เมนูของเรา

ภาวะผู้นำ : บทสรุปการศึกษาปัญหาเคาะลีฟะฮ์ภายหลังท่านรสูล ศ็อลฯ

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 27/5/2007 20:48:33 (4223 ครั้งที่อ่าน)
ภาวะผู้นำ

ท่านจะสรุปประเด็นความขัดแย้งเรื่องเคาะลีฟะฮ์นี้อย่างไร และท่านจะเชื่ออย่างไร เคาะลีฟะฮ์ถูกแต่งตั้งจากท่านรสูล ศ็อลฯ หรือเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการปรึกษาหารือและประชามติร่วมของอุมมะฮ์ในยุคสมัยต่าง ๆ ท่านจะสนับสนุนแนวทางไหน ความขัดแย้งในเรื่องนี้ควรจะปล่อยให้จบลงในมุมหนึ่งของอดีต หรือควรจะยกขึ้นมาห้ำหั่นกันต่อไป

เอาอย่างไรดี…..

ภายหลังการจากไปของท่านรสูล ศ็อลฯ ประเด็นปัญหาเคาะลีฟะฮ์ได้กลายเป็นเหตุแห่งการโต้เถียงในระหว่างมุสลิมด้วยกันเอง จนนำไปสู่ความแตกต่างทางนิกายที่เป็นผลร้ายต่อความเป็นปึกแผ่นของอุมมะฮ์อิสลาม เกิดมีสำนักความคิดที่ยึดถือว่าท่านอะลี รอฎิฯ แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิเป็นผู้นำสืบต่อจากท่านรสูล ศ็อลฯ ส่วนเคาะลีฟะฮ์ทั้งสามท่านได้แก่ ท่านอบูบักร อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ เป็นผู้แย่งชิง อีกสำนักความคิดหนึ่งซึ่งได้แก่ อะห์ลิสสุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ อันเป็นชนกลุ่มใหญ่ไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว ต่อไปนี้ขอให้เรามาพิจารณาแง่มุมสำคัญ ๆ บางแง่มุมของประเด็นปัญหานี้ร่วมกัน

ข้อพิจารณาพื้นฐานประการแรกนั้นก็คือว่า ความจริงแล้วท่านอะลี รอฎิฯ มีสิทธิใดที่จะเป็นผู้นำสืบต่อจากท่านรสูล ศ็อลฯ หรือไม่ ก่อนที่จะตอบเรื่องนี้ ขอให้เราย้อนไปเมื่อครั้งที่ท่านอบูบักร รอฎิฯ ได้รับการมอบหมายจากท่านรสูล ศ็อลฯ ให้เป็น “อะมีรุลฮัจญ์” (ผู้นำผู้ประกอบพิธีฮัจญ์) และในเวลาต่อมาก็มีอายะฮ์อัล-กุรอานของซูเราะฮ์ (บท) “บะรออะฮ์” ถูกประทานลงมาในเดือนเซาวาล ฮ.ศ. 9 ท่านรสูลมอบหมายให้ท่านอะลี รอฎิฯ เดินทางไปประกาศ ณ เมืองมักกะฮ์ต่อหน้าประชาชนที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในครั้งนั้น ท่านอบูบักรยังคงทำหน้าที่เป็นอะมีรุลฮัจญ์ต่อไป และเป็นประธานในทุกพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับฮัจญ์ในครั้งนั้น ส่วนอายะฮ์อัล-กุรอานดังกล่าว ท่านอะลีซึ่งตามมาทีหลังเป็นผู้ทำหน้าที่ประกาศให้ประชาชนทราบ ต่อมาท่านรสูล ศ็อลฯ ได้ชี้แจงให้เข้าใจว่า “โองการจากพระเจ้า” นั้น ท่านจะต้องประกาศด้วยตนเองหรือให้สมาชิกในครอบครัวของท่านทำแทน เรื่องนี้ทำให้เราสรุปได้ว่า ขณะที่โองการจากพระเจ้าจะได้รับการถ่ายทอดหรือประกาศออกไปโดยสมาชิกในครอบครัวของท่านรสูล ศ็อลฯ เท่านั้น กิจการงานอื่น ๆ ย่อมจะให้บุคคลอื่นเข้ามาจัดการได้เช่นกรณีที่ท่านอบูบักรเป็นอะมีรุลฮัจญ์ในปีดังกล่า

เนื่องจากว่าท่านนบีมุฮำมัด ศ็อลฯ เป็นนบีและรสูลท่านสุดท้าย หลังจากท่านจะไม่มีนบีและรสูลมาอีก เพราะฉะนั้นหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการประกาศโองการจากพระเจ้าจึงยุติเพียงเท่านั้น ในเมื่อการประกาศโองการของพระเจ้า หรือหน้าที่ของการเป็นนบีที่ต้องรับวะห์ยู (โองการที่เปิดเผยโดยพระเจ้า) และถ่ายทอดวะห์ยูของพระเจ้าออกไปสู่สาธารณะได้มายุติลงพร้อมกับการสิ้นชีวิตของท่านรสูล ศ็อลฯ เพราะฉะนั้น การที่จะอ้างว่าท่านอะลี รอฎิฯ มีสิทธิเหนือกว่าบุคคลอื่น ๆ เช่นหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมายประกาศอายะฮ์ของซูเราะฮ์บะรออะฮ์ในฐานะที่เป็นสมาชิกในครัวเรือนของท่านรสูลจึงขาดเหตุผลสนับสนุน เนื่องจากหน้าที่ที่เหลืออยู่ในอุมมะฮ์อิสลาม แม้แต่การนำคนไปทำฮัจญ์ หรือกรณีอื่น ๆ ที่เป็นการนำเอาอิสลามไปปฏิบัติใช้ บุคคลอื่น ๆ ก็มีสิทธิที่จะ “นำ” หรือ “ทำ” ได้ ไม่จำกัดเฉพาะคนในครอบครัวของท่านรสูล ศ็อลฯ เท่านั้น

ประเด็นที่เราจะพิจารณาต่อไปก็คือ ท่านรสูล ศ็อลฯ มีเจตนารมณ์ที่จะตั้งผู้นำสืบต่อจากท่านหรือไม่ สิ่งที่ท่านรสูลกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งรายละเอียดที่เล็กน้อยที่สุดยังมีการเก็บเป็นบันทึกไว้โดยครบถ้วน ไม่ปรากฏว่ามีบันทึกเกี่ยวกับคำสั่งเสียหรือพินัยกรรมของท่านรสูล ศ็อลฯ ให้พบเห็น และด้วยเหตุนี้ ความจริงจึงมีอยู่ว่าท่านรสูล ศ็อลฯ ไม่ได้สั่งเสียเกี่ยวกับเรื่อง เคาะลีฟะฮ์เอาไว้ มีการอ้างกันว่าก่อนที่ท่านรสูล ศ็อลฯ จะวะฟาตนั้น ท่านแสดงความต้องการที่จะบันทึกคำสั่งเสียของท่านไว้ แต่แล้วท่านอุมัรได้ทำการขัดขวางความพยายามดังกล่าวโดยการประกาศว่าอัล-กุรอานนั้นเพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา ท่านหญิงอาอิชะฮ์ รอฎิฯ ปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้ พร้อมกับให้การยืนยันว่าท่านรสูล ศ็อลฯ ไม่ได้แสดงเจตนาใด ๆ ที่จะบันทึกคำสั่งเสียของท่านเลย

ถ้าเรากลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ตอนนั้น เราจะพบว่า ในระหว่างที่ท่านรสูล ศ็อลฯ ล้มป่วยนั้น ท่านไปยังมัสญิดสองครั้งด้วยกัน ท่านยังได้เทศนาต่อประชาชนในระหว่างสองวาระนั้นด้วย ในโอกาสหนึ่งท่านรสูล ศ็อลฯ ได้ตำหนิประชาชนด้วยเหตุที่พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมอยู่ภายใต้การนำทัพของอุสามะฮ์ บิน ซัยด์ ตามคำสั่งของท่านรสูลให้เคลื่อนทัพไปตีซีเรีย ถ้าท่านรสูล ศ็อลฯในอาการที่ยังป่วยอยู่สามารถสนับสนุนการเป็นผู้นำทัพ และการบังคับบัญชาของอุสามะฮ์ บิน ซัยด์ได้แล้ว ท่านย่อมสามารถที่จะสนับสนุนการสืบทอดตำแหน่งผู้นำของท่านอะลี รอฎิฯ ได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากท่านมีความปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น ใครเล่าจะขัดขวางท่านได้

เกี่ยวกับเรื่องพินัยกรรมหรือคำสั่งเสียนี้ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ควรจะพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ การที่ไม่มีการบันทึกคำสั่งเสียไว้นี้เกิดจากการละเลยหรือเกิดจากการจงใจ ข้อเท็จจริงก็คือ ท่านรสูล ศ็อลฯ ไม่ได้อำลาโลกนี้ไปอย่างปัจจุบันทันด่วน ท่านมีเวลาเหลือเฟือสำหรับการทำกิจการต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นก่อนความตายจะมาเยือนท่าน แม้แต่ในฮัจญ์อำลาสามเดือนก่อน การวะฟาตของท่าน ท่านล่วงรู้แล้วว่าวาระสุดท้ายของท่านใกล้เข้ามาแล้ว อัลลอฮ์ ศุบหฯ ได้ทรงส่งท่านมาเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ถ้าหากว่าการแต่งตั้งและการประกาศตัวผู้สืบทอดการนำ (เคาะลีฟะฮ์) เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่การเป็นนบีตามที่ได้รับมอบหมายมาด้วยแล้ว ท่านก็จะต้องประกาศตั้งผู้สืบทอดคนหนึ่งเพื่อทำให้ภารกิจหรือหน้าที่ของท่านสมบูรณ์ ในเมื่อท่านไม่ได้ประกาศตั้งผู้นำสืบต่อจากท่าน และภารกิจของท่านได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว นั่นย่อมหมายความว่า การประกาศตั้งเคาะลีฟะฮ์จึงมิใช่ส่วนหนึ่งของหน้าที่การเป็นนบีของท่าน ภายหลังจากท่าน ใครก็ตามที่เป็นผู้นำสืบต่อจากท่าน บุคคลนั้นย่อมเป็นเพียงผู้ปกครองชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น และสิทธิในการเลือกผู้ปกครองจึงตกอยู่กับประชาชนนั่นเอง สรุปได้ว่า ท่านรสูล ศ็อลฯ ไม่ได้ประกาศตั้งผู้นำสืบต่อจากท่านโดยจงใจหรือโดยเจตนาทำเช่นนั้น เท่ากับว่าท่านมีเจตนาที่จะให้ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้นำของเขาด้วยตัวของเขาเอง

พระองค์อัลลอฮ์ ศุบหฯ ได้ตรัสด้วยพระองค์เองว่า พระองค์ทรงเลือกอิสลามให้เป็น “ดีน” หรือระบอบการดำเนินชีวิตสำหรับประชาชน และมุสลิมเป็นประชาชาติที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่า เกี่ยวกับเรื่องผู้นำสืบต่อจากท่านรสูล (เคาะลีฟะฮ์) นี้เป็นการละเลยของท่านรสูลเอง หรือเกิดจากความไม่สนพระทัยของพระองค์อัลลอฮ์ (ขอพระองค์ทรงอภัยให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด)

พวกเรามีความเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่บังเกิดขึ้นนั้นเป็นไปโดยการอนุมัติของพระองค์อัลลอฮ์ ศุบหฯ และเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างสมัยของเคาะลีฟะฮ์ อบูบักรและอุมัร รอฎิฯ ชัยชนะอันกว้างขวางที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านทั้งสอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสประวัติศาสตร์ จะกล่าวไปแล้วการที่ชาวอาหรับทะเลทรายสามารถมีอำนาจเหนืออาณาจักรอันยิ่งใหญ่ เช่น อาณาจักรเปอร์เชียทางตะวันออกและอาณาจักรไบเซนไตน์ทางตะวันตกนั้นเป็นสิ่งอัศจรรย์ประการหนึ่ง ชัยชนะที่ได้รับนี้ไม่อาจจะเป็นไปได้ ถ้าหากว่าอัลลอฮ์ ศุบหฯ ไม่ทรงประทานพรให้กับระบอบการปกครองที่สถาปนาขึ้นภายหลังการจากไปของท่านรสูล ศ็อลฯ ในเมื่อพระองค์อัลลอฮ์ยังทรงประทานพระกรุณาให้กับท่านเคาะลีฟะฮ์เหล่านี้แล้ว เรายังจะอาจหาญกล่าวหาว่าท่านอบูบักร อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ เป็นผู้แย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ของท่านอะลี รอฎิฯ ได้อย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งหน้าที่นั้น มีรายงานหะดีษที่พูดถึงเรื่องนี้มากมาย ท่านรสูล ศ็อลฯ เคยย้ำอย่างหนักแน่นว่า บุคคลใดก็ตามที่พยายามไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง บุคคลนั้นย่อมไม่คู่ควรแก่หน้าที่นั้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นการยากที่จะเชื่อว่าท่านอะลี รอฎิฯ มีความต้องการในตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ไม่ว่าจะในโอกาสใด ทั้งนี้ก็เพราะมีบางตอน่ในหนังสือ “นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์” บันทึกเอาไว้ว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ไม่มีความปรารถนาในตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์เหมือนอย่างที่ชนบางกลุ่มยัดเยียดความคิดนี้ให้กับท่าน จากบันทึกเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน อาจสรุปตามเนื้อหาได้เพียงว่า ท่านอะลียึดถือว่าตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์นั้นท่านเองก็ “มีสิทธิ” ด้วย มีข้อความบางตอนในบันทึกดังกล่าวที่สะท้อนให้เห็นว่า ท่านอะลีรู้สึกขมขื่นกับการตั้งท่านอบูบักร อุมัรและอุษมาน เป็นเคาะลีฟะฮ์ อาทิ มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า ท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวว่า “บุตรของอบู กุฮาฟะฮ์ (อบูบักร) ขึ้นสวมตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ ถึงแม้เขาจะรู้ว่าฉันมีความสำคัญสำหรับการเป็นเคาะลีฟะฮ์ เหมือนดังที่ด้ามไม้มีความสำคัญสำหรับการหมุนหินโม่” อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังมีข้อน่าสงสัยอยู่ นั่นก็คือว่าท่านอะลี รอฎิฯ ถือว่าการเป็นเคาะลีฟะฮ์นั้นเป็น “กรรมสิทธิ์” ของท่าน หรือเป็นเพราะท่านถือว่าตัวท่านเองมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็นเคาะลีฟะฮ์มากกว่าคนอื่น ๆ ถ้าหากท่าน รสูล ศ็อลฯ ได้แต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็นผู้นำสืบต่อจากท่านแล้ว ท่านอะลีย่อมได้เป็นเคาะลีฟะฮ์โดยอัตโนมัติอยู่ดี ปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยประชาชนจะไม่บังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในเมื่อท่านรสูล ศ็อลฯ ไม่ได้แต่งตั้งบุคคลใดไว้ ประชาชน จึงจำเป็นต้องเลือกเคาะลีฟะฮ์ขึ้นมา เมื่อการเลือกขึ้นอยู่กับประชาชน ประชาชนเองนั่นแหละที่จะทำการเลือกบุคคลที่พวกเขาเห็นว่ามีความเหมะสม และด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดสามารถอวดอ้างได้ว่าตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของการเลือกตั้ง โดยที่คนอื่นไม่มีสิทธิในเรื่องนี้ จากหลักฐานต่าง ๆ ที่เรากล่าวมาแล้ว ฐานะของท่านอะลีกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์มิได้เกิดขึ้นเพราะการแต่งตั้งหรือการมอบหมายจากท่านรสูล ศ็อลฯ โดยตรง แล้วจะเอาอะไรมาเป็นข้อสนับสนุนให้ถือว่า ท่านอะลี รอฎิฯ มีสิทธิเป็นเคาะลีฟะฮ์แต่เพียงผู้เดียว และถ้าหากว่าบุคคลอื่นได้รับการเลือกตั้งให้เป็นเคาะลีฟะฮ์แล้ว จะกล่าวได้หรือว่าสิทธิของท่านถูกแย่งชิงเอาไป อะไรคือข้อสนับสนุนดังกล่าว ในเมื่อผู้ที่กระทำและตัดสินคือประชาชนส่วนใหญ่ที่มีความเห็นพ้องต้องกัน

ถึงแม้จะมีรายงานบางกระแสระบุว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ไม่ได้บัยอะฮ์ให้กับท่านอบูบักรในทันทีทันใด อย่างไรก็ตาม ความจริงมีอยู่ว่า ท่านได้บัยอะฮ์ต่อท่านเคาะลีฟะฮ์หลังจากที่ท่านอบูบักรดำรงตำแหน่งระยะหนึ่งอย่างแน่นอน ปรากฏว่าในคำไว้อาลัยที่ท่านอะลีแสดง ณ พิธีฝังศพของท่านอบูบักร ท่านได้กล่าวถึงท่านอบูบักรในฐานะที่เป็นผู้ทรงคุณความดีและเป็นเคาะลีฟะฮ์ด้วยถ้อยคำที่เร่าร้อน เมื่อท่านอบูบักร รอฎิฯ เสนอชื่อท่านอุมัร รอฎิฯ ขึ้นเป็นผู้นำสืบต่อจากท่าน ท่านอะลี (ในนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์) รู้สึกไม่สบายใจต่อการเสนอชื่อในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ท่านอะลีได้ให้บัยอะฮ์ต่อท่านอุมัรด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ท่านยังยกบุตรสาวคนหนึ่งของท่าน (ที่เกิดจากท่านหญิงฟาติมะฮ์ รอฎิฯ) ชื่ออุมมุกัลโซมให้แต่งงานกับท่านอุมัร ซึ่งภายหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างท่านอะลีกับท่านอุมัรก็เป็นไปอย่างอบอุ่นและสนิทสนม ครั้นเมื่อท่านอุษมานได้รับการเลือกเป็นเคาะลีฟะฮ์ ท่านอะลีได้บัยอะฮ์ให้กับท่านอุษมาน เหมือนที่ทำกับเคาะลีฟะฮ์สองท่านแรก เมื่อท่านอะลี รอฎิฯ ได้ทำการบัยอะฮ์ต่อเคาะลีฟะฮ์ที่มาก่อนหน้าท่าน ย่อมเป็นเครื่องแสดงว่าท่านยอมรับการเป็นเคาะลีฟะฮ์ของพวกเขา และได้สละสิทธิในการเป็นเคาะลีฟะฮ์ของตนเอง ถึงแม้ว่าท่านจะมีข้ออ้างเกี่ยวกับ “สิทธิ” ของท่านก็ตาม ในเมื่อท่านอะลียังยอมรับเคาะลีฟะฮ์เหล่านี้ด้วยตัวของท่านเองแล้ว การที่ใครสักคนจะมาพูดว่าเคาะลีฟะฮ์เหล่านั้นเป็นผู้แย่งชิงตำแหน่งจึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

ในการศึกษาประเด็นปัญหาเคาะลีฟะฮ์ เราจำเป็นจะต้องพิจารณาธรรมชาติของประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันเสียก่อน นั่นก็คือการพิจารณาว่าการเลือกเคาะลีฟะฮ์เป็นเรื่องทางศาสนา (เรื่องการอิบาดะฮ์) หรือเรื่องการเมืองบทบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิบาดะฮ์นั้นมีบรรจุอยู่ใน อัล-กุรอานและสุนนะฮ์ของท่านรสูล ศ็อลฯ สำหรับประเด็นการเลือกเคาะลีฟะฮ์นั้นไม่กล่าวไว้ในอัล –กุรอานและสุนนะฮ์ ในคัมภีร์อัล-กุรอาน คำว่า “เคาะลีฟะฮ์” ถูกใช้ในความหมายของมนุษย์โดยทั่วไป เมื่อมีการเรียกขานมนุษย์ว่าเป็นเคาะลีฟะฮ์ของอัลลอฮ์ หรือเป็นผู้แทนของอัลลอฮ์ ศุบหฯ บนโลก ส่วนเคาะลีฟะฮ์ที่เป็นประมุขของรัฐนั้นเป็นผู้นำหน้าที่ทางการเมืองเท่านั้น ปัญหาทางการเมืองเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องจำกัดให้อยู่ภายในกรอบของสภาพแวดล้อมซึ่งปัญหานั้น ๆ บังเกิดขึ้น นอกจากนี้ปัญหาทางการเมืองยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะสงวนเอาไว้ให้ดำรงอยู่ตลอดไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาได้เลย ในอิสลาม รัฐและมัสญิดไม่ได้แยกออกจากกัน นี่ย่อมหมายความว่าในรัฐอิสลามนั้น กิจการทางการเมืองจะต้องจัดการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติต่าง ๆ ของอิสลาม อย่างไรก็ตามประเด็นทางการเมืองก็ยังคงเป็นประเด็นทางการเมือง ประเด็นทางการเมืองทุกอย่างจะกลายมาเป็นประเด็นปัญหาทางศาสนาไม่ได้ ประเด็นปัญหาทางศาสนาจะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของอัล-กุรอานและสุนนะฮ์โดยตรง อัล-กุรอานและสุนนะฮ์เพียงกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองไว้เป็นหลักการกว้าง ๆ ไม่เฉพาะเจาะจงและจำกัดเหมือนเรื่องศาสนาและการอิบาดะฮ์ต่อพระองค์อัลลอฮ์ ศุบหฯ การเลือกตั้งผู้ทำหน้าที่ทางการเมืองเป็นสิ่งที่ดำเนินการภายในช่วงเวลาอันจำกัด และเมื่อช่วงเวลานั้นล่วงเลยไปแล้ว ความขัดแย้งทั้งหลายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้นก็ยุติตามไปด้วย ถึงแม้จะมีการยอมรับกันว่าท่านอะลี รอฎิฯ จะต้องเป็นผู้นำสืบต่อจากท่านรสูล ศ็อลฯ เพราะท่านมีสิทธิเหนือคนอื่น ๆ ก็ตาม การโต้เถียงและความขัดแย้งก็ควรจะยุติไปพร้อมกับการสิ้นสุดสมัยปกครองของท่านเคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมทั้งสี่ (ซึ่งได้แก่ท่านอบูบักร อุมัร อุษมานและอะลี รอฎิฯ)

การปล่อยให้ประเด็นปัญหาทางการเมืองนี้ยังคงยืดเยื้อต่อไปเรื่อย ๆ และนำเอาเรื่องนี้มาเป็นสาเหตุแบ่งแยกจนแตกออกเป็นพรรคเป็นพวกอย่างที่เป็นอยู่ ย่อมเป็นการกระทำที่สวนทางกับจิตวิญญาณของอิสลามอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าท่านอะลีจะไม่ได้ขึ้นเป็น เคาะลีฟะฮ์ในระยะแรก แต่ท่านก็ได้เป็นเคาะลีฟะฮ์ในที่สุด เมื่อเส้นทางสู่การเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านและของเคาะลีฟะฮ์สามท่านแรกมาจากพื้นฐานเดียวกัน ความขัดแย้งและการโต้เถียงเกี่ยวกับความถูกต้องชอบธรรม หรือที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเคาะลีฟะฮ์ทั้งสามก็ควรจะยุติลงได้แล้ว จะยืดเยื้อเรื่องนี้ต่อไปอีกทำไม

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา