เมนูของเรา

หลักการ : คำสอนเรื่องตะกียะฮฺ(การอำพราง) ตอนที่ 1

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 5/6/2007 15:20:00 (3796 ครั้งที่อ่าน)
หลักการ

แปลและเรียบเรียงโดย อามีนะฮฺ บินติ อิบรอฮีม

หลักการตะกียะฮฺ(1)ของชาวชีอะฮฺเป็นหลักการหนึ่งที่แยกชาวชีอะฮฺออกจากอุมมะฮฺมุสลิมส่วนอื่นๆ ตะกียะฮฺเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญของชาวชีอะฮฺขณะที่ส่วนอื่นของอุมมะฮฺคัดค้านหลักการดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง (2)


ศรัทธาในตะกียะฮฺนั้นหมายความว่า ชีอะฮฺสามารถปกปิดความจริงและกุความเท็จขึ้นภายใต้เงื่อนไขบางประการ มันอนุญาตให้ชาวชีอะฮฺเทศนาสั่งสอนและปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างให้คนเห็นในลักษณะหนึ่ง โดยที่ในใจของพวกเขาอาจจะปฏิเสธสิ่งนั้นก็ได้ มันส่งเสริมให้ชาวชีอะฮฺเสแสร้งแสดงออกว่าเป็นมิตรสหายของคนๆ หนึ่ง ขณะที่ใจจริงของพวกเขารู้สึกเกลียดและชิงชังผู้นั้นเป็นอย่างยิ่ง ศาสนาของชาวชีอะฮฺตั้งอยู่บนหลักการตะกียะฮฺมาตลอดประวัติศาสตร์ของพวกเขา หลักความเชื่อของชีอะฮฺจะเสียความน่าเชื่อถือไปทันที ถ้าไม่มีการนำเอาตะกียะฮฺมาปฏิบัติ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการอ้างกันหนักหนาว่าท่านญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกพูดว่า : "แท้จริงเก้าในสิบของศาสนาคือตะกียะฮฺ" (3)

ชาวชีอะฮฺได้กุเรื่องราวเกี่ยวกับท่านอะลี รอฎิฯขึ้นเพื่อใช้เป็นข้อสนับสนุนความเชื่อในตะกียะฮฺของพวกเขา พวกเขาอ้างว่าท่านอบูบักร, อุมัรและอุสมาน รอฎิฯ ขาดความชอบธรรมในการเป็นเคาะลีฟะฮฺ และยังว่าท่านอะลี รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺและอิมามที่แท้จริงภายหลังการจากไปของท่านนบี ศ็อลฯ แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น พวกเขายังอ้างว่าบุคคลทั้งสามปล้นสิทธิไปจากท่านอะลี รอฎิฯ ด้วยการฉ้อโกงและการบังคับ

อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์อิสลามได้เปิดเผยให้เห็นว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ให้สัตยาบันยอมรับเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ การตีความการให้
สัตยาบันครั้งนี้ของชาวชีอะฮฺถือเป็นรากฐานให้กับความเชื่อในตะกียะฮฺของพวกเขา พวกเขายืนยันว่าท่านอะลี รอฎิฯ รู้อยู่เต็มอกว่าตัวท่านแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นอิมามภายหลังการจากไปของท่านนบี ศ็อลฯ ได้โดยชอบธรรม แต่ท่านต้องเสแสร้งให้สัตยาบันต่อเคาะลีฟะฮฺคนอื่นๆ เพื่อที่จะธำรงเอกภาพของอุมมะฮฺมุสลิมเอาไว้ ชาวชีอะฮฺคาดคะเนเอาว่า ถ้าท่านอะลี รอฎิฯ ยืนยันที่จะปกป้องสิทธิของท่าน อุมมะฮฺมุสลิมก็จะแตกออกเป็นสองฝ่ายที่เข้าห้ำหั่นกันทันที เพราะเหตุนี้ ท่านอะลี รอฎิฯ จึงเลือกที่จะใช้ตะกียะฮฺในการให้สัตยาบันต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรก เอกภาพจึงเกิดขึ้นในอุมมะฮฺมุสลิมได้เพราะเหตุนี้

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ได้เปิดเผยให้เราทราบว่า ในระหว่างดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺจริงๆ ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ตัดสินใจทำสงครามเพื่อธำรงความชอบธรรมของท่านถึงสามวาระด้วยกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ใช้ยืนยันได้อย่างหนักแน่นว่า ถ้าท่านนบี ศ็อลฯ เคยแต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯให้เป็นเคาะลีฟะฮฺภายหลังการจากไปของท่านจริงๆ แล้ว ย่อมถือเป็นหน้าที่ที่ท่านอะลี รอฎิฯ จะต้องต่อสู้เพื่อสิทธิของท่าน และเพื่อทำให้ความประสงค์ของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ บรรลุผล ดังนั้น อุมมะฮฺมุสลิมส่วนอื่นจึงเชื่อว่าท่านอะลี รอฎิฯ ได้ให้สัตยาบันต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกด้วยความจริงใจ เป็นที่น่าเสียใจว่าชาวชีอะฮฺได้ฉุดกระชากท่านอะลี รอฎิฯ ให้แปดเปื้อนกับสภาพหน้าไหว้หลังหลอก(มุนาฟิก)เพียงเพื่อทำให้หลักตะกียะฮฺของพวกตนดูมีเหตุผลขึ้น

ในอันดับต่อไปเราจะได้นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับตะกียะฮฺของชาวชีอะฮฺ จากนั้นจึงจะทำการวิเคราะห์ความเชื่อของชาวชีอะฮฺตามหลักฐานจากอัล-กุรฺอานและซุนนะฮฺ จะพูดถึงบทบาทของท่านอะลี รอฎิฯ และบทบาทของอิมามชีอะฮฺที่สวนทางกับหลักการตะกียะฮฺของชาวชีอะฮฺอย่างเห็นได้ชัด

เพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจหลักการตะกียะฮฺของชาวชีอะฮฺจากต้นตอจริงๆ ต่อไปนี้คือคำอธิบายที่เราคัดมาจากหนังสืออุซูล อัล-กาฟีย์ ตำราหลักของชาวชีอะฮฺ :

อิมามอัล-บากิรกล่าวว่า ”ตะกียะฮฺเป็นศาสนาของฉัน และศาสนาของของบิดาและบรรพบุรุษของฉัน ผู้ใดก็ตามที่ไม่ได้นำตะกียะฮฺมาปฏิบัติ ผู้นั้นไม่มีศรัทธา” (4)

อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกกล่าวว่า ”แท้จริง เก้าในสิบของศาสนาเป็นตะกียะฮฺ บุคคลใดก็ตามที่มิได้นำตะกียะฮฺมาปฏิบัติบุคคลผู้นั้นย่อมไร้ซึ่งศาสนา ตะกียะฮฺเป็นสิ่งบังคับสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างใน(การดำเนิน)ชีวิต นอกจากในกรณีของการดื่มสุราและการลูบถุงเท้าระหว่างการอาบน้ำละหมาด” (5)

อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกกล่าวว่า ”พวกเจ้าสังกัดศาสนาหนึ่งที่ผู้ใดก็ตามปกปิดมัน อัลลอฮฺจะทรงให้เกียรติแก่เขา และผู้ใดก็ตามที่เปิดเผยมัน อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขาเสื่อมเสีย" (6)

ต่อไปนี้ขอให้เรามาเปรียบเทียบข้อความข้างต้นกับคำสอนพื้นฐานในอัล-กุรฺอาน อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งและทรงเกรียงไกรตรัสว่า :

“แท้จริงบรรดาผู้ที่ปิดบังหลักฐานอันชัดแจ้ง และทางนำที่เราได้ประทานลงมาหลังจากเราได้แจกแจงมันไว้แล้วในคัมภีร์เพื่อให้มนุษย์(เข้าใจ) ชนเหล่านี้แหละอัลลอฮฺจะทรงขับไล่พวกเขาให้พ้นจากความเมตตาของพระองค์ และผู้(มีสิทธิ)สาปแช่งทั้งหลาย(มลาอิกะฮฺและบรรดาผู้ศรัทธา)ก็จะสาปแช่งพวกเขาด้วย” (2:159)

หลักตะกียะฮฺยังมีแก่นแท้มากกว่านั้น ขอให้เราพิจารณาจากข้อความต่อไปนี้ :

อิมามอัล-บากิรกล่าวว่า ”ตะกียะฮฺต้องปฏิบัติเพราะความต้องการจำเป็นจริงๆ ผู้ที่ใช้มันมีอิสระที่จะตัดสินว่าความต้องการจำเป็นของเขานั้นเป็นจริงหรือไม่" (7)

อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกกล่าวว่า ”การใช้ตะกียะฮฺเป็นศาสนาของอัลลอฮฺ” ผู้เล่าหะดีษสอบถามว่า ”จริงหรือ มันเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาของอัลลอฮฺด้วยหรือ” ท่านอิมามตอบว่า ”การใช้ตะกียะฮฺเป็นศาสนาของอัลลอฮฺ เหมือนดังที่นบียูซุฟพูดถึงบรรดาพี่น้องของท่านว่า พวกเขาเป็นขโมย ถึงแม้(ท่านจะรู้ว่า)พวกเขาไม่ได้เป็นขโมย" (8)

อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกกล่าวว่า ”จง(เสแสร้ง)คบค้าสมาคมกับศัตรูของพวกเจ้าให้ปรากฏโดยเปิดเผย แต่จงเป็นปรปักษ์กับพวกเขาภายในจิตใจ” (9)

ขอให้เราเปรียบเทียบข้อความข้างต้นกับพระดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหฯ ดังต่อไปนี้ :

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! ทำไมพวกเจ้าจึงกล้าพูดในสิ่งที่พวกเจ้าไม่ได้กระทำ เป็นที่น่ารังเกียจยิ่งในทัศนะของอัลลอฮฺกับการที่พวกเจ้าพูดในสิ่งที่พวกเจ้ามิได้กระทำ” (61:2-3)

"และพวกเจ้าจงอย่าทำให้ความจริงปะปนกับความเท็จ และจงอย่าปกปิดความจริง ทั้งๆ ที่พวกเจ้าก็รู้ดี” (2:42)

คำอรรถาธิบายแก่นแท้ของหลักตะกียะฮฺยังมีอีกมากมาย ต่อไปนี้เป็นข้อความอีกส่วนหนึ่งที่พวกเราควรไคร่ครวญ :

อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกกล่าวว่า ”ผู้ใดก็ตามที่เปิดเผยบางสิ่งบางอย่างจากศาสนาของเรา(ผู้นั้นมีความผิด)เหมือนกับคนที่ฆ่ามันโดยเจตนา" (10)

อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกกล่าวว่า ”ในตอนที่อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัยสิ้นชีวิต ท่านนบี ศ็อลฯ ไปยังข้างหลุมฝังศพของเขา อุมัรถามท่านว่า ”โอ้ท่านนบี อัลลอฮฺทรงห้ามท่านมิให้มายืนที่หลุมฝังศพนี้มิใช่หรือ” ท่านนบี ศ็อลฯ เงียบอยู่ อุมัรจึงเอ่ยปากถามอีกครั้งหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลฯ จึงเฉลยว่า ”เจ้าไม่รู้หรอกว่าฉันขออะไรให้ประสบกับเขา ฉันขอต่ออัลลอฮฺให้พระองค์อัดไฟเข้าไปในท้องของเขา สุมหลุมฝังศพของเขาด้วยไฟและโยนเขาลงไปในปลักของเพลิงนรก” อิมามญะอฺฟัรเสริมว่า ”ท่านนบี ศ็อลฯ รู้สึกไม่ยินดีที่จะพูดถึงมัน เพราะอุมัรได้นำความลับของท่านไปเปิดเผย" (11)

ซะรอเราะฮฺเล่าว่า ”ฉันได้ถามปัญหาบางประการต่ออิมามอัล-บากิร และท่านก็ได้ให้คำตอบแก่ฉัน ต่อมามีคนอื่นเข้ามาถามปัญหาเดียวกัน และท่านอิมามก็ได้ให้คำตอบที่แตกต่างออกไป จากนั้นมีชายคนที่สามเข้ามาถามปัญหาเดียวกันอีก แต่คำตอบของท่านอิมามแตกต่างไปจากคำตอบสองครั้งแรก ฉันจึงสอบถามท่านว่า 'โอ้บุตรของท่านรสูล ชายสองคนที่เพิ่งเข้ามาถามปัญหาท่านที่นี่มาจากอิรัคและเป็นชาวชีอะฮฺ(เหมือนกัน) กระนั้นท่านยังให้คำตอบพวกเขาไปในทางตรงกันข้าม' ท่านอิมามจึงเฉลยว่า 'โอ้ซะรอเราะฮฺ นี่เป็นสิ่งดีสำหรับฉันและสำหรับเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน และนี่ยังจะช่วยให้เราอยู่รอดและรุ่งเรือง' " (12)

อบู อับดุลลอฮฺ(อิมามญะอฺฟัร)กล่าวว่า ” บิดาของฉันเคยพูดว่า 'ไม่มีสิ่งใดเป็นที่ปลอบประโลมในสายตาของฉันมากไปกว่าตะกียะฮฺ แท้จริง ตะกียะฮฺเป็นโล่สำหรับบรรดาผู้ศรัทธา' " (13)

อิมามอัล-บากิรพบเห็นชาวชีอะฮฺคนหนึ่งละหมาดรวม(ญะมาอะฮฺ)ตามหลังอิมามที่ไม่ใช่ชีอะฮฺ ครั้นชายคนนั้นตระหนักว่าอิมามอัล-บากิรล่วงรู้ถึงการกระทำที่ไม่เป็นที่ปรารถนาของเขา เขาจึงเข้าไปหาท่านอิมามด้วยตัวเองและขอโทษต่อท่าน พร้อมกล่าวว่าเขาได้ละหมาดไปตามหลักตะกียะฮฺ อิมามจึงกล่าวว่า ”เจ้าได้กระทำสิ่งที่น่ายินดีเป็นที่สุดแล้ว เพราะถ้าเจ้าละทิ้งละหมาดรวม บรรดามลาอิกะฮฺที่อยู่บนพสุธาและชั้นฟ้าจะสาปแช่งตัวเจ้า โดยการทำละหมาดตามหลังคนที่ไม่ใช่ชีอะฮฺตามหลักตะกียะฮฺ เจ้าไม่เพียงจะรอดพ้นจากคำสาปแช่งดังกล่าว แต่ยังได้ผลบุญมากกว่าผลบุญที่ได้รับเพราะละหมาดคนเดียวถึง 700 เท่า” (14)

ขอให้เราตั้งข้อสังเกตุว่า ข้อความเหล่านี้เราคัดมาจากหนังสืออุซูล อัล-กาฟีย์ บนหน้าปกของหนังสือเล่มนี้อันเป็นฉบับที่ตีพิมพ์ในช่วงแรกๆ จะปรากฏข้อความจากอิมามคนสุดท้ายของชาวชีอะฮฺที่ระบุว่า ”หนังสือเล่มนี้เป็นกาฟีย์(พอเพียง)สำหรับชาวชีอะฮฺของเรา” อุซูล อัล-กาฟีย์จึงหมายถึง “หลักมูลฐานที่พอเพียง” หนังสือเล่มนี้เป็นคัมภีร์เกี่ยวกับลัทธิคำสอนและนิติศาสตร์ของชาวชีอะฮฺที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางและถือเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุดแต่เพียงเล่มเดียว

นอกจากนี้ ข้อความดังกล่าวถูกระบุจากต้นฉบับว่ามาจากอิมามของชาวชีอะฮฺ เนื่องจากชาวชีอะฮฺถือว่าอิมามของพวกเขาได้รับการแต่งตั้งโดยอัลลอฮฺ สุบหฯ และยังเป็นบุคคลที่ปราศจากบาป พวกเขาจึงจัดให้คำบอกเล่าเหล่านั้นเป็น ”หะดีษ” และยกย่องอยู่ในระดับเดียวกับหะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ด้วยเช่นเดียวกัน ตามความจริงแล้วศาสนาของพวกเขากำเนิดขึ้นมาจากคำพูด(ที่อ้างว่าเป็น)ของบรรดาอิมามของพวกเขาเป็นส่วนใหญ่ มิใช่จากซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ที่เป็นอย่างนี้อาจจะเป็นเพราะว่าการถ่ายทอดหะดีษของท่านนบี ศ็อลฯ ในระยะแรกๆ กระทำโดยเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ซึ่งเป็นบุคคลที่ชาวชีอะฮฺเกลียดชัง และในระยะต่อมามีชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺเป็นผู้ถ่ายทอดกันต่อๆ มา

จากหลักฐานของชาวชีอะฮฺ หลักการตะกียะฮฺสามารถสรุปได้ดังนี้ :

1. มีการอนุมานเอาว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ และนบีท่านอื่นๆ ก็ทำการตะกียะฮฺด้วยเช่นเดียวกัน

2. ท่านอะลี รอฎิฯ เคยทำการตะกียะฮฺอยู่เป็นเวลา 24 ปี โดยเสแสร้งให้สัตยาบันต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกของอิสลาม และเพราะสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย ท่านยังคงทำการตะกียะฮฺอยู่ต่อไป แม้ในขณะที่ท่านขึ้นครองอำนาจเป็นเคาะลีฟะฮฺ และเป็นอิมามของอุมมะฮฺมุสลิมแล้วก็ตาม

3. อิมามของชาวชีอะฮฺใช้ตะกียะฮฺกับทุกคน แม้แต่สาวกของตนเองก็ยังไม่เว้น ตามคำสอนของพวกเขา เก้าในสิบของศาสนาคือการตะกียะฮฺ

4. ผู้ใดก็ตามที่ไม่ทำตะกียะฮฺ ผู้นั้นไม่มีศรัทธาและจะพบกับความอัปยศอดสูและการลงโทษของอัลลอฮฺ ในทางตรงกันข้าม การทำตะกียะฮฺถือเป็นโล่ป้องกันการปฏิเสธศรัทธาและพระพิโรธของอัลลอฮฺ สุบหฯ
ตะกียะฮฺและชะรีอะฮฺอิสลาม

ชาวชีอะฮฺอ้างอายะฮฺ 3:28 ในอัล-กุรฺอานเป็นหลักฐานประกอบหลักตะกียะฮฺของตน อายะฮฺดังกล่าวมีใจความดังนี้ :

"ผู้ศรัทธาทั้งหลายจงอย่ายึดเอาพวกปฏิเสธเป็นมิตรสนิทอื่นจากบรรดาผู้ศรัทธา และผู้ใดกระทำเช่นนั้น เขาย่อมไม่อยู่ในสิ่งใดที่มาจากอัลลอฮฺ(ไม่ได้อยู่ในศาสนาของอัลลอฮฺ) นอกจากพวกเจ้าจะป้องกัน(อันตราย)จากพวกเขาจริงๆ เท่านั้น และอัลลอฮฺทรงเตือนพวกเจ้าให้ยำเกรงพระองค์ และยังอัลลอฮฺคือจุดหมายปลายทาง” (3:28)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาในช่วงเวลาที่ท่านนบี ศ็อลฯ เริ่มเผยแพร่ศาสนาที่นครมักกะฮฺในระยะแรกๆ สถานการณ์ของผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลามในช่วงเวลานี้ช่างน่าหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง พวกเขามีจำนวนเพียงน้อยนิดและส่วนใหญ่เป็นคนยากจน อ่อนแอและไร้อำนาจ พวกเขาอยู่ในวงล้อมของสังคมที่เป็นปรปักษ์ และไม่มีทางรอดพ้นจากการรังควาญและการกดขี่ข่มเหงของพวกผู้ปฏิเสธ พวกเขาต้องตกอยู่ภายใต้การทรมานแสนสาหัสและโหดร้ายทารุณ จนพวกเขาบางคนสิ้นชีวิตไปเพราะการทรมานดังกล่าว ในระหว่างช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้ อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงอนุญาตให้บรรดาผู้ศรัทธาหาทางปกป้องตัวเองให้พ้นจากการทรมานภายใต้เงื้อมือของพวกกุรอยส์

ความจริงอายะฮฺข้างต้นมิได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับหลักตะกียะฮฺของชาวชีอะฮฺในฐานะที่เป็นวิถีการดำเนินชีวิตแม้แต่น้อย ยิ่งกว่านั้น ประวัติศาตร์ได้ให้การเป็นพยานถึงข้อเท้จจริงที่ว่าบรรดาผู้ศรัทธาในนครมักกะฮฺยุคต้นๆ นั้น ไม่มีใครสักคนที่ปกปิดความจริงเกี่ยวกับศาสนาของพวกเขานับเป็นเวลานานถึง 13 ปีที่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความยากลำบาก ซึ่งผลักดันให้พวกเขาต้องละทิ้งครอบครัวของตนเอง ต้องจากบ้านและสละทรัพย์สมบัติทางโลกทั้งหมดที่มีอยู่ กระนั้นไม่มีเศาะหาบะฮฺสักคนที่นำตะกียะฮฺมาปฏิบัติในสถานการณ์ดังกล่าว

ถ้าเราเชื่อว่าอายะฮฺข้างต้นมีความหมายเหมือนกับที่ชาวชีอะฮฺกล่าวอ้างแล้ว บทบาทและการปฏิบัติของท่านนบี ศ็อลฯ จะต้องเจอกับคำถามมากมาย ถ้าตะกียะฮฺเป็นทางเลือกหนึ่งจริงๆ แล้ว ทำไมท่านนบี ศ็อลฯ ถึงต้องทนแบกรับความยากลำบากอยู่ในนครมักกะฮฺถึง 13 ปี ทำไมท่านถึงปล่อยให้ตัวท่านและสมาชิกในตระกูลของท่านตกอยู่ภายใต้การบอยคอตทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นเวลาสามปีในหุบเขาชานเมืองมักกะฮฺ ทำไมท่านต้องทำสงครามขับเคี่ยวกับผู้ปฏิเสธหลายครั้งจนทำให้สมาชิกในตระกูลของท่านบางคน รวมทั้งเศาะหาบะฮฺหลายคนของท่านต้องพลีชีพไปในศึกสงครามเหล่านั้น ทำไมท่านต้องทิ้งวงศ์ตระกูลและบ้านของท่านในนครมักกะฮฺเพื่ออพยพไปยังนครยัธริบ ถ้าอย่างนี้แล้วชาวชีอะฮฺจะอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านนบี ศ็อลฯ ได้อย่างไร เพราะตามรายงานหะดีษของอิมามชีอะฮฺที่เราได้อ้างไปแล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ ใช้ตะกียะฮฺเพียงครั้งเดียวเท่านั้น(คือในตอนที่ท่านไปยืนดุอาอฺอยู่ที่ข้างหลุมฝังศพของคนมุนาฟิก) แต่ท่านกลับไม่เคยใช้ตะกียะฮฺในสถานการณ์อื่นๆ เลยตลอดชีวิตของท่าน เรื่องนี้ชาวชีอะฮฺจะอธิบายอย่างไร

ยิ่งกว่านั้น การตีความในลักษณะดังกล่าวยังทำให้มีคำถามมากมายเกี่ยวกับบุคลิกและการกระทำของอิมามชีอะฮฺ ถ้าท่านอะลี รอฎิฯ ให้สัตยาบันต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรก(ท่านอบูบักร, อุมัรและอุสมาน รอฎิฯ)ภายใต้สภาพของการตะกียะฮฺในช่วงเวลา 24 ปีจริงๆ แล้ว ทำไมท่านหุเซน รอฎิฯ ถึงไม่ยอมให้สัตยาบันในแบบเดียวกันต่อยะซีร(ผู้ปกครองในตระกูลอุมัยยะฮฺและเป็นลูกชายของมุอาวิยะฮฺ - ผู้แปล)เพื่อจะช่วยให้ชีวิตของท่านและสมาชิกในครอบครัวปลอดภัย อย่างนี้ก็หมายความว่าท่านหุเซน รอฎิฯ ไม่เข้าใจความหมายของอายะฮฺตะกียะฮฺที่ชาวชีอะฮฺกล่าวอ้างใช่หรือไม่ หรือท่านไม่ทราบว่าท่านอะลี รอฎิฯ บิดาของท่านเคยตะกียะฮฺอยู่เป็นเวลานานถึง 24 ปี

ดูเหมือนว่า นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ชาวชีอะฮฺตีความอัล-กุรฺอานไปในแนวที่ต้องการให้สนับสนุนหลักตะกียะฮฺของพวกตนว่าชอบแล้วถูกต้องแล้ว ชาวชีอะฮฺอยู่ในสภาพถูกผลักดันให้ยืนหยัดหลักตะกียะฮฺอยู่ต่อไป เพราะศาสนาของชาวชีอะฮฺจะถึงกับพังครืนลงมาทั้งหมด (15) ในทำนองเดียวกัน ถ้าตะกียะฮฺถูกลบล้างออกไป ก็แสดงว่าท่านอะลี รอฎิฯ กระทำสัตยาบันต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างมิพึงต้องสงสัย ในกรณีเช่นนี้ท่านอบูบักร, อุมัรและอุสมาน รอฎิฯ ย่อมมีความชอบธรรมในการขึ้นดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน การสรุปเช่นนี้จะทำให้ตำนานของชาวชีอะฮฺที่ว่าอิมามเป็นบุคคลที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้นถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน และเมื่อนั้นศาสนาชีอะฮฺก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป

เรื่องนี้ยังมีต่อ กรุณาคลิกอ่าน คำสอนเรื่องตะกียะฮฺ(การอำพราง) ตอนที่ 2


เชิงอรรถ :

(1)ซ่อนเร้นความเชื่อจริงๆเอาไว้ โดยเสแสร้งแสดงออกให้เป็นอย่างอื่น

(2)เกรงว่าบางคนอาจจะหลงเชื่อข้ออ้างที่ว่าอัล-กุรฺอานสนับสนุนให้มีการทำอย่างนี้ ความจริงอายะฮฺ 3:28 ได้จำกัดข้ออนุญาตเกี่ยวกับการเสแสร้งเอาไว้เพียงในสถานการณ์ชั่วคราวและพิเศษเท่านั้น ได้แก่ หวั่นเกรงอันตรายหรือความตายโดยน้ำมือของศัตรูที่วางตัวเป็นปฏิปักษ์และปฏิเสธศรัทธา กระนั้นก็ตาม ท่านอิบน อับบาสชี้แจงว่า มันมิได้กินความถึงคำพูดจา การอนุญาตนั้นจำกัดเพียงความจำเป็นที่จะรักษาชีวิตเอาไว้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น การหลอกลวงเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น หรือในเวลาอื่นๆ เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเห็นได้ชัด

(3)อุซูล อัล-กาฟีย์, หน้า 482

(4)อุซูล อัล-กาฟีย์, หน้า 419

(5)อุซูล อัล-กาฟีย์, หน้า 482 ซุนนะฮฺที่เกี่ยวกับการอาบน้ำส่วนนี้ถูกปฏิเสธโดยฟิกฮฺชีอะฮฺ ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับพวกเขา

(6)เล่มเดียวกัน, หน้า 522

(7)เล่มเดียวกัน, หน้า 484

(8)เล่มเดียวกัน, หน้า 483

(9)เล่มเดียวกัน, หน้า 244

(10)เล่มเดียวกัน, หน้า 88

(11)เล่มเดียวกัน, หน้า 99

(12)เล่มเดียวกัน, หน้า 37

(13)เล่มเดียวกัน, หน้า 37

(14)ตัฟซีร อัล-อัซการีย์ ต็อบริซ , หน้า 257

(15)ถ้าตะกียะฮฺถูกลบล้างออกไป หรือถ้าจะพูดให้ถูก ผู้กุลัทธิความเชื่อชีอะฮฺจำเป็นต้องประดิษฐ์หลักการว่าด้วยการอำพรางหรือการเสแสร้งขึ้นมา เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ความคิด ความเชื่อและหลักการชีอะฮฺจะดูไร้เหตุผลและฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย(ผู้แปล)

Source :Sunni & Shi'ah Perspectives on Islam by Dr. Abdullah Salamah Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh, 1998

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา