เมนูของเรา

สาระทั่วไป : เมื่ออิมามประณามและสาปแช่งพวกชีอะฮฺ รวบรวมหลักฐานจากตำราของพวกชีอะฮฺ

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 5/6/2007 15:03:55 (3931 ครั้งที่อ่าน)
สาระทั่วไป

โดย เอี๊ยะซาน อิลาฮี ซอฮีรฺ
แปลและเรียบเรียงโดย อับดุลมาลิก สงวนธรรม

ความจริงท่านอะลี และลูกหลานของท่านที่เป็นอิมาม(ผู้ปราศจากมลทินตามความเชื่อของพวกชีอะฮฺ)ยืนหยัดอยู่ฝ่ายเศาะหาบะฮฺของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ และผู้สืบทอด(เคาะลีฟะฮฺ)ของท่าน บ่อยครั้งที่ท่านเหล่านั้นเคยแสดงความรู้สึกโกรธพวกชีอะฮฺ และพวกที่แอบอ้างอะหฺลุลบัยตฺ ตลอดจนพวกที่คุยว่ารัก หรือเป็นผู้สนับสนุนอะหฺลุลบัยตฺ ท่านเหล่านั้นประณามพวกชีอะฮฺต่อหน้าพวกเขา โดยเฉพาะท่านอะลี รอฎิฯ อิมามคนแรกซึ่งเป็นผู้ไร้บาปตามจินตนาการของพวกเขา ท่านยังได้ประณามพลพรรคของท่านและผู้ติดตามของท่านอยู่เสมอ


ท่านอะลี รอฎิฯ ได้วิงวอนให้พวกเขาดังนี้ : “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันคิดว่าในไม่ช้าประชาชนเหล่านี้จะตะครุบตัว(หรือครอบงำ)พวกเจ้าได้เพราะข้อตกลงบนความเท็จของพวกเขา พวกเขาจะขัดขวางพวกเจ้า(ให้พ้น)จากแนวทางอันเที่ยงตรงของพวกเจ้า พวกเขาจะขัดขืนอิมามของพวกเขาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและความจริง แต่พวกเขาจะยอมเชื่อฟังอิมามของพวกเขาในความเท็จ พวกเขาจะมอบของฝากคืนให้กับเจ้าของ แต่พวกเจ้าเองจะทรยศหักหลัง พวกเขาจะแสดงความมั่งคั่งรุ่งเรืองในดินแดนของพวกเขา แต่พวกเจ้าจะสร้างความชั่วร้าย(ไม่สร้างสรร แต่ทำลาย) ถ้าพวกเจ้าคนใดได้รับมอบหมายให้ดูแลถ้วยทำจากไม้ ฉันเกรงว่ามันจะแตกในเวลาไม่ช้า โอ้อัลลอฮฺ! ข้าพระองค์หน่ายพวกเขาเหลือเกิน พวกเขาทำให้ข้าพระองค์หัวเสีย พวกเขาเองก็หน่ายข้าพระองค์เช่นกัน โอ้อัลลอฮฺ! ได้ทรงโปรดประทานคนที่ดีกว่ามาแทนที่พวกเขาเถิด และทรงโปรดให้พวกเขามีผู้นำที่หยาบกว่าและเลว โอ้อัลลอฮฺ! ได้ทรงโปรดทำลายหัวใจของพวกเขา (เช่นที่พระองค์ได้)ทรงทำให้เกลือละลายและหายไปในน้ำ“ (1)

ท่านอะลี รอฎิฯ ขอการสาปแช่งให้ตกแก่พวกเขา ท่านเคยสาปแช่งพวกเขาด้วยถ้อยคำดังนี้ : “พวกเจ้ามองดูเป็นคน แต่พวกเจ้ามิใช่คน(ที่มีความอาจหาญและมีเกียรติ) พวกเจ้ามีจิตใจเหมือนเด็ก และมีการใช้เหตุผลเหมือนหญิงโง่ ถ้าฉันไม่เห็นพวกเจ้าและไม่รู้จักพวกเจ้ามาก่อน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผลลัพธ์คงจะได้แก่ความเสียใจและความเศร้าเป็นอย่างยิ่ง ขออัลลอฮฺได้ทรงทำลายพวกเจ้า เพราะพวกเจ้าได้ทำให้หัวใจของฉันกัดหนอง และทำให้หัวอกของฉันโกรธขึ้ง
พวกเจ้าทำให้ฉันต้องดื่มความทุกข์ระทมและความเศร้าโศก พวกเจ้าทำให้หัวใจของฉันแตกสลายเพราะการฝ่าฝืนและการทรยศ(ต่อฉัน) จนกระทั่งทุกวันนี้พวกกุเรชยังกล่าวว่า : อิบนฺ อบีฏอลิบเป็นบุรุษผู้กล้าหาญอย่างแน่นอน แต่เขาขาดกลยุทธในการทำสงคราม ขออัลลอฮฺทดสอบบิดาของพวกเขาด้วยเทอญ พวกเขาคนใดก็ตามจะมีความเชี่ยวชาญมากไปกว่าฉันอย่างนั้นหรือ? พวกเขาคนใดก็ตามจะมีความแน่วแน่มากไปกว่าฉัน(ในยามอันตราย)กระนั้นหรือ? ฉันก้าวเข้าสู่สงครามขณะที่ฉันยังมีอายุไม่ถึง 20 ปีเลย ตอนนี้ฉันมีอายุถึง 60 ปีแล้ว แต่คงไม่มีใครมีปัญญาที่จะจัดการกับบรรดาผู้ที่ดื้อดึงขัดขืนอย่างแน่นอน
“ (2)

ในอีกวาระหนึ่งท่านกล่าวว่า : “โอ้ผู้คนทั้งหลาย! ผู้ที่กายมารวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ แต่ในความคิดของพวกเขากลับอยู่กันอย่างแตกแยกและไร้สามัคคี วาจาของพวกเจ้าไม่สามารถกล่อมเกลาประชาชนที่มีหัวใจแข็งกระด้างให้อ่อนลงได้ การกระทำของพวกเจ้า(ที่เต็มไปด้วยความขี้ขลาด)กลับเป็นสื่อเชื้อเชิญศัตรู พวกเจ้าอาจจะคุยโวในที่ชุมนุมชนต่างๆ ในลักษณะอย่างนั้นหรืออย่างนี้ แต่เมื่อเวลาแห่งการเผชิญหน้ากับศัตรูมาถึง พวกเจ้ากลับพูดว่า “ โอ้สงคราม! ขอเจ้าจงออกไปให้ห่างไกลพวกเราเสีย ” จงอย่ารับคำเชื้อเชิญของผู้ที่เชื้อเชิญเจ้า ผู้ที่ทำให้เจ้าทุกข์โศก เขาจะไม่มีวันสงบนิ่งได้ คำแก้ตัว(ของเจ้า)จะทำให้เจ้าหลงทาง เจ้าต้องการให้เราผ่อนผันเพื่อว่าเจ้าจะได้สามารถแก้ตัวได้ คนต่ำต้อยและคนที่ถูกกดขี่ไม่สามารถปกป้องเจ้าให้พ้นจากการกดขี่และความโหดเหี้ยมได้ เจ้าจะสามารถได้มาซึ่งสิทธิของเจ้าก็โดยอาศัยความอุตสาหะพยายาม (ขอถามหน่อยว่า)นอกจากบ้านของเจ้าเองแล้ว เจ้ายังจะสามารถปกป้องบ้านหลังไหนได้อีกเล่า? หลังจากฉัน(จากไปแล้ว) เจ้าจะติดตามอิมามคนไหนไปในสงคราม? ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ บุคคลที่ถูกหลอกลวงคือบุคคลที่เจ้าควรหลอกลวง บุคคลใดก็ตามที่ประสบความสำเร็จ แท้จริงเขาประสบความสำเร็จโดยการช่วยเหลือของพระองค์ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แม้(จะสำเร็จ)ด้วยธนูทื่อก็ตาม คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าที่ยิงธนู อาจจะยิงธนูที่ไม่มีหัวและใบมีดก็ได้ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตอนนี้ฉันจะไม่ขอพิสูจน์คำพูดของเจ้าว่าจริงหรือไม่ และฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือของเจ้า ฉันจะไม่ข่มขู่ศัตรูด้วย(การช่วยเหลือและกำลัง)ของเจ้า เดี๋ยวนี้พวกเจ้าเป็นอะไรไป? พวกเจ้าจะแก้ไขอย่างไร? พวกเจ้าจะเยียวยาอย่างไร? บรรดาศัตรูเป็นคนกล้าเช่นเดียวกับพวกเจ้า พวกเจ้าพูดโดยไม่มีความรู้อย่างนั้นหรือ? พวกเจ้าช่างเขลาและช่างห่างไกลจากความตักวา(ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ)ยิ่งนัก พวกเจ้าปรารถนาที่จะมีสิ่งที่พวกเจ้าไม่คู่ควร“(3)

ท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวยกย่องผู้ช่วยเหลือของมุอาวิยะฮฺ แต่กลับประณามพลพรรค(ชีอะฮฺ)ของท่านเอง ซึ่งมีใจความว่า “ขอสาบานด้วยพระองค์ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ คนเหล่านั้นจะโค่นพวกเจ้าลงอย่างแน่นอน นั่นไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาอยู่บนความถูกต้องมากกว่าพวกเจ้า แต่เป็นเพราะว่าพวกเขาร้อนรนรับแม้คำเท็จของผู้บังคับบัญชาของพวกเขา(โดยไม่ชักช้า) และเป็นเพราะพวกเขาหน่วงเหนี่ยวพวกเจ้าไม่ให้ช่วยเหลือฉันตามการอ้างสิทธิอันชอบธรรมของฉัน แท้จริงประชาชนมักจะหวาดผวาว่าผู้ปกครองของเขาจะทำการกดขี่ ส่วนฉันเองกลับหวาดผวาว่าผู้อยู่ใต้การปกครองของฉันจะทำการกดขี่เสียเอง ฉันเรียกร้องพวกเจ้าไปสู่ญิฮาด(การต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ) แต่พวกเจ้ากลับไม่ยอมออกมา ฉันแนะนำพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับไม่ยอมเชื่อฟัง(คำพูดของฉัน) ฉันเรียกร้องเชิญชวนพวกเจ้าทั้งโดยเปิดเผยและปิดลับ แต่พวกเจ้าไม่ยอมตอบรับการเชิญชวนของฉันเลย ฉันตัดเตือนพวกเจ้าด้วยความจริงใจ แต่พวกเจ้าไม่ยอมรับมัน พวกเจ้ามาปรากฏกายอยู่ ณ ที่นี้เหมือนกับไม่ได้มา พวกเจ้าเป็นข้ารับใช้(แต่กลับทำตัวเหมือน)ผู้มีอำนาจ ฉันอ่านวิทยปัญญาให้เจ้าฟัง แต่พวกเจ้ากลับเตลิดหนีไป ฉันแนะนำพวกเจ้าด้วยคำแนะนำที่ดี แต่พวกเจ้ากลับแตกฮือกันออกไป ฉันรบเร้าให้พวกเจ้าต่อสู้กับพวกกบฏ แต่ฉันยังพูดไม่ทันจบ พวกเจ้าก็หายตัวไปเหมือนประชาชนของซะบาอฺ เมื่อพวกเจ้ากลับมายังชุมนุมชนของพวกเจ้า พวกเจ้าก็จัดแจงสั่งสอนกันเองไปตามความเห็นของพวกเจ้า(ตามอำเภอใจ) ฉันไปหาพวกเจ้าในตอนเช้า(เพื่อเปลี่ยนใจพวกเจ้า) แต่พอตอนเย็นพวกเจ้ากลับมาเหมือนกับคันธนูที่โก่งโค้ง(ทุจริต) ผู้ให้คำแนะนำไม่สามารถจะแก้ไขพวกเจ้าได้อย่างแน่นอน ส่วนผู้ฟังนั้นก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจคำแนะนำของพวกเจ้า“

“โอ้ประชาชนทั้งหลาย! ที่มาปรากฏกายอยู่ ณ ที่นี้ แต่ไม่ได้นำจิตใจติดมาด้วย แถมยังมีทัศนะแตกแยกออกไปคนละทางสองทาง พวกผู้นำของพวกเขาก็เป็นเช่นเดียวกัน ผู้บัญชาการ(อะมีรฺ)ของพวกเจ้าเชื่อฟัง(พระบัญชาของ)อัลลอฮฺ แต่พวกเจ้ากลับไม่เชื่อฟังคำสั่งของเขา ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บัญชาการ(อะมีรฺ)ของซีเรียฝ่าฝืน(พระบัญชาของ)อัลลอฮฺ แต่ประชาชนของเขากลับเชื่อฟังคำสั่งของเขา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันอยากจะแลกเปลี่ยนกับมุอาวิยะฮฺจังเลย ฉันอยากจะใช้ดินารแลกกับดิรฺฮัม ขอให้เขา(มุอาวิยะฮฺ)รับประชาชนของฉันไปสิบคน แต่ฉันขอเอาคนของเขาเพียงคนเดียว“

“โอ้ประชาชนของกูฟะฮฺ! ฉันมีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับสองหรือสามสิ่งของพวกเจ้า อย่างแรก พวกเจ้าหูหนวก ทั้งๆ ที่พวกเจ้าก็มีใบหู อย่างที่สอง พวกเจ้าเป็นใบ้ ทั้งๆ ที่พวกเจ้าก้มีลิ้น และอย่างที่สาม พวกเจ้าตาบอด ทั้งๆ ที่พวกเจ้าก็มีดวงตา ในยามเกิดศึกสงครามเพื่อความจริง ผู้คนไม่มีอิสระ ในชั่วโมงแห่งความทุกข์ยาก พี่น้องกันยังถือว่าเชื่อถือไม่ได้ มือของพวกเจ้าปกคลุมไปด้วยฝุ่น โอ้ประชาชนทั้งหลาย! ผู้ที่เหมือนดั่งอูฐ แต่คนจูงอูฐกลับหายตัวไป เมื่อใดก็ตามพวกเขามาชุมนุมกันจากด้านหนึ่ง พวกเขาจะแตกกระเจิงออกไปอีกด้านหนึ่ง ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันคิดถึงพวกเจ้าว่า ถ้าเพลิงสงครามรุนแรงขึ้น และเปลวไฟลุกโชนสูงขึ้น พวกเจ้าอาจจะทอดทิ้งอิบนฺ อบีฏอลิบไปก็ได้ เหมือนดังเช่นทารกเคลื่อนตัวออกจาก(ครรภ์ของ)สตรี“(4)

นอกจากนี้ ท่านอะลี รอฎิฯ ยังกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ถ้าฉันไม่รักที่จะอุทิศชีวิตของฉันในวิถีทางของอัลลอฮฺในยามที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับศัตรู ถ้าการเผชิญหน้านั้นเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตสำหรับฉันจริงๆ แล้ว ฉันจะรีบขึ้นม้าและควบออกไปให้พ้นสายตาของพวกเจ้า จะเป็นทางเหนือสุดหรือทางใต้สุดก็ได้ พวกเจ้ามีสันดานชอบสาปแช่งและวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกัน พวกเจ้าทอดทิ้งกันและกัน และพวกเจ้าหลอกลวงกันเอง การที่พวกเจ้ามีความเข้มแข็งทางด้านกำลังพลไม่อาจทำให้หัวใจของพวกเจ้า(มีความรู้สึก)พอใจและอบอุ่น“(5)

“พวกเจ้าไม่คู่ควรกับความน่าเชื่อถือ อีกทั้งพวกเจ้าก็มิใช่ผู้ช่วยเหลือที่ดีที่เราจะอาศัยพวกเจ้าได้ พวกเจ้าเป็นเพียงเชื้อเพลิงชนิดเลวที่สุดสำหรับเพลิงสงคราม ขอความวิบัติจงมีแก่พวกเจ้า ฉันได้ทดสอบพวกเจ้าในวันที่ฉันเรียกร้องพวกเจ้า(ให้ออกมา) และในวันที่ฉันปรึกษาหารือกับเจ้า ในยามที่สงครามแผดเสียงกึกก้องครึกโครม ไม่พบว่าพวกเจ้ามีความจริงใจ(ที่จะขานรับมัน) อีกทั้งยังไม่พบว่าพวกเจ้าเป็นที่เชื่อถือได้ในการปรึกษาหารือ“ (6)

ท่านอะลี รอฎิฯ ได้อธิบายให้เห็นลักษณะของพวกเขาด้วยถ้อยคำต่อไปนี้ “ฉันขอสรรเสริญอัลลอฮฺที่พระองค์ได้ทรงกำหนดกิจการ(สำหรับเรา)และสำหรับการกระทำอื่นๆ ที่พระองค์ทรงทำให้กับพวกเรา เพื่อที่จะทดสอบพวกเจ้า โอ้ชีอะฮฺ! ที่ได้รับคำบัญชาใช้ แต่ไม่ยอมเชื่อฟัง เมื่อฉันเรียกร้องเชิญชวนพวกเขา พวกเขากลับไม่สนองตอบมัน แต่ถ้าฉันให้การผ่อนผัน พวกเขาจะส่งเสียงจ๊อกแจ๊กทันที ถ้าสงครามมาตามทางของพวกเขา พวกเขาจะหมอบราบคาบ ถ้าประชาชนพยายามรวมตัวกันภายใต้คำบัญชาของอิมาม พวกเขาจะเย้ยหยัน ถ้าพวกเขาตกอยู่ภายใต้ความยากลำบาก พวกเขาจะเตลิดหนีไป (ความจริง)ศัตรูไม่มีพ่อ แล้วทำไมพวกเจ้ามัวแต่นั่งรอความช่วยเหลือ? ญิฮาด(การต่อสู้ในวิถีทางของอัลลอฮฺ)เป็นข้อบังคับสำหรับพวกเจ้า การต่อสู้และตายเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเจ้า! ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ถ้าช่วงเวลาสุดท้ายได้มาเยือนฉัน และมันจะมาเยือนฉันในเวลาไม่ช้า ความตายของฉันจะแยกฉันกับพวกเจ้าออกจากกัน ฉันเบื่อหน่ายคณะของพวกเจ้าเหลือเกิน!“

ท่านยังเสริมด้วยว่า “พวกเจ้าไม่มี(บาเราะกะฮฺ)มากเท่าไรนัก ฉันขอทิ้งพวกเจ้าไว้กับอัลลอฮฺ รางวัลตอบแทนของพวกเจ้ามีอยู่ ณ พระองค์ (ขอให้สำนึกว่า)ไม่ใช่เพราะศาสนาดอกหรือที่รวมพวกเจ้าเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เพราะความกระตือรือร้นของพวกเจ้าดอกหรือที่เร่งเร้าพวกเจ้า ไม่ใช่เพราะความอัศจรรย์ดอกหรือที่มุอาวะยะฮฺเชิญชวนผู้กดขี่และสหายเลวร้ายหลายคน พวกเขาดำเนินตามและเชื่อฟังโดยปราศจากความช่วยเหลือและรางวัลใดๆ ขณะที่ฉันเรียกร้องเชิญชวนพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าเป็นถึงทายาทที่แท้จริงของอิสลาม และยังเป็นคนดีที่สุดที่ยังเหลืออยู่ของประชาคม แต่พวกเจ้ากลับหนีจากฉันไปและพวกเจ้าขัดแย้งกับฉัน ถ้าคำสั่งหนึ่งมีมายังพวกเจ้าเพื่อทำให้ฉันพึงพอใจ พวกเจ้าจะไม่มีวันหันมายังฉัน และพวกเจ้าจะไม่มีทางสบายใจ (แม้แต่)เรื่องที่ทำให้ฉันไม่สบายใจ พวกเจ้าก็ยังไม่รวมตัวกันอยู่ดี เพราะฉะนั้น สิ่งที่น่ารักที่สุดสำหรับฉันในตอนนี้คือความตาย ฉันได้สอนคัมภีร์(อัล-กุรฺอาน)ให้แก่พวกเจ้า และทำให้เจ้าได้เรียนรู้ข้อพิสูจน์ต่างๆ เจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งที่เจ้าไม่รู้ ฉันได้ทำให้สิ่งต่างๆ ที่ไม่ชัดแจ้งสำหรับพวกเจ้าได้เป็นที่สะดวกสบาย(ในการเรียนรู้)สำหรับเจ้า ถ้าในสถานที่ของพวกเจ้ามีคนตาบอด เขาคนนั้นจะสามารถมองเห็นได้อย่างแน่นอน ถ้าในสถานที่ของพวกเจ้ามีคนนอนหลับอยู่ พวกเขาจะได้ตื่นขึ้นอย่างแน่นอน ประชาชนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักอัลลอฮฺจริงๆ บัดนี้พวกเขาได้รับการนำโดยมุอาวิยะฮฺ และมีครูผู้ยิ่งใหญ่ชื่ออิบนฺ อัล-นาบิเฆาะฮฺ“ (7)

เหล่านี้คือสิ่งที่ท่านอะมีรุลมุอมินีน อะลี รอฎิฯ นำมาวิพากษ์วิจารณ์พวกชีอะฮฺ สำหรับความเห็นของอัล-หะซัน, อัล-หุเซน และอิมามคนอื่นๆ ของพวกชีอะฮฺ ซึ่งตามความเผ้อฝันของพวกเขาถือว่า อิมามเป็นผู้ปราศจากบาป(มะอศูม) ได้วิพากษ์วิจารณ์พวกชีอะฮฺเอาไว้เช่นกัน เช่นตามบันทึกของอัล-กุลัยนีย์มีรายงานจากอบุล หะซัน มูซา กล่าวว่า “ถ้าพวกท่านให้เกียรติต่อชีอะฮฺของฉัน ท่านจะพบว่าพวกเขาน่ายกย่องชมเชย แต่ถ้าพวกท่านทดสอบพวกเขา ท่านจะพบว่าพวกเขาทรยศ“(8)

มุลลา บากิร อัล-มัจลิซีย์ได้บันทึกเอาไว้ในหนังสือของท่านชื่อ “มะญาลิส อัล-มุอมินีน “ จากอิมาม มูซา อัล-กาซิม ซึ่งมีรายงานว่าท่านกล่าวว่า “ฉันไม่เห็นว่าจะมีใครยอมรับวะซียะฮฺของฉัน และเชื่อฟังคำสั่งของฉัน นอกจากอับดุลลอฮฺ อิบนฺ ยะอฺฟุร“(9)

อัล-กัชชีย์ได้รายงานจากบิดาของท่านคือ อัล-ญะฟัร ซึ่งตามรายงานท่านกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันไม่เห็นว่าจะมีใครเชื่อฟังคำสั่งของฉัน นอกจากคนๆ หนึ่ง และเขาผู้นั้นคือ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ ยะอฺฟุร“(10)

ครั้งหนึ่งอัล-หะซัน อิบนฺ อะลี รอฎิฯ ได้อธิบายถึงชีอะฮฺ(พลพรรค)ของท่าน และท่านได้พูดว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันพบว่าสำหรับฉัน มุอาวิยะฮฺดีกว่า(และจริงใจมากกว่า)ประชาชนเหล่านี้เสียอีก พวกเขาเผ้อฝันว่าพวกเขาเป็นชีอะฮฺของฉัน แต่พวกเขากลับวางแผนที่จะลอบสังหารฉัน และปล้นสะดมทรัพย์สินของฉัน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะทำข้อตกลงกับมุอาวิยะฮฺ เพื่อที่ทำให้ชีวิตของฉันปลอดภัย และลูกหลานของฉันได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิ่งนี้จะดีกว่าการที่พวกเขาเข่นฆ่าฉัน และทำลายลูกหลานและครอบครัวของฉัน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ถ้าฉันเลือกที่จะต่อสู้กับมุอาวิยะฮฺ ผู้คนเหล่านี้(พวกที่อ้างว่าเป็นชีอะฮฺของท่าน)จะจับฉันที่คอ แล้วส่งตัวฉันไปให้เขา(มุอาวิยะฮฺ) แล้วพวกเขาจะจากไปอย่างอิสระ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับฉันเป็นอย่างมาก ที่ฉันได้ทำข้อตกลงกับเขา(มุอาวิยะฮฺ) และฉันได้รับเกียรติยศ แทนที่ฉันจะสู้รบกับเขาและถูกจับเป้นเชลย เขากรุณาต่อฉัน และยังคงจะกรุณาต่อลูกหลานของฮาชิมตลอดไป มุอาวิยะฮฺและทายาทของเขาจะใจกว้างต่อ(ลูกหลานของฮาชิม) ทั้งเมื่อมีชีวิตและตายจากไป“(11)

ในอีกวาระหนึ่งท่านกล่าวว่า “ฉันรู้จักประชาชนของกูฟะฮฺ(พลพรรคของอัล-หะซันและท่านอะลี บิดาของท่าน) และฉันได้ทดสอบพวกเขา (พบว่า)พวกเขาไม่มีใครสักคนที่จริงใจต่อฉัน พวกเขาทุกคนเป็นคนชั่วร้าย ฉันไม่สามารถคาดหวังความซื่อสัตย์จงรักภักดีจากพวกเขา ฉันไม่สามารถเชื่อถือคำพูดและการกระทำของพวกเขา พวกเขามีจิตใจเหลาะแหละโลเล พวกเขาพูดกับเราว่า หัวใจของพวกเขาอยู่กับเรา แต่ความจริงแล้ว ดาบของพวกเขาถูกชักออกมา(ฆ่า)เรา“(12)

อัล-หุเซน น้องชายของท่านได้กล่าวกับชีอะฮฺ(พลพรรค)ของท่าน ขณะที่พวกเขารุมล้อมท่านในอาการเดือดดาล แทนที่จะช่วยเหลือท่านและสนับสนุนท่าน หลังจากพวกเขาเชื้อเชิญท่านมายังเมืองกูฟะฮฺ และได้ให้บัยอะฮฺต่อท่านผ่านมุสลิม อิบนฺ อะกีล

ท่านกล่าวว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย! ขอความวิบัติจงมีแก่พวกเจ้า ขอให้พวกเจ้าถูกนำไปสู่อันตราย, ความยากเข็ญและการทำลายล้าง เมื่อพวกเจ้าร่ำร้องขอความช่วยเหลือในยามทุกข์ยาก เรามาช่วยเหลือพวกเจ้าอย่างร้อนรน แต่พวกเจ้ากลับจับดาบขึ้นมาต่อต้านเรา เจ้าได้ก่อไฟขึ้นให้เรา ซึ่งเราหวังที่จะก่อขึ้นเพื่อต่อต้านศัตรูของพวกเจ้า และศัตรูของเรา พวกเจ้าไม่สนอกสนใจมิตรของพวกเจ้า แต่กลับยื่นมือไปช่วยเหลือศัตรูของพวกเจ้าในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม พวกเขาได้หว่านเมล็ดพันธ์แห่งความขัดแย้งลงในหมู่พวกเจ้า และพวกเจ้าไม่ควรจะหวังว่าจะได้รับสิ่งดีใดๆ จากพวกเขา เราเองก้มิได้กระทำความผิดบาปอันใดต่อพวกเจ้า เช่นแล้วทำไม(ยังบอกว่า)ความทุกข์ยากไม่น่าจะเกิดขึ้นกับพวกเจ้า? พวกเจ้ารบเร้าให้เรา(ต่อสู้) ขณะที่ดาบยังคงสอดอยู่ในฟัก และหัวใจยังคงสงบนิ่ง พวกเจ้าร้อนรนให้สัตยาบันว่าจะจงรักภักดีต่อเราเหมือนกับนกที่บินปรู๊ดปร๊าด พวกเจ้าออกันอยู่รอบมัน(ดอกไม้)เหมือนฝูงของผีเสื้อ แต่ในเวลาไม่นานนักพวกเจ้ากลับทำลาย(พันธสัญญานั้น)อย่างโง่เง่า ขอจงมีการสาปแช่งและความทุกข์เข็ญเกิดแก่ผู้ชั่วร้ายของประชาคมนี้“(13)

ตัวอย่างเหล่านี้มีมากมายจริงๆ เพราะเหตุนี้แหละ พวกเขาถึงใช้หลักตะกียะฮฺอธิบายสิ่งเหล่านี้(อ้างว่าบรรดาอิมามที่กล่าวมาข้างต้นทำเสแสร้งเป็นตำหนิพลพรรคของตนเองเพื่ออำพรางฝ่ายศัตรูและผู้ปกครอง – ผู้แปล) เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะรวมคำยกย่องชมเชยเศาะหาบะฮฺ ซึ่งบุคคลระดับนำได้แก่อบูบักร, อุมัรและอุษมาน และคำวิจารณ์อย่างรุนแรงของพวกท่านเข้าไว้ด้วยกัน ในทำนองเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะรวมคำสาปแช่งพวกชีอะฮฺและคำยกย่องชมเชยพวกเขาเข้าไว้ด้วยกัน คำพูดต่อไปนี้ดูเหมือนจะเหมาะสมกับกรณีนี้เป็นอย่างมาก : “จงอย่าพยายามนำเครื่องหมายทางศาสนาจากคนที่ไม่ใช่ชีอะฮฺมาใช้ เพราะถ้าเจ้าเลือกที่จะทำอย่างนั้น (เท่ากับ)เจ้ากำลังเรียนรู้ศาสนาของเจ้าจากคนทรยศ เหตุเพราะพวกเขาทรยศต่ออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ ….. ดังนั้น การสาปแช่งของอัลลอฮฺ, ของรสูลของพระองค์, ของมลาอิกะฮฺของพระองค์ ตลอดจนคำสาปแช่งของบรรพบุรุษผู้เคร่งครัดและน่าเคารพยกย่องของฉันจะได้แก่พวกเขา ฉันขอสาปแช่งและพลพรรค(ชีอะฮฺ)ของฉันขอสาปแช่งพวกเขาเรื่อยไปจนวันฟื้นคืนชีพ“(14)

พวกเขาไม่สามารถทำให้ท่าทีสองอย่างนั้นลงรอยกันได้ ดังนั้น พวกเขาจึงพูดว่า “อิมามเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมาตามหลักของตะกียะฮฺเท่านั้น“ นี่แหละคือทางออกที่มีอยู่เพียงทางเดียวของพวกเขา แต่บางคนอาจจะถามพวกเขาว่า : ใครจะรู้หรือบอกได้อย่างแน่นอนว่า มันถูกทำไปตามหลักของตะกียะฮฺจริงหรือไม่จริง? เราจะรู้สิ่งที่เป็นความจริงได้อย่างไร? เราจะรู้ความจริงของเหุตการณ์ได้อย่างไร? แล้วเราจะแยกแยะระหว่างความจริงและความเท็จได้อย่างไร?

ท่านจะจำแนกระหว่างสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิดได้อย่างไร?

“…. ฉะนั้นหลังจากความจริงแล้วจะมีอะไรอีกเล่า นอกจากความหลงผิดเท่านั้น แล้วทำไมเล่าพวกท่านจึงถูกให้หันเหออกไปอีก?“ (ยูนุส 10:32)

คำถามอาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ อาทิ ทัศนะของอิมามชีอะฮฺซึ่งท่านผู้อ่านก็ได้รู้มาแล้ว พวกอิมามเหล่านั้นยกย่องชมเชยเศาะหาบะฮฺคนสำคัญๆ เช่น อบูบักร, อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ ได้อย่างไร? พวกท่านยอมแสดงความภักดีต่อพวกเขาได้อย่างไร? เศาะหาบะฮฺเหล่านี้มีความสัมพันธ์ทางการแต่งงานกับอิมามอย่างไร? (กรุณาอ่านบทความเรื่อง “กิตติศัพท์ของท่านอะลีและตะกียะฮฺ“ และ “อิมามชีอะฮฺและตะกียะฮฺ“ ประกอบ) พวกท่านปฏิเสธชีอะฮฺ(พลพรรค)ของตนเองและติเตียนพวกเขาอย่างรุนแรงได้อย่างไร? แต่คำถามที่ตรงประเด็นนั้นก็คือ : แล้วอะไรเป็นตัวเร้าให้พวกท่านใช้การตะกียะฮฺ? หรือพวกท่านถูกกดดันให้ใช้ตะกียะฮฺเพราะหวั่นเกรงอันตรายถึงชีวิตอย่างนั้นหรือ? หรือท่านต้องใช้คำพูดอันยืดยาวเหล่านั้นเพราะมันเป็นความเป็นจริง อย่างเช่น เรื่องที่ว่าพวกชีอะฮฺถอนตัวไม่ให้ความสนับสนุนช่วยเหลืออิมามในยามคับขัน จนทำให้อิมามต้องตำหนิติเตียนการทรยศพวกเขาอย่างรุนแรง

ขอให้เปรียบเทียบสาวกผู้อ่อนแอและชั่วช้าของบรรดาอิมามกับบรรดาเศาะหาบะฮฺผู้สูงส่ง เคร่งครัดและจริงใจของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ เพื่อดูว่าพวกเศาะหาบะฮฺได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณงามความดีของเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม และพิสูจน์ถึงความจงรักภักดีที่พวกเขามีต่อท่านเหล่านั้นอย่างจริงจังได้อย่างไร? พวกเขายอมที่จะทำตัวเป็นผู้รับใช้และผู้แนะนำที่ซื่อสัตย์ของท่านเหล่านั้นได้อย่างไร?

เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วใครกันที่บอกบทให้ท่านอิมามเหล่านั้นใช้การตะกียะฮฺ และความกลัวประเภทไหนกันที่ท่านกำลังเผชิญอยู่? จนทำให้พวกท่านต้องละทิ้งการกระทำที่เที่ยงธรรมและการพูดความจริง ถ้าท่านอะลี รอฎิฯ มีความเกลียดชังและคับแค้นใจต่อท่านอุมัร ท่านก็คงจะแนะนำให้ท่านอุมัรออกไปทำสงครามกับพวกเปอร์เซียและโรมันด้วยตัวท่านเอง(ไม่น่าจะแนะนำให้บัญชาการอยู่แต่ในมะดีนะฮฺ - ผู้แปล) เพราะถ้าท่านอุมัรออกไปแนวหน้าด้วยตัวเอง ท่านคงจะเผชิญกับชะตากรรมของตนเองในสงคราม ท่านอะลีและสมาชิกของอะหฺลุลบัยตฺจะได้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นตามที่พวกเขาดาดการณ์ แต่ความเป็นจริงมันตรงกันข้าม ท่านอะลีกลับห้ามมิให้ท่านอุมัรออกสู่สนามรบด้วยตัวท่านเอง แถมยังเรียกท่านว่าเป็น “อาหรับที่แท้จริง“ และเป็น “ด้ายร้อยรวมลูกปัด“ เข้าไว้ด้วยกัน

โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ! จงซื่อสัตย์และยุติธรรมเถิด

- - - - - - - - - - - - - - -
หนังสืออ้างอิง

1. นะฮฺญุล บะลาเฆาะฮฺ, ฉบับพิมพ์ที่เบรุต, หน้า 67

2. เล่มเดียวกัน, หน้า 70-71

3. เล่มเดียวกัน, หน้า 72-73

4. เล่มเดียวกัน, หน้า 141-142

5. เล่มเดียวกัน, หน้า 176

6. เล่มเดียวกัน, หน้า 183

7. เล่มเดียวกัน, หน้า 258-259

8. กิตาบ อัรฺ-เราเฎาะฮฺ, อัล-กุลัยนีย์, ฉบับพิมพ์ในอินเดีย, หน้า 107

9. มะญาลิส อัล-มุอมินีน, ฉบับพิมพ์ในเตหะราน, มัจญ์ลิส 5, หน้า 144

10. ริญาล อัล-กัชชีย์, ฉบับพิมพ์ที่กัรฺบาลา, หน้า 215

11. กิตาบ อัล-อิฮฺติญาจญ์, อัล-ฏ็อบรอสีย์, ฉบับพิมพ์ในเตหะราน, หน้า 148

12. เล่มเดียวกัน, หน้า 149

13. กิตาบ อัล-อิฮฺติญาจญ์, อัล-ฏ็อบรอสีย์, หน้า 145

14. ริญาล อัล-กัชชีย์, ฉบับพิมพ์ที่กัรฺบาลา, หน้า 10

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา