เมนูของเรา

สาระทั่วไป : ชีอะฮฺตามที่เป็นจริง

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 5/6/2007 14:57:16 (4963 ครั้งที่อ่าน)
สาระทั่วไป

โดย อิฮฺซาน อิลาฮี ซ่อฮีรฺ แห่งปากีสถาน

คำว่า "ชีอะฮฺ" ในเชิงภาษาหมายถึงการสนับสนุน การช่วยเหลือ การนิยมชมชอบและเป็นสมัครพรรคพวก ในทางวิชาการหมายถึง กลุ่มผู้จงรักภักดีในวงศ์วานที่เรียกว่า "อะหฺลุลบัยตฺ"

คำว่า "อะหฺลุลบัยตฺ" ตามที่เป็นที่เข้าใจของมุสลิมทั่วไปหมายถึงวงศ์วานและญาติใกล้ชิดของท่านรสูล ศ็อลฯ ซึ่งได้แก่ บรรดาภรรยาของท่านรสูล เช่น นางคอดีญะฮฺ, นางฮัฟเซาะฮฺ ฯลฯ และอุมมุลมุอฺมินีน มารดาแห่งศรัทธาชน


ส่วนญาติของท่านรสูลอันได้แก่ ท่านอับบาส ฮัมซะฮฺ ฯลฯ ลูกๆ ของท่านนบี และลูกๆ ของลุงของท่าน ซึ่งได้แก่ ท่านอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ อับดุลลอฮฺ อิบนิ อับบาส ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รุกอยยะฮฺ ซัยนับ อุมมุกัลโซม และหลานๆ ของท่าน เช่น อัล-หะซัน อัล-หุเซน มุฮัมมัด อิบนิล หะนะฟียะฮฺ ฯลฯ

บรรดามุสลิมต่างมีความรักต่อท่านนบี ศ็อลฯ และวงศ์วานของท่านอย่างแท้จริง ทั้งนี้ก็เพราะท่านเหล่านั้นมีเกียรติประวัติในการเชิดชูธงของอิสลามให้สูงเด่นตลอดมา

แต่คำว่า "อะหฺลุลบัยตฺ" กลับเป็นศัพท์เฉพาะอันเป็นที่เข้าใจกันของกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งที่มีความนิยมอยู่ในตัวของท่านอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ และบรรดาลูกหลานของท่านโดยเฉพาะเท่านั้น ชนกลุ่มดังกล่าวนี้เองมีชื่อเรียกว่า "ชีอะฮฺ"

อันเนาบัคตี นักปราชญ์คนสำคัญของชาวชีอะฮฺ มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า "ฟิรอกุชชีอะฮฺ" ว่า

"คำว่าอะหฺลุลบัยตฺมิได้หมายถึงวงศ์ญาติของท่านรสูล เช่น ท่านอับบาส อะกีล หรอญะอฺฟัรฺ ฯลฯ แต่หมายถึงเฉพาะวงศ์วานของท่านอิมามอะลี อิบนิ อบีฏอลิบเท่านั้น นอกจากนั้นบรรดาอิมามต่างๆ ซึ่งเป็นผู้สืบตำแหน่งต่อๆ มานั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากความผิดโดยสิ้นเชิง(มะอฺศูม )"

ความหมายของคำว่า "อะหฺลุลบัยตฺ" ตามที่ปรากฏในอัล-กุรฺอาน

1. ในซูเราะฮฺ อัล-กอศ็อศ อายะฮฺที่ 29 ระบุว่า อะหฺลุลบัยต์หมายถึงภรรยาของท่านรสูล ศ็อลฯ ดังมีความว่า :

"ครั้นเมื่อมูซาได้ปฏิบัติครบตามกำหนดสัญญาแล้ว และขณะที่เขาพาอะหฺลิ(หมายถึงภรรยา)ของเขาเดินทางไปนั้น ได้มองเห็นไฟที่ข้างภูเขาฏูร"

2. ในซูเราะฮฺฮูด อายะฮฺที่ 75 ระบุไว้ความว่า :

"ความเมตตาของอัลลอฮฺและความจำเริญ(บะรอกะฮฺ)ของพระองค์ จงประสบแด่ท่านทั้งหลาย โอ้บรรดาวงศ์วานของศาสดา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญ และทรงสูงส่ง"

ที่น่าประหลาดใจก็คือชาวชีอะฮฺไม่ยอมรับว่าบรรดาภรรยาของท่านรสูล ศ็อลฯ อยู่ในกลุ่มของ "อะหฺลุลบัยตฺ" ทั้งๆ ที่นางเหล่านั้นมีฐานะเป็นอุมมุลมุอฺมินีน หรือมารดาแห่งศรัทธาชน

เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งถามท่านรสูล ศ็อลฯ ว่า "โอ้ท่านรสูล ผู้ใดที่ฉันสมควรจะให้ความรักแก่เขามากที่สุด" ท่านรสูลกล่าวว่า "อัศศิดดีเกาะฮฺ บินติ อัศศิดดีก" ซึ่งหมายถึงท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ นั่นเอง เศาะหาบะฮฺท่านนั้นจึงถามต่อไปว่า "แล้วผู้ใดเล่าจากผู้ชาย" ท่านรสูล ศ็อลฯ ตอบว่า "บิดาของนาง" อันหมายถึงท่านอบูบักร อัศศิดดีก รอฎิฯ

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ชาวชีอะฮฺกลับกล่าวให้ร้ายท่านหญิงอาอิชะฮฺมากมาย ทั้งๆ ที่อัล-กุรฺอานกล่าวแสดงความบริสุทธิ์ของนางเป็นจำนวนถึง 8 อายะฮฺด้วยกัน กล่าวคือในซูเราะฮฺอันนูร ตั้งแต่แต่อายะฮฺที่ 11-19

เปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างหลักการของชีอะฮฺกับอะหฺลุซซุนนะฮฺ


อัล-กุรฺอาน
อะหฺลุซซุนนะฮฺ : มีความเชื่อมั่นว่าอัล-กุรฺอานถูกต้องสมบูรณ์ไม่ขาดไม่เกิน( จาก 30 ญุซ )
ชีอะฮฺ : มีความเชื่อมั่นว่า อัล-กุรฺอานที่มีอยู่ทุกวันนี้ยังไม่สมบูรณ์

อัล-หะดีษ
อะหฺลุซซุนนะฮฺ : หะดีษเป็นที่มาของข้อบังคับอันดับสองรองจากอัล-กุรฺอาน หะดีษจะเชื่อถือได้ จะต้องได้รับการตรวจสอบสายสืบโดยถูกต้องและแน่นอน
ชีอะฮฺ : หะดีษทั้งหมดไม่ถือว่าถูกต้อง ยกเว้นที่มาจากท่านอะลี และเชื่อสายของท่านเท่านั้นที่จะถือว่าถูกต้อง

การมองเห็นอัลลอฮฺในอาคิเราะฮฺ
อะหฺลุซซุนนะฮฺ : มนุษย์(มุอฺมิน)ทุกคนจะได้พบกับอัลลอฮฺ และมองเห็นพระองค์
ชีอะฮฺ : ไม่สามารถมองเห็นอัลลอฮฺได้ ไม่ว่าในดุนยา หรืออาคิเราะฮฺ

สิ่งที่พ้นญาณวิสัย(อัล-ฆ็อยบฺ)
อะหฺลุซซุนนะฮฺ : สิ่งที่พ้นญาณวิสัยนั้น อัลลอฮฺทรงทราบเพียงองค์เดียว ยกเว้นที่พระองค์ให้ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ รับรู้
ชีอะฮฺ : เชื่อว่าบรรดาอิมามทุกคนรู้สิ่งเร้นลับทั้งหมด แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะเปิดเผยสิ่งเร้นลับนั้น

เชื้อสายของท่านรสูล ศ็อลฯ (อาลิฮี)
อะหฺลุซซุนนะฮฺ : เชื้อสายของท่านได้แก่บรรดาญาติของท่านที่เป็นผู้ศรัทธาจากบนี อับดุลมุฏฏอลิบ
ชีอะฮฺ : เชื้อสายของท่านได้แก่ท่านอะลี และลูกหลานของท่านอะลีบางคนเท่านั้น

เศาะหาบะฮฺ
อะหฺลุซซุนนะฮฺ : ยกย่องให้เกียรติเศาะหาบะฮฺทุกคน ส่วนข้อขัดแย้งระหว่างเศาะหาบะฮฺนั้น เป็นเรื่องต่างคนต่างวินิจฉัยด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเรื่องต่างๆ ได้จบสิ้นไปแล้ว
ชีอะฮฺ : ถือว่าเศาะหาบะฮฺตกเป็นกุฟุรภายหลังจากท่านรสูล ศ็อลฯ สิ้นชีพ ยกเว้นไม่กี่คนที่เป็นฝ่ายของท่านอะลี และท่านอะลีมีความสำคัญกว่าเศาะหาบะฮฺทุกคน ท่านเป็นทายาทต่อจากท่านนบี ศ็อลฯ ดังนั้นผู้ที่ได้ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺคนที่หนึ่ง, สองและสามจึงตกเป็นผู้ทรยศ

ความผูกพัน(อัล-วาลาอฺ)
อะหฺลุซซุนนะฮฺ : ความผูกพันของมุอฺมินจะมีต่อท่านรสูล ศ็อลฯ เท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ นอกจากท่านรสูล ศ็อลฯ ไม่ต้องมีความผูกพันใดๆ นอกจากความผูกพันที่ศาสนากำหนดไว้
ชีอะฮฺ : ความผูกพันเป็นหลักสำคัญของความศรัทธา และจะต้องมี "อัล-วาลาอฺ" กับอิมามทุกคน แม้กระทั่งอิมามที่ยังหายตัวอยู่ คืออิมามมะฮฺดี

การอำพราง(อัต-ตะกียะฮฺ)
อะหฺลุซซุนนะฮฺ : ไม่อนุมัติให้มุสลิมแสดงออกภายนอกอย่างหนึ่งไม่ตรงกับภายใน หรือเรียกว่า "การลวง" ยกเว้นที่จะใช้กับศัตรูคู่สงคราม
ชีอะฮฺ : การอำพรางตนนี้คือหลักจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อให้นิกายชีอะฮฺดำเนินการไปได้ด้วยดี และรอดพ้นจากวิกฤติและภยันตรายใดๆ

ชะรีอัตและหะกีกัต
อะหฺลุซซุนนะฮฺ : ชะรีอัตคือกฎข้อบังคับตามตัวบท และหะกีกัตคือกฎข้อบังคับที่เป็นของแท้และสุดยอด ทั้งสองประการเป็นสิ่งเดียวกัน โดยท่านรสูล ศ็อลฯ จะไม่ปกปิดสิ่งใดได้เลย สิ่งที่เป็นความดีทั้งหมด ท่านได้ชี้ไว้แล้ว สิ่งที่เป็นความชั่วทั้งหมด ท่านก็ได้เตือนให้งดเช่นกัน ที่มาของศาสนาคือัล-กุรฺอานและซุนนะฮฺ
ชีอะฮฺ : ชะรีอัตคือกฎข้อบังคับที่ท่านนบีนำมาให้คนทั่วไปได้รับรู้และปฏิบัติ ส่วนหะกีกัตคือความรู้พิเศษจากอัลลอฮฺ ที่ให้เฉพาะบรรดาอิมามของชีอะฮฺเท่านั้น อิมามแต่ละคนที่ดำรงตำแหน่งจะได้รับหะกีกัตเป็นมรดกจากอิมามคนก่อนเสมอ บรรดาอิมามเป็น "มะอฺศูม" คือ ไม่มีบาป



หมายเหตุ : อะหฺลุซซุนนะฮฺในที่นี้หมายถึง ผู้ดำเนินตามบรรดาอิมามทั้งสี่มัซฮับ อาทิ หะนะฟีย์ มาลิกีย์ ชาฟิอีย์ ฮันบาลีย์ ตลอดจนผู้ที่ดำเนินตามอิมามมุจญ์ตะฮิดอื่นๆ เช่น อัล-เอาซาอีย์ และดาวู๊ด อัซ-ศอฮิรีย์ แม้แต่คนอื่นๆ ที่ไม่ได้ตักลีดมัซฮับใดก็ตาม อาทิ เช่น อิมามอิบนุ ตัยมียะฮฺ และอิมามอิบนุล ก็อยยิม เป็นต้น

อัลอิศลาห์สมาคม บางกอกน้อย
3 ตุลาคม 2535

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา