เมนูของเรา

เศาะหาบะฮฺ : เรื่องที่ท่านอุมัรแสดงท่าทีอวดดีต่อท่านนบี จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร?

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 2/6/2007 15:18:34 (3835 ครั้งที่อ่าน)
เศาะหาบะฮฺ

ในปี ฮ.ศ. 6 (ค.ศ.628) ท่านนบี ศ็อลฯ พร้อมด้วยเศาะหาบะฮฺของท่านต้องการที่จะเดินทางไปทำอุมเราะฮฺ อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะไม่ทำให้พวกกุเรชสงสัยว่าพวกท่านมีเจตนาที่จะทำสงคราม ท่านจึงสั่งไม่ให้พวกเขาพกพาอาวุธ ครั้นมาถึงตำบลซุลหุลัยฟะฮฺ ซึ่งอยู่ห่างจากมะดีนะฮฺออกไปหกไมล์ ท่านอุมัรมีความรู้สึกว่าการเดินทางไปในลักษณะนั้นไม่เป็นการสมควร ดังนั้นท่านจึงคอยพบท่านนบี ศ็อลฯ และเสนอความเห็นของท่าน ท่านนบี ศ็อลฯ ยินยอมและให้คนไปรวบรวมอาวุธมาจากมะดีนะฮฺ

เมื่อขบวนฮุจญาตเดินทางมาถึงตำบลหนึ่งซึ่งชื่อของสถานที่นั้นและชื่อบ่อน้ำเป็นชื่อเดียวกันคือ หุดัยบียะฮฺ บุดัยล บิน วัรเกาะอ อัล-คุซาอีย์ ได้รุดเข้ามาพบท่านนบี ศ็อลฯ และแจ้งข่าวว่า พวกกุเรชมิมติไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้ามักกะฮฺ ท่านนบี ศ็อลฯ ต้องการส่งเศาะหาบะฮฺสำคัญบางคนไปในฐานะทูตเพื่อสื่อสารให้พวกกุเรชทราบว่า พวกท่านไม่ได้มาเพื่อทำสงคราม ในตอนแรกท่านนบี ศ็อลฯ ต้องการให้ท่านอุมัรรับหน้าที่เป็นทูตในครั้งนี้ แต่ท่านอุมัรเสนอว่าพวกกุเรชเป็นศัตรูที่ขมขื่นที่สุดของท่าน พวกเขากระหายที่จะดื่มเลือดของท่าน นอกจากนี้ท่านยังไม่มีญาติพี่น้องเผ่าเดียวกันอยู่ในมักกะฮฺที่สามารถสนับสนุนและคุ้มกันท่านได้เลย ท่านอุมัรจึงเสนอว่า ท่านอุษมานนั้นมิตรสหายและญาติพี่น้องในมักกะฮฺ เพราะฉะนั้นจึงเป็นการเหมาะสมกว่าที่จะแต่งตั้งท่านอุษมานให้เป็นทูต ท่านนบี ศ็อลฯ เห็นด้วยกับความเห็นของท่านอุมัร ท่านจึงใช้ให้ท่านอุษมานเดินทางเข้าไปในเมืองมักกะฮฺ

พวกกุเรชได้กักกันท่านอุษมานเอาไว้ และขัดขวางมิให้ท่านเดินทางกลับ หลังจากเวลาผ่านไปสองสามวันแล้ว ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าท่านถูกฆ่าเสียแล้ว หลังจากรับทราบข่าวดังกล่าว ท่านนบี ศ็อลฯ จึงประกาศว่า การล้างแค้นให้กับการฆาตกรรมท่านอุษมานเป็นหน้าที่ของพวกเขาทุกคน ท่านใช้ให้เศาะหาบะฮฺจำนวน 1,400 คนให้สัตยาบันต่อท่านว่าพวกเขาจำต้องทำการญิฮาดต่อพวกกุฟฟารด้วยชีวิตของพวกเขา เนื่องจากการให้สัตยาบันครั้งนี้เกิดขึ้นที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง จึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “บัยตุล ชะญะเราะฮฺ“ (สัตยาบันใต้ต้นไม้) เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ อัลลอฮ สุบหฯ ทรงประทานโองการของพระองค์ลงมามีใจความว่า :

“แท้จริงอัลลอฮทรงโปรดปรานต่อบรรดาผู้ศรัทธา ขณะที่พวกเขาให้สัตยาบันแก่เจ้า(มุฮัมมัด)ใต้ต้นไม้(ที่ตำบลฮุดัยบิยะฮฺ) เพราะพระองค์ทรงรอบรู้ดีถึงสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขา พระองค์จึงได้ทรงประทานความสงบใจลงมาบนพวกเขา และได้ทรงตอบแทนให้แก่พวกเขาซึ่งชัยชนะอันใกล้“ (อัล-ฟัตฮ 48:18)

ดังนั้นเหตุการณ์นี้จึงถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บัยตุล ริซวาน“ (สัตยาบันที่อัลลอฮทรงโปรดปราน)

ในหมู่เศาะหาบะฮฺ มีท่านอุมัรเพียงคนเดียวที่สาละวนอยู่กับการเตรียมพร้อมเพื่อการสู้รบที่ใกล้จะบังเกิดขึ้น แม้ก่อนที่จะมีการให้สัตยาบันก็ตาม ท่านอุมัรได้ส่งบุตรชายของท่านไปยังชาวอันศอรีย์คนหนึ่งเพื่อขอยืมม้าของเขา อับดุลลอฮจึงออกเดินทางไป จึงพบเห็นบรรดาเศาะหาบะฮฺกำลังเริ่มเข้าไปให้สัตยาบันต่อท่านนบี ศ็อลฯ อับดุลลอฮเข้าไปยังสถานที่นั้นและได้ให้สัตยาบันด้วยเช่นกัน เมื่อเขากลับมายังบิดาของเขา เห็นท่านอุมัรกำลังสะพายอาวุธและจัดแจงสัมภาระที่ใช้ในการรบบางอย่าง เขาจึงแจ้งให้ท่านทราบเกี่ยวกับการเข้าไปให้สัตยาบันต่อท่านนบี ศ็อลฯ จากนั้นท่านอุมัรจึงตรงไปยังท่านนบี ศ็อลฯ และกล่าวสัตยาบันต่อท่านพร้อมกับเศาะหาบะฮฺที่เหลือ

ฝ่ายพวกกุเรชยังคงยืนกรานที่จะไม่ให้ท่านนบี ศ็อลฯ เข้าเมืองมักกะฮฺอยู่เช่นเดิม ภายหลังพวกกุเรชได้ส่งสุฮัยล บิน อัมร มาเป็นคนกลางทำความตกลงกับฝ่ายของท่านนบี ศ็อลฯ สุฮัยลได้มาพบกับท่านนบี ศ็อลฯ และพูดคุยกับท่านนานพอสมควร จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงบางอย่างร่วมกันได้ ท่านนบี ศ็อลฯ จึงใช้ท่านอะลี รอฎิฯ เขียนข้อความเหล่านั้นเป็นลายลักษณ์อักษร ท่านอะลีจึงเริ่มเขียนสัญญาด้วยคำว่า “บิสมิลลา ฮิรเราะหมาน นิรเราะฮีม“ (ด้วยพระนามของอัลลอฮ พระผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ) คำนี้ปรากฏอยู่ด้านบนสุดของสัญญา

สุฮัยลฺเสนอว่าคำเริ่มต้นดังกล่าวควรใช้ตามธรรมเนียมของอาหรับในสมัยนั้น คือใช้คำว่า “บิสมิกะ อัลลอฮุมมะ“ (ด้วยพระนามของพระองค์ โอ้อัลลอฮ) ท่านนบี ศ็อลฯ ให้ความเห็นชอบในเรื่องนี้ ข้อความต่อไปมีความว่า “นี่คือสนธิสัญญาที่เห็นชอบโดยมุฮัมมัด รสูลของอัลลอฮ“ สุฮัยลฺแย้งว่า เขาไม่สามารถยอมรับคำว่า “รสูลของอัลลอฮ“ ได้ เพราะถ้ายอมรับแล้ว คงจะไม่ต้องต่อสู้กันอย่างแน่นอน เขาเสนอให้ใช้ชื่อของท่านนบี ศ็อลฯ และชื่อบิดาของท่านแทน ท่านนบี ศ็อลฯ สั่งให้ท่านอะลีแก้ไขไปตามนั้น ตามปกติแล้ว ท่านอะลีเป็นคนที่เชื่อฟังปฏิบัติตามท่านนบี ศ็อลฯ มากที่สุด จนหาใครเด่นกว่าท่านในเรื่องนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตามบรรยายกาศในตอนนั้นและความรู้สึกที่ท่านมีต่อท่านรสูล ศ็อลฯ มันทำให้ท่านอะลีกล้าขัดขืนคำสั่งของท่าน (ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ สุบหฯ ที่ต้องกล่าวอย่างนี้) ท่านอะลีร่ำร้องว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ ฉันจะไม่ยอมลบถ้อยคำนั้นออกไปอย่างเด็ดขาด“ ท่านนบีกล่าวว่า “ก็ได้ ไหนบอกฉันหน่อยสิว่ามันอยู่ตรงไหน“ อะลีชี้ให้ท่านดูว่าอยู่ตรงไหน และท่านนบี ศ็อลฯ จึงลบคำว่า “รสูลของอัลลอฮ“ ออกไปด้วยตัวของท่านเอง(1)

ตามเงื่อนไขของสัญญาระบุว่าปีนั้นมุสลิมจะต้องเดินทางกลับมะดีนะฮฺไปก่อน และให้กลับมาในปีทัดไปได้ ทั้งนี้มุสลิมจะได้รับอนุญาตให้พักแรมอยู่ในมักกะฮฺได้ แต่จะเกินกำหนดสามวันมิได้ นอกจากนี้สัญญายังประกอบด้วยมาตราอื่นอีก โดยทั้งสองฝ่ายตกลงให้มีการพักรบเป็นเวลา 10 ปี ในช่วงเวลานี้ ถ้ามีชาวกุเรชคนใดแยกตัวออกจากสมัครพรรคพวก และไปสมทบกับท่านนบี ศ็อลฯ ให้ส่งตัวผู้นั้นคืนให้กับพวกกุเรช ในทางตรงกันข้าม ถ้าเผอิญมีมุสลิมคนใดตกไปอยู่ในเงื้อมือของพวกกุเรช พวกเขามีอิสระที่จะกักตัวมุสลิมคนนั้นเอาไว้ได้ ส่วนสรุปตอนท้ายของสัญญาฉบับนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้พวกกุฟฟารได้เปรียบเป็นอย่างมาก

เผอิญในช่วงที่กำลังร่างสัญญากันอยู่นั้น อบูญันดาล บุตรของสุฮัยล บิน อัมร ซึ่งเพิ่งเข้ารับอิสลามได้หลบหนีการกุมขังและการทรมานของพวกกุเรชออกมาโดยที่ยังมีโซ่ตรวนคล้องอยู่ที่เท้าของเขา เขาเดินลากเท้าโซเซออกมาจากหุบเขา พอมาถึง เขาก็ทรุดตัวลงต่อหน้าพี่น้องมุสลิม สุฮัยฮได้โอกาสจึงพูดว่า “โอ้มุฮัมมัด! ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะแสดงให้เห็นว่า ท่านจะปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาสันติภาพที่เราทำกับท่าน ขอให้ท่านส่งตัวชายผู้นี้มาให้เรา“ ท่านนบี ศ็อลฯ พยายามขอร้องให้สุฮัยลผ่อนปรนในเรื่องนี้ แต่สุฮัยลไม่ยอมและยกเป็นเหตุที่จะระงับการทำสัญญา ท่านนบี ศ็อลฯ จึงต้องยอมตามการยืนกรานของสุฮัยล

อบูญันดาลถูกเฆี่ยนตีจนมีรอยฟกช้ำเต็มร่างกาย เขาเปิดบาดแผลให้พี่น้องมุสลิมดู และกล่าวกับพวกเขาว่า “โอ้พี่น้องร่วมศรัทธา พวกท่านต้องการที่จะให้ฉันไปได้รับความเจ็บปวดอย่างนี้อีกหรือ ฉันได้เข้ารับอิสลามแล้ว พวกท่านกำลังจะพลักไสฉันให้ตกอยู่ในเงื้อมือของพวกกุฟฟารอีกครั้งกระนั้นหรือ?“

คำพูดของอบูญันดาลกระทบโสตประสาทของพี่น้องมุสลิมอย่างจัง พี่น้องมุสลิมคนไหนจะไม่รู้สึกสะเทือนใจกับภาพที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหน้าตนเองบ้าง ท่านอุมัร รอฎิฯ เองอดกลั้นกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีกต่อไปไม่ไหวแล้ว ท่านรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงไปพบท่านนบี ศ็อลฯ และพูดกับท่านอย่างเคร่งเครียดจริงจัง ท่านบุคอรีบันทึกคำพูดของท่านอุมัรเอาไว้ดังนี้ :

“ โอ้ท่านรสูลของอัลลอฮ! ท่านมิใช่รสูลที่แท้จริงของอัลลอฮดอกหรือ? “
“ ใช่ ฉันเป็นจริงๆ “ ท่านนบี ศ็อลฯ ตอบ
“ แนวทางของเราคือสัจธรรม และแนวทางของพวกศัตรูคือความเท็จมิใช่หรือ? “
“ ถูกต้องแล้ว “ ท่านนบีตอบสั้นๆ
“ แล้วอย่างนี้ ทำไมเราต้องทนแบกรับการสบประมาทศาสนาของเรา? “
“ ฉันเป็นรสูลของอัลลอฮ และฉันไม่สามารถฝ่าฝืนพระประสงค์ของพระองค์ได้ พระองค์จะทรงทำให้ฉันได้รับชัยชนะ “ ท่านนบี ศ็อลฯ ยืนยัน
“ ท่านมิได้พูดหรือว่าเราจะไปยังอัล-กะอบะฮฺ และเดินเฏาะวาฟรอบมัน “
“ ใช่ฉันพูด แต่ฉันพูดหรือว่าเราจะทำการเยี่ยมอัล-กะอบะฮฺภายในปีนี้ “ ท่านนบี ศ็อลฯ ตอบ
“ ไม่ได้พูดครับ “ ท่านอุมัรตอบ
“ ดังนั้นเจ้าจะได้เยี่ยมอัล-กะอบะฮฺ และเดินเฏาะวาฟรอบมัน “ ท่านนบี ศ็อลฯ พูดทิ้งท้าย


จากนั้นท่านอุมัรได้ไปหาอบูบักร และพูดเรื่องเดียวกันนั้นอีก อบูบักรบอกกับเขาว่า ท่านนบีในฐานะที่เป็นรสูลของอัลลอฮที่จึงต้องทำตามพระบัญชาของอัลลอฮ ท่านอบูบักรแนะนำให้ท่านอุมัรเลิกพูดเรื่องนี้ เพราะท่านนบี ศ็อลฯ ตัดสินใจถูกต้องแล้ว(2)

ถึงแม้ถ้อยคำของท่านอุมัรข้างต้นโดยเฉพาะเนื้อหาดูจะแข็งกร้าว เคร่งเครียดและไม่เหมาะสมอยู่บ้าง แต่นี่ก็เกิดจากความรักที่ท่านมีต่ออิสลามและพี่น้องมุสลิมอย่างเปี่ยมล้น หาได้เกิดจากความต้องการที่จะถ้าทายและทำความเสื่อมเสียให้กับท่านนบี ศ็อลฯ ในฐานะของศัตรูแต่อย่างใดไม่ มันเป็นความรู้สึกที่เห็นกันได้โดยง่ายดายว่า อิสลามและมุสลิมกำลังเสียเปรียบอย่างหนัก คนที่ตรงไปตรงมาและขวานผ่าซากอย่างท่านอุมัรจึงแสดงออกไปอย่างนั้น ก็เหมือนๆ กับท่านอะลี แม้ท่านนบีจะสั่งให้ลบคำว่า “รสูลของอัลลอฮ“ ออกจากตัวสัญญาที่กำลังร่างกันอยู่ ด้วยความรัก ความเลื่อมใสและความเคารพยกย่องท่านนบี ศ็อลฯ ท่านจึงไม่ยอมลบมันออกไป ทำให้ท่านนบีต้องลงมือลบด้วยตัวของท่านเอง การให้เหตุผลและคำอธิบายอย่างนี้ช่างผิดกับคำใส่ร้ายของนักเขียนที่ขาดวิจารณญาณบางคนที่ป้ายสีว่าท่านอุมัร “ไม่ชอบการกระทำของท่านศาสดา“ และ “กระทำเลยเถิดต่อท่านศาสดา“ โดยปราศจากการประมวลสถานการณ์แวดล้อมอย่างรอบด้าน(3)

อย่างไรก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ท่านอุมัรระทมทุกข์เป็นอย่างยิ่ง และเพื่อที่จะชดเชยกับการกระทำดังกล่าว ท่านอุมัรทำการถือศีลอดสุนัต ละหมาด(เพื่อขออภัยโทษ – ผู้แปล) แจกทานและปลดปล่อยทาส(4) หนังสือหะดีษของบุคอรีกล่าวถึงเรื่องนี้เพียงเล็กน้อย แต่หนังสือของอิบน อิสหากจะมีรายละเอียดให้ไว้มากทีเดียว

กล่าวได้ว่าเหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นบทพิสูจน์ความซื่อสัตย์เที่ยงธรรมของบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ล่อแหลมเป็นอย่างยิ่ง ในด้านหนึ่ง ดูเหมือนว่าอิสลามจะเป็นที่เสื่อมเสียและมุสลิมต้องเสียเปรียบเต็มประตู อบูญันดาล บิน สุฮัยล ในสภาพมีโซ่ตรวนคล้องเท้าอยู่กำลังวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพี่น้องมุสลิม 1,400 คน ขณะที่คนทั้ง 1,400 คนนั้นกำลังเดือดดาลกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ถ้าท่านนบี ศ็อลฯ ส่งสัญญาณให้พวกเขาเพียงเล็กน้อย ข้อพิพาทนั้นคงจบลงด้วยดาบอย่างแน่นอน ในทางตรงกันข้าม การให้เกียรติต่อสนธิสัญญาถือเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมประการหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลฯ มองไปยังอบู ญันดาล และกล่าวว่า “อบูญันดาลเอ๋ย จงมีความอดทนเถิด อัลลอฮจะทรงเปิดทางให้กับเจ้า และผู้ที่ถูกกดขี่คนอื่นๆ บัดนี้ เราได้ตกลงให้มีสันติภาพเกิดขึ้นแล้ว เราจึงไม่สามารถละเมิดสัญญาได้“ อบูญันดาลจึงต้องถูกนำตัวกลับไปในสภาพล่ามโซ่เหมือนเดิม

ต่อจากนั้นท่านนบี ศ็อลฯ มีคำสั่งให้บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเชือดสัตว์พลี ณ สถานที่นั้น ท่านสั่งว่า “จงลุกไปเชือดสัตว์พลีของพวกเจ้า และจงโกนศีรษะเสีย“ แต่เพราะหัวใจที่แตกร้าว ไม่มีใครลุกขึ้นสักคนและพวกเขามิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน ตามที่บันทึกเอาไว้ในหนังสือหะดีษเศาะเฮี๊ยะฮฺ บุคอรี(5) ท่านนบี ศ็อลฯ ต้องย้ำคำสั่งของท่านถึงสามครั้ง กระนั้นไม่มีใครเคลื่อนไหว(6) จากนั้นท่านนบี ศ็อลฯ จึงกลับไปยังที่พักของท่าน และนำท่าทีของเศาะหาบะฮฺไปเล่าให้อุมมุ สะลามะฮฺ ภรรยาของท่านฟัง เพราะอุมม สะลามะฮฺเข้าใจสถานการณ์และความรู้สึกนึกคิดของบรรดาเศาะหาบะฮฺในขณะนั้นดี เธอจึงแนะนำวิธีแก้ไขปัญหาง่ายๆ ให้กับท่านนบี ศ็อลฯ เธอพูดกับท่านว่า “โอ้ท่านรสูลของอัลลอฮ! ท่านต้องการให้คำสั่งของท่านได้รับการปฏิบัติตามใช่หรือไม่ ขอเพียงท่านออกไปโดยไม่ต้องพูดกับใครสักคน จนท่านทำการเชือดสัตว์พลีของท่าน เสร็จแล้วเรียกช่างตัดผมมาโกนศีรษะของท่าน“(7) ท่านนบี ศ็อลฯ จึงออกไปโดยไม่พูดกับใครสักคน แล้วเชือดสัตว์และโกนผมของท่าน คำแนะนำของอุมมุ สะลามะฮฺได้ผล เมื่อเห็นท่านนบี ศ็อลฯ แสดงออกอย่างนั้น บรรดาเศาะหาบะฮฺจึงสำนึกขึ้นได้ว่าการปฏิบัติเช่นนั้นเป็นเรื่องเด็ดขาดแล้ว และจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พวกเขาทั้งหมดจึงเชือดสัตว์พลีและรีบโกนศีรษะให้กันและกัน อาการโกนศีรษะอย่างเร่งรีบและร้อนรนของพวกเขา ตามรายงานหะดีษบรรยายภาพเหตุการณ์ขณะนั้นด้วยถ้อยคำดังนี้ “และเริ่มโกนศีรษะให้แก่กัน และมีความเร่งรีบเป็นอย่างมากจนมีอันตรายแบบจะการฆ่ากันเอง“

หลังจากลงนามในสนธิสัญญาแล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ พำนักอยู่ที่ตำบลหุดัยบียะฮฺเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นท่านจึงได้ออกเดินทางกลับสู่นครมะดีนะฮฺ ระหว่างเดินทาง อัลลอฮ สุบหฯ ได้ทรงประทานซูเราะฮฺ อัล-ฟัตฮลงมา ท่านนบี ศ็อลฯ เรียกท่านอุมัรมา และแจ้งให้ท่านอุมัรทราบว่า วันนั้นอัลลอฮ สุบหฯ ได้ทรงประทานพระโองการลงมาให้กับท่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านรักมากกว่าสิ่งใดทั้งปวงในโลก หลังจากแจ้งเรื่องนี้แล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ ได้อ่านอะยะฮฺ(8)ต่อไปนี้ :

“แท้จริงเราได้ให้ชัยชนะแก่เจ้า ซึ่งเป็นชัยชนะอย่างชัดแจ้ง“ (อัล-ฟัตฮฺ 48:1)

สิ่งที่บรรดามุสลิมเห็นเป็นเรื่องน่าเศร้า บัดนี้อัลลอฮ สุบหฯ ได้ทรงเปลี่ยนแปลงมันให้เป็นชัยชนะ ท่านอุมัรถึงกับร่ำร้องด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างมากว่า “มันคือชัยชนะอย่างนั้นหรือ?“ และท่านนบี ศ็อลฯ ได้ตอบยืนยันว่ามันเป็นเช่นนั้น ตามที่ปรากฏเป็นบันทึกอยู่ในหนังสือเศาะเฮี๊ยะบ มุสลิม ระบุว่า ท่านอุมัรรู้สึกพึงพอใจและปลอดโปร่งโล่งใจกับคำตอบนี้เป็นอย่างยิ่ง(8) และดูเหมือนท่านนบี ศ็อลฯ จะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและความจริงใจของท่านอุมัรเป็นอย่างดี ท่านไม่ได้โกรธคึ้งกับปฏิกิริยาในตอนต้นของท่านอุมัร เพราะเหตุนี้ท่านจึงเรียกท่านอุมัรมาพบและอ่านโองการดังกล่าวได้ฟัง ซึ่งช่วยปลอบประโลมจิตใจของท่านอุมัรได้เป็นอย่างดี

ตามที่นักหะดีษระบุ ก่อนที่จะมีการทำสนธิสัญญาในครั้งนี้ มุสลิมและพวกกุฟฟารฺเคยแยกกันอยู่ แต่สนธิสัญญาที่กระทำกันขึ้น ได้ชักนำให้ทั้งมุสลิมและกุฟฟารฺมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่สนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น และการผสมผสานกันอย่างต่อเนื่องนี้ได้ส่งผลให้การเผยแพร่คำสอนและแนวความคิดอิสลามดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไม่ขาดตอน ภายในช่วงระยะเวลาสองปี มีประชาชนเข้ารับนับถือศาสนาที่กำลังโตวันโตคืนยิ่งขึ้นนี้ในจำนวนมากกว่าผู้ที่เข้ารับอิสลามในระหว่างแปดปีก่อนหน้านี้(9) นี่แหละคือเหตุจูงใจที่ทำให้ท่านนบี ศ็อลฯ ตัดสินใจทำสัญญาสันติภาพ เป็นเหตุจูงใจที่ท่านอุมัรไม่สามารถเข้าใจได้ในตอนแรก และเพราะเหตุการณ์นี้แหละ อัลลอฮ สุบหฯ จึงได้ทรงชี้ว่าสันติภาพนี้คือ “ชัยชนะ“ ดังที่ปรากฏในซูเราะฮฺ อัล-ฟัตฮ

- - - - - - - - - - - - - - - - - -
เชิงอรรถ :

1. ในหะดีษเศาะเฮี๊ยะ บุคอรีที่รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้(บาบุช ชุรูฏ ฟิลญิฮาด)ไม่ปรากฏชื่อและคำพูดของท่านอะลี รอฎิฯ แต่รายละเอียดของเรื่องนี้มีอยู่ในหนังสือของท่านบุคอรีชื่อ อัล-มะฆอซีย์ บท “อุมรอต อัล-เกาะดา“ เศาะเฮี๊ยะมุสลิม(กิตาบ อัล-ญิฮาด วัล-สิยาร ว่าด้วยสนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺ)ก็รายงานเหตุการณ์นี้ไปในทำนองเดียวกัน แต่เศาะเฮี๊ยะฮฺ มุสลิมระบุชื่อและคำพูดของท่านอะลีอย่างชัดเจน

2. เศาะเฮี๊ยะ บุคอรี, กิตาบุช ชุรูฏ ฟิลญิฮาด

3. กรุณาอ่านบทความนี้เปรียบเทียบกับหนังสือ “ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ“ โดย ดร. มุฮัมมัด อัต-ตีญานี อัส-สามาวี เรื่อง “เศาะฮฺาบะฮฺของท่านศาสดาต่อสัญญาสงบศึกหุดัยบียะฮฺ“ หน้า 91-93

4. เฏาะบารีย์, หน้า 1546

5. เศาะเฮี๊ยะ บุคอรี, กิตาบุช ชุรูฏ ฟิลญิฮาด

6. นี่คงจะตอบตีญานีให้ทราบได้ว่าทำไมพวกเขาจึง “อิดเอื้อน“ ต่อคำสั่งของท่านรสูล ศ็อลฯ และอยากจะถามตีญานี(และคนที่เชื่อตีญานี)ต่อไปว่า ท่านอะลีทำอย่างไร เพราะรายงานหะดีษบอกว่า ทีแรกไม่มีเศาะหาบะฮฺคนใดปฏิบัติตามคำสั่งของท่านนบี ศ็อลฯ ท่านอะลีอยู่ในหมู่ผู้ไม่ทำตามด้วยไม่ใช่หรือ? กรุณาดู “ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ“ หน้า 93

7. หนังสือของตีญานีไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย และยังจงใจละเลยที่จะพูดถึงเรื่องนี้ โดยเขียนสั้นๆ เพียงว่า “ข้าฯ ขอสาบานต่อองค์อัลลอฮต่อเหตุการณ์นี้ เพราะเมื่อขณะที่ท่านสั่งนั้น ไม่มีผู้ใดปฏิบัติตามเลย จนกระทั่งท่านศาสดาต้องสั่งซ้ำถึงสามครั้ง เมื่อไม่มีผู้ใดปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน ท่านจึงไปยังที่พัก และออกจากที่พักนั่นโดยไม่พูดจากับใครเลย ท่านได้เชือดอูฐหนุ่มตัวหนึ่งด้วยมือของท่านเอง แล้วให้ช่างตัดผมโกนศีรษะของท่าน เมื่อบรรดาเศาะฮฺาบะฮฺเห็นเช่นนั้น ก็ได้ไปเชือดสัตว์ และโกนศีรษะของกันและกัน จนกระทั่งแทบฆ่ากันตาย“ (ฉบับแปลภาษาไทย หน้า 92) ทำไมติญานีละเลยเรื่องที่ท่านนบี ศ็อลฯปรึกษากับท่านหญิงอุมมุ สะลามะฮฺ เสียเล่าครับ ดูเหมือนจะพยายามบิดเบือนให้เห็นว่าท่านนบี ศ็อลฯ โกรธบรรดาเศาะหาบะฮฺอย่างมาก จนถึงกับ “ไปยังที่พักและออกจากที่พักนั่นโดยไม่พูดจากับใครเลย …“ ส่วนเศาะหาบะฮฺเองก็หยาบกระด้าง โกนศีรษะให้กัน “กันจนกระทั่งแทบฆ่ากันตาย“

8. เศาะเฮี๊ยะฮฺ มุสลิม, กิตาบ อัล-ญิฮาด วัล-สิยาร ว่าด้วยสนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺ

9. เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺ ปรากฏเป็นรายละเอียดอยู่ในเศาะเฮี๊ยะ บุคอรีมากมาย ไม่ใช่ในกิตาบฆอซวัต ซึ่งน่าจะอยู่ตรงนี้มากกว่า แต่กลับไปปรากฏอยู่ในกิตาบชื่อ “อัช-ชุรูฏ“ หรือเงื่อนไข เพราะเหตุนี้กระมัง มันจึงพ้นหูพ้นตานักประวัติศาสตร์หลายๆ ท่านไป ส่วนในกิตาบ ฆอสวัต มีกล่าวเอาไว้น้อยมาก เราได้นำมารวมไว้ ณ ที่นี้แล้ว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถหาอ่านได้ในเศาะเฮี๊ยะ มุสลิม และหนังสือของอิบน ฮิชาม

10. ฟัฏหุล บารีย์, เล่ม 7, หน้า 340 (ฉบับพิมพ์ในอียิปต์)

Source :

1. Omar The Great (The Second Caliph of Islam) by Shams-ul-Ulama Allama Shibli Numani, printed by SH.Muhammad Ashraf, 1975, Vol 1, pp 65-70

2. Sirat-un-Nabi (The Life of The Prophet) by Allama Shibli Numani, printed by Idarah-I Adabiyat-I Delli, 1983, Vol 2, pp 132-145

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา