เมนูของเรา

ภาวะผู้นำ : การอ้างสิทธิเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านอะลี รอฎิฯ ในนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์

ส่งมาโดย mudafia เมื่อ 27/5/2007 20:46:17 (3078 ครั้งที่อ่าน)
ภาวะผู้นำ

เพราะมีการกล่าวอ้างกันหนักหนาว่า ท่านอะลีเคยยืนยันและทวงสิทธิการเป็นเคาะลีฟะฮ์จกาท่านอบูบักร อุมัร และอุษมาน รอฎิฯ เราจึงอยากรู้ว่าตัวท่านอะลีเองกระทำและคิดเห็นอย่างไรกันแน่ ในความเป็นจริงหนังสือนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์เปิดเผยอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้

ท่านอยากทราบไหมว่าจริง ๆ แล้ว “สิทธิ” ดังกล่าวเป็นอย่างไรกันแน่

ในหนังสือนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์มีหลายตอนที่ปรากฎรายงานว่า ท่านอะลี รอฎิฯ พูดถึงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮ์ว่าเป็นสิทธิของท่าน และท่านได้อ้างสิทธิดังกล่าวต่อบุคคลต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อศึกษารายงานเหล่านี้อย่างละเอียดแล้ว เราจะพบว่าท่านอะลี รอฎิฯ ไม่เคยอ้างว่าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเคาะลีฟะฮ์จากอัลลอฮ์และรสูลเลย นอกจากนี้ท่านยังไม่เคยกล่าวว่า เคาะลีฟะฮ์อบูบักร, อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ ทั้งหมดนี้ได้ปล้นสิทธิของท่านไป ในส่วนที่พูดถึงสิทธิต่าง ๆ นั้น มีหลายตอนท่านพาดพิงถึงสถานภาพทางครอบครัว และความสัมพันธ์กับท่านรสูล ศ็อลฯ ส่วนหนึ่งของรายงานดังกล่าวได้แก่ :

หลังการจากไปของท่านรสูล ศ็อลฯ มีบางคนมารายงานให้ท่านอะลี รอฎิฯ ทราบเกี่ยวกับการประชุมที่สะกีฟะฮ์ ท่านอะลีสอบถามว่าชาวอันศอรเรียกร้องอะไร ท่านได้รับคำตอบว่า ชาวอันศอรเรียกร้องให้มีการเลือกอะมีรคนหนึ่งจากพวกอันศอร และอะมีรคนหนึ่งจากพวกมุฮาญิรีน ท่านอะลีกล่าวว่า “ทำไม่ท่านไม่โต้เถียงว่า ท่านนบี ศ็อลฯ เคยสั่งเสียเอาไว้ว่า เมื่อท่านจากไปแล้ว ชาวอันศอรจะต้องได้รับการปฏิบัติด้วยดี และถ้าพวกเขาพลาดพลั้งทำผิด (ไปบ้าง) ก็ควรจะให้อภัย” คนที่มารายงานให้ท่านทราบสอบถามว่า “ที่กล่าวมานั้นจะถือว่าเคาะลีฟะฮ์จะเลือกมาชาวอันศอรไม่ได้อย่างไร” ท่านอะลีเฉลยความว่า “ถ้าตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ มีไว้สำหรับพวกเขา คำสั่งเสีย (ของท่านนบี ศ็อลฯ) ที่ให้ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยดีก็ไม่ควรจะมีอยู่” ต่อจากนั้นท่านอะลีถามว่า “แล้วชาวกุเรชใช้อะไรเป็นข้อสนับสนุน” กลุ่มคนที่มารายงานกล่าวตอบว่า “พวกเขาโต้แย้งว่า พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ (เชื้อสาย) ของท่านนบี ศ็อลฯ” เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านอะลีจึงกล่าวว่า “ช่างน่าเสียดายที่พวกเขาสืบเสาะหาแต่ต้นไม้ (เชื้อสายหรือพงศ์พันธุ์) แต่กลับมองข้ามผล (ลูกหลาน) ของมันไป” (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์คำสอนที่ 65)

คำพูดข้างต้นของท่านอะลี รอฎิฯ แสดงอย่างชัดเจนว่าท่านกำลังพูดถึงตัวท่านเอง ในฐานะที่เป็นผลิตผลของครอบครัวของท่านรสูล ศ็อลฯ ซึ่งชาวอันศอรและมุฮาญิรีนในสมัยนั้นไม่น่าจะมองข้ามคุณสมบัติข้อนี้ของท่าน โปรดอย่าลืมว่าท่านใช้คำว่า “ช่างน่าเสียดาย” โดยที่ ท่านไม่ได้บอกเลยว่าการมองอย่างนั้นมันผิดต่อบทบัญญัติ หรือคำสั่งข้อใดข้อหนึ่งของท่านรสูล ศ็อลฯ ข้อความดูจะมีความหมายไปในทำนองว่า “เป็นการดีกว่าถ้าพวกเขาจะหันมาพิจารณาผลของต้นไม้”

เมื่อท่านอะลี รอฎิฯ ทราบว่าท่านอบูบักร รอฎิฯ ได้ขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์แล้ว ท่านแสดงความคิดเห็นว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ บุตรของอบู กุฮาฟะฮ์(อบูบักร)สถาปนาตัวเองขึ้นครองมัน (ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์) และเขารู้อย่างแน่นอนว่า ตำแหน่งของฉันที่เกี่ยวพันกับมัน (การเป็นเคาะลีฟะฮ์) นั้นก็เหมือนกับตำแหน่งของแกนที่เกี่ยวพันกับหินโม่ (ความรู้ของฉันเปรียบเสมือน) น้ำท่วมเจิ่งที่ไหลบ่าออกไปจากฉัน แม้แต่นกยังไม่สามารถบินขึ้นมายังฉันได้ (คือมีความรู้อันสูงส่ง) ฉันปิดม่านขึ้นขวางกั้นจากตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ และเก็บตัวเองไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับมัน จากนั้นฉันจึงเริ่มใคร่ครวญว่าฉันควรจะโจมตี หรือควรจะอดทนกับความมืดบอดของความยากแค้นโดยสงบ ในขณะที่คนสูงอายุกะปลกกะเปลี้ยลง คนเยาวัยมีอายุมากขึ้น และผู้ศรัทธาที่แท้จริงกระทำ (สิ่งต่าง ๆ) ภายใต้ความตึงเครียดจนกระทั่งเขาพบกับอัลลอฮ์(เมื่อเขาตายจากไป) ฉันพบว่าความอดทนในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่รอบคอบมากกว่า ดังนั้น ฉันจึงใช้ความอดทน (เข้าข่ม) ถึงแม้ว่าดวงตานจะคันเคืองและลำคอจะหายใจไม่ค่อยออกก็ตาม” (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ คำสอนที่ 3)

อย่างไรก็ตาม รายงานเรื่องนี้ยังมีสำนวนอื่นที่แตกต่างออกไป อาทิรายงานที่ระบุว่า ท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวเกี่ยวกับการเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านอบูบักรว่า “บุตรของอบู กุฮาฟะฮ์ขึ้นสวมตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ ที่จริงเขารู้ว่าฉันมีความสำคัญสำหรับการเป็นเคาะลีฟะฮ์ เหมือนดังที่ด้ามไม้มีความสำคัญสำหรับการหมุนโม่หิน ฉันมีความสำคัญล้ำเลิศกว่าคนอื่น ๆ ในด้านความรู้ทางศาสนา ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์จะต้องได้แก่ฉันเป็นธรรมดาอยู่เอง ฉันรู้สึกสับสนเกี่ยวกับการไม่นำพาสิทธิของฉันนี้ ฉันจึงเริ่มคิดว่าฉันควรจะยืนยันสิทธิของฉันหรือไม่ หรือฉันควรจะอดทนและอดกลั้นมากกว่า หลังจากไตร่ตรองอย่างดีแล้ว ฉันจึงตัดสินใจที่จะใช้วิธีหลัง”

ท่านอะลี รอฎิฯ เปรียบเทียบสิทธิที่จะเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านว่าเหมือนกับ “แกนของหินโม่กับตัวหินโม่” เอง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อความข้างต้นไม่ได้ส่อไปในทำนองว่าความเกี่ยวพันของท่านกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์นั้นเกิดมาจากการมอบหมายของอัลลอฮ์ ศุบหฯ และท่านรสูล ศ็อลฯ แต่ประการใด เป็นไปได้ที่ความใกล้ชิดทางสายเลือดกับท่านรสูล ศ็อลฯ และความรู้ทางศาสนาของท่านจะทำให้ท่านมีความรู้สึกว่าตนเองน่าจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกว่าคนอื่น ๆ มาก

ครั้งหนึ่งในขณะที่สงครามซิฟฟินระหว่างท่านอะลี รอฎิฯ กับมุอาวิยะฮ์ บิน อะบีซุฟยาน ใกล้จะระเบิดขึ้นเพราะการแข็งข้อและการไม่ยอมรับในตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ของท่านอะลีโดยฝ่าย มุอาวิยะฮ์ มุอาวิยะฮ์ปฏิเสธความชอบธรรมในการเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านอะลี และไม่ยอมบัยอะฮ์ให้กับท่าน พรรคพวกของท่านอะลี รอฎิฯ คนหนึ่งได้ถามท่านว่า คนเหล่านั้นกีดกันไม่ให้ท่านเป็นเคาะลีฟะฮ์ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ท่านมีความเหมาะสมที่สุด ท่านอะลีตอบว่า “โอ้พี่น้องของบนี อะซัด สายรัดของท่านเกิดหลวมขึ้นมา และท่านได้นำมันไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม ท่านพอใจกับความสัมพันธ์อันเกิดขึ้นจากการแต่งงาน ท่านยังพอใจที่จะสอบถามเมื่อท่านถามมาแล้ว ดังนั้น จงฟังความยากลำบากที่เกิดขึ้นกับเราในเรื่อง (เคาะลีฟะฮ์) นี้ได้เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่เราเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในแง่ของสายโลหิต และความสัมพันธ์อันสนิทแนบที่สุดต่อท่านนบี ศ็อลฯ…..” นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ท่านอะลี รอฎิฯ อ้างชาติตระกูลอันสูงส่งของท่านรวมกับความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับท่านรสูล ศ็อลฯ

มีรายงานว่าท่านอะลี รอฎิฯ เคยกล่าวว่า “มีบางคนกล่าวกับฉันว่าฉันกระหายอยากได้ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์” ในตอนนั้น ฉันได้ตอบเขาว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ทั้ง ๆ ที่ท่านห่างไกลมากกว่า แต่ท่านกลับมีความละโมภเสียยิ่งกว่า ขณะที่ฉันมีความเหมาะสมมากกว่าและอยู่ใกล้ชิดกว่า ฉันได้เรียกร้องมันในฐานะที่เป็นสิทธิของฉัน ขณะที่ท่านได้เข้ามาแทรกระหว่างฉันกับมัน (ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์) และท่านกำลังทำให้ฉันหันหน้าไปจากมัน เมื่อฉันกระแทกหูของเขาด้วยข้อโต้แย้ง ต่าง ๆ ต่อหน้าฝูงชนที่อยู่ ณ ที่นั้น เขาสะดุ้งราวกับว่า เขารู้สึกงงงวยจนไม่รู้ว่าจะตอบฉันอย่างไรดี อัลลอฮ์ของฉัน ฉันแสวงหาการช่วยเหลือของพระองค์ (ให้ปลอดภัย) จากพวกกุเรช และบรรดาผู้ที่กำลังสนับสนุนพวกเขา เพราะว่าพวกเขากำลังปฏิเสธความเป็นเครือญาติของฉัน พวกเขาได้ลดฐานะอันสูงส่งของฉันให้ต่ำลง และผนึกกำลังกันต่อต้านฉันในเรื่องซึ่งเป็นสิทธิของฉัน แล้วพวกเขาก็กล่าวว่าสิ่งที่ถูกต้องก็คือว่าท่านมีมัน และท่านต้องละทิ้งมันไปเสีย”

เมาลานา มุฟตี ญะอ์ฟัร ฮุสเซน นักวิชาการชีอะฮ์ผู้แปลนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์เป็นภาษาอุรดู อธิบายคำพูดของท่านอะลีตอนนี้ว่า ในขณะที่มีการประชุมของคณะซูรอเพื่อสรรหาเคาะลีฟะฮ์คนใหม่มาแทนท่านอุมัร รอฏิฯ ท่านสะอัด อิบน อบีวักกอส นำคำพูดของท่านอุมัรที่พูดก่อนจะสิ้นชีวิตมากล่าวย้ำกับท่านอะลี รอฎิฯ อีกครั้งหนึ่งว่า “โอ้ อะลี ท่านมีความละโมภในตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์เป็นอย่างมาก” เมื่อถูกสบประมาทเช่นนั้น ท่านอะลีจึงพูดย้อนกลับไปว่า “บุคคลที่เรียกร้องสิทธิของตนเองไม่อาจจะถูกเรียกได้ว่ามีความละโมภ แต่คนที่ละโมภมากกว่ากลับได้แก่คนที่คอยกีดกันสิทธิของคนอื่น ๆ และพยายามจะยึดครองมันเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความเหมาะสมกับมันเลย”

คำอธิบายข้างต้นดูจะมีความขัดแย้งกันเองในตัว เพราะเมื่อวิเคราะห์ดูประโยคที่ท่านอะลี รอฎิฯ ใช้ในนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์อย่างละเอียด ดูจะเป็นข้อความที่ท่านใช้โต้ตอบกับคนที่สบประมาทในทันทีทันใดมากกว่าเป็นการถกเถียงกันต่อหน้าฝูงชน แต่คำอธิบายของเมาลานา มุฟตีญะอ์ฟัรระบุอย่างชัดเจนว่า ท่านสะอัดเป็นผู้ถ่ายทอดคำพูดของท่านอุมัรให้ท่านอะลีฟังอีกทอดหนึ่ง มิใช่ท่านอะลีโต้ตอบกับท่านอุมัรตัวต่อตัวแต่ประการใด และในช่วงเวลานั้นท่านอุมัรก็ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว

ในคำอธิบายคำสอนที่ 3 (คุตบะฮ์ ชิกชิกอยยะฮ์) ของผู้แปลนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์คนเดียวกัน บรรยายว่าเมื่อท่านอุมัร รอฎิฯ แต่งตั้งคณะซูรอหกคนดังที่กล่าวไปแล้ว สมาชิกซูรอบางคนสอบถามท่านอุมัรเกี่ยวกับทัศนคติที่ท่านมีต่อคณะซูรอแต่ละคนเพื่อประกอบเป็นข้อมูลและแนวทางในการพิจารณาหาบุคคลที่มีความเหมาะสม ท่านอุมัรพูดถึงบุคลิกภาพและคุณลักษณะของแต่ละท่าน พอมาถึงท่านอะลี ในรายงานนั้นระบุกล่าวหาว่าท่านอุมัรพูดว่า “สำหรับอะลีแล้ว เขามีความหลงไหลในตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ ถึงแม้ฉันจะรู้ว่ามีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถจัดการกับตำแหน่งนี้ให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องได้” ในคำอธิบายดังกล่าวไม่ได้บ่งบอกเลยว่าท่านอะลีอยู่ ณ ที่นั้นด้วย และท่านได้ตอบโต้ท่านอุมัรจนท่านอุมัรมึนงงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกแต่ประการใด

เพราะฉะนั้น จึงเชื่อได้ว่าบุคคลที่สบประมาทท่านอะลีจะต้องเป็นคนอื่น มิใช่ท่านอุมัรอย่างแน่นอน และคงจะอยู่ในช่วงเวลาที่ฝ่ายมุอาวิยะฮ์แข็งข้อต่อเคาะลีฟะฮ์อะลี อิบน อบีตอลิบ อย่างแน่นอน สำหรับในส่วนของเนื้อหาสาระของคำพูดที่ปรากฏในรายงานดังกล่าว (คำสอนที่ 170) ไม่มีส่วนใดเลยที่อ้างเชื่อมโยงสิทธิดังกล่าวนั้นเข้ากับการแต่งตั้งของอัลลอฮ์และรสูลแต่ประการใด ดังนั้น คำพูดว่า “ฉันมีความเหมาะสมมากกว่า” จึงน่าจะได้แก่คุณสมบัติหรือคุณลักษณะทางด้านคุณธรรมความดี และคำว่า “อยู่ใกล้ชิดกว่า” ย่อมจะเป็นความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับท่านรสูล ศ็อลฯ อย่างแน่นอน ท่านอะลี รอฎิฯ เองได้กล่าวย้ำในรายงานเดียวกันนี้ว่า “เพราะว่าพวกเขากำลังปฏิเสธความเป็นเครือญาติของฉัน พวกเขากำลังลดฐานะอันสูงส่งของฉันให้ต่ำลง”

ในช่วงเวลาที่มุอาวิยะฮ์และพรรคพวกกุมอำนาจอยู่ในซีเรีย พวกเขาปฏิเสธการเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านอะลี รอฎิฯ และไม่ยอมรับบัยอะฮ์ยอมรับสภาวะผู้นำของท่านอะลี รอฎิฯ ท่านอะลีจึงปราศรัยต่อประชาชนในนครมะดีนะฮ์ว่า

“โอ้ประชาชนทั้งหลาย สำหรับเรื่องนี้ (ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์) บุคคลที่มีสิทธิมากที่สุดในบรรดาบุคคลทั้งหลายได้แก่ บุคคลที่มีความสามารถมากที่สุดของพวกเขาในการดำรงรักษามันเอาไว้ คือบุคคลที่มีความรู้ดีที่สุดในเรื่องคำสั่งของอัลลอฮ์เกี่ยวกับมัน (ตำแหน่งหน้าที่นี้) ถ้าความชั่วร้ายใด ๆ ถูกกระทำขึ้นโดยคนที่ชอบโพนทะนาความชั่วคนหนึ่ง เขาก็ควรถูกเรียกร้องให้เตาบะฮ์ (ขอลุแก่โทษ) ถ้าเขาปฏิเสธ เขาจะถูกต่อสู้ ขอสาบานด้วยชีวิต ปัญหาเกี่ยวกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์นี้จะไม่มีการนำมาตัดสินตกลงกัน นอกเสียจากประชาชนจะไม่ชุมนุมกัน (เพื่อตัดสินใจในเรื่องนี้ และถ้าไม่มีการชุมนุมกันของประชาชนแล้ว) เมื่อนั้นกรณีดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่เห็นชอบกับมัน (การตัดสินใจเลือกท่านอบูบักรเป็นเคาะลีฟะฮ์ ณ ที่ประชุมสะกีฟะฮ์) ได้กำหนดให้บรรดาคนที่ไม่อยู่ ณ ที่นั้น ยอมรับการตัดสินใจดังกล่าวด้วย จนกระทั่งว่าคนที่ปรากฏกายอยู่ไม่สามารถคัดค้าน และคนที่มิได้ปรากฏกายอยู่ก็ไม่สามารถเลือกได้

จงรู้ไว้เถิดว่า ฉันจะต่อสู้กับบุคคลสองจำพวก ได้แก่ คนที่อ้างสิทธิที่ไม่ได้เป็น (สิทธิ) ของเขา และอีกจำพวกหนึ่งได้แก่ บุคคลที่ละเลยสิ่งที่เป็นพันธะหน้าที่ของตนเอง….จงรู้ไว้เถิดว่า ด้วยการสูญเสียสิ่งใด ๆ ที่เป็นของโลกนี้ไป ท่านจะไม่มีภัยแต่อย่างใด ตราบใดที่ท่านยังคงปกปักษ์รักษาหลักการต่าง ๆ ของศาสนาของท่านเอาไว้ จงรู้ไว้ด้วยว่าภายหลังการสูญเสียศาสนาไป สิ่งที่เป็นของโลกนี้ที่ท่านวิตกกังวลจะไม่ให้ประโยชน์ใด ๆ แก่ท่าน ขอให้อัลลอฮ์นำหัวใจของเรา และหัวใจของท่านไปสู่แสงสว่าง และขอให้พระองค์ประทานให้เราและท่านมีความอดทน
”

ข้อความข้างต้นเป็นข้อความที่เหมือนสารฉบับที่ 6 ของท่านอะลี รอฎิฯ ที่เขียนถึงมุอาวิยะฮ์ บิน อบีซุฟยาน ข้าหลวงในประเทศซีเรียที่ไม่ยอมบัยอะฮ์ให้กับท่านอะลี รอฎิฯ โดยอ้างว่าเพราะเขาไม่ได้อยู่ ณ ที่ประชุมเลือกตั้งเคาะลีฟะฮ่ในนครมะดีนะฮ์ ดังนั้น เขาจึงอ้างว่ามีสิทธิที่จะไม่ยอมรับท่านอะลีก็ได้ ท่านอะลีได้ปราศรัยต่อประชาชนเพื่อชี้แจงความจริงในเรื่องนี้ว่า เมื่อประชาชนมะดีนะฮ์ซึ่งมีทั้งชาวอันศอรและมุฮาญิรีนให้สัตยาบันต่อท่านแล้ว มุอาวิยะฮ์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธ เพราะพื้นฐานการขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ของท่าน กับของเคาะลีฟะฮ์สามท่านแรกมีความเหมือนกัน อันเป็นหลักการและเงื่อนไขที่ได้รับการยอมรับโดยประชาชน และเหล่าเศาะหาบะฮ์ที่มีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น เหตุผลตื้น ๆ ของมุอาวิยะฮ์ที่อ้างว่าไม่ได้ปรากฏกายอยู่ ณ ที่นั้น จะนำมาใช้เป็นเหตุผลอันชอบธรรมไม่ได้

ท่านอะลี รอฎิฯ ยังพูดถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ว่า ต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถมากที่สุดในการบริหารกิจการตามหน้าที่ ซึ่งได้แก่คนที่มีความรู้ในกฏหมายของอัลลอฮ์เกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่ของตน ข้อความตรงนี้ท่านอะลี รอฎิฯ ไม่ได้บอกเลยว่ามันเป็น “กรรมสิทธิ์” ของท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น การที่ท่านพูดว่า “สำหรับเรื่องนี้ (ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์) บุคคลที่มีสิทธิมากที่สุดในบรรดาบุคคลทั้งหลาย” แสดงว่าท่านยอมรับว่ามีบุคคลมากมายที่อยู่ในข่าย “มีสิทธิ” ในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งสิทธิในเรื่องนี้ย่อมเป็นคุณสมบัติหรือคุณลักษณะที่ต้องมีความเหมาะสม สิทธิ ณ ที่นี้ มิใช่ “กรรมสิทธิ์” ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ท่านอะลี รอฎิฯ จะไม่พูดอย่างนี้เลย ถ้าหากว่าท่านได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮ์และรสูลให้เป็นเคาะลีฟะฮ์ ซึ่งถ้าหากเป็นในกรณีนี้ ท่านย่อมจะกล่าวว่า “บุคคลที่มีสิทธิในเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียวย่อมได้แก่คนที่ได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮ์และรสูลซึ่งได้แก่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น” ข้อความที่กล่าวว่า “มีสิทธิมากที่สุดในบรรดาบุคคลทั้งหลาย” ย่อมแสดงว่าท่านอะลี รอฎิฯ กำลังมองเรื่องนี้ในแง่การเปรียบเทียบ ซึ่งถ้าบุคคลที่ท่านพูดถึงความมีสิทธิมีเพียงคนเดียวแล้ว ท่านจะพูดในเชิงเปรียบเทียบไม่ได้อย่างแน่นอน

ถ้าพิจารณาแล้วจะเห็นว่า ในขณะนั้น ท่านอะลี รอฎิฯ เองเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมมากที่สุด ส่วนคำพูดของท่านอะลีที่กล่าวว่า ท่านจะต่อสู้กับ “คนที่อ้างสิทธิที่ไม่ได้เป็น (สิทธิ) ของเขา และคนที่ละเลยพันธะหน้าที่ของตนเอง” เท่ากับบอกว่า ท่านยอมรับในเคาะลีฟะฮ์คนก่อน ๆ ท่านเห็นว่าพวกเขาเป็นคนหนึ่งที่มีสิทธิ หรือมีคุณสมบัติเป็นเคาะลีฟะฮ์ได้ เพราะความสามารถและความรู้เกี่ยวกับกฎหมายของอัลลอฮ์ที่พวกเขามีอยู่ ถ้าพวกเขาเป็นคนสองจำพวกนั้นจริง ๆ ตามที่ชาวชีอะฮ์กล่าวหาแล้ว ท่านอะลีจะต้องต่อสู้รบรากับพวกเขาอย่างไม่ลดละเหมือนกับสิ่งที่ท่านกระทำกับมุอาวิยะฮ์อย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เพราะว่าท่านอะลี รอฎิฯ ไม่ยอมรับว่ามุอาวิยะฮ์มีสิทธิหรือมีคุณสมบัติในการเป็นเคาะลีฟะฮ์ มุอาวิยะฮ์ตั้งตัวเป็นเคาะลีฟะฮ์แข่งขันกับท่าน ย่อมไม่เป็นการถูกต้อง ท่านอะลีจึงทำสงครามเพื่อปราบปรามการแข็งข้อและการฝ่าฝืนของมุอาวิยะฮ์ ในขณะที่ท่านไม่เคยคิดที่จะกระทำเช่นนั้นต่อเคาะลีฟะฮ์อบูบักร อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ เลยแม้แต่น้อย

จากการศึกษานะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์โดยตลอด เราไม่พบเลยว่าท่านอะลี รอฎิฯเคยอ้างถึงการแต่งตั้งของอัลลอฮ์ ศุบหฯ และรสูล ศ็อลฯ เพื่อสนับสนุนสิทธิที่ท่านอ้างเกี่ยวกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ อย่างไรก็ตามอุลามะฮ์ฝ่ายชีอะฮ์ได้พยายามอธิบายเรื่องนี้ไว้บ้างเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เมาลานา มุฟตี ญะอฟัร ฮุสเซน อธิบายว่า “ในขณะนั้นท่านอะมีรุ้ลมุอมินีนไม่ได้โต้แย้งด้วยคำพูดใด ๆ ของท่านศาสดา ซึ่งจะเป็นข้ออ้างอันเป็นที่ยุติเกี่ยวกับปัญหาเคาะลีฟะฮ์ เนื่องจากพื้นฐานของการปฏิเสธในกรณีนี้เกี่ยวพันกับวิธีปฏิบัติอันเป็นหลักของการเลือกตั้ง

เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะตามให้ทันกับข้อกำหนดต่าง ๆ ของสถานการณ์ คำตอบที่อาศัยหลักการอันเป็นที่ยอมรับของคู่ปรปักษ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น ที่สามารถสะกดให้คู่ปรปักษ์เงียบลงได้ ถ้าท่านอะลีได้โต้แย้งโดยอาศัยคำบัญชาของท่านนบีมาเป็นหลักฐานสนับสนุนแล้ว การโต้แย้งก็จะถูกจำกัดด้วยการตีความอันหลากหลาย และปัญหาคงจะยืดเยื้อออกไป แทนที่จะยุติลงง่าย ๆ นอกจากนี้ ท่านอะมีรุ้ลมุอมินีนได้ประจักษ์แล้วว่า เมื่อตอนที่ท่านนบี ศ็อลฯ เพิ่งจากไปใหม่ ๆ นั้น โอวาทและคำบัญชาทั้งหมดของท่านได้ถูกละเลยไปโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาผ่านไปนานขนาดนั้น (เมื่อท่านอะลี รอฎิฯ ได้เป็นเคาะลีฟะฮ์คนที่ 4 ในระหว่าง ฮ.ศ. 36-41) เราจะคาดหวังว่าคนนั้นคนนี้จะให้การยอมรับคำสั่งของท่าน นบี ศ็อลฯ ได้อย่างไร ในเมื่อนิสัยของคนในสมัยนั้นติดตรึงอยู่กับการทำตามเจตนารมณ์เสรีของบุคคลซึ่งสวนทางกับโอวาทของท่านนบี ศ็อลฯ”

ความจริงชาวชีอะฮ์อ้างว่า กระบวนการได้มาซึ่งตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ของท่านอบูบักร อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ เป็นวิธีการที่ไม่ชอบธรรมและเป็นความชั่วร้าย ถ้าเป็นจริงตามนั้น และท่านอะลีได้อ้างพื้นฐานหรือกระบวนการเดียวกันมาสนับสนุนตนเอง โดยที่ในความเป็นจริงท่านอะลี รอฎิฯ มิได้ยืนหยัดถึงคำสั่งแต่งตั้งของท่านรสูล ศ็อลฯ มาประกอบสนับสนุนด้วยแล้ว ท่านอะลีเองก็ไม่ผิดไปจากคนอื่น ๆ ในเรื่องการขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ เพราะเมื่อกล่าวโทษว่าคนหนึ่งผิด แล้วเราทำตามอย่างเลียนแบบวิธีการของเขา เราก็เป็นคนผิดเหมือนเขา ชาวชีอะฮ์จำไม่ได้หรือว่าพวกเขาได้กล่าวหาท่านอุมัร รอฎิฯ ไว้อย่างไร

ชาวชีอะฮ์กล่าวหาว่า ท่านอุมัร รอฎิฯ เมื่อได้เป็นเคาะลีฟะฮ์แล้ว วันหนึ่งท่านยอมรับว่า สิ่งที่ดำเนินการเคลื่อนไหวผลักดันให้ท่านอบูบักร รอฎิฯ ได้เป็นเคาะลีฟะฮ์ ณ ที่ประชุมสะกีฟะฮ์นั้นเป็น “ความผิด” ประการหนึ่ง โดยอ้างว่าท่านอุมัรได้กล่าวบนมิมบัรต่อหน้าประชาชนในนครมะดีนะฮ์ว่า “การขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ของอบูบักรเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง แต่อัลลอฮ์ได้ทรงปกป้องพวกเราให้พ้นจากความชั่วร้ายของมัน ถ้าใครก็ตามที่ดำเนินการอย่างนี้ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง พวกท่านจะต้องฆ่าเขาผู้นั้น” (หนังสือตอรีคุล คุลละฟาฮ์ หน้า 60)

สิ่งที่ชาวชีอะฮ์กล่าวอ้างกับคำพูดและการกระทำจริง ๆ ของท่านอะลี รอฎิฯ ช่างขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง เพระว่าถ้ามีคำสั่งแต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ จากอัลลอฮ์ ศุบหฯ และท่านรสูลฯ ศ็อลฯ จริง ๆ แล้ว ท่านอะลีจะไม่ปิดปากเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะคำสั่งดังกล่าวคือกฎหมาย และบัญญัติทางศาสนาที่แน่นอนเด็ดขาด ใครจะฝ่าฝืนและจะละเลยมิได้อย่างเด็ดขาด ข้อความตอนท้ายของคำปราศรัยดังกล่าวที่ว่า “จงรู้ไว้เถิดว่า ด้วยการสูญเสียสิ่งใด ๆ ที่เป็นของโลกนี้ไป ท่านจะไม่มีภัยแต่อย่างใด ตราบใดที่ท่านยังคงปกปักษ์รักษาหลักการต่าง ๆ ของศาสนาของท่านเอาไว้” ข้อความนี้ไม่ใช่ข้อความที่เตือนประชาชนให้ยึดมั่นในศาสนาหรอกหรือ เมื่อ ท่านอะลี รอฎิฯ เป็นผู้พูดให้ประชาชนปกปักษ์รักษาหลักการของศาสนาเอาไว้เช่นนี้แล้ว ทำไมท่านไม่ปกปักษ์รักษา “คำสั่งแต่งตั้งของอัลลอฮ์และรสูล” เอาไว้บ้างเล่า ถ้าคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวมีจริง

ในนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์มีรายงานหลายต่อหลายตอนที่ระบุว่าท่านอะลี รอฎิฯ ได้ตักเตือนบุคคลต่าง ๆ ให้ยึดมั่นในศาสนา มีทั้งข้อความเชิญชวน คำตำหนิและการวิพากษ์วิจารณ์ เราจะพบวลีทีว่า “จงยำเกรงในอัลลอฮ์” “พวกท่านอย่าหลงในดุนยา” “พวกท่านละโมภในทรัพย์สมบัติ” “ชัยฏอนครอบงำท่าน” “ชัยฏอนทำให้พวกท่านหลงออกจากทางอันเที่ยงตรง” อยู่บ่อยครั้งมาก ข้อความเชิญชวนไปสู่ความดี ห้ามปราบความชั่วและการตักเตือนเหล่านี้ล้วนทำตามคำสั่งทางศาสนาตลอดเวลา แล้วในกรณีการโต้แย้งเกี่ยวกับประเด็นเคาะลีฟะฮ์ ทำไมท่านไม่ใช้หลักการและเหตุผลของศาสนา แต่กลับไปใช้หลักการ วิธีการและเหตุผลของบุคคลที่ถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้ฝ่าฝืนและหลงทาง

ก็ในเมื่อกล่าวแก้ตัวกันว่า เพราะรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาชอบที่จะทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ หรือตามเจตนารมณ์เสรีเช่นนั้นแล้ว ทำไมถึงต้องเอาวิธีการในแบบเดียวกันมาสนับสนุน เพราะคนที่มีทัศนะเช่นนั้น ย่อมจะเอาใจตนเองเป็นใหญ่ จะต้อนให้พวกเขาจนมุมด้วยเหตุผลแบบ “เสรี” เช่นนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ นอกเสียจากจะหาข้อยุติด้วยสิ่งที่เป็นบัญญัติของอัลลอฮ์ ศุบหฯ หรือคำสั่งของท่านรสูล ศ็อลฯ เท่านั้น การที่ไม่สามารถอ้างกฎหมายของอัลลอฮ์ ศุบหฯ อันชัดเจนมายืนยันได้ แสดงว่าบทบัญญัติในเรื่องนี้ไม่มีอยู่ในความเป็นจริง

เราพบรายงานหนึ่งในหนังสือนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ ซึ่งระบุถึงวิธีการโต้แย้งและการถกเถียงกับผู้ที่เป็นปรปักษ์ รายงานนั้นปรากฎอยู่ในจดหมาย คำสั่ง (สารหลายเลข 77) ของท่านอะลี รอฎิฯ ส่งถึงท่านอับดุลลอฮ์ อิบน อับบาส ในสมัยที่ท่านส่งอิบน อับบาสไปเผชิญหน้ากับพวก เคาะวาริจญ์ ท่านอะลีเขียนว่า “จงอย่าโต้แย้งถกเถียงกับพวกเขาด้วยอัล-กุรอาน เพราะอัล-กุรอานนั้นมีหลายแง่หลายมุม ท่านจะต้องพูดสิ่งที่เป็นของท่าน และพวกเขาจะพูดในสิ่งที่เป็นของพวกเขา แต่จงโต้แย้งพวกเขาด้วยหะดีษ (ของท่านรสูล ศ็อลฯ) เพราะพวกเขาไม่สามารถดิ้นหลบจาก (ลักษณะที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายของ) หะดีษได้”

รายงานข้างต้นระบุอย่างชัดเจนว่า ท่านอะลี รอฎิฯ รักที่จะอธิบาย ชี้แจงหรือถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ โดยอาศัยเหตุผลสนับสนุนจากอัล-กุรอาน และอัล-หะดีษ พวกเคาะวาริจญ์และพวกของมุอาวิยะฮ์ เป็นกลุ่มชนที่มีลักษณะเหมือนกันในทัศนะของท่านอะลี เพราะฉะนั้นเมื่อท่านกำชับให้ท่านอับดุลลอฮ์ อิบน อับบาส โต้แย้งกับพวกเคาะวาริจญ์ด้วยเหตุผลสนับสนุนทางศาสนาแล้ว ตัวท่านเองย่อมจะต้องอาศัยวิธีการเดียวกันอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามท่านแนะนำให้ท่าน อิบน อับบาส ใช้หะดีษ มากกว่าอัล-กุรอานนั้น ก็เพระว่า อัล-กุรอานเป็นข้อความที่มีลักษณะกว้าง กินความหมายลึกล้ำ และพิจารณาหรือตีความได้ในหลายลักษณะ จึงอาจจะยากที่จะหาข้อยุติได้ง่าย สำหรับหะดีษนั้น ส่วนมากจะมีข้อความชัดเจนตีความได้ง่าย ไม่มีลักษณะหลายแง่หลายมุมเหมือนอัล-กุรอาน ท่านจึงต้องการให้ท่านอิบน อับบาสยืนยันท่าทีของท่านด้วยหะดีษเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะเป็นที่ยุติ และฝ่ายเคาะวาริจญ์ยากที่จะดิ้นหลุดจากเหตุผล และความชัดเจนเฉพาะด้านของหะดีษได้

สิ่งที่ควรจะย้ำไว้ ณ ที่นี้ก็คือ คำพูดของท่านอะลี รอฎิฯ ในคุตบะฮ์เดียวกันที่ว่า “ปัญหาเกี่ยวกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์นี้ จะไม่มีการนำมาตัดสินตกลงกัน นอกเสียจากประชาชนจะไม่ชุมนุมกัน (เพื่อตัดสิน และถ้าไม่มีการชุมนุมกันของประชาชนแล้ว) เมื่อนั้นกรณีดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” แสดงให้เห็นว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ยืนยันถึงการได้มาซึ่งบุคคลในตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ ว่ามาจากประชามติของเหล่าเศาะหาบะฮ์และประชาชนมุสลิมทั้งหลาย ไม่มีขั้นตอนอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปกว่านี้

ในสารที่ท่านอะลี รอฎิฯ ส่งไปถึงมุอาวิยะฮ์ ฉบับที่หก ปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า “แท้จริงปวงชนผู้เคยให้สัตยาบันท่านอบูบักร ท่านอุมัรและอุษมาน ล้วนได้ให้สัตยาบันแก่ฉันแล้ว ตามเงื่อนไขที่พวกเขาได้ให้สัตยาบันแก่ท่านเหล่านั้น ดังนั้นผู้ที่อยู่ไม่มีสิทธิเลือกอย่างอื่น และผู้ที่ไม่อยู่ก็ไม่มีสิทธิปฎิเสธ และแท้จริงการร่วมปรึกษาหารือเป็นสิทธิของพวกมุฮาญิรีนและพวกอันศอร ถ้าหากพวกเขาแสดงประชามติยอมรับผู้ใด และได้ตั้งผู้นั้นให้เป็นผู้นำแล้ว ก็ย่อมหมายความว่านั่นเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงพึงประสงค์…” ข้อความตอนนี้ยืนยันได้อย่างแน่นอนว่า เคาะลีฟะฮ์นั้นมาจากประชามติของประชาชนและมุสลิมร่วมกัน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังสอดคล้องและเป็นไปตามพระประสงค์ของอัลลอฮ์ ศุบหฯ อีกด้วย ณ ที่นี้ ท่านอะลี รอฎิฯ ก็มิได้ยืนยัน “กรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว” จากการแต่งตั้งของอัลลอฮ์และรสูลแต่ประการใด

สิ่งที่ควรกล่าวเพิ่มเติมก็คือ ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ส่งสารอีกฉบับหนึ่ง (ฉบับที่ 7) ไปยังมุอาวิยะฮ์ ซึ่งท่านได้ยืนยันความถูกต้องของการบัยอะฮ์ให้กับท่าน โดยเศาะหาบะฮ์และประชาชนทั่วไป ปรากฎข้อความคล้าย ๆ กับตอนต้นของสารฉบับที่ 6 ซึ่งมีใจความว่า “เนื่องจากว่าการบัยอะฮ์นั้นมีครั้งนั้นครั้งเดียวเท่านั้น (เพราะฉะนั้น) มันจึงไม่มีการเปิดให้มีการทบทวนกันใหม่ หรือไม่มีโอกาสใด ๆ สำหรับดำเนินการเลือกตั้งขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง (สำหรับเคาะลีฟะฮ์คนเดียวกัน) ใครก็ตามที่ยืนกรานไม่ยอมบัยอะฮ์ เท่ากับว่าเขาเป็นอันตรายต่ออิสลาม ขณะเดียวกัน บุคคลที่ไตร่ตรองมัน (อย่างเฉื่อยช้ารวนเร) เขาคนนั้นคือมุนาฟิก”

ข้อความข้างต้นมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่า ท่านอะลี รอฎิฯ มีทัศนคติอย่างไรต่อการ บัยอะฮ์ให้กับบุคคลในตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ ความสำคัญของมันอยู่ที่ว่า เมื่อท่านนำความคิดเช่นนี้ไปใช้กับบุคคลอื่น ๆ เช่นมุอาวิยะฮ์ได้ ท่านย่อมนำหนีไม่พ้นจากการนำข้อความดังกล่าวมาใช้กับตนเอง ในกรณีของเคาะลีฟะฮ์สามท่านก่อนหน้าท่าน

สารฉบับที่ 28 ท่านอะลี รอฎิฯเ ขียนตอบจดหมายของมุอาวิยะฮ์ ตอนหนึ่งท่านอ้างถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่มีต่อท่านรสูล ศ็อลฯ ดังนี้คือ “อิสลามของเราก็เป็นที่รู้จักกันอย่างดี และ(ความยิ่งใหญ่ของ)สมัยก่อนอิสลามยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ได้แก่สิ่งที่มีกล่าวไว้ในอัล-กุรอาน ซึ่งกล่าวว่า “ผู้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดย่อมมีความผูกพันส่วนตัว ต่อกันและกันใกล้ชิดกว่าตามคัมภีร์ของอัลลอฮ์” (33:6) “และแท้จริงมนุษย์ที่มีความสนิทสนมยิ่งกับอิบรอฮีมได้แก่บรรดาผู้ที่เจริญรอยตามเขาตลอด จนศาสดา (มุฮัมมัด) ผู้นี้และบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้คุ้มครองศรัทธาชนทั้งมวล” เพราะฉะนั้นเราจึงมีความเหนือกว่า เพราะความเป็นเครือญาติ และประการที่สองเพราะการเชื่อฟังปฏิบัติตาม ในเมื่อ สะกีฟะฮ์ชาวมุฮาญิรีนยืนยันถึงความเป็นเครือญาติกับท่านนบีแห่งอัลลอฮ์ ศ็อลฯ แล้ว พวกเขาเอาชนะพวกอันศอรได้ ถ้าความสำเร็จ (ในการถกเถียง) ครั้งนั้นวางอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเครือญาติแล้ว ในตอนนี้สิทธิย่อมเป็นของเรามากกว่าของพวกท่าน มิเช่นนั้นแล้ว ข้อยืนยัน (สิทธิ) ของพวกอันศอรจะถือว่าใช้ได้ (ในการให้มีเคาะลีฟะฮ์จากพวกอันศอร)”

จากรายงานในหนังสือนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ที่กล่าวมาทั้งหมด เราสามารถสรุปได้ว่า การอ้างสิทธิในการเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านอะลี รอฎิฯ นั้นอาศัยเพียงพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่มีต่อท่านรสูล ศ็อลฯ และคุณธรรมความดีของท่านเป็นหลัก บางรายงานระบุถึงสิทธิในเชิงเปรียบเทียบ โดยไม่มีข้อความใดในหนังสือยืนยันเลยว่า คุณสมบัติหรือคุณลักษณะอันเหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์นั้นมีอยู่กับท่านเพียงคนเดียว จนสามารถกล่าวได้ว่าท่านเป็นเจ้าของ “กรรมสิทธิ์” ในการเป็นเคาะลีฟะฮ์ ด้วยเหตุนี้ ในทางปฏิบัติแล้ว ท่านจึงยอมรับในสิทธิหรือคุณลักษณะอันเหมาะสมของท่านอบูบักร อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ ผู้ซึ่งประชาชนเลือกให้เป็นเคาะลีฟะฮ์ก่อนหน้าท่าน ท่านมิได้ปฏิเสธการขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ของสามท่านแรกที่ผ่านการเห็นชอบของบรรดาเศาะหาบะฮ์และประชาชนมุสลิมทั่วไป ท่านบัยอะฮ์ให้กับท่านเหล่านั้น สำหรับในกรณีของมุอาวิยะฮ์ บิน อบีซุฟยาน ท่านจะยอมรับเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเขาอาจหาญท้าทายสิทธิของท่าน และขัดขืนตั้งตนเป็นเคาะลีฟะฮ์แข่งขันกับท่าน ท่านเห็นว่าเขาไม่มีสิทธิจึงได้ทำสงครามสู้รบกับเขาอย่างไม่ลดลาวาศอก จนกระทั่งท่านชะฮีดในที่สุด วันที่ 17 รอมฎอน ฮ.ศ. 40 ท่านอะลี รอฎิฯ อำลาจากโลกนี้ไป รวมระยะเวลาในการปกครองของท่านได้ 4 ปี กับ 9 เดือน

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา