เมนูของเรา

เศาะหาบะฮฺ : เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ในอัล-กุรฺอาน

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 2/6/2007 15:23:41 (3627 ครั้งที่อ่าน)
เศาะหาบะฮฺ

แปลและเรียบเรียงโดย อามีอามีนะฮฺ บินติ อิบรอฮีม

ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺปฏิเสธข้อกล่าวหามดเท็จทั้งหมดของชาวชีอะฮฺ โดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ในอัล-กุรฺอาน ซึ่งพูดถึงคุณความดีของเหล่าเศาะหาบะฮฺและการปฏิบัติอันน่ายกย่องของพวกเขาอย่างชัดเจน ยิ่งกว่านั้นอายะฮฺเหล่านั้นยังระบุว่า อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงให้ความโปรดปรานแก่พวกเขาตลอดไป เราได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นๆ ว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺได้ให้สัตยาบัน(บัยอะฮฺ)ยอมรับการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านอบูบักร, อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ โดยไม่มีหลักฐานหรือร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเชื่อในความสูงส่งของท่านอะลี รอฎิฯ หรือคำสอนเกี่ยวกับ “อิมาม“ ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากอัลลอฮฺ สุบหฯ แต่อย่างใด ในเมื่ออัลลอฮฺทรงประกาศในอัล-กุรฺอานว่าพระองค์ทรงให้ความโปรดปรานแก่พวกเขาตลอดไป ย่อมเป็นการสมควรแล้วที่เหล่าเศาะหาบะฮฺจะมอบความจงรักภักดีต่อท่านเคาะลีฟะฮฺทั้งสาม


ชาวชีอะฮฺยอมรับอายะฮฺเหล่านี้ แต่พวกเขาอ้างว่าอัลลอฮฺ สุบหฯทรงให้ความโปรดปรานแก่เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ในระหว่างที่ท่านนบี ศ็อลฯ มีชีวิตอยู่เท่านั้น ไม่ใช่ความโปรดปราน “ตลอดกาล“ เศาะหาบะฮฺกลายเป็น “ผู้ปฏิเสธ“ เพราะพวกเขาปฏิเสธสิทธิของท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งอัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงกำหนดไว้ เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงมิได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ สุบหฯ อีกต่อไป

เรื่องนี้อธิบายได้ง่ายนิดเดียว นั่นก็คือว่า ถ้าเศาะหาบะฮฺเหล่านี้จะกลายไปเป็น “ผู้ปฏิเสธ“ แล้ว อัลลอฮฺ สุบหฯ ย่อมทรงทราบดีและพระองค์คงจะเตือนให้ท่านนบี ศ็อลฯ ทราบถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของพวกเขาอย่างแน่นอน เหมือนกับการที่พระองค์ทรงเตือนให้ท่านนบี ศ็อลฯ ทราบถึงแผนร้ายของบรรดาผู้ปฏิเสธ(1) โชคดีที่อัล-กุรฺอานมีหลักฐานยืนยันให้เห็นความศรัทธา ความซื่อตรง ความประพฤติและความดีงามของเศาะหาบะฮฺ พร้อมกับข้อความที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงยืนยันว่าจะให้รางวัลแก่พวกเขาทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของอายะฮฺดังกล่าว :

“มุฮัมมัดเป็นรสูลของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขาเป็นผู้เข้มแข็งกล้าหาญต่อพวกปฏิเสธ เป็นผู้เมตตาสงสารระหว่างพวกเขาเอง เจ้าจะเห็นพวกเขาเป็นผู้โค้งกาย ก้มกราบ(ในละหมาด)เพื่อแสวงหาคุณความดีจากอัลลอฮฺและความโปรดปราน(ของพระองค์) เครื่องหมายของพวกเขาอยู่บนใบหน้าของพวกเขาเนื่องจากร่องรอยแห่งการก้มกราบ นั่นคืออุปมาของพวกเขาที่มีอยู่ในเตารอต และอุปมาของพวกเขาที่มีอยู่ในอินญีล (ซึ่งพรรณนาเอาไว้ว่า)ประหนึ่งเมล็ดพืชที่งอกหน่อหรือกิ่งก้านของมันออกมา แล้วทำให้มันงอกงาม เติบโตแข็งแรงและทรงตัวอยู่ได้บนลำต้นของมัน นำความปลื้มปิติมาให้แก่ผู้หว่าน เพื่อที่พระองค์จะก่อความแค้นแก่พวกปฏิเสธเพราะพวกเขา(มุสลิมีน) และอัลลอฮฺทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายในหมู่พวกเขาว่าจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง" (48:29)

อายะฮฺนี้กล่าวถึงคุณลักษณะบางประการของคนที่อยู่กับท่านนบี ศ็อลฯ ซึ่งได้แก่บรรดาเศาะหาบะฮฺที่ยอมรับคำสอนของท่าน และอยู่เคียงข้างท่านในทุกสถานการณ์ แม้ในยามลำบาก อัล-กุรฺอานบรรยายว่าพวกเขาเป็นผู้ที่มีความเมตตาสงสารในกันและกัน นี่เท่ากับปฏิเสธสิ่งที่ชาวชีอะฮฺกล่าวว่า มีความรู้สึกจงเกลียดจงชังเกิดขึ้นในระหว่างท่านอะลีและเศาะหาบะฮฺท่านอื่นๆ อายะฮฺนี้ยังแสดงให้เห็นท่าทีที่เศาะหาบะฮฺมีต่อการละหมาด เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงหัวใจอันอ่อนน้อมและถ่อมตนของพวกเขาได้เป็นอย่างดี

ที่นี้ขอให้เราย้อนกลับไปพิจารณาบุคลิกภาพของเศาะหาบะฮฺตามที่อัล-กุรฺอานใช้คำว่า “บรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา” ในหมู่พวกเขามีท่านอบูบักรเป็นคนแรกที่เข้ารับอิสลาม ตลอดชีวิตของท่าน ท่านอยู่เคียงข้างท่านนบี ศ็อลฯ มาตลอด และเป็นเศาะหาบะฮฺเพียงคนเดียวที่เดินทางอพยพไปยังนครยัธริบร่วมกับท่านนบี ศ็อลฯ ท่านนบี ศ็อลฯ เองก็ใกล้ชิดกับท่านอบูบักรถึงขนาดที่ท่านนบี ศ็อลฯ สมรสกับอาอิชะฮฺ บุตรีของท่านอบูบักร สำหรับท่านอุมัร ท่านเป็นเศาะหาบะฮฺที่ท่านนบี ศ็อลฯ ดุอาอฺ(วิงวอน)ต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ ว่า ให้อิสลามเข้มแข็งขึ้นเพราะอุมัร ท่านนบี ศ็อลฯ เองยังได้ทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวของท่านกับท่านอุมัรแนบแน่นขึ้น โดยการแต่งงานกับฮัฟเซาะฮฺ บุตรีของท่านอุมัร ส่วนท่านอุษมานนั้น ท่านเป็นเศาะหาบะฮฺที่ได้รับเกียรติอย่างหาเสมอเหมือนมิได้ เพราะท่านได้แต่งงานกับบุตรีของท่านนบี ศ็อลฯ ถึงสองคน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าท่านทั้งสามได้อยู่ในกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุดใน “บรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา“

“และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกันเถิด แต่จงอย่าแตกแยกกัน และจงรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเจ้าในขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูต่อกัน แล้วพระองค์ได้ทรงสมานหัวใจของพวกเจ้า จนพวกเจ้าได้กลายเป็นพี่น้องกันด้วยความเมตตาของพระองค์ พวกเจ้าเคยอยู่บนปากเหวไฟนรก แล้วพระองค์ได้ทรงช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากมัน ในทำนองนี้แหละ อัลลอฮฺทรงแจกแจงโองการของพระองค์ให้กระจ่างแก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับการนำทาง" (3:103)

อายะฮฺข้างต้นกล่าวถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ โดยตรง อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงเตือนพวกเขาว่า สมัยก่อนอิสลามพวกเขาเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน และอัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงช่วยพวกเขาให้พ้นจากไฟนรก ในขณะที่ชาวชีอะฮฺยืนกรานว่า เศาะหาบะฮฺทั้งหมดที่ปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิการเป็นอิมามของท่านอะลี รอฎิฯ ได้กลายไปเป็นผู้ปฏิเสธ และเป็นคนสับปลับ(มุนาฟิก)นั้น อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงตรัสด้วยพระองค์เองว่าพระองค์จะทรงช่วยพวกเขาให้พ้นจากไฟนรก แสดงว่าพระองค์ทรงถือว่าพวกเขาเป็นผู้ศรัทธา

“บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพและในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮฺทรงพอพระทัยพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้วซึ่งสวนสวรรค์ที่มีธารน้ำหลากหลายไหลอยู่เบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง“ (9:100)

อายะฮฺนี้กล่าวถึงพวกมุฮาญิรีนที่จำใจละทิ้งบ้านและครอบครัวของตนเองในนครมักกะฮฺเพื่อลี้ภัยไปอยู่ที่นครมะดีนะฮฺอันเป็นการอพยพโยกย้ายในวิถีทางของอิสลาม และกล่าวถึงพวกอันศอรฺในนครมะดีนะฮฺที่ให้การต้อนรับและช่วยเหลือพวกผู้อพยพอย่างอบอุ่น อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงพอพระทัยพวกเขาทั้งสองกลุ่ม และทรงแจ้งข่าวดีเรื่องสวนสวรรค์ให้พวกเขาทราบ คงไม่ต้องกล่าวหรอกนะครับว่า เคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมสามท่านแรกนั้นเป็นบุคคลชั้นยอดของพวกมุฮาญิรีน และคนที่เลือกท่านทั้งสามขึ้นมาเป็นเคาะลีฟะฮฺก็เป็นบุคคลชั้นยอดของทั้งมุฮาญิรีนและชาวอันศอรฺเมืองมะดีนะฮฺทั้งสิ้น

“(สิ่งที่ยึดมาได้จากพวกยิว)เป็นของบรรดาผู้อพยพที่ขัดสน ซึ่งถูกขับไล่ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา และทอดทิ้งทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺและความยินดีของพระองค์ และ(พวกเขา)ช่วยเหลืออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์(2) ชนเหล่านี้พวกเขาคือผู้สัตย์จริง และบรรดาผู้ที่ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นครมะดีนะฮฺ(ชาวอันศอรฺ) และพวกเขาศรัทธาก่อนหน้าที่พวกเหล่านั้น(ชาวมุฮาญิรีน)จะอพยพเข้ามา พวกเขารักใคร่ผู้ที่อพยพมายังพวกเขา และจะไม่พบความต้องการหรือความริษยาอยู่ในหัวอกของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกประทานให้ แต่กลับให้สิทธิผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเอง ถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความต้องการอยู่มากก็ตาม และผู้ใดปกป้องการตระหนี่ที่อยู่ในตัวของเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ และบรรดาผู้ที่มาหลังจากพวกเขาโดยพวกเขากล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา! ได้ทรงโปรดอภัยให้แก่เรา และพี่น้องของเราผู้ซึ่งได้ศรัทธาก่อนหน้าเรา ขอพระองค์อย่าได้ให้มีความเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา โอ้พระผู้อภิบาลของเรา! แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ“ (59:8-10)

“สำหรับบรรดาผู้(ที่ถูกโจมตีนั้น)ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ได้(3) เพราะพวกเขาถูกข่มเหง และแท้จริงอัลลอฮฺทรงสามารถที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างแน่นอน บรรดาผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือนของพวกเขาโดยปราศจากความเป็นธรรม นอกจากเหตุที่พวกเขากล่าวว่า “อัลลอฮฺคือพระเจ้าของเรา“ เท่านั้น และหากว่าอัลลอฮฺมิทรงขัดขวางมิให้มนุษย์สู้รบซึ่งกันและกันแล้ว บรรดาหอสวดและโบสถ์(ของพวกคริสต์) และธรรมศาลา(ของพวกยิว)และมัสยิดทั้งหลายที่มีการกล่าวรำลึกพระนามของอัลลอฮฺอย่างมากมายจะต้องถูกทำลายลงอย่างแน่นอน และแน่นอนอัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือผู้ที่สนับสนุนศาสนาของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงพลัง ผู้ทรงเดชานุภาพอย่างแท้จริง บรรดาผู้ที่เราให้พวกเขามีอำนาจในแผ่นดิน คือบรรดาผู้ที่ดำรงการละหมาด และบริจาคซะกาต และกำชับกันในความดี และห้ามปรามความชั่ว และบั้นปลายของกิจการทั้งหลายย่อมกลับคืนไปหาอัลลอฮฺ“ (22:39-41)

ในอายะฮฺข้างต้น อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงเป็นพยานถึงความไม่เห็นแก่ตัวและการเสียสละของบรรดาชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรฺที่สนับสนุนช่วยเหลือพวกเขา

“แท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยโทษให้แก่นบี ชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรฺแล้ว ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามเขา(นบี)ในยามคับขัน หลังจากที่จิตใจของชนกลุ่มหนึ่งในพวกเขาเกือบจะหันเหออกจากความจริง แล้วพระองค์ก็ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาอยู่เสมอ“ (9:117)

อัล-กุรฺอานอายะฮฺนี้ยกย่องบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ช่วยเหลือท่านนบี ศ็อลฯ ในระหว่างสงครามตะบูก เมื่อท่านนบี ศ็อลฯ เรียกร้องความช่วยเหลือ ท่านอุมัร รอฎิฯ ก็กลับไปที่บ้านแล้วแบ่งทรัพย์ปัจจัยของตนเองออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน ท่านมอบส่วนหนึ่งให้กับท่านนบี ศ็อลฯ ส่วนท่านอุษมาน รอฎิฯ ท่านบริจาคช่วยสงครามครั้งนี้อย่างมากมายจนท่านนบี ศ็อลฯ ถึงกับประกาศว่า หากอุษมานทำอะไรหลังจากวันนั้นเขาจะไม่ได้รับคำตำหนิ ฝ่ายท่านอบูบักร รอฎิฯ ท่านรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้านและมอบให้กับท่านนบี ศ็อลฯ ท่านอบูบักรถูกถามว่าท่านเหลืออะไรเอาไว้ให้ครอบครัวของท่านบ้าง ท่านตอบว่า "ความรักของอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์"

อัล-กุรฺอานอายะฮฺนี้ยังกล่าวถึงเศาะหาบะฮฺบางคนที่หัวใจของพวกเขาแปรปรวน พวกเขารังเรที่จะเข้าร่วมกองทัพของท่านนบี ศ็อลฯ ชั่วระยะหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจเข้าร่วม และอัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงอภัยโทษให้กับพวกเขา อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงชมเชยเศาะหาบะฮฺเหล่านี้ และทรงอภัยให้กับความอ่อนแอตามประสามนุษย์ของพวกเขา แต่ชาวชีอะฮฺกลับยังคงเคืองแค้นพวกเขา และกล่าวว่าพวกเขายังคงมีความผิดติดตัวอยู่

“พวกเจ้าเป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษยชาติ พวกเจ้ากำชับกันในการดี ห้ามปรามความชั่วและศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และถ้าหากว่าบรรดาชาวคัมภีร์ศรัทธากันแล้ว แน่นอนมันก็เป็นการดีสำหรับพวกเขา ด้วยในท่ามกลางพวกเขานั้นมีผู้ศรัทธาอยู่บ้าง แต่ทว่าส่วนมากของพวกเขากลับเป็นผู้ละเมิด“ (3:110)

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอายะฮฺนี้พูดถึงบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเดียวกับการลงวะฮฺยูของอัลลอฮฺ สุบหฯ ซึ่งได้แก่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ นั่นเอง แม้แต่ชาวชีอะฮฺก็ยอมรับว่าอายะฮฺนี้หมายถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ด้วยเช่นกัน ข้อเขียนของปราชญ์ชีอะฮฺด้านล่างนี้คือหลักฐานยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

“(อุลามะฮฺ)บางคนเขียนว่าอายะฮฺนี้หมายถึงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในบรรดาพวกมุฮาญิรีน ท่านอื่นๆ เขียนว่ามันหมายถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ(ทั่วไป) และยังรวมความถึงอุมมะฮฺ(ทั้งมวล)ด้วยเช่นกัน“ (4)

เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ไม่ได้เป็นผู้ปราศจากบาปเหมือนกับ “อิมาม“ ที่ชาวชีอะฮฺอ้างเอาไว้ แต่เพราะอัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงสัญญาว่าจะอภัยโทษให้กับพวกเขา และทรงพอพระทัยพวกเขา ชาวสุนนีย์จึงเคารพและให้เกียรติแก่พวกเขา

“อัลลอฮฺทรงสัญญากับบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่า แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงในแผ่นดิน เสมือนดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงมาก่อนแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานเป็นที่มั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาได้รับความปลอดภัย หลังจากความกลัวของพวกเขา โดยที่พวกเขาจะต้องเคารพภักดีข้า ไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อข้า และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน“ (24:55)

บรรดานักตัฟซีร(ผู้อรรถาธิบายอัล-กุรฺอาน)ทั้งฝ่ายสุนนีย์และชีอะฮฺเห็นพ้องต้องกันว่า อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาในช่วงเวลาที่ท่านนบี ศ็อลฯ และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านอยู่ในภาวะหวาดกลัว เพราะเหตุนี้ อัลลอฮฺ สุบหฯ จึงทรงให้สัญญา 3 ประการด้วยกันได้แก่ พระองค์จะทรงทำให้บรรดาผู้ศรัทธามีอำนาจปกครองบนหน้าแผ่นดิน พระองค์จะทรงสถาปนาศาสนาของพวกเขาให้มั่นคง และสุดท้ายพระองค์จะทรงแปรเปลี่ยนความหวาดกลัวของพวกเขาไปเป็นความรู้สึกมั่นคง และสงบสันติ ประวัติศาสตร์อิสลามเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า คำสัญญาเหล่านี้สำเร็จลงในสมัยการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านอบูบักร, ท่านอุมัร, ท่านอุษมานและท่านอะลี รอฎิฯ ในทางตรงกันข้าม ภายหลังสมัยของท่านอะลี รอฎิฯ ไม่มีอิมามของชาวชีอะฮฺคนใดในจำนวน 11 ที่มีอำนาจปกครองหน้าแผ่นดินอย่างแท้จริง อัลลอฮฺ สุบหฯ มิได้ทรงทำให้ศาสนาอิสลามของพระองค์มั่นคงโดยผ่านทางพวกอิมามเหล่านั้น อีกทั้งพระองค์มิได้ทรงแปรเปลี่ยนความหวาดกลัวไปเป็นความรู้สึกมั่นคงในระหว่างที่ท่านเหล่านั้นปฏิบัติภาระกิจของหน้าที่อิมาม เพราะฉะนั้น ถ้าเราบอกว่าเคาะลีฟะฮฺ 3 ท่านแรกขาดความชอบธรรมในการขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮฺแล้ว อายะฮฺนี้ก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย

“บรรดาผู้ที่ศรัทธา อพยพ และต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺทั้งด้วยทรัพย์สินของพวกเขาและชีวิตของพวกเขานั้นย่อมเป็นผู้มีระดับชั้นยิ่งใหญ่กว่า ณ อัลลอฮฺ และชนเหล่านี้แหละ พวกเขาคือผู้มีชัยชนะ พระผู้อภิบาลของพวกเขาทรงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาด้วยความกรุณาเมตตาจากพระองค์ และด้วยความปิติยินดี และด้วยสวนสวรรค์ซึ่งในสวนสวรรค์เหล่านั้น พวกเขาจะได้รับสิ่งอำนวยความสุขอันยั่งยืน โดยที่พวกเขาจะได้พำนักอยู่ในสวนสวรรค์เหล่านั้นตลอดกาล แท้จริงอัลลอฮฺนั้น ณ พระองค์มีรางวัลอันยิ่งใหญ่“ (9:20-22)

อายะฮฺเหล่านี้พูดถึงพวกมุฮาญิรีนเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ก็พูดถึงเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ เป็นการทั่วไป คนที่ปฏิเสธความชอบธรรมของเคาะลีฟะฮฺ 3 ท่านแรก และปฏิเสธคุณงามความดีของเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ จะต้องชี้ออกมาให้เราเห็นว่า คนกลุ่มไหนกันที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงพรรณนาไว้ในอายะฮฺข้างต้น

อายะฮฺอัล-กุรฺอานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของอายะฮฺที่กล่าวถึงคุณความดีของบรรดาเศาะหาบะฮฺ ขอให้เรารำลึกว่า อายะฮฺต่างๆ ที่ชีอะฮฺยกมาสนับสนุนความเชื่อในอิมามะฮฺของพวกเขา และความสูงส่งของท่านอะลี รอฎิฯ นั้นเป็นเพียงเรื่องที่มาจากรายงานหรือคำบอกเล่าที่เกี่ยวข้องกับอายะฮฺเหล่านั้น ซึ่งเมื่อพิสูจน์แล้วพบว่าอ่อนหรือปลอมอยู่บ่อยๆ ตรงกันข้าม อายะฮฺต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่ชัดแจ้งอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปพึ่งพาการตีความพิเศษใดๆ อีกแล้ว

ที่นี้ก็มาถึงจุดสำคัญของการถกเถียงเกี่ยวกับธาตุแท้ของบรรดาเศาะหาบะฮฺ หากจะพูดตามตรรกะแล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ มีทางเลือกอยู่ 2 ทางเท่านั้น นั่นคือ หนึ่งท่านมิได้ปฏิบัติตามพระบัญชาของอัลลอฮฺ สุบหฯ แต่ท่านกลับเลือกคบหาพวกสับปลับเป็นมิตรสนิท และสองท่านเข้าใจและปฏิบัติตามพระบัญชาของอัลลอฮฺ สุบหฯ และท่านตัดญาติขาดมิตรกับบรรดาพวกสับปลับและผู้ปฏิเสธทั้งหลาย ณ ที่นี้คำตอบจะต้องเป็นข้อสองอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นก็หมายความว่าบรรดาเคาะลีฟะฮฺ 3 ท่านแรกและเหล่าเศาะหาบะฮฺนั้นจะต้องไม่ใช่พวกสับปลับและพวกปฏิเสธอย่างแน่นอน เพราะคนเหล่านี้ต่างก็ได้รับความรักและความไว้วางใจจากท่านนบี ศ็อลฯ ด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งกว่านั้น อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงกล่าวถึงชะตากรรมของพวกสับปลับเอาไว้ในอัล-กุรฺอานดังนี้ :

“แน่นอน ถ้าพวกมุนาฟิกีนและบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีโรค และกลุ่มผู้ก่อกวนความสุขสงบในนครมะดีนะฮฺไม่ระงับ(การกระทำอันต่ำทรามของพวกเขา) แน่นอน เราจะให้เจ้ามีอำนาจเหนือพวกเขา แล้วพวกเขาจะไม่กลับมาพำนักเป็นเพื่อนบ้านของเจ้าในนั้นอีก เว้นแต่เพียงชั่วเวลาอันเล็กน้อยเท่านั้น พวกเหล่านั้นถูกสาปแช่ง ไม่ว่าพวกเขาจะถูกพบ ณ แห่งหนใดก็จะถูกจับกุมและถูกสังหาร“ (33:60-61)

ประวัติศาสตร์อิสลามเปิดเผยให้เราเห็นว่า เหล่าพวกสับปลับได้ถูกเนรเทศออกจากนครมะดีนะฮฺในสมัยที่ท่านนบี ศ็อลฯ ยังมีชีวิตอยู่ ในทางตรงกันข้าม ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮฺ 3 ท่านแรกไม่เพียงสามารถพำนักอยู่ในนครมะดีนะฮฺได้ต่อไป แต่ยังได้รับเกียรติให้เป็นเพื่อนบ้านของท่านนบี ศ็อลฯ ในมะดีนะฮฺเสียด้วยซ้ำไป ที่เห็นๆเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ร่างของท่านอบูบักรและท่านอุมัรรอฎิฯ ถูกฝังอยู่ใต้ชายคาบ้านหลังเดียวกันกับของท่านนบี ศ็อลฯ นักประวัติศาสตร์และนักปราชญ์ทางหะดีษยืนยันว่า อย่างน้อยที่สุดมีผู้ศรัทธาประมาณ 124,000 คนได้รับเกียรติให้เป็นเศาะหาบะฮฺของท่านนบีศ็อลฯ ท่านอิบนุ หัจญ์ร อัล-อัซกอลานีย์เคยแจกแจงออกมาเป็นบัญชีรายชื่อได้ถึง 12,679 คน บรรดาคนเหล่านี้ได้ให้สัตยาบันยอมมอบความภักดี(บัยอะฮฺ) ให้แก่ท่านอบูบักร, ท่านอุมัร, ท่านอุษมานและท่านอะลี รอฎิฯ ในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺที่พวกเขาเลือกกันขึ้นมา ถ้าพวกเขาทรยศต่อมรดกและความไว้วางใจของท่านนบี ศ็อลฯ แล้ว พวกเขาก็คงจะถูกเนรเทศออกจากนครมะดีนะฮฺอย่างอัปยศอย่างแน่นอน

เช่นนี้แล้วเรายังจะเชื่ออยู่อีกหรือว่า ในนาทีที่ท่านนบี ศ็อลฯ วายชนม์ เศาะหาบะฮฺของท่านทั้งหมดถึงกับละทิ้งคำสั่งสอนของท่านอย่างไม่มีเยื่อใย แถมยังทรยศต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของท่านด้วยการให้สัตยาบันต่อคนสับปลับและผู้ปฏิเสธเชียวหรือ การกล่าวว่าเศาะหาบะฮฺจำนวน ประมาณ 124,000 คน มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ยังคงสัตย์ซื่อต่อท่านนบี ศ็อลฯ โดยการสนับสนุนสิทธิการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี รอฎิฯ นับเป็นการกล่าวอ้างที่ชอบด้วยเหตุผลแล้วหรือ ความเชื่อเช่นนั้นรังแต่จะนำไปสู่การปฏิเสธพระดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหฯ ที่ทรงกล่าวไว้ในอัล-กุรฺอาน และทำให้ภาระกิจอันสูงส่งของท่านนบี ศ็อลฯ ต้องพลอยมัวหมองไปด้วยเช่นกัน

เชิงอรรถ :

(1) ในทางตรงข้าม ปรากฏหะดีษที่รายงานโดยอะหมัด, อัล-บุคอรี, มุสลิม, อบู ดาวูดและอัต-ติรฺมิซีย์ว่า ท่านนบี ศ็อลฯ สั่งว่า “จงอย่าด่าเศาะหาบะฮฺของฉัน ......."

(2) อายะฮฺที่ยกมาอ้างนี้กล่าวถึงทรัพย์สินที่พวกศัตรูของอิสลามได้ทิ้งเอาไว้ และกล่าวถึงวิธีการแจกจ่ายทรัพย์ดังกล่าวให้กับพี่น้องมุสลิม

(3) ข้อความตรงนี้อ้างถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ

(4) มัจญ์มะ อัล-บะยาน, ตับรอซีย์, เตหะราน, 1274, หน้า 200

Source : Sunni & Shi'ah Perspectives on Islam by Dr. Abdullah Salamah Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh, 1998

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา