เมนูของเรา

เศาะหาบะฮฺ : ในหมู่เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ มีมุนาฟิกอยู่ด้วยหรือไม่?

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 2/6/2007 15:21:00 (4137 ครั้งที่อ่าน)
เศาะหาบะฮฺ

โดย มุฮัมมัด อัล-คิดิรฺ

คำตอบสำหรับคำถามข้างต้นสามารถหาได้จากอัล-กุรอานอายะฮฺต่อไปนี้ : อัลลอฮฺ สุบหฯ ตรัสว่า "บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ(ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮฺ)และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ(ชาวอันศอรในเมืองมะดีนะฮฺ)และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮฺทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง และส่วนหนึ่งจากผู้ที่พำนักอยู่รอบๆ พวกท่านที่เป็นอาหรับชนบทนั้นเป็นพวกมุนาฟิกูน(พวกกลับกลอก)และในหมู่ชาวมะดีนะฮฺก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเหล่านั้นดื้อรั้นในการกลับกลอก เจ้า(นบีมุฮัมมัด)ไม่รู้จักธาตุแท้ของพวกเขาดอก เรา(อัลลอฮฺ)รู้จักพวกเขาดี เราจะลงโทษพวกเขาสองครั้ง(ในดุนยาด้วยการถูกฆ่าและถูกจับเป็นเชลย และเมื่อตายจะได้รับการทรมานในหลุมฝังศพ)แล้วพวกเขาจะถูกนำกลับไปสู่การลงโทษอันยิ่งใหญ่ต่อไป(ในโลกอาคิเราะฮฺ)" (อัต-เตาบะฮฺ 9:101)

ในอายะฮฺที่คัดมาข้างต้น อัลลอฮฺ สุหบฯ ทรงนำพวกมุฮาญิรีน(บรรดาผู้ที่ทิ้งบ้านเรือนของตนเองในนครมักกะฮฺเพื่ออพยพไปยังมะดีนะฮฺ)และพวกอันศอร(พลเมืองของมะดีนะฮฺที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่บรรดาผู้อพยพ)มาไว้บนด้านหนึ่งของตราชั่ง และทรงนำพวกมุนาฟิกูนผู้ดื้อรั้นในหมู่อาหรับทะเลทรายและมุนาฟิกูนในเมืองมะดีนะฮฺมาไว้บนอีกด้านหนึ่งของตราชั่ง

เพราะเหตุผลดังกล่าว ตำแหน่ง "เศาะหาบะฮฺ" จึงไม่ได้แก่ใครนอกจากบรรดาผู้ที่พบท่านนบี ศ็อลฯ ศรัทธาในท่านและตายในสภาพที่ยังมีอิมานอย่างเปี่ยมล้น เคารพภักดีและเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หักล้างไม่ได้สำหรับมุสลิมสุนนีย์ ในทางตรงกันข้าม พวกมุนาฟิกูนจะมาเรียกว่าเป็นเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ไม่ได้ เหตุผลง่ายๆ ก็คือพวกเขาปกปิดการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา แต่พวกเขาอวดหรือแสดงตัวว่ารับอิสลาม(การยอมจำนนต่อพระประสงค์และพระบัญชาของอัลลอฮฺ สุบหฯ) ในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด ผู้ใดก็ตามที่กลบเกลื่อนและกลายเป็นมุนาฟิก บุคคลผู้นั้นจะดำรงฐานะของเศาะหาบีย์มิได้

ตามความเชื่อของชีอะฮฺ เศาะหาบะฮฺที่แท้จริงของท่านนบี ศ็อลฯ นั้นแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ซึ่งเป็นไปตามคำอธิบายต่อไปนี้ :

กลุ่มแรก : บรรดาบุคคลที่ได้รับการนำทางอย่างถูกต้องที่ไม่เคยกลับคำหรือหันหลังให้กับอิสลามภายหลังมรณกรรมของท่านศาสดา ศ็อลฯ บุคคลเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนและไม่เกินเจ็ดคนตามหลักฐานของชีอะฮฺ อิมามอัล-กัลบีย์รายงานในอัล-กาฟีย์(หนึ่งในตำราหะดีษของชีอะฮฺที่ชีอะฮฺถือว่าเป็นที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้)ความว่า : มีรายงานว่าฮัมรอน บิน อะยูนกล่าวว่า ฉันพูดกับอบูญะอฟัร(สันติจงมีแด่ท่าน)ว่า "ขออัลลอฮฺทรงให้ฉันเป็นค่าไถ่ของท่าน พวกเราช่างเป็นประชาคมที่เล็กอะไรเช่นนี้! ถ้าพวกเราทุกคนมาร่วมรับประทานแกะตัวหนึ่งเป็นอาหารพร้อมๆ กัน เราจะกินแกะตัวนั้นไม่หมด" ท่านอบู ญะอฺฟัรตอบว่า "ฉันจะบอกให้เจ้าทราบถึงความจริงอันน่าพิศวงยิ่งกว่านั้นเอาไหม? พวกมุฮาญิรีน(มุสลิมรุ่นแรกที่อพยพจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺ)และพวกอันศอร(ชาวเมืองมะดีนะฮฺที่ต้อนรับและให้การช่วยเหลือผู้อพยพ)ทั้งหมดละทิ้งศาสนาของพวกเขา นอกจากคนสามคนในพวกเขา" (อัล-กาฟีย์ 2/191 บทว่าด้วยการอบรมสั่งสอนผู้ศรัทธา)

อัล-กาชีย์ยังได้รายงานในหนังสือของเขาเกี่ยวกับเศาะหาบะฮฺผู้ได้รับการนำทางอย่างถูกต้องดังนี้ : มีรายงานจากฮานาน บิน ซอดีร จากบิดาของเขาว่า ท่านญะอฟัร(สันติจงมีแด่ท่าน)กล่าวว่า "ประชาชนทั้งหมดตกศาสนาภายหลังมรณกรรมของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ นอกจากสามคนเท่านั้น" ฉันพูดสอดขึ้นว่า "คนทั้งสามมีใครบ้าง?" ท่านตอบว่า "อัล-มิกดาด บิน อัล-อัสวัด, อบู ซัรร์ อัล-ฆิฟารีย์ และซัลมาน อัล-ฟาริซีย์"

มีบันทึกมากมายที่ระบุว่า นอกจากเศาะหาบะฮฺดังกล่าวนามข้างต้นแล้ว ยังมีเศาะหาบะฮฺคนอื่นๆ อีกสี่คนที่ยังคงยึดมั่นอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องตามแบบพวกเขา เพราะฉะนั้นถ้าถือตามหลักฐานของชีอะฮฺ จำนวนผู้ศรัทธาที่แท้จริงนั้นจึงมีเพียง 7 คนเท่านั้น เพื่อยืนยันให้เห็นมายาภาพดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น ขอนำหลักฐานต่างๆ มาเสนอให้พิจารณากัน

หนึ่งในหลักฐานดังกล่าวได้แก่ : มีรายงานจากอัล-ฮาริษ บิน อัล-มุฆีเราะฮฺ อัน-นาซิรีย์ว่า ฉันได้ยินอับดุลมาลิก บิน อะยูนสอบถามอบู อับดุลลอฮฺ(สันติจงมีแด่ท่าน)ด้วยคำถามมากมาย จนกระทั่งเขามาถึงคำพูดที่ว่า "แล้วประชาชนก็ละทิ้งศรัทธาของเขาใช่ไหม?" ต่อคำถามนี้ อบู อับดุลลอฮฺตอบว่า "ใช่แล้ว ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ พวกเขาได้ละทิ้งศรัทธาของพวกเขา นอกจากเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ เพียงสามคนเท่านั้น แล้วต่อมาไม่นานอัล-หุเซน บิน อัล-มุนฎิร(อบู สะซาน),อัมมาร บินยาศิร, ชะตีเราะฮฺ และตะลาบะฮฺ บิน อัมร(อบู ชะตีเราะฮฺ)" ดังนั้นจำนวนของพวกเขาจึงมี 7 คน

ในบรรดาตำราของชีอะฮฺทั้งหมดที่ว่าด้วยเรื่องนี้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าจำนวนของผู้ศรัทธาที่แท้จริงในหมู่เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ นั้นมีจำนวนไม่เกิน 7 คน ท่านอบู ญะอฺฟัรกล่าวว่า "ดังนั้น พวกเขาจึงมีเพียง 7 คน และไม่มีใครนอกจากพวกเขาทั้งเจ็ดเท่านั้นที่ทราบถึงสิทธิต่างๆ ของท่านผู้นำแห่งศรัทธาชน คือท่านอะลี บิน อะลีฏอลิบ เพียงคนทั้งเจ็ดนี้เท่านั้นเป็นเศาะหาบะฮฺที่แท้จริงของท่านนบี ศ็อลฯ" (ริญาล อัล-กาชีย์ หน้า 11 และ 12)

ท่านอบู อับดุลลอฮฺเคยสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺเพื่อยืนยันความจริงให้กับข้ออ้างที่ไม่มีมูลความจริงดังกล่าว ท่านกล่าวว่า "ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกรว่า ไม่มีใครสามารถสนองคำสัตยาบันของเขา และเชื่อฟังปฏิบัติตามอะลี บิน อบีฏอลิบได้ นอกจากคนเจ็ดคนเท่านั้น" (บิอาร อัล-อันวาร, 22/322)

สิ่งที่สมควรนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ก็คือ ในบรรดาคนทั้งเจ็ดนั้น โดยเฉพาะสามคนแรกซึ่งได้แก่ อัล-มิกดาด, อัมมารและอบูซัรร์ ที่น่าพิศวงเป้นอย่างยิ่งก็คือพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้ปฏิบัติต่อกันและกันเยี่ยงพี่น้องที่ร่วมศรัทธาและศาสนาเดียวกัน มีรายงานปรากฏอยู่ในหนังสือ ริญาล อัล-กิชีย์ว่า ท่านผู้นำแห่งศรัทธาชน(อะลี อิบน อบีฏอลิบ)กล่าวว่า "โอ้อบู ซัรร์ ถ้าปรากฏว่าซัลมาน อัล-ฟาริซีย์เปิดเผยให้ท่านทราบถึงสิ่งที่เขารู้ ท่านคงจะกล่าวเพราะความริษยาไปในทันทีทันใดว่า : ขอความโปรดปรานของอัลลอฮฺจงมีแด่คนที่ฆ่าซัลมาน" นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า อบู บาศีรกล่าวว่า ฉันได้ยินท่านอบู อับดุลลอฮฺ(สันติจงมีแด่ท่าน)กล่าวว่า "ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ กล่าวว่า โอ้ซัลมาน! ถ้าความรู้ของท่านถูกนำไปเปิดเผยให้แก่มิกดาด บิน อัล-อัซวัด เขาก็จะกลายเป็นคนนอกรีตคนหนึ่ง โอ้มิกดาด! ถ้าความรู้ของท่านถูกนำไปเปิดเผยให้แก่ซัลมาน เขาก็จะละทิ้งอิสลาม" (ริญาล อัล-กิชีย์ หน้า 11)

เพราะฉะนั้น บุคคลทั้งสามจึงปฏิบัติต่อกันโดยซ่อนเร้นและอำพรางความคิดและความรู้ของตนเองเอาไว้อย่างมิดชิด มีรายงานโดยท่านญะอฺฟัรว่าบิดาของท่านกล่าวว่า ครั้งหนึ่งฉันกล่าววาจาออกไปต่อหน้าอะลี(สันติจงมีแด่ท่าน)โดยซ่อนเร้นและอำพราง ท่านจึงกล่าวว่า "ถ้าปรากฏว่าอบู ซัรร์ล่วงรู้ว่าในใจของซัลมานกำลังคิดอะไรอยู่ เขาก็จะฆ่าซัลมานอย่างชัดเจน"

เขากล่าวถึงสิ่งนี้ทั้งๆ ที่โดยที่จริงแล้วท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้จับคู่ให้คนทั้งสองเป็นพี่น้องน้องกันในเมืองมะดีนะฮฺ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมนุษย์ที่เหลือเล่า ท่านจะคิดอย่างไร แม้แต่บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นเศาะหาบะฮฺที่แท้จริงของท่านนบี ศ็อลฯ เจ็ดคนยังเสแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อกัน และอำพรางสิ่งที่ตนเองล่วงรู้เอาไว้เพราะกลัวว่าตนเองจะเป็นที่ริษยา สรุปได้ว่าจากหลักฐานของชีอะฮฺ เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ที่มิได้ละทิ้งศาสนาภายหลังมรณกรรมของท่านนบี ศ็อลฯ นั้นมีจำนวนทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ อัล-มิกดาด บิน อัล-อัสวัด, อัมมาร บินยาศิร, อบู ซัรร์ อัล-ฆิฟารีย์, ซัลมาน อัล-ฟาริซีย์, อัล-หุเซน บิน อัล-มุนฎิร(อบู สะซาน), ตะลาบะฮฺ บิน อัมรู(อบู อุมเราะฮฺ ชาวอันศอรเมืองมะดีนะฮฺ) และชะตีเราะฮฺ

กลุ่มที่สอง : กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยเศาะหาบะฮฺที่เป็นพวกกลับกลอกและเสแสร้ง(พวกมุนาฟิกูน) ความเป็นมุนาฟิกของพวกเขาเป็นไปในสองลักษณะ หนึ่งคือส่วนที่กำเนิดมาจากผลประโยชน์ส่วนตนที่พึงจะได้รับและความโลภที่จะได้ความเพลิดแพร้วของโลกอันไม่จีรังนี้ หรือสองมุนาฟิกในความเชื่ออันเป็นผลมาจากความจงเกลียดจงชังศาสนาอิสลาม สำหรับคนกลุ่มนี้ไม่ว่าท่านจะถือว่ามีเพียงหนึ่งพวกหรือสองพวกก็ตาม ในมุมมองของอิสลาม พวกเขาเป็นพวกที่น่าอัปยศ น่าชิงชังและเป็นที่เสื่อมเสียในฐานะที่เป็นคนก๊กหนึ่งที่วางแผนร้ายต่อต้านอิสลาม ตามความเชื่อของชีอะฮฺ บรรดาเศาะหาบะฮฺที่เหลือทั้งหมดจัดอยู่ในประเภทที่สองนี้ ยกเว้นคนทั้งเจ็ดที่กล่าวนามเอาไว้ข้างต้น

หากถือตามการแบ่งประเภทดังกล่าว คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ถ้าเศาะหาบะฮฺที่มีความดีและจริงใจมีเพียงไม่กี่คน และส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การครอบงำของความกลับกลอกและผลประโยชน์ส่วนตนที่พึงจะได้รับ เช่นนั้นแล้วเศาะหาบะฮฺประเภทไหนกันแน่ที่อัล-กุรอานยกย่องสรรเสริญอย่างชัดเจนและเน้นย้ำมากมายหลายครั้ง

ผมไม่ได้หวังว่าจะมีใครมาตอบปัญหาที่ว่า อัล-กุรอานที่วนเวียนยกย่องสรรเสริญบรรดาเศาะหาบะฮฺอย่างต่อเนื่องนั้น ความจริงอัล-กุรอานเพียงหมายถึงคนจำนวนน้อยที่มีจำนวนไม่เกินเจ็ดคนของพวกเขาเท่านั้น เรื่องนี้ตอบได้ง่ายมากเพราะถ้าในสังคมหนึ่งที่เสื่อมทรามชั่วร้าย บังเอิญมีคนชอบธรรมอยู่เพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น จะถือได้ว่าสังคมทั้งสังคมนั้นดี ชอบธรรมและรุ่งเรืองได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่อัล-กุรอานจะยกย่องสรรเสริญบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ได้รับการชี้นำอย่างถูกต้องของท่านนบี ศ็อลฯ และแจ้งข่าวดีให้พวกเขาทราบว่า สถานพำนัก(ในอาคิเราะฮฺ)ของพวกเขาคือสวนสวรรค์ซึ่งมีธารน้ำไหลอยู่เบื้องใต้ ทั้งๆที่จริงๆ แล้วพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่เลวทรามและต่ำช้า แล้วการแบ่งประเภทนี้มาจากไหนกัน มันมาจากอัล-กุรอาน หรือมาจากสุนนะฮฺ(รายงานและเรื่องเล่าต่างๆ ของท่านนบี ศ็อลฯ)อย่างนั้นหรือ หรือว่ามันเป็นความนึกคิดที่ผิดพลาดและบทเพลงตามอารมณ์ของผู้ยึดมั่นลัทธิชีอะฮฺเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่อยากจะนำมาเสนอ นั่นก็คือว่าถ้าพวกมุนาฟิกจำนวนมากตามที่เราได้กล่าวเอาไว้ในตอนต้นเข้ามาบริหารรัฐ(อาณาจักรอิสลาม)ภายหลังการมรณกรรมอันแสนเศร้าของท่านนบี ศ็อลฯ และได้อยู่ในตำแหน่งสูงในฐานะผู้บริหารรัฐแล้ว เช่นนั้นอิสลามสามารถแผ่ขยายไปทั่วโลก และในที่สุดธงของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต้องลดลงครึ่งเสาเนื่องจากการล่มสลายของอาณาจักรนอกรีตแห่งเปอร์เซียและโรมได้อย่างไร?

พอมาถึงตรงนี้ ผมอยากจะนำท่านผู้อ่านไปพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปนี้ : พวกมุนาฟิกในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ไม่ได้จัดเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงเรียงนามแต่อย่างใด พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ถูกเปิดโปงและไร้เกียรติ พวกเขาบางคนถูกเปิดโปงให้รู้กันว่าเป็นใครบ้างเป็นคนๆ ไป ส่วนบางคนอัล-กุรอานได้เปิดเผยให้เห็นรอยด่างพร้อยและคุณลักษณะอันต่ำช้าของพวกเขา อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงเปิดเผยให้เห็นเครื่องหมายของพวกมุนาฟิกเอาไว้ในอัล-กุรอานถึงสองซูเราะฮฺ ซึ่งได้แก่ "อัต-เตาบะฮฺ"ซึ่งรู้จักกันในนามของ "ผู้เปิดเผยและผู้ทำลาย" เหตุที่ความจริงมีอยู่ว่าซูเราะฮฺดังกล่าวได้เปิดโปงให้เห็นคุณลักษณะอันด่างพร้อยและการวางแผนร้ายของพวกเขา เพราะฉะนั้น สภาพของความเป็นผู้ศรัทธาในหมู่เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ที่ได้รับการชี้นำอย่างถูกต้องจึงกล่าวขานถึงพร้อมด้วยคำรับรองจากอัลลอฮฺ สุบหฯ นอกจากนี้ยังมีซูเราะฮฺ "อัล-มุนาฟิกูน" อีกซูเราะฮฺหนึ่ง ซึ่งถูกประทานลงมาเพื่อฉีกหน้ากากของอับดุลลอฮฺ บิน อุบัยย์ บิน สะลูล หัวโจกของพวกมุนาฟิกและลูกสมุนของเขาเป็นอันดับแรก เรื่องนี้สอดคล้องกับที่อัต-ต็อบริสีย์(ผู้เป็นหนึ่งในนักอรรถาธิบายอัล-กุรอานชีอะฮฺผู้มีนามกระฉ่อน)ได้กล่าวเอาไว้ (มัจญ์มะอ อัล-บะยาน ฟีย์ ตัฟซีร อัล-กุรอาน, หน้า 85)

ตราบเท่าที่ซูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺเกี่ยวข้อง อัล-กุรอานได้ขจัดร่องรอยของพวกมุนาฟิก และเปิดเผยเครื่องหมายและลักษณะอันต่ำช้าในด้านต่างๆ ของพวกเขาให้เห็นในหลายๆ อายะฮฺ อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงกล่าวไว้ในอัล-กุรอานว่า "บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลกนั้นจะไม่ขอยกเว้นต่อเจ้าเพื่อจะได้ไม่ต้องต่อสู้ด้วยทรัพย์สินและชีวิตของพวกเขา ……..และแท้จริงนรกญะฮันนัมนั้นล้อมบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาอยู่แล้ว" (9:44-49)

นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะเปิดเผยให้ท่านทราบถึงพฤติกรรมตลบตะแลงและลักษณะด่างพร้อยของพวกมุนาฟิก ที่ชัดเจนอย่างยิ่งก็คือบรรดาเศาะหาบะฮฺที่อุทิศตัวอย่างจริงใจของท่านนบี ศ็อลฯ ได้ออกไปต่อสู้ในสมรภูมิตะบูกด้วยกันทุกคน ในระยะต้นๆ นั้น มีอบูซัรร์และอบูคัยษะมะฮฺสองคนที่ล่าช้า แต่ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจติดตามการเคลื่อนทัพของท่านนบี ศ็อลฯ นอกจากคนทั้งสองที่ล่าช้าแล้วยังมี กะอ์บ บิน มาลิก, ฮิลาล บิน อุมัยยะฮฺ และมุรอเราะฮฺ บิน อัร-เราะบี คนทั้งสามนี้อยู่ในกลุ่มของชาวอันศอร(บรรดาผู้ที่ให้การต้อนรับ ช่วยเหลือและให้ที่พักพิงแก่ท่านนบี ศ็อลฯ และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านที่อพยพมาจากเมืองมักกะฮฺ) ซึ่งอัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงยอมรับการขอลุแก่โทษ(เตาบะฮฺ)ของพวกเขา และทรงอภัยโทษให้พวกเขาในที่สุด พระองค์ทรงมีพระดำรัสในอัล-กุรอานมีความว่า "และอัลลอฮฺทรงอภัยโทษให้แก่ชายสามคนที่ไม่ได้ออกไปสงคราม จนกระทั่งแผ่นดินได้คับแคบแก่พวกเขา ทั้งๆ ที่มันกว้างใหญ่ไพศาล และตัวของพวกเขาก็รู้สึกอึดอัดไปด้วย แล้วพวกเขาก็คาดคิดกันว่าไม่มีที่พึ่งอื่นใดเพื่อให้พ้นจากอัลลอฮฺไปได้ นอกจากกลับไปหาพระองค์ แล้วพระองค์ก็ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้กลับเนื้อกลับตัวสำนึกผิดต่อพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตาเสมอ" (อัต-เตาบะฮฺ 9:118)

พอเพียงแล้วที่เราจะกล่าวเอาไว้ ณ ที่นี้ว่าอัลลอฮฺ สุหบฯ ทรงเปิดเผยให้กลุ่มผู้ศรัทธาทั้งมวลของพระองค์ได้ล่วงรู้ถึงลักษณะ เครื่องหมายและสภาพที่แท้จริงของกิจการต่างๆ ของพวกมุนาฟิก หลังจากที่พวกเขาได้วางแผนร้ายและคบคิดอุบายกันอย่างลับๆ เพื่อทำลายอิสลามและมุสลิม อัลลอฮฺ สุบหฯ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดได้ตรัสไว้ในอัล-กุรอานว่า "บรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขามีโรคคิดหรือว่าอัลลอฮฺจะไม่ทรงนำเอาความอิจฉาริษยาของพวกเขาออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ และหากเราประสงค์ แน่นอนเราจะเปิดเผยพวกเขาแก่เจ้า แล้วเจ้าก็จะรู้จักพวกเขาอย่างแน่นอนที่เครื่องหมายของพวกเขา และแน่นอนเจ้าจะรู้จักพวกเขาได้ในน้ำเสียงแห่งการพูด และอัลลอฮฺทรงรู้ดีถึงการงานของพวกเจ้า" (มุฮัมมัด 47:29-30)

การให้ความอย่างนี้ได้รับการยืนยันจากการอรรถาธิบายอายะฮฺ 2:222 ของอัล-อะยาชีย์(หนึ่งในปราชญ์ชีอะฮฺผู้ลือนาม)ที่มีใจความว่า "….. แท้จริงอัลลอฮฺทรงชอบบรรดาผู้สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว และทรงชอบบรรดาผู้ที่ทำตนให้สะอาด" (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:222)

มีรายงานว่าซัลมานกล่าวว่า "ครั้งหนึ่งฉันอยู่กับท่านอบู ญะอฺฟัร(อะลัยฮิสสะลาม) ขณะที่ฮัมรอน บิน อายูน เดินเข้ามาและสอบถามหลายสิ่งหลายอย่าง ในเวลาที่ฮัมรอนกำลังจะเดินออกไป เขาพูดกับท่านอบู ญะอฟัร(อะลัยฮิสสะลาม) ขออัลลอฮฺทรงให้ท่านมีชีวิตยืนยาว และให้เราพอใจกับการได้มาติดสอยห้อยตามท่าน ขอได้โปรดอธิบายให้เราทราบถึงฮิกมัต(วิทยปัญญา)ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังข้อเท็จจริงที่ว่า คราใดก็ตามที่เราได้มาหาท่าน ไม่มีใครยอมถอนตัวออก แต่กลับมีหัวใจละมุนละไม และไม่ครุ่นคิดถึงผลประโยชน์ของโลกชั่วคราวใบนี้ ยิ่งกว่านั้น เราไม่ได้สนอกสนใจและเป็นห่วงเป็นใยกับวัตถุปัจจัยต่างๆ ที่ผู้คนทั้งหลายครอบครองกันอยู่ในโลกที่ไม่จีรังนี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เราได้เดินออกไปจากท่าน และไปคลุกคลีกับคนธรรมดาและพ่อค้าทั้งหลายที่มีแต่ความเร่งรีบและวุ่นวาย ทันใดนั้นหัวใจของเราก็ถูกครอบงำด้วยความรักทางโลก" เขา(ผู้รายงาน)กล่าวว่า "แล้วท่านอบู ญะอฺฟัร(อะลัยฮิสสะลาม)ก็เฉลยว่า "แท้จริงหัวใจของเรามีความหวั่นไหวต่อสิ่งเย้ายวน บางครั้งมันง่ายที่จะปฏิเสธความโน้มเอียงไปสู่ผลประโยชน์ทางโลก และบางครั้งมันยากที่จะขัดขืนสิ่งเย้ายวนใด"

จากนั้นท่านอบู ญะอฺฟัร (อะลัยฮิสสะลาม) ได้กล่าวต่อไปว่า "แท้จริงเศาะหาบะฮฺผู้มีความจริงใจและได้รับการชี้นำอย่างถูกต้องของท่านนบี ศ็อลฯ ได้กล่าวกับท่าน(นบี ศ็อลฯ)ว่า โอ้ท่านรสูลของอัลลอฮฺ พวกเราหวั่นเกรงว่าพวกเราอาจจะมีอุปนิสัยบางอย่างแบบพวกมุนาฟิก ท่านย้อนถามว่า ทำไมพวกเจ้าจึงกลัวอย่างนั้น พวกเขากล่าวว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน เมื่อท่านว่ากล่าวตักเตือนเรา เรารู้สึกหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งเราลืมผลประโยชน์ทางโลกไปจนหมดสิ้นราวกับว่าเรากำลังเห็นปรโลก สวนสวรรค์และไฟนรกด้วยตาของเรา แต้เมื่อเราเดินผละจากท่านไป และกลับเข้าบ้านของเรา เราได้พบความหอมหวานจากกลิ่นของลูกๆ คู่ครองและทรัพย์สินของเราที่มีอยู่ เรามักจะหลงลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยจริงๆ ไม่ทราบท่าน(นบี ศ็อลฯ)จะคิดไหมว่าลักษณะที่กล่าวมานี้เข้าข่ายลักษณะของความเป็นมุนาฟิกด้วยหรือไม่"

ท่านรสูลของอัลลอฮฺ ศ็อลฯ ทำให้พวกเขาเย็นใจขึ้นโดยท่านกล่าวว่า "ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เหล่านั้นคือแผนร้ายที่ชัยฏอนนำมาใช้ปลุกเร้าความปรารถนาในโลกอันไม่จีรังนี้ให้เกิดกับพวกเจ้า ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกรว่า ถ้าบังเอิญว่าพวกเจ้าได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับที่เจ้าได้อยู่ต่อหน้าฉันตลอดไป เช่นที่เจ้าได้อธิบายมานั้น มลาอิกะฮฺจะจับมือกับเจ้า และเจ้าจะได้เดินอยู่บนผิวน้ำ ถ้าหากว่าพวกเจ้าทำความผิด แล้วไม่ยอมขออภัยโทษจากอัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกร พระองค์จะทรงสร้างชนกลุ่มอื่นขึ้นมาแทนที่พวกเจ้า เมื่อพวกเขาทำผิด พวกเขาจะขอการอภัยโทษจากพระองค์ และแท้จริงพระองค์จะทรงอภัยโทษให้พวกเขา" แท้จริงผู้ศรัทธาที่แท้จริงนั้นได้แก่บุคคลที่เมื่อถูกยั่วยวนให้ทำความชั่ว เขาจะหันกลับไปหาอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งเพื่อขออภัยโทษต่อพระองค์อยู่เป็นนิตย์ ท่าน(ผู้อ่าน)ไม่ได้อ่านอายะฮฺซึ่งอัลลอฮฺ สุบหฯ ตรัสเอาไว้ว่า "แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว" (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:222) และอายะฮฺ "และพวกท่านจงขอนิรโทษจากพระเจ้าของพวกท่าน แล้วจงกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์…" (ฮูด 11:3)ดอกหรือ?

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา