อิมามมะฮฺดี......... เร้นกายหรือยังไม่เกิด ตอนที่ 12

วันที่ 23/5/2007 21:32:12 | หัวข้อ: อิมามมะฮฺดี

โดย อาจารย์ปราโมทย์ ศรีอุทัย

พระศรีอาริย์ .. ใช่อิมามมะฮฺดีหรือเปล่า ?


ข้อความข้างต้น คือคำถามที่ผมได้รับจากเพื่อนสนิทบางคน ......... เขาอ้างเหตุผลว่า พิเคราะห์ดูคุณสมบัติและพฤติการณ์ตามที่มีเล่ามาทั้งในศาสนาพุทธและศาสนาอิสลามของเราแล้ว น่าจะใช่เป็นคนๆเดียวกัน ............ เพราะทั้งสองท่านนั้น จะปรากฏตัวขึ้นมาในโลกนี้ เพื่อสร้างความสันติสุข และความสงบสุขให้แก่ชาวโลกเหมือนๆ กัน ..........
ผมตอบเขาไปว่า อย่านำเรื่องนี้มาคิดตีความอะไรให้มันสับสน ...... พระศรีอาริย์ ก็คือ พระศรีอาริย์ ... ท่านมะฮฺดี ก็คือ ท่านมะฮฺดี ........ เป็นคนละคนกันแน่นอน ! ........... เหนือสิ่งอื่นใด เราควรจะให้เกียรติและไม่บังควรจะไป “ก้าวก่าย” ในสิ่งที่เป็นความเชื่อและความศรัทธาของศาสนิกอื่น เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างกันได้ ...... ที่สำคัญที่สุด พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. พระผู้เป็นเจ้าของเรา ก็ได้ทรงกำชับไว้แล้ว ในโองการที่ 6 อันเป็นโองการสุดท้ายของซูเราะฮ์ อัล-กาฟิรูน ว่า .....

[ لَكُمْ دِيْنُكُمْ وَلِيَ دِيْنِ ]

“สำหรับพวกท่าน ก็คือ ศาสนา (หรือแนวทาง) ของพวกท่าน และสำหรับฉัน ก็คือ ศาสนา (หรือแนวทาง) ของฉัน” .........

ความหมายของโองการนี้ก็คือ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงกล่าวแก่ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม (ซึ่งก็รวมทั้งพวกเราที่เป็นอุมมะฮ์ของท่านด้วย) ว่า ในเรื่องที่เป็นกิจการของศาสนาแล้ว ให้ปฏิบัติเฉพาะในส่วนที่เป็นศาสนาของเราเท่านั้น ... ห้ามล่วงล้ำ หรือกระทำการใดๆอันจะนำไปสู่การละเมิดในสิทธิหรือสิ่งอันเป็นหลักการและความเชื่อของศาสนาอื่น ........... และคนศาสนิกอื่น ก็ไม่ควรล่วงล้ำหรือก้าวก่าย ในสิ่งที่เป็นสิทธิหรือหลักการอันเกี่ยวกับความศรัทธาของมุสลิม ........

นี่คือ แนวทางที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดเอาไว้ เพื่อให้ประชาคมโลกทั้งหลายอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข .......

แล้วผมก็อธิบายให้เขาฟังว่า ข้อพิสูจน์ความแตกต่างระหว่าง 2 ท่านนั้นก็คือ.....

ท่านมะฮฺดี ตามหลักการของอิสลาม .... จะมาปรากฏกายและสร้างสันติสุขแก่ชาวโลก ในยุคสุดท้ายก่อนวันกิยามะฮ์ไม่นาน ....... ส่วนพระศรีอาริย์ มิใช่เช่นนั้น ....... ตรงนี้ ผมขออธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมนิดหนึ่งก่อน.....

ท่านผู้อ่าน เคยได้ยินคำว่า “กัป-กัลป์” ไหมครับ ? เชื่อว่า แทบทุกคนคงตอบว่า เคยได้ยิน แต่ไม่ค่อยเข้าใจความหมายสักเท่าไหร่ ...... รู้แต่เพียงว่า นานมากเท่านั้น.......... ผมจึงขอถือโอกาสนี้ อธิบายเพิ่มเติมให้ท่านผู้อ่านได้รับฟัง(ผิดหรือถูกก็ไม่รู้)ว่า คำว่ากัปกัลป์นี่ หมายถึงระยะเวลาในระหว่างการสิ้นโลกในแต่ละยุคตามความเชื่อของชาวพุทธ ซึ่งก็คงจะเป็นเวลานานมาก....... แต่จะนานมากเท่าไร ? ... ไม่ทราบเหมือนกัน .....

ตามคัมภีร์บอกว่า .. เมื่อสิ้นกัปสิ้นกัลป์ในแต่ละครั้ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ จะมีไฟบรรลัยกัลป์ มาล้างผลาญทุกสิ่งทุกอย่างในโลกอันสกปรกโสมมใบนี้ จนมอดไหม้เป็นเถ้าธุลี ...... ต่อจากนั้น ก็จะมีน้ำบ่ามาท่วม เพื่อชำระโลกให้สะอาดหมดจด..... พอโลกนี้สะอาดสะอ้านดีแล้ว ก็จะเกิดมีดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดขึ้น หมุนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป............ โลกนี้ ผ่านการเกิดและดับมาแล้ว หลายกัปหลายกัลป์

กัปหรือกัลป์ ที่พวกเรามีชีวิตอยู่ขณะนี้ มีชื่อว่า “ภัทรกัป” จะมีพระพุทธเจ้ามาโปรดสัตว์รวม 5 องค์ด้วยกัน ....... พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือพระสมณโคดม ถือเป็นองค์ที่ 4 มีอายุศาสนา 5 พันปี ....... ตอนนี้ ผ่านมาแล้ว 2548 ปี ชาวพุทธเริ่มต้น “เคาท์ ดาวน์” คือ นับถอยหลังอีก 2452 ปี ก็จะถึงยุคของพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของกัปนี้ ..... คือพระศรีอาริยเมตไตรย หรือที่ชาวพุทธเรียกกันติดปากว่า พระศรีอาริย์ ... (เนื้อหาข้างต้นนี้ ผมนำมาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันเสาร์ ที่ 22 มกราคม 2548 จากคอลัมน์ “ชักธงรบ” ของคุณกิเลน ประลองเชิง) .........

พระศรีอาริย์ จึงเป็น “อนาคตพุทธ” ที่มิใช่เป็นองค์สุดท้ายจริงๆ ....... เพราะหลังจากสิ้นกัปของท่าน และเกิดมีกัปใหม่แล้ว (หรือสมมุติว่าจะเป็น “กัป” เดียวกันก็ตาม) ... ก็จะมีอนาคตพุทธหลังจากท่าน (ดังที่มีรายงานจากหนังสือรุ่นหลังๆ นี้) อีก 9 องค์ด้วยกัน คือ อุตตมะ รามะ ปเสนทิโกสละ. อภิภู ทีฆโสนิ สังกัจจะ สุภะ โตเทยยะ และนาฬาคิริปลิเลยยะ...... พระศรีอาริย์ จึงมิใช่ท่านมะฮฺดีของเราด้วยประการฉะนี้ .........

วันก่อน ผมไปลองค้นดูในตู้ตำราภาษาไทยของผม ก็บังเอิญไปเจอหนังสือ “พุทธศาสนา : ทัศนะและวิจารณ์” ของอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ซึ่งผมซื้อไว้นานแล้ว และชอบอ่านมาก ... ที่ชอบอ่าน เพราะลีลาและสำนวนการเขียนของท่าน อ่านแล้ว มันเป็นบ้า ........ และบังเอิญ (อีกครั้ง) ที่ในหนังสือเล่มนี้ มีเรื่องราวของพระศรีอาริย์อยู่ด้วย ซึ่งท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ได้เขียนชี้แจงตอบโต้การ “โมเมชั่น” ของบาทหลวงศาสนาหนึ่งที่บังอาจไปตู่ว่า พระศรีอาริย์ (ที่ยังไม่เกิด) ของชาวพุทธ ก็คือศาสดาของพวกเขานั่นเอง .........

ผมเห็นว่าข้อเขียนเรื่องนี้ของท่านอาจารย์เสถียรพงษ์มีประโยชน์มาก เพราะอย่างน้อย ก็จะเป็นการสะท้อนให้เห็นความรู้สึกของชาวพุทธจริงๆ ว่า มีความรู้สึกอย่างไร เมื่อศาสนาที่พวกเขานับถือต้องถูกแทรกแซง หรือก้าวก่ายจนบิดเบี้ยวไปอย่างน่าเกลียดจากศาสนิกอื่น .......... ผมจึงขออนุญาตต่ออาจารย์เสถียรพงษ์ในการนำเอาบางส่วนของเรื่องนี้มาลงเป็น “ภาคผนวก” ในหนังสือเล่มนี้ของผม เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่บางคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะ ... จะได้มีความสำรวมตน และเคารพใน “กรอบ” อันดีงามระหว่างศาสนา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขตลอดไป ........ และก็ต้องขออนุญาตคัดลอกมาคำต่อคำ เพราะหากผมเขียนเอง ก็จะทำให้เสียอรรถรสจากข้อเขียนอันสมบูรณ์แบบและทรงคุณค่าของท่าน ..............

ข้อเขียนของท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก เรื่อง “พระศรีอาริยเมตไตรยกับบาทหลวงคาทอลิก” จากหนังสือ “พุทธศาสนา : ทัศนะและวิจารณ์” ตั้งแต่หน้า 48-51 มีดังนี้ .......

แต่การที่เดียรถีย์นอกพุทธศาสนาเอาพระศรีอาริย์มาอ้าง โดยยกคัมภีร์จอมปลอมจากไหนไม่ทราบ อ้างเป็นพุทธทำนายรับสมอ้างว่า ศาสดาของตนเป็นพระศรีอาริย์ที่โลกรอคอยนั้น ถึงพระศรีอาริย์ท่านไม่ว่า แต่ชาวพุทธอย่างผม “ติดใจ” ครับ ขอต่อว่าหน่อย และขอร้องด้วยความเคารพว่า

วิธีการปลอมปนคำสอนของศาสนาอื่นเพื่อประโยชน์ของตัวอย่างบัดซบเช่นนี้ ขอให้เลิกทีเถอะครับ อย่าได้กระทำอีกต่อไปเลย

ท่านยังคงจำได้ว่า ในบทที่แล้ว ผมได้แฉกโลบายย่ำยีพุทธศาสนาของบาทหลวงคาทอลิก ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามพระพุทธเจ้า และปลอมแปลงหลักคำสอนของพุทธศาสนา ไปรับใช้ศาสนาของตนอย่างไรบ้าง การกระทำเหล่านี้ เป็นนโยบายลับที่รับมาโดยตรงจากวาติกัน ดังเอกสารลับ (วารสารแถลงกิจ) ที่แจกเฉพาะบิชอพทั้งหลายผู้รับนโยบาย และกำชับไว้ว่า

“เป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวดทั้งเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน (ของคริสตศาสนจักรโดยรวม) และเพื่ออนาคตของวารสารแถลงกิจนี้เอง ที่ทุกๆ ท่านจะต้องตระหนักไว้จงดีว่า วารสารแถลงกิจนี้เป็นเอกสารลับ สงวนเฉพาะสำหรับบาทหลวง ตั้งแต่ชั้นบิชอพขึ้นไป และสำหรับบุคคลบางท่านที่เหล่าบิชอพหรือทางสำนักเลขาธิการนี้ ได้กำหนดหมายตัวไว้สำหรับทำงานเสวนาไดอาลอกเท่านั้น ถ้าหากว่าท่านบิชอพทั้งหลายเห็นประโยชน์ที่จะคัดลอกพิมพ์ใหม่ ซึ่งบทความหรือข่าวสารใดๆ ไม่ว่าเป็นเพียงบางส่วนหรือตลอดทั้งเรื่องนั้นๆ ก็ดี ก็ให้ตีพิมพ์ได้ แต่ต้องไม่ระบุแหล่งที่มา อีกประการหนึ่ง ด้วยเหตุที่ว่า วารสารนี้เป็นเอกสารลับ จึงมิพึงบอกแจ้งให้สื่อมวลชนล่วงรู้”

ท่านอยากรู้ไหมว่า เขาวางนโยบายทำลายล้างพุทธศาสนาให้สิ้นซาก แล้วเอากางเขนมาประดิษฐานแทน รับช่วงกันทำเป็นทอดๆ อย่างไร มาดูเอกสารที่ผมได้

มีผู้ไปถามเรื่องนี้กับอดีตบาทหลวงที่ผมเอ่ยถึงใน แมกกาซีน ฉบับก่อน ท่านปฏิเสธว่า “ลับเลิบอะไร ไม่มี ทางเราไม่มีนโยบายลับอะไรดังที่ว่ากัน” ก็ขอความกรุณาให้คำอธิบายได้ไหมว่า ถ้าทุกอย่างในเอกสารเหล่านี้ไม่เป็นเรื่องลับ แล้วทำไมจึงกำชับนักกำชับหนาอย่าได้แพร่งพรายเป็นอันขาด ใครจะพิมพ์ซ้ำหรือคัดลอกบางตอน ก็อย่าบอกแหล่งที่มาว่าพิมพ์ที่ไหน อย่างนี้ไม่ลับหรือครับ

หนังสือเป็นหลักฐาน มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม เขาระบุสำนักพิมพ์กันทั้งนั้น นอกจากหนังสือโป๊

บาทหลวงพวกนี้เขาสารภาพในหมู่ตนว่า ศาสนาของตนไม่มีหลักคำสอนลึกซึ้งพอที่จะทนการพิสูจน์ของปัญญาชนได้ คำสอนของพระเยซูไม่มีอะไรมาก ตลอดชีพก็สรุปได้เพียงว่าให้รักพระเจ้าและให้รักเพื่อนบ้านเท่านั้นเอง จะเทียบกับศัพท์ทางพุทธศาสนาก็ว่า สอนแค่เมตตากรุณา ไม่มีอะไรลึกซึ้งถึงขั้นปรมัตถสัจจธรรม

พวกเขาบอกย้ำกันเองว่า “คริสต์ศาสนาไม่มีปรัชญาของตนโดยเฉพาะ หากรับเอาปรัชญาที่พบว่า เหมาะสมมาอธิบายข่าวดีของพระเยซูมาตลอด ในอดีต ในตะวันตกใช้ปรัชญากรีกอธิบายคำสอน เมื่อเข้ามาในประเทศที่มีวัฒนธรรมและนับถือพุทธศาสนา จึงควรใช้คำสอนของพุทธศาสนาแทนปรัชญากรีก”

หลังจากปู้ยี่ปู้ยำปรัชญากรีกแล้ว ก็หันมาจับพุทธศาสนายำเล่นตามชอบใจ ว่างั้นเถอะ

เมื่อตั้งเป้าไว้อย่างนี้แล้ว ก็จัดบาทหลวงในคราบปัญญาชนให้ศึกษาพระไตรปิฎก เพื่อหาว่ามีช่องไหนมุมไหนที่จะหยิบฉวยเอามาบิดเบือนหรือบิดเบี้ยว ให้มารับใช้ศาสนาของตนได้บ้าง โดยไม่คำนึงว่า จะเกิดความเสียหายแก่ศาสนาอื่นหรือไม่

จากนั้น ก็เกิดงานวิจัยอัปลักษณ์อย่าง “ปรัชญาอินเดีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธปรัชญา) สำหรับชาวคริสต์” และ “พระไตรปิฎกสำหรับชาวคริสต์” ได้บิดเบือนพระพุทธวัจน ตีความเข้าข้างตัวอย่างปัญญาอ่อน หลอกชาวบ้านว่า คริสตศาสนาของฉันก็มีคำสอนเรื่อง อริยสัจ อนัตตา นิพพาน ปฏิจจสมุทบาท เหมือนกันนะ

ก็พูดอยู่หยกๆ ว่า คริสตศาสนาไม่มีปรัชญาอะไรลึกซึ้งเป็นของตัว พระเยซูแกก็สอนแค่ความรัก แล้วยังจะมาอาจเอื้อมพูดธรรมสูงๆ เช่นอนัตตา นิพพาน ปฏิจจสมุทบาท ของพุทธศาสนา

อาดัมกับอีวาเปลือยกายนั่น ก็เป็นอนัตตานะ เห็นไหม อนัตตาก็มีในคริสตศาสนา ทุเรศแค่ไหนขอให้วิญญูชนไตร่ตรองดู

นอกจากสองเล่มนั้น ผมก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือถ่อยอีกเล่มหนึ่ง ชื่อ “เราคือ ผู้ที่โลกรอคอย” ผู้เขียนคือ สมร เรืองชาญ สำนักพิมพ์ตู้ ป.ณ. กลาง 127 กรุงเทพฯ อ้างพุทธทำนายเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรย จากคัมภีร์ปลอมที่ไม่เคยปรากฏในสารบบคัมภีร์พุทธศาสนา พุทธพจน์ที่อ้างมานั้น ล้วนแต่ขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ผมขอคัดมาให้ดูดังนี้

“เมื่อพระพุทธเจ้าเดินเที่ยวสัญจรเป็นตัวตนอยู่ในโลกนี้ มีพราหมณ์เฒ่าองค์หนึ่งนุ่งขาวห่มขาว เข้ามาทูลพระพุทธเจ้าว่า มนุษย์และพราหมณ์ทั้งหลายจะจำศีลกันนานเท่าใดจึงจะรอดพ้นบาปได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า มาดแม้นว่าท่านทั้งหลายให้ทานทอดกฐิน ถือศีล 5 ศีล 10 ศีล 227 เก้าล้านพันโกฏิ ยกมือไหว้บูชาเผาตัวถวายเป็นเครื่องบูชา หรือภาวนาวันละ 5 ครั้ง ก็ไม่อาจจะรอดพ้นได้ ทำอย่างนี้ทุกวันก็จะได้ผลบุญเพียงเท่าเส้นผมของเด็กอ่อนที่อยู่ในท้องแม่มาตั้ง 8 อสงไขย จะเข้าประตูสวรรค์ยังไม่ได้เลย... พราหมณ์เฒ่าองค์นั้นทูลถามต่อไปว่า ดังนั้นจะให้ข้าฯ ทั้งหลายทำอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ท่านทั้งหลายแสวงหาพระอีกองค์หนึ่งจะมาโปรดโลกนี้ ช่วยท่านทั้งหลายภายหน้า พระองค์นั้นชื่อ พระศรีอาริยะเมตไตรย พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระศรีอาริยะเมตไตรย มีอุ้งมืออุ้งเท้าเป็นกงจักรกลมมน ที่สีข้างมีรอยถูกแทงเป็นแผล หน้าผากเต็มไปด้วยรอยตำหนิ พระองค์นั้นแหละจะเป็นสำเภาทองลำใหญ่ จะพาท่านทั้งหลายข้ามวัฏสงสาร”

เสร็จแล้ว นักบิดเบือนก็อ้างว่า ลักษณะอย่างนี้ ตรงกับพระเยซู ดังบันทึกพระธรรมลูกาดังนี้

“ดังนั้นพวกทหารจึงทุบขาของคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งที่ถูกตรึงอยู่กับพระองค์ แต่เมื่อเขามาถึงพระเยซูคริสต์และเห็นว่า พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว เขาจึงมิได้ทุบขาพระองค์ แต่ทหารคนหนึ่งเอาทวนแทงสีข้างของพระองค์ และโลหิตและน้ำไหลออกมาทันที”

แล้วก็สรุปว่า รอยแผลที่สีข้างของพระเยซูเป็นรอยแผล ตรงกับคำทำนายของพระพุทธเจ้า และที่ว่าพระศรีอาริย์หน้าผากมีรอยแผลเป็น ก็เหมือนพระเยซูอีก เพราะตามตำนานเล่าว่า ก่อนพระเยซูตาย ทหารโรมันเอามงกุฎหนามมาครอบศีรษะ มงกุฏหนามได้ทิ่มแทงศีรษะพระองค์จนเป็นรอยตำหนิ อุ้งมือเป็นกงจักร ก็เป็นผลของตาปูที่ตอกตรึงก่อนตาย

หนังสือถ่อยเล่มนี้ ผู้เขียนอ้างว่า คัดมาจากพระธรรมมูลปัญหาคัมภีร์ขอมจากพระธรรมไตรปิฎก

ขอเรียนว่า คัมภีร์นี้ไม่มี พระไตรปิฎกที่อ้างนั้นก็ไม่มีพุทธทำนายอย่างนี้ เป็นการแอบอ้างปลอมแปลงอย่างเห็นได้ชัด ท่านไม่ต้องดูอื่นไกล เอาแค่เรียกพราหมณ์ว่า “องค์” เท่านั้นก็ฟ้องอยู่ในตัวแล้ว ชาวพุทธที่เขารู้เรื่องของศาสนาดี เขาก็รู้แล้วว่า พราหมณ์เป็นเพศฆราวาส ไม่ได้บวช จะเรียกรูปเรียกองค์เหมือนพระหาได้ไม่ ยิ่งเกณฑ์ให้พระพุทธเจ้าตรัสว่า รักษาศีล ไม่ว่าศีลระดับไหน ไม่ได้บุญกุศล ไม่สามารถให้รอดพ้นได้ก็ยิ่งเลอะใหญ่ พระพุทธศาสนาสอนเรื่องศีลสมาธิ ปัญญา ใครๆ ก็รู้ และการเผาตัวตายนั่นเป็นบาปมหันต์ไม่ใช่วิธีทำบุญ ถ้าเป็นพระปรับอาบัติปาราชิกเชียวนะคุณ

นี่กระมังที่อดีตบาทหลวงกีรติ บุญเจือ บอกพวกว่า ต้องช่วยกันวิจัยพระไตรปิฎก เพื่อหาลู่ทางนำเอาไปอธิบายคริสตศาสนา ถ้าหากหาไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะต้อง “เขียนอรรถกถาคัมภีร์ (ปลอม) เล่มใดเล่มหนึ่งขึ้นใหม่เพื่อรับใช้ศาสนาคริสต์”

อรรถกถาคัมภีร์ปลอมถ่อยเล่มนี้ เกิดขึ้นแล้วตามเจตนารมณ์ของเขา บิดเบือนอย่างปัญญาอ่อน อ้างพระศรีอาริย์คือพระเยซู พระพุทธเจ้ายืนยัน เพราะสีข้างเป็นแผลเป็นเหมือนกัน จะบอกให้เอาบุญ พระศรีอาริย์ ขณะที่ยังรอมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้านั้น อยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต ไม่เคยมาเกิดเป็นคนให้ใครเขาแทงสีข้างตายดังอ้าง จะมีก็แต่ “พระสี (ข้าง) อาน” เพราะถูกทหารโรมันแทงเท่านั้นแหละ คนละองค์ครับ

ก็ได้แต่หวังว่า เรื่องนี้คงจะเป็นอุทาหรณ์อย่างดีสำหรับนักวิเคราะห์ผู้ชอบ “แส่” ในเรื่องศาสนาอื่นทั้งหลาย .............. เดี๋ยวก็วิเคราะห์ว่า พระพุทธเจ้าเป็นรอซู้ลบ้างละ ..... เดี๋ยวก็วิเคราะห์ว่า พระศรีอาริย์ คืออิมามมะฮฺดีบ้างละ ........... ถ้าเราอยากจะให้เขาให้เกียรติเรา เราก็ต้องรู้จักให้เกียรติเขาบ้าง อะไรควร อะไรไม่ควร ... โตๆ ด้วยกันแล้วทั้งนั้น

ที่สำคัญ อย่านึกเพียงว่า ศาสนาพุทธเท่านั้นที่จะถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ของศาสนาของพวกเขาโดยไม่อายฟ้าดิน ...... ดังตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ จากข้อเขียนที่ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก นำมาตีแผ่ข้างต้นนี้ ......... ศาสนาอิสลามของพวกเราเองก็เถอะ เฉลียวคิดบ้างไหมว่า แม้กระทั่งเรื่องของท่านมะฮฺดีที่มันบิดเบี้ยวไปจากหลักฐานที่แท้จริง จนกลายเป็นนิยายอาหรับราตรีไปแล้วนั้น ........ จริงๆแล้ว เกิดขึ้นจากน้ำมือชีอะฮฺ หรือเกิดขึ้นจากน้ำมือของใคร ?

[ وصلى اللـه على سـيدنا محمد، وعلى الـه وصحـبه وسـلم ]

ปราโมทย์ ศรีอุทัย
วันเสาร์ที่ 1 เดือนรอญับ ฮ.ศ. 1426 : วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2548



บทความนี้มาจาก Sunnahcyber.com
http://www.sunnahcyber.com/truepath

URL สำหรับเรื่องนี้:
http://www.sunnahcyber.com/truepath/modules/news/article.php?storyid=16