เมนูของเรา

หลักการ : คำสอนเรื่องตะกียะฮฺ(การอำพราง) ตอนที่ 2

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 5/6/2007 15:14:20 (3534 ครั้งที่อ่าน)
หลักการ

แปลและเรียบเรียงโดย อามีนะฮฺ บินติ อิบรอฮีม

กิตติศัพท์ของท่านอะลีและตะกียะฮฺ


ในบรรดาข้อโต้แย้งที่ชาวชีอะฮฺนำมาใช้สนับสนุนหลักตะกียะฮฺของพวกเขานั้นได้แก่ ข้อโต้แย้งที่ว่า ท่านอะลี รอฎิฯ เองได้ทำตะกียะฮฺในตอนที่ท่านให้สัตยาบันแก่เคาะลีฟะฮฺสามท่านแรก อย่างไรก็ตาม เราจะต้องทำการตรวจสอบข้อโต้แย้งนี้ด้วยคำพูดและการกระทำของท่านอะลี รอฎิฯ เอง

ในสมัยที่ท่านนบี ศ็อลฯ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านอะลี รอฎิฯ เคยเข้าทำการสู้รบในหลายๆสมรภูมิในฐานะที่เป็นทั้งทหารธรรมดาและแม่ทัพ ในยุคที่ท่านมีอำนาจปกครองในฐานะเคาะลีฟะฮฺ ท่านตัดสินใจทำสงครามสำคัญๆ สามครั้งด้วยกัน เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าท่านเป็นผู้ที่มีความองอาจกล้าหาญหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ ท่านไม่เคยประนีประนอม และมักจะต่อสู้เพื่อความถูกต้องอยู่เสมอ เมื่อพิจารณาตามหลักเหตุผลและตรรก เราพอจะมองออกว่า ถ้าเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกหลอกล่อแย่งชิงสิทธิของท่านไป ท่านคงจะยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม และต่อสู้เพื่อความยุติธรรมถ้าจำเป็นอย่างแน่นอน มันยากที่เราจะยอมรับว่าคนที่เคยต่อสู้เพื่อความจริงร่วมกับท่านนบี ศ็อลฯ เป็นเวลา 23 ปีอย่างท่านอะลี รอฎิฯ ผู้นี้จะยอมทนตะกียะฮฺอยู่ภายใต้การปกครองของผู้อยุติธรรมเป็นเวลานานถึง 24 ปี และสุดท้ายได้หันกลับไปต่อสู้เพื่อความจริงอีกครั้งหนึ่งในระหว่างที่ตนเองมีอำนาจอยู่เพียงแค่ 6 ปี

ข้อโต้แย้งที่ว่าท่านอะลี รอฎิฯ ทำตะกียะฮฺเพื่อรักษาเอกภาพของมุสลิม และปกป้องอุมมะฮฺให้รอดพ้นจากการนองเลือดที่ไม่จำเป็นนั้น เป็นประเด็นที่สามารถลบล้างได้ง่ายที่สุด สมรภูมิสำคัญๆ ทั้งสามที่ท่านอะลี รอฎิฯ กระโจนเข้าไปพันตูนั้นได้แก่ อัล-ญะมาล, ซิฟฟีนและอัน-นะฮฺรอวัน ฝ่ายตรงข้ามในสงครามทั้งสามก็มิใช่ใครอื่นที่ไหน พวกเขาเป็นกลุ่มมุสลิมเหมือนกัน ผลสุดท้ายมีมุสลิมล้มหายตายจากไปประมาณ 10,000 คน ผลของสงครามทำให้อุมมะฮฺมุสลิมแตกออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งได้แก่ผู้ที่สนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ กลุ่มที่สองได้แก่พวกที่ต่อต้านท่าน กลุ่มที่สามได้แก่พวกที่คิดว่าฝ่ายท่านอะลี รอฎิฯ และฝ่ายต่อต้านผิดด้วยกันทั้งสองฝ่าย และกลุ่มสุดท้ายเป็นมุสลิมส่วนใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เมื่ออาศัยหลักเหตุผลเข้าพิจารณา เราสามารถฟันธงได้เลยว่า ถ้าท่านอะลี รอฎิฯ ทำตะกียะฮฺต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกเพื่อปกป้องเอกภาพของอุมมะฮฺ และหลีกเลี่ยงการนองเลือดจริงๆ แล้ว ท่านก็คงจะดำรงตะกียะฮฺต่อไปด้วยเหตุผลเดียวกันอย่างแน่นอน

มุสลิมส่วนใหญ่ถือว่าการนำท่านอะลี รอฎิฯ ไปเกลือกกลั้วกับการเสแสร้งหลอกลวงนั้นเป็นความเสื่อมเสียอย่างที่สุด การที่คนๆหนึ่งซึ่งท่านนบี ศ็อลฯ อบรมสั่งสอนด้วยตัวของท่านเองจะกลายเป็นคนขี้ขลาด และหัวมังกุท้ายมังกรที่ยอมศิโรราบให้กับท่านอบูบักร ท่านอุมัรและท่านอุสมานในเวลาต่อๆ กัน ภายใต้บทบาทหลอกล่อที่เรียกกันว่าตะกียะฮฺ และโดยการกระทำเช่นนั้นทำให้บรรดาบุคคลที่ยึดถือท่านเป็นแบบอย่างเข้าใจท่านผิดไปหมด

เรามีหลักฐานจากหนังสือของทั้งฝ่ายซุนนีย์และฝ่ายชีอะฮฺที่เปิดเผยให้เห็นว่าท่านอะลี รอฎิฯ ให้การยอมรับนับถือต่อเคาะลีฟะฮฺทั้งสามด้วยความจริงใจ หลักฐานต่อไปนี้สามารถนำมาหักล้างข้ออ้างของชาวชีอะฮฺได้เป็นอย่างดี :

ท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวว่า ”เมื่อท่านนบี ศ็อลฯ สิ้นชีวิตลง ฉันยอมรับความเป็นผู้นำของบุคคลที่ท่านนบี ศ็อลฯ เคยตั้งให้เป็นอิมามของพวกเรา(คือท่านอบูบักร รอฎิฯ) ดังนั้นเราจึงให้สัตยาบันต่อเขา” (อัล-บุคอรี)

เมื่อท่านอบูบักรพยายามที่จะปลดเปลื้องตัวเองจากการยอมรับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ท่านอะลีและอัซ-ซุเบรได้กล่าวว่า ”แท้จริงเราถือว่าอบูบักรเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดกับมัน(ตำแหน่งผู้นำ)ภายหลัง(การสิ้นชีวิตของ)ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ เขาเป็นเพื่อน(ของท่าน)ในถ้ำ เป็นบุคคลที่สองในสองคน (1) และความจริงเรายอมรับในเกียรติยศและความอาวุโสของท่าน และท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ เองได้เคยใช้ให้เขา(นำ)ประชาชนละหมาดในระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่” (อัล-ฮากิมและอัล-บัยฮากีย์)

ท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวว่า ”บุคคลที่ดีที่สุดภายหลัง(การจากไปของ)ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ได้แก่อบูบักร และบุคคลที่ดีที่สุดภายหลัง(การจากไปของ)อบูบักรได้แก่อุมัร” (อิบนุ มาญะฮฺ)

อิบนุ อับบาสรายงานว่า “ฉันยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน และเรากำลังขอพรต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ ให้กับอุมัร อิบนุ ค็อตต็อบ รอฎิฯ หลังจาก(ร่างที่ไร้วิญญาณของ)เขาถูกนำมาวางบนที่นอนของเขา ชายคนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังฉันวางข้อศอกของเขาลงบนบ่าของฉัน และพูดว่า 'ขออัลลอฮฺได้โปรดประทานความเมตตาให้แก่ท่าน(อุมัร) ฉันหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงให้ท่านได้นอนอยู่เคียงข้างสหายทั้งสองของท่าน(คือท่านรสูล ศ็อลฯ และท่านอบูบักร)เพราะฉันเคยได้ยินท่านรสูลุลลอฮฺพูดอยู่เสมอว่า ' ฉัน อบูบักรและอุมัรได้อยู่ด้วยกัน' หรือ 'ฉัน อบูบักรและอุมัรได้ทำด้วยกัน' หรือ 'ฉันได้ออกไปกับอบูบักรและอุมัร' ดังนั้นฉันจึงหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงให้ท่านได้นอนเคียงข้างพวกเขา' ฉันจึงหันหน้ากลับไปและพบว่าเป็นอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ(ที่พูดอย่างนั้น) ขออัลลอฮฺได้โปรดประทานความโปรดปรานแก่เขา” (อัล-บุคอรี ท่านมุสลิมได้รายงานจากอิบนุ อับบาสด้วยหะดีษที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กันด้วยเช่นกัน)

ท่านอะลี รอฎิฯ รักและนับถือท่านอุมัร รอฎิฯ มากจนถึงกับยกบุตรีของท่าน(คือ อุมมุ กัลโซม)ให้แต่งงานกับท่านอุมัร อุมมุ กัลโซมเป็นธิดาที่เกิดจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ บุตรสาวของท่านรสูล ศ็อลฯ การแต่งงานครั้งนี้ปรากฏอยู่ในบันทึกของทั้งฝ่ายซุนนีย์และฝ่ายชีอะฮฺ แต่พวกชีอะฮฺอ้างว่าท่านอะลี รอฎิฯ ยอมยกบุตรีให้แต่งงานกับท่านอุมัร รอฎิฯ ภายใต้การตะกียะฮฺ และมิได้เกิดจากความยินยอมพร้อมใจ

ข้อความต่อไปนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นความห่วงใยและความเคารพที่ท่านอะลี รอฎิฯ มีต่อท่านอุมัร รอฎิฯ :

เมื่อท่านอุมัรขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านอะลีเริ่มเรียกเรียกเขาว่า อะมีรุ้ลมุอฺมินีน (ผู้บังคับบัญชาของปวงผู้ศรัทธา) (2)

เมื่อท่านอุมัรขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านอะลีอยู่เคียงข้างเขา และคอยให้คำปรึกษาแก่เขาในวาระสำคัญๆ หลายครั้ง ในระหว่างที่พวกเปอร์เซียบุกเข้ามา ท่านอุมัรต้องการนำทัพออกไปด้วยตัวของเขาเอง เขาขอความเห็นจากท่านอะลี ซึ่งท่านอะลีได้กล่าวแก่เขาว่า “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของอิสลามมิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนทหาร ฐานะของเคาะลีฟะฮฺเปรียบได้กับสิ่งที่เชื่อมลูกปัดทั้งหมดเข้ากับสร้อยคอ ถ้าสิ่งเชื่อมต่อนี้ถูกกำจัดออกไป ลูกปัดก็จะกระจัดกระจายออกไปหมดสิ้น ตัวท่านเปรียบเสมือนเข็มของเข็มทิศสำหรับ(ชี้นำ)ประชาชน ถ้าท่านออกไป(สู่สมรภูมิ) เผ่าต่างๆ ก็อาจจะบุกโจมตีมะดีนะฮฺ ยิ่งกว่านั้น ถ้าพวกเปอร์เซียพบเห็นท่านอยู่ในสมรภูมิ พวกเขาจะพากันพูดว่า 'ผู้นำของอาหรับมาอยู่ที่นี่แล้ว ถ้าเจ้าฆ่าเขาได้ เจ้าก็จะอยู่อย่างสงบเสียที' เราเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ไม่เคยต่อสู้กับศัตรูของเราในสมัยที่ท่านนบี ศ็อลฯ ยังมีชีวิตอยู่โดยอาศัยจำนวนพลมากมายเข้าว่า มาบัดนี้ก็เช่นกัน ท่านควรจะไว้วางพระทัยในพระเมตตาของอัลลอฮฺ และต่อสู้กับพวกเปอร์เซียโดย(ท่านบัญชาการ)อยู่ในมะดีนะฮฺ” (3)

ท่านอะลี รอฎิฯ รักและเคารพนับถือเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกเป็นอย่างมาก จนท่านนำชื่อของพวกเขามาใช้ตั้งชื่อบุตรชายของท่าน ข้อยืนยันเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือกัชฟ์ อัล-ฆุมมะฮฺ และญะลาล อัล-อะยูน ซึ่งเป็นหนังสือสำคัญของชาวชีอะฮฺ ชื่อของบุตรชายของท่านอะลี รอฎิฯ ทั้ง 14 คนได้แก่ อัล-หะซัน, อัล-หุเซน, มุฮัมมัด อัล-อักบัร, อับดุลลอฮฺ, อบูบักร, อัล-อับบาส, อุสมาน, ญะอฺฟัร, อุบัยดุลลอฮฺ, มุฮัมมัด อัล-อัสฆอร, ยะหฺยา, อะอูน, อุมัร และมุฮัมมัด อัล-เอาซอต

หะดีษที่กล่าวไปข้างต้นทั้งจากหลักฐานของฝ่ายซุนนีย์และฝ่ายชีอะฮฺ ต่างพูดถึงความเคารพรักที่ท่านอะลี รอฎิฯ มีต่อเคาะลีฟะฮฺที่รักษาหน้าที่ก่อนหน้าท่าน ไม่ว่าจะเป็นการยกบุตรีให้แต่งงานกับท่านอุมัร รอฎิฯ ก็ดี หรือการตั้งชื่อบุตรชายของตนตามชื่อของท่านอบูบักร, อุมัรและอุสมาน รอฎิฯ ก็ดี เหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความรู้สึกของท่านได้เป็นอย่างดี ถ้าทั้งหมดนี้เป็นการกระทำเพราะแรงตะกียะฮฺเป็นเหตุผลักดันแล้ว เมื่อถึงคราวที่ท่านมีอำนาจในฐานะประมุขของรัฐ ท่านคงต้องประกาศความจริงออกมาอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน กระนั้นประวัติศาสตร์ได้เป็นพยานยืนยันว่า แม้หลังจากได้เป็นเคาะลีฟะฮฺจริงๆ แล้ว ท่านอะลี รอฎิฯ ก็มิได้ประณามเคาะลีฟะฮฺคนก่อนๆ มิได้เรียกขานพวกเขาว่าเป็นผู้แย่งชิงสิทธิของท่าน อีกทั้งยังมิได้แยกตัวท่านเองออกจากการปฏิบัติทั่วๆ ไปของพวกเขาแต่อย่างใด

สิ่งที่ควรจะชี้ยังมีอีกประเด็นหนึ่งนั่นก็คือว่า สมมุติกันว่าถึงแม้ท่านอะลี รอฎิฯ จะตกอยู่ในสภาพที่จำเป็นต้องดำรงตะกียะฮฺเอาไว้ต่อไป มันก็ไม่มีเหตุผลอันใดเลยที่ท่านจะต้องทำตะกียะฮฺต่อญาติสนิทและผู้สนับสนุนของท่านด้วยเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดท่านสามารถจะเปิดเผยชื่อของอิมามท่านต่างๆ ที่จะสืบต่อจากท่านให้พวกเขาได้รับรู้ ถ้าท่านทำเช่นนั้น อิมามท่านที่สอง คือท่านอัล-หะซัน รอฎิฯ ก็คงไม่ต้องสละสิทธิของท่านให้กับมุอาวิยะฮฺอย่างแน่นอน

ทายาทต่างๆ ของท่านอะลีจำนวนทั้งหมด 65 คน ซึ่งในเวลาต่อมาได้ถูกอ้างว่าเป็นอิมามที่ถูกแต่งตั้งโดยอัลลอฮฺ สุบหฯ ได้รุกขึ้นต่อสู้เพื่อข้ออ้างของพวกตน และถูกสังหารไปในที่สุด (4) ส่วนชาวชีอะฮฺเองยังแตกแยกออกเป็นกลุ่มต่างๆ มากมาย แต่ละกลุ่มก็อ้างจำนวนอิมามแตกต่างกันออกไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกชีอะฮฺเชื่อว่าท่านอะลี รอฎิฯ ทำตะกียะฮฺ ท่านจึงมิได้เปิดเผยรายชื่อของผู้รับมรดกสืบช่วงของท่าน ชาวชีอะฮฺอธิบายการปฏิบัติตัวของท่านอะลี รอฎิฯ ว่าส่วนใหญ่เป็นการตะกียะฮฺ จนทำให้ดูเหมือนว่าตะกียะฮฺนั้นมิได้มีความแตกต่างไปจากสภาพมุนาฟิก(หน้าไหว้หลังหลอก)แต่อย่างใด เป็นที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่า พวกมุนาฟิกนี้มีอยู่ในนครมะดีนะฮฺเป็นจำนวนมาก พวกเขาเข้ารับอิสลาม ละหมาดและเข้าร่วมการญิฮาด กระนั้นอัล-กุรฺอานยังเรียกพวกเขาว่าพวกมุนาฟิก เพราะเจตนาของพวกเขาคือเพื่อจะหลอกลวงนั่นเอง เหตุนี้เราจึงสงสัยว่า ชาวชีอะฮฺแยกแยะความแตกต่างระหว่างท่านอะลี รอฎิฯ กับพวกมุนาฟิกในมะดีนะฮฺได้อย่างไร

สรุปแล้วโดยอาศัยเหตุผล สามัญสำนึกและเหนืออื่นใดบันทึกทางประวัติศาสตร์ทำให้เราแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ไม่ได้ทำตะกียะฮฺเลย ไม่ว่าจะในช่วงใดของชีวิตท่าน คำพูด จดหมายและรายงานเกี่ยวกับการกระทำเป็นการส่วนตัวและส่วนรวมของท่านทั้งหมดยืนยันถึงบุคลิกอันมั่นคงไม่มีการประนีประนอมของท่าน ท่านเป็นเศาะหาบะฮฺคนหนึ่งที่มีความรอบรู้อิสลามเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านนบี ศ็อลฯ โดยตรง ท่านจึงเป็นแบบอย่างสำหรับคนร่วมสมัยของท่าน ตลอดจนชนรุ่นต่างๆ ในภายหลัง ท่านให้สัตยาบันต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกด้วยความสัตย์ซื่อและจริงใจ และยังรับรองความถูกต้องชอบธรรมของการเป็นเคาะลีฟะฮฺของพวกเขา ประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ไม่ได้นำเสนอหลักฐานพยานแม้สักชิ้นหนึ่งว่า ท่านอะลี รอฎิฯ เคยอ้างว่าเป็นอิมามที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงแต่งตั้งขึ้น หรือที่ว่าตำแหน่งอิมามนั้นถูกสงวนไว้สำหรับทายาทของท่านเท่านั้น ชาวชีอะฮฺจำต้องกุลัทธิตะกียะฮฺขึ้นยืนยันบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นในกระทำอันเป็นแบบอย่างของท่านอะลี รอฎิฯ เลยแม้แต่น้อย

อิมามชีอะฮฺ(5) และตะกียะฮฺ

เพื่อที่จะเข้าใจความจริงเกี่ยวกับเรื่องตะกียะฮฺ เราจำเป็นจะต้องค้นคว้าหลักฐานจากประวัติศาสตร์อิสลามมาประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราอยากรู้ว่าในความเป็นจริงนั้น บรรดาอิมามชีอะฮฺทำตะกียะฮฺด้วยหรือไม่ จากหลักฐานที่น่าเชื่อถือของฝ่ายซุนนีย์และฝ่ายชีอะฮฺทั้งหมดยอมรับว่า บรรดาอิมาม(ทายาทของท่านอะลี รอฎิฯ)ได้แสดงความรักและความนับถืออย่างสูงต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรก และยังถือว่าท่านเหล่านั้นเป็นอิมาม(ผู้นำ)ของอุมมะฮฺมุสลิมที่มีความชอบธรรม ข้อความต่อไปนี้เป็นหลักฐานเพียงบางชิ้นที่จะทำให้เรื่องนี้กระจ่างขึ้น และข้อความต่อไปนี้คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพ ความรักและการให้เกียรติที่ทายาทของท่านอะลี รอฎิฯ มีต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรก

อัล-หะซัน บิน อะลี อิมามชีอะฮฺคนที่ 2

อัล-หะซันรายงานว่าท่านนบี ศ็อลฯ พูดว่า : "สำหรับฉันแล้ว อบูบักรเปรียบเสมือนหูของฉัน อุมัรเหมือนตาของฉัน และอุสมานเหมือนหัวใจของฉัน” (6)

อัล-หะซัน รอฎิฯ มีบุตรชายทั้งหมด 8 คน มีสองคนที่มีชื่อเหมือนกับท่านเคาะลีฟะฮฺสองคนแรก ชื่อของบุคคลเหล่านี้ได้แก่ : อัล-หะซัน, ซัยด์, อุมัร, อัล-กอซิม, อบูบักร, ฏอลหะฮฺ, อับดุรเราะหฺมาน และอุบัยดุลลอฮฺ (7)

อัล-หุเซน บิน อะลี อิมามชีอะฮฺคนที่ 3

ท่านอัล-หุเซน รอฎิฯ มีบุตรชายหลายคน ประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้ว่าบุตรชายของท่าน 2 คน มีชื่ออบูบักรและอุมัรอยู่ด้วย

อะลี ซัยนุล อาบิดีน บิน อัล-หุเซน อิมามชีอะฮฺคนที่ 4

อบูญะอฺฟัรกล่าวว่า ท่านซัยนุล อาบิดีนมักจะใช้ผ้า(ห่มคลุมตัวท่านเอง)อยู่เสมอ มีบางคนสอบถามท่านถึงสาเหตุที่ท่านใช้ผ้านั้นอยู่เสมอ ท่านตอบว่า ”นี่คือผ้าที่ท่านอุมัร สหายผู้จริงใจ เป็นที่รัก การุณและเห็นอกเห็นใจนำมาพันรอบตัวฉัน แท้จริงอุมัรเป็นบ่าวผู้ยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ สุบหฯ ขออัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงประทานความโปรดปรานแก่ท่าน” ผู้เล่าเรื่องนี้เสริมว่าท่านซัยนุล อาบิดีนมีน้ำตาไหลออกมาในตอนที่ท่านกล่าวคำพูดเหล่านี้ (8)

มุฮัมมัด อัล-บากิร อิมามชีอะฮฺคนที่ 5

อิมาม อัล-บากิรกล่าวว่า ”ผู้ใดก็ตามที่ไม่รู้จักคุณงามความดีของท่านอบูบักร ผู้นั้นก็ไม่รู้จักซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ” (9)

เมื่ออิมาม อบู หะนีฟะฮฺไปยังนครมะดีนะฮฺ เขาถามมุฮัมมัด อัล-บากิรว่า ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อท่านอบูบักรและอุมัร อัล-บากิรตอบว่า ”ขออัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงประทานความโปรดปรานให้แก่พวกเขา” อบู หะนีฟะฮฺบอกกับท่านว่า ในแผ่นดินอิรัคมีคนทั่วไปเชื่อกันว่าท่าน(อัล-บากิร)ได้ตัดเยื่อใยที่มีต่อบุคคลเหล่านั้น ท่าน(อัล-บากิร)จึงตอบว่า ”ขออัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงปกป้องฉันด้วยเทอญ ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของอัล-กะอฺบะฮฺ พวกนั้นพูดเท็จ” จากนั้นท่านจึงขอให้อบู หะนีฟะฮฺหวนระลึกถึงการแต่งงานระหว่างท่านอุมัรกับอุมมุ กัลโซม บุตรีของท่านอะลีและท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ และท่านยังถามเขา(อบู หะนีฟะฮฺ)ว่า ”ท่านอะลีจะยกลูกสาวให้(แต่งงานกับ)ท่านอุมัรได้อย่างไร ถ้าเขา(ท่านอุมัร)ไม่คู่ควรกับการแต่งงานครั้งนี้” อบู หะนีฟะฮฺจึงกล่าวว่า ”ทำไมท่านไม่เขียนถึงเรื่องนี้แล้วส่งไปยัง(ชาวชีอะฮฺใน)อิรัค” ต่อคำถามนี้ อัล-บากิรกล่าวว่า ”พวกเขาจะไม่ยอมรับหนังสือของฉัน” (10)

ญาบิรรายงานว่า ”ฉันได้ถามอัล-บากิรว่า 'ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี ศ็อลฯ นั้น มีสักกลุ่มหนึ่งไหมที่ประณามท่านอบูบักรและอุมัร' ท่านตอบว่า 'ไม่มี ตัวฉันเองยังรักท่านทั้งสอง นับถือพวกท่านและยังวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกท่านอีกด้วย' “ (11)

ญะอฺฟัร อัศ-ศอดิก อิมามชีอะฮฺคนที่ 6

มีบางคนแจ้งให้อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกทราบว่า คนจำนวนหนึ่งคิดว่าท่าน(อิมามญะอฺฟัร)เกลียดชังและทำการประณามท่านอบูบักรและอุมัร ท่านญะอฺฟัรตอบว่า ”ฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้นี้ ยิ่งกว่านั้น ฉันยังหวังว่าความสัมพันธ์ที่ฉันมีต่อท่านอบูบักรจะโน้มนำพระเมตตา(ของอัลลอฮฺ สุบหฯ)ให้เกิดแก่ครอบครัวของฉัน” (12)

ท่านญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกกล่าวว่า ”ท่านอบูบักรเป็นปู่ของฉัน จะมีใครชอบที่จะสาปแช่งและประณามปู่ของตนเองบ้างไหม ขออัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงถอดถอนความนับถือและเกียรติยศออกจากตัวฉันไปให้หมด ถ้าฉันไม่ยอมรับความสูงศักดิ์ของอัศ-ศิดดีก(ท่านอบูบักร)ด้วยความเคารพและความนับถือ” (13)

มุฮัมมัด อัต-ตะกีย์ อิมามชีอะฮฺคนที่ 9

ท่านอัต-ตะกีย์ได้กล่าวว่า ”ฉันไม่ได้ปฏิเสธคุณความดีของท่านอุมัร แต่ท่านอบูบักรสูงส่งกว่าท่านอุมัรเสียอีก” (14)

หลักฐานที่กล่าวมาข้างต้นจากทั้งฝ่ายซุนนีย์และชีอะฮฺแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บรรดาทายาทของท่านอะลี รอฎิฯ ที่ชาวชีอะฮฺนับถือว่าเป็นอิมามที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงแต่งตั้งขึ้นมานั้น พวกท่านยอมรับในความเที่ยงธรรมและความยำเกรง(ตักวา)ของเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรก ยิ่งกว่านั้นพวกท่านยังยอมรับว่าพวกเขาขึ้นครองตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺด้วยความชอบธรรม เนื่องจากชาวชีอะฮฺไม่สามารถปฏิเสธความน่าเชื่อถือของหลักฐานจากหนังสือของพวกตนเอง ตามเหตุผลแล้วพวกเขาคงจะหันกลับไปหาคำสอนเรื่องตะกียะฮฺของพวกเขาอย่างแน่นอน และก็คงจะกล่าวว่าบรรดาอิมามเหล่านั้นทำตะกียะฮฺมากกว่า ความจริงตะกียะฮฺเป็นเครื่องกำบังสำหรับใช้ลื่นไหลในเวลาที่ชาวชีอะฮฺพบความไม่ลงรอยกันเกิดขึ้นในคำสอนของพวกตน เพราะเหตุนี้เองกระมัง พวกเขาจึงกล่าวว่า 9 ใน 10 ของศาสนาคือตะกียะฮฺ

เราได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่าการกระทำอันเที่ยงธรรมของท่านอะลี รอฎิฯ และอิมามท่านอื่นๆ มีความหมายที่แตกต่างออกไปจากหน้ากากตะกียะฮฺที่มีคนพยายามสวมให้พวกท่าน เพราะเหตุนี้ชาวชีอะฮฺจึงอยู่ในสภาพที่ถูกกดดันอย่างหนัก จนต้องพยายามเชิดชูคำสอนเรื่องตะกียะฮฺต่อไป ทั้งนี้เพื่อยืนยันว่าเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกขาดความชอบธรรมในการขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ โดยที่สิทธิในการเป็นอิมามนั้นตกเป็นของทายาทของท่านอะลี รอฎิฯ ฝ่ายเดียว ความจริงท่านอะลี รอฎิฯ และทายาทของท่านไม่ได้รู้จักลัทธิความเชื่อของชีอะฮฺเหมือนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้เลย ถ้าพวกท่านทราบเรื่องนี้รับรองได้เลยว่าท่านคงจะประณามมันอย่างแน่นอน แรกเริ่มเดิมทีลัทธินี้เกิดขึ้นเป็นขบวนการทางการเมือง ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วคน ลัทธิความเชื่อเฉพาะของตนจึงได้ค่อยๆ พัฒนาขึ้น พวกเขาได้ทำให้ชื่อเสียงและกิตติศัพท์ของท่านอะลี รอฎิฯ และบรรดาทายาทของท่านต้องมัวหมองโดยการอุปโลกน์การทำตะกียะฮฺให้กับท่านเหล่านั้น โดยการทำเช่นนั้นพวกเขาจึงสามารถกล่าวอ้างได้ว่าท่านเหล่านั้นคือผู้นำทางศาสนาของพวกเขา

เชิงอรรถ :

(1)ตามที่อัล-กุรฺอานอายะฮฺ 9:40 กล่าวว่า ท่านอบูบักร รอฎิฯ ได้เป็นเพื่อนร่วมอพยพไปพร้อมกับท่านรสูล ศ็อลฯ

(2)ชะเราะฮฺ นะหฺญุลบะลาเฆาะฮฺ, เล่ม 2

(3)นัยรุง ฟะซอฮัต, หน้า 22

(4)ตะบากอต อิบนุ สะดฺ, เล่ม 8, หน้า 10

(5)ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านอะลี หรือทายาทสายตรงของท่านไม่มีผู้ใดถือว่าตัวเองเป็นโน่นเป็นนี่ พวกเขาถือว่าตนเองเป็นมุสลิมเท่านั้น และยิ่งไม่ใช่นักโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่ม หรือลัทธิศาสนาใดๆ ที่แตกต่างออกไป ก็ชาวชีอะฮฺเองนี่แหละที่ถือว่าพวกท่านเป็นผู้นำทางศาสนาของพวกตน และยังแอบอ้างรายงานหะดีษที่ไม่น่าเชื่อถือมากมายว่ามาจากพวกท่าน ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนลัทธิความเชื่อของพวกตน

(6)ตะบากอต อิบนุ สะดฺ, เล่ม 8, หน้า 10

(7)ฏอรีคอัล-ยะหฺกูบีย์, เล่ม 4, หน้า 179

(8)เล่มเดียวกัน, เล่ม 2, หน้า 228

(9)อิลาล อิบนุ อบี ชัยบะฮฺ, เล่ม 4, หน้า 179

(10)อัซ-ซะวาอิก อัล-มุฮัรริเกาะฮฺ, หน้า 28

(11)ตะบากอต อิบนุ สะดฺ, หน้า 236

(12)อัร-ริยาฎ อัน-นะษิเราะฮฺ, เล่ม 1, หน้า 59

(13)อิหฺกอก อัล-ฮักกฺ, หน้า 7

(14)อัล-อิหฺติญาจญ์ อะลา อะหฺลุล ละญาจญ์, หน้า 250


Source :Sunni & Shi'ah Perspectives on Islam by Dr. Abdullah Salamah Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh, 1998

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา