เมนูของเรา

หลักการ : สรุปทัศนะของอะห์ลิซซุนนะฮ์ที่มีต่อคอลีฟะฮ์

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 5/6/2007 15:24:07 (5906 ครั้งที่อ่าน)
หลักการ

1. ในอัลกุรอาน ไม่พบว่าอัลลอฮฺ (ซ.บ.)ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดให้เป็นคอลีฟะฮฺสืบแทนท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) และในหะดีษที่ถูกต้องเชื่อถือได้(ซอเฮี๊ยะฮฺ) ก็ไม่พบคำสั่งเสียของท่านนบีฯ เกี่ยวกับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้

2. อุมมะฮฺของท่านนบีฯ อยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับผู้ทำหน้าที่ปกครองอาณาจักรอิสลามสืบแทนท่านนบี ฯ ด้วยตัวของพวกเขาเอง เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านอะลี รอฎิฯ เองก็เคยกล่าวสนับสนุนว่า "... ขอสาบานด้วยชีวิต ปัญหาเกี่ยวกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺนี้จะไม่มีการนำมาตัดสินตกลงกัน นอกเสียจากประชาชนจะไม่ชุมนุมกัน เมื่อนั้นกรณีดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน... " (อ้างจากนะหฺญุล บะลาเฆาะฮฺ, Ansariyan Publication, เมืองกุม, 1981, หน้า 282)

และมีอีกตอนหนึ่งท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวว่า "แท้จริงปวงชนผู้เคยให้สัตยาบันท่านอบูบักร ท่านอุมัรและท่านอุษมาน ล้วนได้ให้สัตยาบันแก่ฉันแล้ว ตามเงื่อนไขที่พวกเขาได้ให้สัตยาบันแก่ท่านเหล่านั้น ดังนั้นผู้ที่อยู่ไม่มีสิทธิเลือกอย่างอื่น และผู้ที่ไม่อยู่ก็ไม่มีสิทธิปฏิเสธ และแท้จริงการร่วมปรึกษาหารือ(เพื่อที่จะเลือกคอลีฟะฮฺ)เป็นสิทธิของชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอร ถ้าพวกเขาแสดงประชามติยอมรับผู้ใด และได้ตั้งผู้นั้นให้เป็นผู้นำแล้ว ก็ย่อมหมายความว่า นั่นเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงพึงประสงค์ " (อ้างจากนะหฺญุล บะลาเฆาะฮฺ, Ansariyan Publication, เมืองกุม, 1981, หน้า 393)

3. ในระยะแรกๆ ของยุคสมัยอิสลาม ซอฮาบะฮฺคนสำคัญๆ ได้ทำหน้าที่เป็นเคาะลีฟะฮฺปกครองอาณาจักรอิสลาม อาทิ ท่านอบูบักร, อุมัร, อุษมาน และอะลี รอฎิฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีหะดีษของท่านบี ฯ สนับสนุน ซึ่งรายงานโดยสะอีด บิน ญุมฮาน จากสะฟีนะฮฺ มีข้อความว่า "ตำแหน่งคอลีฟะฮฺจะคงอยู่ในอุมมะฮฺของฉัน 30 ปี และจะเป็นตำแหน่งกษัตริย์ในภายหลังจากนั้น" นักปราชญ์ฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺเรียกสมัยนี้ว่า สมัยของคอลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม นั่นคือสมัยของคอลีฟะฮฺที่ยึดมั่นอยู่ในแนวทางของท่านนบี ฯ อย่างเคร่งครัด

4. มีหะดีษหนึ่งของท่านนบี ฯ รายงานโดยญาบิร อิบนิ สะมุเราะฮฺ กล่าวว่า "อิสลามจะยังคงยิ่งใหญ่จนถึง(สมัยการปกครองของ)สิบสองคอลีฟะฮฺ" นักปราชญ์ฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺมีความเห็นไปต่างๆ กันเกี่ยวกับบุคคลที่หะดีษนี้พูดถึง แต่ใจความสำคัญของหะดีษอยู่ตรงที่ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของอิสลาม คำว่าคอลีฟะฮฺ ณ ที่นี้จึงหมายถึงผู้ปกครองทั่วๆ ไปที่จะพลัดกันเข้ามาปกครองอาณาจักรอิสลาม

ผู้รายงานหะดีษคนเดียวกันนี้ยังรายงานหะดีษอีกหะดีษหนึ่งมีความว่า "ศาสนานี้ยังคงดำรงอยู่จนกระทั่งคอลีฟะฮฺ 12 ท่านได้ทำหน้าที่ปกครองพวกท่าน พวกเขาทุกคนทำให้ประชาชาติเป็นปีกแผ่น"

5. คอลีฟะฮฺเป็นปุถุชน ไม่ใช่นบีของอัลลอฮฺ หรือไม่ถูกให้เสมอเหมือนนบีของอัลลอฮฺ ไม่ใช่มะอ์ซูมที่ได้รับการปกป้องจากความผิดบาป พวกเขาจึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำถูกและทำผิด คอลีฟะฮฺในความหมายของชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺจึงไม่ใช่ "อิมาม" ในความหมายที่ชาวชีอะฮฺอิษนาอะชัร (12 อิมาม)เชื่อถือ

6. คอลีฟะฮฺคือบุคคลที่ได้มีโอกาสขึ้นทำหน้าที่ปกครองอาณาจักรอิสลาม โดยขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีการและที่มาต่างๆ กัน บางท่านมาจากการประชุมปรึกษาหารือของประชาชนจำนวนมาก และประชาชนให้สัตยาบันยอมรับ บางท่านมาจากการมอบหมายของคอลีฟะฮฺคนก่อน และประชาชนให้สัตยาบันยอมรับ บางท่านมาจากการปรึกษาหารือของคณะบุคคล และประชาชนให้สัตยาบันยอมรับ หลังจากคอลีฟะฮฺ 4 ท่านแรก คอลีฟะฮฺในยุคต่อๆ มาขึ้นสู่อำนาจผ่านระบบราชวงศ์

7. รู่ก่นศรัทธาของชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺไม่มีบทบัญญัติว่าจะต้อง "อิมาน" ต่อเรื่องคอลีฟะฮฺ โดยที่ถ้าไม่อิมามแล้ว จะทำให้ตกศาสนา ถ้ามีใครได้ขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ เราก็เรียกว่า "คอลีฟะฮฺ" ส่วนบุคคลเหล่านั้นจะชอบธรรม หรืออธรรมอย่างใดนั้น ก็ให้พิจารณาไปตามเหตุผลและหลักฐานพยาน

ยกเว้นเฉพาะคอลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม 4 ท่านแรก คือท่านอบูบักร, อุมัร, อุษมาน และอะลี รอฎิฯ ถ้าใครว่าซอฮาบะฮฺระดับนำเหล่านี้ไม่ได้เป็นคอลีฟะฮฺ อันนี้ไม่ถูกต้อง แต่ไม่ถึงกับตกศาสนา เพราะไม่ใช่รู่กุ่นศรัทธา และถ้าใครสลับลำดับในการขึ้นเป็นคอลีฟะฮฺของท่านทั้งสี่ผิดไปจากความเป็นจริง อันนี้ก็ไม่ถูกต้อง

8. อะหฺลุซซุนนะฮฺไม่สาปแช่งบุคคลที่ผ่านไปแล้วในอดีต ที่มีอยู่คือบทเรียนและประวัติศาสตร์สอนใจ เพราะอัลลอฮฺ (ซ.บ.)ทรงมีพระดำรัสเอาไว้ว่า "นั่นคือประชาชาติที่ล่วงลับไป(ในประวัติศาสตร์)แล้ว สำหรับพวกเขาย่อมได้แก่สิ่งที่พวกเขาขวนขวายไว้ และสำหรับพวกเจ้าย่อมได้แก่สิ่งที่พวกเจ้าได้ขวนขวายไว้เอง(ไม่เกี่ยวข้องกัน) และพวกเจ้าจะไม่ถูกสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้(ในอดีตที่ผ่านมา)" (2 : 134)

9. สำหรับความขัดแย้งเกี่ยวกับตำแหน่งคอลีฟะฮฺระหว่างท่านอะลี รอฎิฯ และมุอาวิยะฮฺนั้น อุลามะฮฺฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺล้วนมีทัศนะว่า ท่านอะลี รอฎิฯ เป็นฝ่ายถูกทั้งนั้น และว่าการที่มุอาวิยะฮฺแข่งขันและช่วงชิงตำแหน่งนั้น มุอาวิยะฮฺเป็นฝ่ายผิด

9. สำหรับสงครามต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคคอลีฟะฮฺ 4 ท่านแรกนั้น การกำหนดทัศนะและการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องนี้จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ อย่างละเอียดถ้วนถี่ โดยอาศัยการใคร่ครวญหลักฐานพยานจากรายงานที่ถูกต้องน่าเชื่อถืออย่างเคร่งครัด และดูว่าในเหตุการณ์หนึ่งๆ ใครทำอะไรและด้วยเหตุผลใด

10. อุลามะฮฺอะหฺลุซซุนนะฮฺที่ได้รับการยกย่องโดยส่วนใหญ่ไม่มีทัศนะปกป้องผู้ที่กระทำผิดในโศกนาฏกรรมกัรบะลา ท่านอิมามหุเซน รอฎิฯ เป็นหลานชายของท่านนบี ฯ ที่ชาวอะหฺลิซซุนนะฮฺเคารพรักด้วยเช่นเดียวกัน ไม่มีใครหรอกที่เคารพรักยะซีดและฆาตกรในเหตุการณ์ครั้งกระนั้น อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จะทรงลงโทษผู้กระทำผิดอย่างสาสมเอง

11. ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺยึดมั่นในกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮฺของท่านนบีฯ สำหรับตัวบทหะดีษ ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺถือตามรายงานที่อุลามะฮฺชี้แจงว่าถูกต้องและน่าเชื่อถือ ที่ผ่านการรายงานจากบรรดาภรรยาของท่านนบีฯ ซอฮาบะฮฺและสมาชิกในครอบครัวของท่านนบีฯ ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺไม่ได้ยึดมั่นในคอลีฟะฮฺหรือผู้ปกครอง(ตามแต่จะเรียกกัน)ของราชวงศ์ต่างๆ ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺนับถือศาสนาโดยถือตามคำอธิบายของอุลามะฮฺท่านต่างๆ

12. ความผิด ความอธรรมและการกดขี่ข่มเหงที่คอลีฟะฮฺ หรือผู้ปกครองในราชวงศ์ต่างๆ กระทำ หาใช่ความรับผิดชอบของเราชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺไม่ และอัลลอฮฺ (ซ.บ.)ได้ทรงยืนยันไว้ในอัลกุรอานของพระองค์อย่างชัดเจน(2 : 134)แล้วว่า พวกเราจะไม่ถูกสอบถามเกี่ยวกับความผิดของพวกเขา ไม่ว่าความผิดนั้นจะเกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี ฯ วงศ์วานของท่าน หรือจะเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป

พึงทราบเถิดว่าความอธรรมที่ผู้ปกครองบางคนในอดีตได้ประกอบเอาไว้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับสมาชิกอะหฺลุลบัยต์ หรือลูกหลานท่านนบี ฯ หรือวงศ์วานของท่านเท่านั้น แต่ความอธรรมนี้ได้เคยเกิดขึ้นกับบรรดาอุลามะฮฺของฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺด้วยเช่นเดียวกัน บางท่านถูกตัดสินประหารชีวิตและบางท่านตายในคุกอย่างน่าหดหู่ ความอธรรมที่อุลามะฮฺฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺที่ยึดมั่นในกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺได้รับ ได้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันด้วยเช่นเดียวกัน โดยฝีมือของผู้ปกครองและรัฐบาลที่อธรรม

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา