เมนูของเรา

เศาะหาบะฮฺ : อัล-กุรฺอานและหะดีษพูดถึงเศาะหาบะฮฺอย่างไร

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 2/6/2007 15:30:12 (4663 ครั้งที่อ่าน)
เศาะหาบะฮฺ

อายะฮฺอัล-กุรฺอานที่พูดถึงเศาะหาบะฮฺ

1. แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและบรรดาผู้ที่อพยพ และได้เสียสละต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺนั้น ชนเหล่านี้แหละที่หวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ (2:218)


2. .........บรรดาผู้ที่อพยพและที่ถูกขับไล่ให้ออกจากหมู่บ้านของพวกเขา ที่ได้รับความเดือดร้อนในทางของข้า ที่ได้ต่อสู้และถูกฆ่าตายนั้น แน่นอนข้าจะลบล้างความผิดของพวกเขาให้พ้นจากพวกเขา และแน่นอนข้าจะให้พวกเขาเข้าสวนสวรรค์หลากหลาย ซึ่งมีธารน้ำไหลอยู่เบื้องล่างของมัน เป็นรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้น ณ พระองค์มีการตอบแทนอันดีงาม (3:195)

3. พวกเจ้าเป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษยชาติ พวกเจ้ากำชับกันในการดี ห้ามปรามความชั่วและศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และถ้าหากว่าบรรดาชาวคัมภีร์ศรัทธากันแล้ว แน่นอนมันก็เป็นการดีสำหรับพวกเขา ด้วยในท่ามกลางพวกเขานั้นมีผู้ศรัทธาอยู่บ้าง แต่ทว่าส่วนมากของพวกเขากลับเป็นผู้ละเมิด (3:110)

4. บรรดาผู้ที่ศรัทธาและอพยพ และต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่ให้ที่พักอาศัยและช่วยเหลือนั้น ชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือผู้ศรัทธาโดยแท้จริง ซึ่งพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและปัจจัยยังชีพมากมาย (8:74)

5. บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพและในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮฺทรงพอพระทัยพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้วซึ่งสวนสวรรค์ที่มีธารน้ำหลากหลายไหลอยู่เบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง (9:100)

6. ถ้าพวกเจ้า(บรรดามุสลิม)ไม่ช่วยเหลือเขา(มุฮัมมัด) แท้จริงอัลลอฮฺทรงช่วยเหลือเขาเอง ขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธได้ขับไล่เขาออกไป โดยที่เขา(มุฮัมมัด)เป็นคนที่สองในสองคน ทั้งสองเข้าไป(หลบ)อยู่ในถ้ำนั้น เขา(มุฮัมมัด)ได้กล่าวแก่สหายของเขา(อบูบักรฺ)ว่า 'จงอย่ากลัวเพราะแท้จริงอัลลอฮฺทรงอยู่กับเรา' แล้วอัลลอฮฺก็ทรงประทานลงมาแก่เขา(มุฮัมมัด)ซึ่งความสงบใจจากพระองค์ และได้ทรงสนับสนุนเขาด้วยบรรดาไพล่พลซึ่งพวกเจ้าไม่เห็นพวกเขา และได้ทรงให้ถ้อยคำของผู้ปฏิเสธตกต่ำที่สุดขณะที่พจนารถของอัลลอฮฺขึ้นสู่ระดับสูงสุด และอัลลอฮฺคือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ (9:40)

7. มุฮัมมัดเป็นรสูลของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขาเป็นผู้เข้มแข็งกล้าหาญต่อพวกปฏิเสธ แต่เป็นผู้เมตตาสงสารระหว่างพวกเขาเอง เจ้าจะเห็นพวกเขาเป็นผู้โค้งกาย ก้มกราบ(ในละหมาด)เพื่อแสวงหาคุณความดีจากอัลลอฮฺและความโปรดปราน(ของพระองค์) เครื่องหมายของพวกเขาอยู่บนใบหน้าของพวกเขาเนื่องจากร่องรอยแห่งการก้มกราบ นั่นคืออุปมาของพวกเขาที่มีอยู่ในเตารอต และอุปมาของพวกเขาที่มีอยู่ในอินญีล (ซึ่งพรรณนาเอาไว้ว่า)ประหนึ่งเมล็ดพืชที่งอกหน่อหรือกิ่งก้านของมันออกมา แล้วทำให้มันงอกงาม เติบโตแข็งแรงและทรงตัวอยู่ได้บนลำต้นของมัน นำความปลื้มปิติมาให้แก่ผู้หว่าน เพื่อที่พระองค์จะก่อความแค้นแก่พวกปฏิเสธเพราะพวกเขา(มุสลิมีน) และอัลลอฮฺทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายในหมู่พวกเขาว่าจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง (48:29)

8. (สิ่งที่ยึดมาได้จากพวกยิว)เป็นของบรรดาผู้อพยพที่ขัดสนซึ่งถูกขับไล่ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา และทอดทิ้งทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺและความยินดีของพระองค์ และ(พวกเขา)ช่วยเหลืออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ ชนเหล่านี้พวกเขาคือผู้สัตย์จริง และบรรดาผู้ที่ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นครมะดีนะฮฺ(ชาวอันศอรฺ) และพวกเขาศรัทธาก่อนหน้าที่พวกเหล่านั้น(ชาวมุฮาญิรีน)จะอพยพเข้ามาพวกเขารักใคร่ผู้ที่อพยพมายังพวกเขา และจะไม่พบความต้องการหรือความริษยาอยู่ในหัวอกของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกประทานให้ แต่กลับให้สิทธิผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเอง ถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความต้องการอยู่มากก็ตาม และผู้ใดปกป้องการตระหนี่ที่อยู่ในตัวของเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ และบรรดาผู้ที่มาหลังจากพวกเขาโดยพวกเขากล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา! ได้ทรงโปรดอภัยให้แก่เรา และพี่น้องของเราผู้ซึ่งได้ศรัทธาก่อนหน้าเรา ขอพระองค์อย่าได้ให้มีความเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา โอ้พระผู้อภิบาลของเรา! แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ (59:8-10)

9. บรรดาผู้ที่เราให้พวกเขามีอำนาจในแผ่นดิน คือบรรดาผู้ที่ดำรงการละหมาดและบริจาคซะกาต และกำชับกันในความดี และห้ามปรามความชั่ว และบั้นปลายของกิจการทั้งหลายย่อมกลับคืนไปหาอัลลอฮฺ (22:41)

10. แท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยโทษให้แก่นบี ชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรฺแล้ว ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามเขา(นบี)ในยามคับขัน หลังจากที่จิตใจของชนกลุ่มหนึ่งในพวกเขาเกือบจะหันเหออกจากความจริง แล้วพระองค์ก็ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาอยู่เสมอ (9:117)

11.อัลลอฮฺทรงสัญญากับบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่า แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงในแผ่นดิน เสมือนดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงมาก่อนแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานเป็นที่มั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาได้รับความปลอดภัย หลังจากความกลัวของพวกเขาโดยที่พวกเขาจะต้องเคารพภักดีข้า ไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อข้า และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน (24:55)

12. บรรดาผู้ที่ศรัทธา อพยพ และต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺทั้งด้วยทรัพย์สินของพวกเขาและชีวิตของพวกเขานั้นย่อมเป็นผู้มีระดับชั้นยิ่งใหญ่กว่า ณ อัลลอฮฺ และชนเหล่านี้แหละ พวกเขาคือผู้มีชัยชนะ พระผู้อภิบาลของพวกเขาทรงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาด้วยความกรุณาเมตตาจากพระองค์ และด้วยความปิติยินดีและด้วยสวนสวรรค์ซึ่งในสวนสวรรค์เหล่านั้น พวกเขาจะได้รับสิ่งอำนวยความสุขอันยั่งยืน โดยที่พวกเขาจะได้พำนักอยู่ในสวนสวรรค์เหล่านั้นตลอดกาล แท้จริงอัลลอฮฺนั้น ณ พระองค์มีรางวัลอันยิ่งใหญ่ (9:20-22)

หะดีษของท่านนบี ศ็อลฯ ที่พูดถึงเศาะหาบะฮฺและทัศนะของท่านอะลีและอิมามชีอะฮฺท่านอื่นๆ

1. ครั้งหนึ่งท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า "เมื่อท่านพบคนใดให้ร้ายต่อเศาะหาบะฮฺของฉัน จงกล่าวกับผู้นั้นว่า ขอให้อัลลอฮฺสาปแช่งท่านและความชั่วร้ายของท่าน" (อัต-ติรฺมิซีย์)

2. ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวถึงท่านอบูบักรฺว่า "คนที่กรุณามากที่สุดโดยเป็นเพื่อนเคียงข้างฉันมาโดยตลอด และใช้จ่ายเงินทองเพื่อฉันได้แก่อบูบักรฺ" (อัล-บุคอรีและมุสลิม)

3. ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวถึงท่านอุมัร รอฎิฯ ว่า "ขออัลลอฮฺได้ทรงประทานความสัตย์จริงให้กับลิ้นของอุมัรและหัวใจของเขาด้วยเทอญ" (อัต-ติรฺมิซีย์)

4. ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า "อบูบักรฺและอุมัรเป็นหัวหน้าของชาวสวรรค์ผู้อาวุโส นับตั้งแต่คนแรกจนคนสุดท้ายของพวกเขายกเว้น(พวกเขามิได้เป็นหัวหน้าของ)บรรดานบีและรสูลเท่านั้น" (โดยอัต-ติรฺมิซีย์และอิบนฺ มาญะฮฺจากท่านอะลี รอฎิฯ)

5. ท่านนบี ศ็อลฯ พูดถึงท่านอุษมาน รอฎิฯ ว่า "นบีทุกคนมีคนสนิทแต่คนสนิทของฉัน(ในสวนสวรรค์)ได้แก่อุษมาน" (อัต-ติรฺมิซีย์)

6. ท่านนบี ศ็อลฯ ดุอาอฺให้กับท่านอับบาสและบุตรของท่านว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอได้โปรดอภัยโทษให้กับอัล-อับบาสและบุตรชายของเขา ด้วยการให้อภัยทั้งลับและเปิดเผย ที่ทำให้บาปทั้งหมดของพวกเขาหลุดออกไป ได้โปรดปกปักคุ้มครองเขาโดยบุตรชายของเขา" (อัต-ติรฺมิซียฺ)

7. รายงานจากท่านอัล-อับบาสว่า "ครั้งหนึ่งฉันได้ถามท่านนบี ศ็อลฯ ว่า 'ใครคือคนที่ท่านรักมากที่สุด' ท่านตอบว่า 'อาอิชะฮฺ' ฉันถามท่านว่า 'แล้วจากผู้ชายเล่าครับ' ท่านตอบว่า 'บิดาของนาง'" (อัล-บุคอรีและมุสลิม)

8. ครั้งหนึ่งท่านนบี ศ็อลฯ พูดถึงคอลิด บินวะลีด ว่า "คอลิดเป็นหนึ่งในดาบของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงอำนาจ และเขายังเป็นคนที่ดีที่สุดในบ้านของเขาอีกด้วย" (อะหฺมัดและอัต-ติรฺมิซีย์)

9. เมื่อท่านอุมัร รอฎิฯ สิ้นชีวิต ท่านอะลี รอฎิฯ ได้กล่าวคำไว้อาลัยต่อการจากไปของท่านอุมัรดังนี้ "ขออัลลอฮฺ สุบหฯ ได้โปรดประทานรางวัลให้แก่คนที่ทำให้สิ่งโค้งงอยืดตรงได้ คนที่บำบัดจิตใจที่มีโรคร้าย ละทิ้งความแตกแยกและสิ่งอุตริ ใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดและตายในสภาพที่ได้รับความเคารพ เขาทำการงานที่ดีและละเว้นความชั่ว เขาเคารพเชื่อฟังอัลลอฮฺและยำเกรงพระองค์ เขาตายก่อนที่ประชาชนจะเริ่มแตกแยกกันเองอย่างสาหัส" (จากนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ คุตบะฮฺที่ 232 หน้า 144 พิมพ์โดยศูนย์กลางอิสลาม Khorasan กรุงการาจี พิมพ์ครั้งที่ 3 มกราคม 1977)

10. ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวถึงอับดุลลอฮฺ อิบนฺ อุมัร ว่า "อับดุลลอฮฺผู้นี้เป็นผู้ชอบธรรม" (อัล-บุคอรี และมุสลิม)

11. อิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกกล่าวถึงท่านอบูบักรและท่านอุมัร รอฎิฯว่า "ทั้งสองท่านเป็นอิมามที่เที่ยงธรรมและยังประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมตลอดเวลา ท่านทั้งสองดำเนินชีวิตโดยชอบธรรมและตายไปในสภาพของผู้ชอบธรรม ขออัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงโปรดให้ความเมตตาแก่ท่านทั้งสองในวันฟื้นคืนชีพด้วยเทอญ"

12. ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนได้ดุอาอฺให้กับบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ดังความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "อายาต บัยยินาต" ภาค 1 หน้า 74 - 75 ความว่า "โอ้อัลลอฮฺ ขอได้โปรดประทานความจำเริญให้กับเศาะหาบะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ โดยเฉพาะเศาะหาบะฮฺที่รักษาพันธะของมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่มีต่อท่านนบี ศ็อลฯ เอาไว้ด้วยเกียรติและความเสียสละ ผู้ที่เผชิญกับความทุกข์ยาก การกดขี่ข่มเหงและการทรมานโดยน้ำมือของศัตรูอิสลามด้วยความอดทนและความแข็งแกร่ง ผู้ที่ช่วยเหลือและยืนหยัดอยู่ข้างท่านนบี ศ็อลฯ โดยยอมเจ็บปวดรวดร้าว ผู้ที่รับคำเชิญชวนของอิสลามและรับเอาความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ อย่างแท้จริงเข้าไว้ โดยไม่สนใจใยดีต่อความเป็นปฏิปักษ์และความเป็นศัตรูใดๆ จากชนเผ่าและวงศ์ญาติของตนเอง ขออัลลอฮฺ สุบหฯ ได้โปรดประทานพระพรและความจำเริญที่ดีที่สุดของพระองค์ให้แก่เขาเหล่านั้นที่ประกาศว่าจะสามิภักดิ์ต่อเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ที่แท้จริง สัตย์ซื่อและน่าเชื่อถือ ตลอดจนภรรยาของพวกเขาและทายาทของพวกเขา"

13. ท่านอะลี รอฎิฯ เคยกล่าวคำอาลัยให้กับมรณะกรรมของท่านอบูบักรฺ รอฎิฯ ดังนี้ "ขอความเมตตาของอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน โอ้อบูบักรฺ ท่านคือสหายรักและเพื่อนของท่านนบีแห่งอัลลอฮฺ เป็นที่มาของความปิติยินดีให้แก่ท่าน(นบี) เป็นผู้ที่ทราบความลับต่างๆ ของท่าน(นบี) และท่านยังเป็นผู้เสวยสิทธิพิเศษของการเป็นที่ปรึกษาให้กับท่านนบีอีกด้วย ท่านเป็นคนแรกที่เข้ารับอิสลาม ท่านมีศรัทธาอันบริสุทธิ์ที่สุด ความเชื่อมั่นของท่านต่อศาสนาอิสลามไม่สั่นคลอน ในบรรดาคนทั้งหมด ท่านยำเกรงต่ออัลลอฮฺมากที่สุด และท่านเป็นบุคคลที่สร้างประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่ศาสนาของท่านนบี ท่านอยู่กับท่านนบีนานกว่าใครทั้งหมด และความรักที่ท่านมีต่ออิสลามนั้นสูงส่งกว่าผู้ใด ............. อัลลอฮฺ สุบหฯ ตรัสว่า "ผู้หนึ่งซึ่งมาพร้อมกับสัจธรรมและผู้หนึ่งซึ่งสนับสนุนสัจธรรม" ผู้มาพร้อมกับสัจธรรมได้แก่มุฮัมมัด และผู้สนับสนุนสัจธรรมนั้นได้แก่อบูบักรฺ ...... ในวันแห่งความยากลำบาก ท่านเป็นมิตรที่ประเสริฐที่สุดของท่านนบี ท่านเป็นคนที่สองในสองคน และท่านเป็นผู้ติดตามท่านนบีในถ้ำ ท่านเป็นบุคคลที่อัลลอฮฺทรงประทานความสงบลงในจิตใจ ท่านเป็นคนเดียวที่ติดตามท่านนบีในการอพยพของท่านมายังมะดีนะฮฺ และท่านยังเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านนบีในหมู่เศาะหาบะฮฺของท่าน และในศาสนาของอัลลอฮฺ ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของเคาะลีฟะฮฺได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ในขณะที่ประชาชนพากันออกจากศาสนา ท่านได้นำพระบัญญัติของอัลลอฮฺไปใช้ด้วยความแน่วแน่มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งไม่มีเคาะลีฟะฮฺของท่านนบีอื่นใดกระทำได้เช่นนี้ ......" (อ้างจากหนังสือ อัร-ริยาฎ อัล-นะซอระตะ ฟี ฟะชฺาอิลิล อัชรอตะ โดย มุฮิบบุดดีน ต็อบรีย์ (ตาย ฮ.ศ. 694) เอกสารต้นฉบับหมายเลข 1784 ห้องสมุดสถาบันนัดวาตุลอุลามะฮฺ หน้า 126-127)

14. อิบนฺ อบี มุลัยกะฮฺกล่าว เขาได้ยินท่านอิบนฺ อับบาสพูดว่า "ร่างของท่านอุมัรถูกวางอยู่บนแคร่นอนของเขา ประชาชนได้ห้อมล้อมท่านพลางขอพรให้ท่าน และละหมาดญะนาซะฮฺก่อนที่จะยกออกไปฝัง และฉันอยู่ในหมู่พวกเขา ทันใดก็มีชายคนหนึ่งมาเกาะบ่าของฉัน เขาคือ อะลี อิบนฺ อบีตอลิบ (อะลีดุอาอฺว่า) 'ขอพระองค์โปรดเมตตาอุมัรด้วย' และยังได้พูดว่า 'อุมัรมิได้ละผู้ใดไว้เบื้องหลังอันเป็นที่รักยิ่งแก่ฉันในการที่จะได้พบอัลลอฮฺด้วยการงานเยี่ยงอย่างท่าน แต่ยิ่งไปกว่าของท่าน ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ฉันคิดอย่างแน่นอนว่า อัลลอฮฺจะทรงวางร่างของท่านเคียงข้างสหายทั้งสองของท่าน เพราะฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลฯ พูดอยู่เนืองๆ ว่า 'ฉันไปกับอบูบักรฺและอุมัร ฉันเข้าไปกับอบูบักรฺและอุมัร และฉันเข้ามากับอบูบักรฺและอุมัร'" (อัล-บุคอรี บทที่ 62 บาบที่ 6)

15. ท่านมุฮัมมัด อิบนฺ อัล-หะนะฟียะฮฺกล่าวว่า "ฉันได้ถามบิดาของฉัน(คือท่านอะลี อิบนฺ อบีตอลิบ รอฎิฯ)ว่า ผู้ใดดีที่สุดหลังจากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ท่านอะลีตอบว่า อบูบักรฺ ฉันพูดว่า แล้วใครอีก ท่านตอบว่า แล้วก็อุมัร ฉันกริ่งเกรงว่าท่านจะบอกว่า(คนต่อไป)คือท่านอุษมาน ฉันจึงถามว่าแล้วตัวท่านเล่า ท่านบอกว่า ฉันเป็นเพียงคนหนึ่งในบรรดามุสลิม(ทั่วไป)" (อัล-บุคอรี)

16. อัล-หะซัน อัล-บัสรีอ้างรายงานจากกอยสฺ อิบนฺ อุบาดะฮฺว่า ท่านอะลี อิบนฺ อบีตอลิบกล่าวว่า "ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ล้มป่วยลงเป็นระยะเวลาหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นเมื่อท่านได้ยินเสียงอะซานสู่การละหมาด ท่านได้กล่าวว่า 'จงไปบอกอบูบักรฺให้ไปเป็นอิมามนำละหมาด' ครั้นท่านรสูลุลลอฮฺสิ้นชีวิตแล้ว ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิด ข้าพเจ้าเห็นว่าการละหมาดคือธงของการศรัทธาและเป็นเสาค้ำจุนศาสนา เพราะฉะนั้นพวกเราจึงยอมรับเหมือนกับที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ยอมรับเพื่อการศรัทธาของเรา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเลือกอบูบักรฺ" (จากหนังสือ อัล-อิสติยาบของอัล-หาฟิซ อิบนฺ อับดุลบัรร์ เล่ม 2 หน้า 1149)

17. ท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวว่า "ฉันได้เห็นเหล่าเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ไม่มีสักคนในพวกท่านที่ดำเนินชีวิตเหมือนกับพวกเขา พวกเขาใช้เวลาช่วงกลางคืนในการละหมาดและการซิกรุลลอฮฺ พวกเขายืนและโค้งกายต่อหน้าอัลลอฮฺ สุบหฯ บ่อยครั้งมาก ความหวาดหวั่นต่อวันกิยามะฮฺสถิตอยู่ในจิตใจของพวกเขาตลอดเวลา ความคิดถึงอัลลอฮฺ สุบหฯ ผู้ทรงเกรียงไกรทำให้พวกเขากริ่งเกรงอยู่เสมอ พวกเขากลัวพระพิโรธของพระองค์ และเฝ้าหวังในพระพรและรางวัลตอบแทนของพระองค์อยู่ร่ำไป” (จากนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Askari Jafery คุตบะฮฺหมายเลข 100 พิมพ์ที่บอมเบย์ ปี 1979 หน้า 211 ตีพิมพ์โดยIslamic Seminary for World Shia Muslim Organization, USA)

18. นอกจากนี้ท่านอะลี รอฎิฯ ยังกล่าวว่า "บุคคลเหล่านั้นพากันหายไปไหน? คือคนที่เมื่อถูกเชิญชวนเข้าสู่อิสลาม ก็ยอมรับอิสลามด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนที่อ่านอัล-กุรฺอานและดำเนินตามบทบัญญัติที่อยู่ในนั้นอย่างสุดจิตสุดใจ คนที่รักอิสลามดุจดังแม่อูฐรักลูกของมัน และเมื่อมีคำสั่งให้ต่อสู้ปกป้องอิสลาม พวกเขาได้ทิ้งบ้านและครอบครัวของพวกเขาไปอย่างยินยอมพร้อมใจ พวกเขาบางคนตายไปในสภาพผู้พลีชีพ(ชะฮีด) และบางคนยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความยากลำบากแสนสาหัส ความสำเร็จไม่เคยทำให้พวกเขาลืมตัว และความตายไม่เคยทำให้พวกเขาสิ้นหวัง การมองเห็นภาพความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทำให้ชีวิตของพวกเขาโศกเศร้า การมีจิตใจและร่างกายที่หมกมุ่นไม่หยุดหย่อนอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ และเพื่อนมนุษย์ทำให้พวกเขาดูซูบซีดและผอมแห้ง และความถ่อมตนปรากฏให้เห็นได้จากพฤติกรรมของพวกเขา พวกเขาเป็นพี่น้องของฉัน พวกเขาไปกันหมดแล้ว ฉันมีเหตุผลอันควรแก่ความต้องการที่จะได้พบกับพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง และรู้สึกเศร้าใจที่ต้องแยกจากพวกเขา " (อ้างจากนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ ฉบับเดียวกับข้อ 22 คุตบะฮฺที่ 124 หน้า 244)

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา