เมนูของเรา

หลักการ : การพิจารณาหลักฐานทางศาสนาในแนวทางอะหฺลุซซุนนะฮฺ

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 7/6/2007 14:25:44 (4121 ครั้งที่อ่าน)
หลักการ

ต่อไปนี้เป็นหลักในการพิจารณาหลักฐานทางศาสนาในแนวทางของอะหฺลุซซุนนะฮฺ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้นคว้าวิจัยประเด็นความขัดแย้งสุนนีย์-ชีอะฮฺ เพื่อสรุปหาคำตอบที่ถูกต้อง

1. เนื่องจากอัล-กุรฺอานเป็นธรรมนูญอันสูงสุดของเรา แรกสุดเราต้องค้นหาเรื่องราวต่างๆ จากอัล-กุรฺอานเพื่อดูว่า อัล-กุรฺอานได้วางตัวบท หรือบทบัญญัติสนับสนุนประเด็นปัญหาต่างๆ ของเราหรือไม่

2. การทำความเข้าใจอายะฮฺต่างๆ ของอัล-กุรฺอานจะต้องอาศัยการชี้แนะจากตำราและคำอรรถาธิบายของอุลามะฮฺที่เราเรียกกันว่า "ตัฟซีร" เพราะเราไม่สามารถแปลและตีความอัล-กุรฺอานตามอำเภอใจของเราเองได้

3. อัล-กุรฺอานหลายๆ อายะฮฺมีสาเหตุแห่งการประทานโองการที่เราเรียกกันว่า "อัซบาบุล นุซูล" เป็นหลักให้เกิดความเข้าใจแก่นแท้และเนื้อหาสาระของมัน การละทิ้งสาเหตุแห่งการประทานโองการจะทำให้เราไม่เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของอัล-กุรฺอาน

4. เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงทะยอยประทานอัล-กุรฺอานลงมาตามวาระต่างๆ บางครั้งมีสองสามอายะฮฺ บางครั้งมีหลายๆ อายะฮฺที่เกี่ยวข้องกันและมีเนื้อหาต่อเนื่องกัน ดังนั้น การจะเข้าใจปริบทของอายะฮฺใดอายะฮฺหนึ่งจะต้องเกิดจากการพิจารณาอายะฮฺที่แวดล้อมอยู่ด้วย คือทั้งอายะฮฺก่อนหน้า และอายะฮฺที่อยู่ถัดไป

5. การอ่านและศึกษาอัล-กุรฺอานจากต้นฉบับภาษาอาหรับเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด(ถ้ามีความสามารถ) ขณะที่การอ่านและศึกษาอัล-กุรฺอานจากฉบับแปลเป็นภาษาต่างๆ จะต้องกระทำด้วยความสำนึกว่า ไม่มีสำนวนแปลใดจะสมบูรณ์พร้อม และสามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณอัล-กุรฺอานได้อย่างลึกซึ้งตรงตามเจตนารมณ์ของอัล-กุรฺอานอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม เรามีหน้าที่จะต้องค้นหาสำนวนแปลที่น่าเชื่อถือและถือว่าดีที่สุดมาเป็นบรรทัดฐานสำหรับใช้ศึกษาอ้างอิง ซึ่งสำนวนแปลที่ดีนั้น ผู้แปลจะยึดหะดีษและตำราของอุลามะฮฺเป็นกรอบในการถ่ายทอดความหมายอย่างเคร่งครัด

6. การอ่านและศึกษาอายะฮฺอัล-กุรฺอานจากหนังสือ หรือแหล่งต่างๆ ที่มีการยกอายะฮฺมาสนับสนุนประกอบเป็นหลักฐาน จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องตรวจสอบกับสำนวนแปลที่เชื่อถือได้เสียก่อน

7. หะดีษของท่านนบี (ซ.ล.) นั้นเป็นหลักยึดอันสำคัญของชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺ รองลงมาจากอัล-กุรฺอาน หะดีษประกอบไปด้วยคำพูด การกระทำและการรับรองของท่านนบีฯ

8. หะดีษมีหลายประเภทและหลายระดับ จะเข้าใจหะดีษอย่างแท้จริงจะต้องอาศัยการชี้แนะของอุลามะฮฺที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหะดีษโดยตรง หรือที่เราเรียกว่านักหะดีษ

9. หะดีษที่ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺถือเป็นบรรทัดฐานได้แก่หะดีษประเภทซอเฮี๊ยะฮฺ หรือหะดีษที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ความเป็นซอเฮี๊ยะฮฺของหะดีษเกิดจากการพิจารณาเนื้อหาของหะดีษ เช่น หะดีษหนึ่งมีเนื้อหาขัดแย้งกับอัล-กุรฺอานหรือไม่ ถ้าขัดแย้ง หะดีษนั้นจะนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานไม่ได้ และสองจะต้องมีการศึกษาสายรายงานของหะดีษลึกลงไปจนถึงตัวผู้รายงานหะดีษแต่ละคนว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีความทรงจำดีไหม และมีพฤติกรรมน่ารังเกียจหรือไม่ หะดีษหนึ่งๆ จะถูกต้องน่าเชื่อถือหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประวัติของผู้รายงานหะดีษนั้นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

10. ในทางวิชาการหะดีษ อุลามะฮฺที่ชำนาญในด้านนี้จะพยายามรวบรวมและบันทึกหะดีษเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะรวบรวมกันมาได้ มีบันทึกปรากฏอยู่ในตำรับตำรามากมายหลายร้อยเล่ม จัดว่าเป็นพัฒนาการทางวิชาการอย่างหนึ่งในโลกอิสลาม และเป็นมรดกที่อุลามะฮฺสายอะหฺลุซซุนนะฮฺได้รักษาเอาไว้มาหลายชั่วคน นอกจากนี้ ยังมีพัฒนาการอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีการบันทึกหะดีษต่างๆ จัดเข้าเป็นรูปเล่มแล้ว ยังมีการจัดทำประวัติผู้รายงานหะดีษเก็บไว้ใช้เป็นตำราอ้างอิงโดยอุลามะฮฺหลายท่าน

11. ในการรวบรวมหะดีษ อุลามะฮฺแต่ละท่านจะมีหลักเกณฑ์ในการรวบรวมที่แตกต่างกัน บางท่านรวบรวมทุกหะดีษเท่าที่พบแล้วบันทึกลงในตำรับตำราของตน บางท่านกลั่นกรองเอาเฉพาะหะดีษซอเฮี๊ยะฮฺจริงๆ เช่น ท่านบุคอรี บางท่านบันทึกหะดีษซอเฮี๊ยะฮฺเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีหะดีษในระดับต่ำกว่าบรรจุเข้าไปด้วย

12. หะดีษที่ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺไม่นำมาใช้ประกอบเป็นหลักฐานในเรื่องราวต่างๆ นั้นได้แก่หะดีษอ่อนที่เราเรียกกันว่า "ฎออีฟ" และหะดีษปลอมที่เราเรียกกันว่า "เมาฎั๊วะ"

13. หะดีษใน "ตำราหลัก" นั้นจะประกอบไปด้วยรายชื่อผู้รายงานหะดีษ ว่าใครได้ยินมาจากใคร ใครเล่าเรื่องนั้นๆ กันต่อๆ มา และส่วนที่เป็นเนื้อหะของหะดีษ ทั้งสองส่วนนี้มีความสำคัญสำหรับการพิจารณาหะดีษเป็นอย่างยิ่ง

14. สำหรับผู้รายงานหะดีษบางท่านมีประวัติไม่น่าเชื่อถือ บางท่านไม่มีใครรู้จัก หรือไม่มีประวัติบันทึกอยู่ในหนังสือประวัติผู้รายงานหะดีษ บางท่านไม่เคยพบกับผู้รายงานในระดับชั้นที่ติดกันในความเป็นจริง เช่น อ้างว่ารายงานมาจากนายคนนั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไม่เคยพบปะกันเลย บางคนไปยอมเอ่ยชื่อผู้รายงานที่ไม่น่าเชื่อถือ บางคนได้ยินมาจากคนหนึ่ง แต่แอบอ้างว่าได้ยินมาจากอีกคนหนึ่ง บางคนโกหกเป็นนิจ บางคนขี้หลงขี้ลืม ฯลฯ เหล่านี้คือองค์ประกอบที่ทำให้หะดีษต่างๆ ขาดความน่าเชื่อถือ ชาวอะหฺลุซซุนะฮฺจะต้องพยายามทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ และควรตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ ในขณะที่ได้ยินได้ฟังหะดีษแปลกๆ

15. นอกจากหะดีษจะมีซอเฮี๊ยะฮฺ ฎออีฟ และเมาฎั๊วะแล้ว หะดีษยังมีประเภทและระดับอื่นๆ อีกมาก ควรที่ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺจะศึกษาวิชาหะดีษเอาไว้ประดับตัว จะได้ช่วยประคับประคองให้ท่านอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง

16. สำหรับรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน การบันทึกเป็นไปในลักษณะเดียวกับการบันทึกหะดีษทุกประการ คือเหตุการณ์หนึ่งๆ จะมีผู้นำมาเล่า และเล่ากันต่อๆ ไป จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺจะต้องตรวจสอบจากตำรับตำราของนักประวัติศาสตร์และอุลามะฮฺที่เชื่อถือได้

17. รายงานทางประวัติศาสตร์นั้น มีทั้งรายงานจริงตรงตามเหตุการณ์ บางรายงานมีการต่อเติม และมีรายงานเท็จ มีเรื่องโกหกที่เล่ากันต่อๆ มา มีเรื่องที่มีใครบางคนกุขึ้น หรือสร้างขึ้นด้วยเหตุผลบางอย่าง หรือเพื่อสนับสนุนบางสิ่งบางอย่าง แล้วคนอื่นๆ นำไปเล่ากันต่อๆ ไป ผู้บันทึกรายงานทางประวัติศาสตร์บางท่าน "เก็บดะหมด" คือบันทึกทุกเรื่องราวโดยปราศจากการกลั่นกรอง ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺจะต้องศึกษารายงานทางประวัติศาสตร์ด้วยความรอบคอบและระมัดระวังด้วยเช่นเดียวกัน

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา