่านอุมัร รอฎิฯ พ้นจากบ้านของท่านไป บางสายรายงานระบุว่า หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ท่านนบี ศ็อลฯ มีชีวิตอยู่ต่ออีก 3 วัน บางรายงานบอกว่า 5 วัน ช่วงเวลานี้ ท่านสามารถจัดทำพินัยกรรมให้ท่านอะลีขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺสืบต่อไปได้จนสำเร็จ ถ้าท่านมีความประสงค์เช่นนั้นจริงๆ แต่ท่านก็มิได้ทำเช่นนั้นแต่อย่างใด

มีเรื่องหนึ่งที่ขอให้เรารำลึกให้ดี นั่นก็คือว่ามาตรฐานสำหรับประเมินหะดีษอันเป็นพื้นฐานและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องสายผู้รายงาน ท่านอิบนุ อับบาสที่เข้าใจกันว่าเป็นผู้รายงานหะดีษนี้ ในช่วงที่เหตุการณ์กิรฏอสเกิดขึ้น ท่านมีอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น มีรายงานหนึ่งระบุว่า เหตุการณ์กิรฏอสนี้เกิดขึ้นในที่ชุมนุมหนึ่งที่มีเศาะหาบะฮฺรุ่นอาวุโสจำนวนหนึ่งและสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี ศ็อลฯ ร่วมอยู่ แต่คนพวกนี้ไม่มีใครสักคนที่นำเหตุการณ์นี้มารายงาน

ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺยอมรับหะดีษนี้เพราะมันปรากฏอยู่ในหนังสือหะดีษของอัล-บุคอรี แต่หะดีษจากตำราของอะหฺลุซซุนนะฮฺไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อท่านอะลี รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺ และมิได้ตำหนิติเตียนท่านอุมัรสำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้แต่อย่างใด มีหะดีษที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ 5 หะดีษด้วยกัน เราขออธิบายเรื่องราวโดยอาศัยใจความจากหะดีษต่อไปนี้ :

สะอีด บิน ญุบัยร์รายงานว่า ท่านอิบนุ อับบาสพูดกับเขาว่า “มันเป็นวันพฤหัส และช่างเป็นวันพฤหัสที่อะไรอย่างนั้น เมื่ออาการของท่านนบี ศ็อลฯ ทรุดหนักมากขึ้น ท่านกล่าวว่า “จงนำบางสิ่งมาให้ฉันเพื่อฉันจะได้เขียนเอกสารฉบับหนึ่งในภายหลังพวกท่านจะได้ไม่หลงผิด“ บางคน(ที่มาเยี่ยมอาการของท่านนบี ศ็อล)จึงเริ่มโต้เถียงกัน ถึงแม้ว่าการโต้เถียงไม่ควรบังเกิดขึ้นต่อหน้าท่านนบี ศ็อลฯ มีคนสองสามคนพูดว่า พวกเขากลัวว่าท่านจะพูดขณะที่อยู่ในอาการเพ้อ(เพราะพิษไข้) ขณะที่คนอื่นๆ ต้องการสอบถามท่าน ท่านนบี ศ็อลฯ จึงกล่าวว่า “จงปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว เพราะฉันอยู่ในสภาพที่ดีกว่าที่ท่านสรรหามาให้ฉัน“ จากนั้นท่านมีคำสั่งให้พวกเขาปฏิบัติสามประการ ประการแรกให้ขับไล่พวกบูชาเจว็ด(มุชริกีน)ออกไปจากคาบสมุทรอาหรับให้หมด (ประการที่สอง)ให้ต้อนรับคณะผู้แทน(ที่เดินทางมาจากแคว้นต่างๆ นอกเมืองมะดีนะฮฺ)เช่นที่ท่านเคยต้อนรับพวกเขา (สะอีด บิน ญุบัยรกล่าวต่อไปว่า)สำหรับประการที่สาม เขา(อิบนุ อับบาส)ไม่ได้กล่าวถึงมัน หรือเขากล่าว แต่ฉันลืมมันไปเสียแล้ว (50)

อับดุลลอฮฺ บิน อับบาสกล่าวว่า : เมื่อท่านนบี ศ็อลฯ ใกล้จะเสียชีวิตนั้น ผู้คนจำนวนหนึ่งก็เข้ากันไปในห้อง(เพื่อเยี่ยมอาการของท่าน) ท่านนบี ศ็อลฯ ขอให้พวกเขานำบางสิ่งสำหรับใช้เขียนมาให้ท่าน เพราะท่านต้องการเขียนบางสิ่งที่จะป้องกันพวกเขามิให้หลงทาง พวกเขาบางคนพูดว่า บางทีท่านอาจจะถูกความเจ็บปวดรุมเล่นงานอยู่ และพวกเขาก็มีคัมภีร์อัล-กุรฺอานอยู่แล้ว (พวกเขา)ใช้คำว่า “คัมภีร์ของอัลลอฮฺก็เพียงพอสำหรับพวกเราแล้ว“ เมื่อความขัดแย้งดำเนินต่อไปและการถกเถียงกันรุนแรงมากขึ้น ท่านนบี ศ็อลฯ จึงกล่าว(ตัดบท)ว่า “ลุกขึ้น(และออกไป)ได้แล้ว“ 51

ท่านอะลี รอฎิฯ รายงานว่าท่านนบี ศ็อลฯ ขอให้เขานำแผ่นไม้มาเขียนบางสิ่งบางอย่างซึ่งจะป้องกันมิให้พวกเขาหลงผิด ท่านอะลีพูดว่า(ตอนนั้น)เขาหวังว่าท่านนบี ศ็อลฯ จะลืมสิ่งที่ท่านต้องการให้เขาเขียนลงไป ดังนั้นเขาจึงขอให้ท่านนบี ศ็อลฯ บอกเรื่องนั้นแก่เขา เพื่อเขาจะได้จะเก็บมันไว้อยู่ในความทรงจำของเขา .... ท่านนบี ศ็อลฯ บอกให้เขาระมัดระวังเกี่ยวกับการละหมาด ซะกาตและทาส 52)

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวกับเธอในช่วงที่ท่านล้มเจ็บหนักครั้งสุดท้ายว่า : จงไปตามอบูบักรมา(หาฉัน)เพื่อฉันจะได้เขียนบางสิ่งบางอย่าง เพราะฉันหวั่นเกรงว่าบางคนที่มีความทะเยอทะยานอาจจะมีความตั้งใจ(บางอย่าง) หรือบางคนอาจจะพูดว่า ข้าเป็นเอาลา(มีความคู่ควรมากกว่า)อบูบักร ขณะที่อัลลอฮฺและบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายไม่เห็นด้วยนอกจาก(เอาลานั้นจะได้แก่)อบูบักร 53)

อับดุลลอฮฺ บิน อับบาสกล่าวว่า : วันหนึ่งขณะที่ท่านนบี ศ็อลฯ ล้มเจ็บครั้งสุดท้ายนั้น เมื่ออะลีผละจากข้างที่นอนของท่านนบี ศ็อลฯ(ออกมาข้างนอก) ประชาชนก็รุมถามเขาว่า “โอ้อบุลหะซัน ท่านนบี ศ็อลฯเป็นอย่างไรบ้าง“ เขาตอบว่า “ขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ วันนี้ท่านมีอาการดีขึ้น“ เมื่อได้ยินเช่นนี้ อัล-อับบาส บิน อับดุลมุฏฏอลิบก็คว้ามือของอะลีและกว่าว่า “(ขอสาน)ต่ออัลลอฮฺ ภายหลังจากนี้สามวันเจ้าจะถูกคนอื่นปกครองอย่างแน่นอน (ขอสาบาน)ต่ออัลลอฮฺ ฉันเห็นว่าท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ จะสิ้นชีวิตเพราะการล้มเจ็บครั้งนี้ เพราะฉันรู้ว่าสีหน้าของพวกบนีอับดุลมุฏฏอลิบเป็นอย่างไรเวลาที่ความตายมาถึง ขอให้เราไปและสอบถามท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้(คือเรื่องตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ) ถ้ามันเป็นของพวกเรา เราจะได้รู้มัน และถ้ามันเป็นของคนอื่น เราก็จะได้รู้มัน และท่านจะได้พูดเพื่อพวกเรา“ อะลีตอบว่า “(ขอสาบาน)ต่ออัลลอฮฺ ถ้าเราสอบถามท่านรสูล ศ็อลฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และท่านปฏิเสธไม่ให้เราได้มัน ภายหลังท่านจากไปแล้ว ประชาชนจะไม่มีวันยกมันให้พวกเราอีกต่อไป(เพราะจะกลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ประชาชนยึดถือ - ผู้แปล) (ขอสาบาน)ต่ออัลลอฮฺฉันจะไม่นำเรื่องนี้ไปสอบถามท่านอย่างแน่นอน" (54)

เราอาจจะประหลาดใจว่า : ถ้าท่านนบี ศ็อลฯ เคยแต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจการปกครองต่อหน้าฝูงชนจำนวนหลายพันคน ณ เฆาะดีรฺ คุม จริงๆ แล้ว ทำไมท่านอัล-อับบาสซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดของท่านนบี ศ็อลฯ และท่านอะลี รอฎิฯ เองถึงยังใช้ให้ท่านอะลี รอฎิฯ ไปสอบถามท่านนบี ศ็อลฯ อีกครั้งหนึ่งว่าท่านจะมอบตำแหน่งผู้สืบทอดให้กับใคร(55) ยิ่งกว่านั้นถ้าท่านทั้งสองรู้ดีว่าพินัยกรรมที่ท่านนบี ศ็อลฯ ต้องการจะเขียน แต่ถูกท่านอุมัรขัดขวางเสียก่อนนั้นมีใจความสนับสนุนท่านอะลี และตอนนี้โอกาสสำหรับการเขียนพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว แล้วทำไมท่านอะลีถึงละทิ้งโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย(56) ทุกวันนี้นักปราชญ์ชีอะฮฺยังไม่ได้ตอบคำถามที่เกี่ยวข้องนี้แต่อย่างใด

สรุปความได้ว่า หะดีษที่ยกมาข้างต้นไม่มีหะดีษใดเชื่อมโยงเหตุการณ์ครั้งนี้เข้ากับท่านอุมัร รอฎิฯ อีกทั้งยังไม่มีหะดีษใดที่แสดงให้เห็นว่าท่านนบี ศ็อลฯ ต้องการจะเสนอให้ท่านอะลี รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺหรืออิมามของท่าน ในทางตรงกันข้าม มีหะดีษหนึ่งที่เปิดเผยให้เราทราบว่าท่านนบี ศ็อลฯ นิยมชมชื่นท่านอบูบักร รอฎิฯ มากกว่า ขณะที่หะดีษหนึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่านอะลี รอฎิฯ จงใจหลีกเลี่ยงที่จะสอบถามท่านนบี ศ็อลฯ เกี่ยวกับผู้นำของอุมมะฮฺอิสลามในอนาคตตามคำเร่งเร้าของท่านอัล-อับบาส รอฎิฯ

เราจะเห็นได้ว่า ชาวชีอะฮฺชอบที่จะ“เลือก“ในการยกหลักฐานการตีความหะดีษและเหตุการณ์ต่างในประวัติศาสตร์ พวกเขาจะอ้างเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อของพวกเขา แต่ไม่แยแสสนใจหะดีษและหลักฐานอื่นๆ โดยสิ้นเชิง นักปราชญ์ชีอะฮฺไม่เพียงใช้การเลือกหยิบยกหลักฐานเท่านั้น แต่พวกเขายังละเลยศาสตร์ของการวิเคราะห์หะดีษอีกด้วย เพราะการวิเคราะห์หะดีษจะทำให้เรารู้ว่าการรายงานหะดีษแต่ละหะดีษนั้นเชื่อถือและยอมรับได้หรือไม่ นักปราชญ์ชีอะฮฺเพียงสนใจที่จะเชิดชูทัศนะของตนเท่านั้น

6. หะดีษ อัซ-ซะเกาะลัยนฺ

มีหะดีษอีกหะดีษหนึ่งที่นักปราชญ์ของชาวชีอะฮฺชอบนำมาอ้างเพื่อสนับสนุนสิทธิในการเป็นอิมามของท่านอะลี รอฎิฯ (เรียกว่าหะดีษอัซ-ซะเกาะลัยนฺ หรือสิ่งหนักสองสิ่ง - ผู้แปล)ซึ่งมีข้อความดังนี้ :

มีรายงานจากหลายกระแสระบุว่าท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “ฉันได้ทิ้งสิ่งหนักสองสิ่ง(ซะเกาะลัยนฺ)ไว้ให้พวกท่าน ตราบใดที่พวกท่านยึดมั่นสิ่งทั้งสองเอาไว้ พวกท่านจะไม่หลงทาง ทั้งสองสิ่งนี้ได้แก่คัมภีร์ของอัลลอฮฺและอะหฺลุลบัยตฺ(ครอบครัวของฉัน) ทั้งสองสิ่งนี้จะไม่มีวันแยกออกจากกันจนกระทั่งทั้งสองจะมายังฉัน ณ อัล-เกาษัร(บ่อน้ำพุในวันแห่งการพิพากษา)” (57)

นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่นักปราชญ์ของชีอะฮฺใช้วิธีการอ้างเฉพาะหลักฐานที่สอดคล้องกับความเชื่อของพวกตนเอง โดยละเลยหะดีษเศาะเฮียะฮฺอื่นๆ ที่น่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาหะดีษเศาะเฮียะฮฺต่างๆ เราจะเห็นว่าหะดีษเหล่านั้นล้วนปฏิเสธทัศนะของชาวชีอะฮฺโดยสิ้นเชิง เช่นหะดีษต่อไปนี้ :

ท่านศาสดากล่าวว่า “ฉันได้ทิ้งสองสิ่งเอาไว้ให้แก่พวกท่านในภายหลังซึ่งพวกท่านจะไม่หลงทาง (ได้แก่)คัมภีร์ของอัลลอฮฺและสุนนะฮฺของฉัน ทั้งสองสิ่งจะไม่แยกออกจากกันจนกว่าทั้งสองสิ่งจะมายังฉัน ณ อัล-เกาษัร(บ่อน้ำพุ)" (58)

มีบางคนพูดกับท่านนบี ศ็อลฯ หลังจากได้รับฟังคุฏบะฮฺหนึ่งของท่านว่า “โอ้ท่านรสูลุลลอฮฺ ดูเหมือนนี่จะเป็นคำกล่าวร่ำลาต่อกัน เช่นนี้แล้วท่านมีคำสอนสุดท้ายจะมอบให้แก่พวกเราหรือไม่“ ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “คำสอนสุดท้ายของฉันที่จะให้พวกท่านคือ จงยำเกรงอัลลอฮฺ จงเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้นำของท่าน ถึงแม้เขาจะเป็นทาสชาวอบิสสิเนียก็ตาม ผู้ใดก็ตามที่ยังมีชีวิตสืบไปภายหลังฉัน(จากไปแล้ว)จะได้พบเห็นความขัดแย้งอย่างมากมาย ดังนั้นจงยึดมั่นในสุนนะฮฺของฉัน และสุนนะฮฺของเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม จงยึดมันเอาไว้ให้มั่น และจงระวังบิดอะฮฺ เพราะทุกๆ บิดอะฮฺนั้นเป็นความหลงผิด" (59)

ซัยดฺ บิน อัรฺกอมได้รายงานว่า : ท่านนบี ศ็อลฯ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อพวกเราใกล้ๆ กับบ่อน้ำคุม ระหว่างเส้นทางจากมักกะฮฺสู่มะดีนะฮฺ หลังจากกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺแล้ว ท่านได้กล่าวว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย! ฉันเป็นเพียงคน(ธรรมดา)ที่ทูตของพระผู้อภิบาล(มลาอิกะฮฺแห่งความตาย)ใกล้จะมาหาแล้ว และฉันจะต้องตอบรับ ฉันได้ทิ้งสิ่งหนักสองสิ่งเอาไว้ให้แก่พวกท่าน หนึ่งนั้นได้แก่คัมภีร์ของอัลลอฮฺ ดังนั้นจงยึดมันให้มั่น และแสวงหาทางนำจากมัน“ จากนั้นท่านได้เคี่ยวเข็ญให้พวกเขาปฏิบัติตามอัล-กุรฺอาน ต่อมาท่านได้กล่าวเสริมว่า “และอะหฺลุลบัยตฺ(สมาชิกในครอบครัว)ของฉัน ฉันขอเตือนพวกท่านเกี่ยวกับ(หน้าที่ของพวกท่านที่ต้องมีต่อ)อะหฺลุลบัยตฺของฉัน“ ผู้รายงาน(ซัยดฺ)ถูกซักถามว่า “แล้วอะหฺลุลบัยตฺของท่านนบีได้แก่ใครกันบ้าง บรรดาภริยาของท่านไม่ได้จัดอยู่ในอะหฺลุลบัยตฺด้วยหรือ?“ (ซัยด)ตอบว่า “บรรดาภริยาของท่านก็จัดอยู่ในอะหฺลุลบัยตฺด้วยเหมือนกัน แต่พวกเขา(ยังได้แก่)บุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้รับซะกาตภายหลังจากเขา(ท่านนบี ศ็อลฯ ซึ่งได้แก่)ครอบครัวของอะลี, อะกีล, ญะอฺฟัรและอัล-อับบาส" (60)

จากหะดีษที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถจะสรุปได้ว่า : ท่านนบี ศ็อลฯ ได้แนะนำให้อุมมะฮฺ(ประชาชาติของท่าน)ปฏิบัติตามคำสอนที่มีอยู่ในอัล-กุรฺอาน และดำเนินไปตามทางนำที่อัล-กุรฺอานให้เอาไว้ ตรงนี้ขอย้ำให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า เราต้องทำตามอัล-กุรฺอานในลำดับแรก อัล-กุรฺอานเป็นสิ่งที่ต้องยึดมั่นสูงสุด รองลงมาได้แก่การดำเนินตามสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ทั้งสองสิ่งนี้ถือเป็นที่มาสำคัญของคำสอนต่างๆ ส่วนสุนนะฮฺของเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมนั้นถูกรวมอยู่ในสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ในหะดีษที่กล่าวมาข้างต้น ไม่มีหะดีษใดหะดีษหนึ่งระบุเลยว่าอิมามหรือเคาะลีฟะฮฺภายหลังการจากไปของท่านนบี ศ็อลฯ นั้นจะต้องเป็นของหรือจำกัดเฉพาะอะหฺลุลบัยตฺของท่านเท่านั้น (61)

7. หะดีษเรือนบีนั๊วฮฺ

ต่อไปนี้เป็นอีกหะดีษหนึ่งที่ชาวชีอะฮฺนำมาอ้างสนับสนุนสิทธิในการเป็นอิมามของท่านอะลี รอฎิฯ

“ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า : อุทาหรณ์ของอะหฺลุลบัยตฺของฉันก็เหมือนกับเรือของนั๊วฮฺ ผู้ใดก็ตามที่อยู่บนเรือจะปลอดภัย และผู้ใดก็ตามที่อยู่รั้งท้าย(ไม่ยอมขึ้นเรือ)จะจมน้ำตาย" (62)

ชาวชีอะฮฺอธิบายหะดีษนี้ว่า ภายหลังมรณะกรรมของท่านนบี ศ็อลฯ อะหฺลุลบัยตฺจะเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมเรือของอุมมะฮฺมุสลิมลำนี้ ในฐานะที่ท่านอะลี รอฎิฯ ใกล้ชิดกับท่านนบี ศ็อลฯ มากที่สุด และเป็นคนสำคัญที่สุดในอะหฺลุลบัยตฺที่ถูกมอบหมายจากท่านนบีโดยตรง ท่านจึงต้องมาทำหน้าที่เป็นกัปตันของเรือลำนี้ ผู้ที่ปฏิเสธความเป็นอิมามของท่านจะพินาศลงเหมือนกับผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมขึ้นเรือของนบีนั๊วฮฺ อะลัยฯ ผู้แต่งมินฮัจญ์ อัล-กิรอมะฮฺ กล่าวว่า “หะดีษนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นความจำเป็นที่มุสลิมทุกคนจะต้องให้การสนับสนุนต่ออะหฺลุลบัยตฺ และเพราะเหตุที่ท่านอะลีเป็นประมุขของอะหฺลุลบัยตฺ การเคารพเชื่อฟังท่านจึงเป็นหน้าที่ที่ผูกมัดมุสลิมทุกคน ท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นอิมาม และมีแต่ท่านเท่านั้นที่มีสิทธิเป็นเคาะลีฟะฮฺ" (63)

หะดีษนี้ไม่ปรากฏอยู่ในหนังสือหะดีษเศาะเฮียะฮฺไม่ว่าจะในเล่มใดเล่มหนึ่ง อิมาม อิบนิตัยมิยะฮฺ อุลามะฮฺผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 8 ปฏิเสธหะดีษนี้ โดยให้เหตุผลว่า ไม่ปรากฏว่าในบรรดาผู้ที่เล่าหะดีษนี้ต่อๆ กันมาเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ไว้วางใจได้สักคนหนึ่ง (64)

8. หะดีษอัล-ฮักกฺ

ชาวชีอะฮฺใช้รายงานหะดีษต่อไปนี้ยืนยันว่า ท่านอะลี รอฎิฯ แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ และว่าเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรก(ท่านอบูบักร, อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ) ขาดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่ง หะดีษที่กล่าวมาได้แก่ :

ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “ฮักกฺ(สัจธรรมหรือความถูกต้อง)อยู่กับอะลี และอะลีอยู่กับฝ่ายของสัจธรรม เขาไปทางไหน มันก็ตามไปทางนั้นด้วย" (65)

จากหะดีษนี้ชาวชีอะฮฺให้คำอธิบายว่า ท่านอะลี รอฎิฯ เป็นบรรทัดฐานของความจริง และดังนั้นท่านจึงเป็นอิมามและเป็นเคาะลีฟะฮฺของอุมมะฮฺมุสลิมโดยชอบธรรม หะดีษนี้มาจากส่วนหนึ่งของคุฏบะฮฺของท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งท่านจาระในความงามความดีของตัวท่านเอง คุฏบะฮฺส่วนนี้ทั้งหมดเต็มไปด้วยการยกย่องสรรเสริญตนเอง จนฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺอย่างเราๆ ยากที่จะเชื่อว่าผู้ถ่อมตนและตักวาอย่างท่านอะลีจะหลงเยินยอและสดุดีตนเองได้ถึงขนาดนั้น ยิ่งกว่านั้น ไม่มีหนังสือหะดีษหรือหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใดบันทึกข้อความดังกล่าวเอาไว้ แม้แต่หนังสือนะหฺญุลบะลาเฆาะฮฺ ซึ่งเป็นหนังสือประมวลคุฏบะฮฺ จดหมายและโอวาทซึ่งเชื่อกันว่าเป็นของท่านอะลี รอฎิฯ ยังมิได้กล่าวถึงข้อความดังกล่าวเสียด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม มีหะดีษหนึ่งปรากฏอยู่ในบันทึกของสุนัน อบู ดาวูดกล่าวเอาไว้ว่า ในระหว่างที่ท่านนบี ศ็อลฯ ขอดุอาอฺให้แก่ท่านอะลี รอฎิฯ อยู่นั้น ท่านกล่าวว่า : “ขออัลลอฮฺได้โปรดเมตตาอะลี โอ้อัลลอฮฺ! ขอได้โปรดทำให้ความจริงเป็นเพื่อนของอะลี เพื่อว่าความจริงไปทางไหน เขาจะได้ตามไปทางนั้นด้วย “
ตามหะดีษนี้ ท่านนบี ศ็อลฯ ขอพรต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ ให้ความจริงสถิตย์อยู่กับท่านอะลี รอฎิฯ อยู่เสมอ และเราชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺมีความเชื่อมั่นว่า ท่านอะลียึดมั่นในความจริงอยู่เสมอ ดังนั้น เราจึงให้การยอมรับ เคารพและรักท่านอะลีในฐานะที่เป็นหนึ่งในเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม แต่เราเชื่อมั่นว่าบรรทัดฐานแห่งสัจธรรมนั้นมิใช่ใครอื่นนอกจากท่านนบี ศ็อลฯ นั่นเอง

9. หะดีษ อัล-มันซิละฮฺ

ปรากฏในหนังสือหะดีษเศาะเฮียะฮฺของอัล-บุคอรีและเศาะเฮียะฮฺมุสลิมว่า สะดฺ บิน อบี วักกอส กล่าวว่า : “เมื่อท่านนบี ศ็อลฯ กำลังออกไปในสมรภูมิตะบูกนั้น ท่านทิ้งให้อะลีอยู่ดูแลครอบครัวของท่านในเมืองมะดีนะฮฺ อะลีกล่าวว่า “ท่านกำลังทิ้งให้ฉันอยู่กับเด็กๆ และผู้หญิงอย่างนั้นหรือ“ ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวตอบว่า “เจ้าจะไม่ยอมรับการได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกันในความสัมพันธ์กับฉัน เช่นที่ฮารูณมีต่อมูซาอย่างนั้นหรือ นอกเสียจากว่าจะไม่มีนบีลงมาอีกภายหลังฉัน “

ในบรรดาหนังสือของชาวชีอะฮฺ หะดีษนี้ถูกเรียกว่าหะดีษอัล-มันซิละฮฺ ซึ่งหมายถึง “ตำแหน่ง” ชาวชีอะฮฺตีความหะดีษนี้ว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ได้แต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็นมนตรีของท่าน ดังนั้น ท่านอะลีจึงเป็นผู้สืบต่อจากท่านโดยชอบธรรม

ฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺก็ชี้แจงว่า นบีฮารูณ อะลัยฯ เป็นพี่ชายของนบีมูซา อะลัยฯ และนบีฮารูณมิได้สืบทอดอำนาจต่อจากนบีมูซาในฐานะอิมามหรือเคาะลีฟะฮฺของท่าน(66)แต่อย่างใด ท่านอะลี รอฎิฯ เปรียบเหมือนท่านนบีฮารูณเนื่องมาจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของท่าน และการที่ท่านถูกยกให้เป็นมนตรีหรือผู้ช่วยนั่นเอง

มีข้อเท็จจริงที่สมควรนำมากล่าวเพิ่มเติมก็คือ ในขณะที่ท่านนบีศ็อลฯ ออกจากเมืองมะดีนะฮฺเพื่อไปทำสงครามตะบูกนั้น ท่านมีเศาะหาบะฮฺจำนวน 30,000 คนเดินทัพร่วมไปกับท่าน นับเป็นกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในระหว่างที่ท่านนบี ศ็อลฯ ยังมีชีวิตอยู่ และยังเป็นการจัดทัพครั้งสุดท้ายของท่าน ถึงแม้ท่านจะนำกองทัพด้วยตัวของท่านเองก็ตาม แต่ท่านได้มอบหมายอำนาจบังคับบัญชากองทัพให้กับท่านอบูบักร รอฎิฯ มีอีกหะดีษหนึ่งระบุว่า ท่านได้แต่งตั้งให้อิบนุ อุมมุ มักตูมทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วย “ของท่านในเมืองมะดีนะฮฺ ในขณะที่ท่านอะลี รอฎิฯ ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ดูแลสมาชิกในครอบครัวของท่าน เพราะฉะนั้น เราชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺจึงไม่ได้ถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นประกาศิตแต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้ขึ้นเป็นอิมามภายหลังการจากไปของท่านนบี ศ็อลฯ แต่อย่างใด

โดยสรุปแล้ว เราจะเห็นว่าหะดีษที่ชาวชีอะฮฺยกขึ้นมากล่าวอ้างทั้งหมดได้เปิดเผยให้เราเห็นความสำคัญสองประการ ประการแรก ชาวชีอะฮฺชอบใช้วิธีการเลือก พวกเขาจะอ้างเฉพาะรายงานที่สอดคล้องกับความเชื่อของพวกเขาเท่านั้น ถึงแม้จะมีหะดีษเศาะเฮียะฮฺอื่นๆ ที่น่าเชื่อถือกว่าพวกเขาก็ไม่สนใจ ประการที่สอง ชาวชีอะฮฺอาศัยการตีความหะดีษตามใจตนเอง พวกเขาปฏิเสธแนวทางซึ่งเป็นที่ยอมรับในการศึกษาและวิเคราะหฺหะดีษทั้งหลาย การอ้างข้อความจากอัล-กุรฺอานก็เป็นไปในลักษณะเช่นเดียวกัน ชาวชีอะฮฺมักจะยกมาเพียงอายะฮฺหนึ่ง หรือตัดเพียงส่วนหนึ่งของอายะฮฺมาอ้างโดยมิได้สนใจเนื้อหาแวดล้อมแต่อย่างใด

การตีความอัล-กุรฺอานของชาวชีอะฮฺมักจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อยู่เสมอ โดยยกเอาเหตุการณ์เป็นหลักฐานสำคัญในการถกเถียง ตัวอายะฮฺที่ยกมาอ้างไม่ได้ถือเป็นหลักฐานสำคัญ ดังนั้น การที่ชาวชีอะฮฺเชื่อในความเป็นอิมามของท่านอะลี รอฎิฯ จึงมีรากฐานมาจากเหตุการณ์ที่เฆาะดีรฺ คุม ในทำนองเดียวกัน การที่ชาวชีอะฮฺเชื่อในภาวะไร้บาปของบรรดาอิมามจึงขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ “กิสาอฺ“ ชาวชีอะฮฺอ้างอายะฮฺ 5:55 มาสนับสนุนสิทธิในการเป็นอิมามของท่านอะลี รอฎิฯ(67) แต่ยึดการตีความไปตามเหตุการณ์ “การบริจาคแหวนให้ขอทาน“ ที่พวกเขาโยงเข้ากับอายะฮฺดังกล่าว ถ้าชาวชีอะฮฺไม่ยึดเอาเหตุการณ์ที่กล่าวอ้างมาใช้เป็นหลักในการตีความแล้ว ก็จะไม่มีอายะฮฺใดอายะฮฺหนึ่งสนับสนุนจุดยืนของชาวชีอะฮฺอย่างแน่นอน

ข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่ว่า ในอัล-กุรฺอานไม่มีอายะฮฺใดที่เรียกร้องให้มีการศรัทธาในอิมามะฮฺอย่างชัดแจ้งตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซากปรากฏอยู่แม้เพียงอายะฮฺเดียว และในหะดีษเศาะเฮียะฮฺก็เช่นเดียวกัน เราไม่พบหะดีษเศาะเฮียะฮฺแม้เพียงหะดีษเดียวที่ระบุอย่างชัดแจ้งตรงไปตรงมาว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ได้แต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็นอิมามหรือเคาะลีฟะฮฺสืบต่อจากท่าน

กรุณาคลิกอ่านเพิ่มเติม ระหว่างเคาะลีฟะฮฺกับอิมามะฮฺ ตอนที่ 4

เชิงอรรถ :

(45)มินฮัจญ์ อัล-กิรอมะฮฺ, หน้า 93-94

(46)มินฮัจญ์ อัซ-สุนนะฮฺ, เล่ม 4, หน้า 81

(47)เศาะเฮียะฮฺบุคอรี

(48)เศาะเฮียะฮฺบุคอรี, เล่ม 2, หน้า 702

(49)มินฮัจญ์ อัล-กิรอมะฮฺ, หน้า 68

(50)เศาะเฮียะฮฺบุคอรี

(51)เศาะเฮียะฮฺบุคอรี

(52)อัล-มุสนัด

(53)เศาะเฮียะฮฺมุสลิม

(54)เศาะเฮียะฮฺบุคอรี

(55)หรือว่าท่านอัล-อับบาสและท่านอะลี รอฎิฯ เองไม่เข้าใจคำว่า “เมาลา“ อย่างที่ชาวชีอะฮฺเข้าใจหรือท่านทั้งสองลืมเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้น ณ เฆาะดีรฺ คุมไปเสียแล้ว (ผู้แปล)

(56) ที่สำคัญคือทำไมท่านอะลีถึงบอกว่า “(ขอสาบาน)ต่ออัลลอฮฺ ถ้าเราสอบถามท่านรสูล ศ็อลฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และท่านปฏิเสธไม่ให้เราได้มันภายหลังท่านจากไปแล้ว ประชาชนจะไม่มีวันยกมันให้พวกเราอีกต่อไป (ขอสาบาน)ต่ออัลลอฮฺ ฉันจะไม่นำเรื่องนี้ไปสอบถามท่านอย่างแน่นอน“ (ผู้แปล)

(57)มินฮัจญ์ อัล-กิรอมะฮฺ, หน้า 98

(58)อัล-ฮากิม – เป็นหะดีษเศาะเฮียะฮฺ

(59)อบู ดาวูด, อัต-ติรฺมิซีย์ และอิบนุ มาญะฮฺ - เป็นหะดีษเศาะเฮียะฮฺ

(60)เศาะเฮียะฮฺมุสลิม

(61) และที่สำคัญขอให้สังเกตุว่า ท่านนบี ศ็อลฯ พูดอย่างชัดเจนว่า “ฉันขอเตือนพวกท่านเกี่ยวกับอะหฺลุลบัยตฺของฉัน“ ท่านนบีไม่ได้ระบุให้เรายึดมั่นและปฏิบัติตามเช่นเดียวกับข้อความที่ท่านพาดพิงถึงอัล-กุรฺอาน เราจึงเห็นความแตกต่างตรงนี้ได้อย่างชัดเจน มีความเป็นไปได้ที่ท่านเตือนประชาชนของท่านให้ระมัดระวังเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวต่อสมาชิกในครอบครัวของท่านซึ่งมีทั้งในด้านหน้าที่ที่พึงมีต่อพวกเขา ความรัก ความเคารพและการให้เกียรติแก่พวกเขา มิใช่การยึดมั่นตามที่ชาวชีอะฮฺอ้างในหะดีษของพวกเขา ตรงส่วนท้ายของหะดีษ มีการพูดถึงว่าใครกันบ้างที่เป็นอะหฺลุลบัยตฺ ผู้รายงานหะดีษได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ได้แก่ บรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ คนในครอบครัวของท่านอะลี, ท่านอะกีล, ท่านญะอฺฟัรและท่านอัล-อับบาส มิได้จำกัดเฉพาะห้าคนตามที่ชาวชีอะฮฺกล่าวอ้างแต่อย่างใด(ผู้แปล)

(62)มินฮัจญ์ อัล-กิรอมะฮฺ, หน้า 98 หะดีษนี้รายงานโดยอัล-บัซซาร และถูกจัดเป็นหะดีษฎออีฟ(อ่อน)

(63)เล่มเดียวกัน, หน้า 28

(64)มินฮัจญ์ อัซ-สุนนะฮฺ, เล่ม 4, หน้า 105

(65)มินฮัจญ์ อัล-กิรอมะฮฺ, หน้า 54-55

(66)ตัวท่านนบีฮารูณนั้นกลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ สุบหฯ ก่อนท่านนบีมูซา ผู้เป็นน้องชายเสียอีก (ผู้แปล)

(67)เรียกว่าอายะฮฺ “วิลายะฮฺ“ (ผู้แปล)

Source : Sunni & Shi'ah Perspectives on Islam by Dr. Abdullah Salamah Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh, 1998



บทความนี้มาจาก Sunnahcyber.com
http://www.sunnahcyber.com/truepath

URL สำหรับเรื่องนี้:
http://www.sunnahcyber.com/truepath/modules/news/article.php?storyid=62