เมนูของเรา

ภาวะผู้นำ : หะดีษเมาลา

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 27/5/2007 20:42:56 (4566 ครั้งที่อ่าน)
ภาวะผู้นำ

ความสำคัญและความเป็นมา

ข้อถกเถียงที่เป็นความขัดแย้งมานานที่สุดในโลกเห็นจะได้แก่ ประเด็นที่ว่าท่านศาสดา มุฮัมหมัด ศ็อลฯ แต่งตั้งบุคคลใดเป็นผู้นำสืบต่อจากท่านหรือไม่ เป็นประเด็นปัญหาที่มีอายุยาวนานนับพันกว่าปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งฝ่ายอะลิสสุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ กับฝ่ายชีอะฮ์ ต่างพยายามหาหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อของตนอย่างแข็งขัน

หนึ่งในหลักฐานที่ฝ่ายสนับสนุนการขึ้นดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ของท่านอลี รอฎิฯ ภายหลังการวะฟาตของท่านศาสดาได้แก่ หะดีษที่มีใจความว่า “ผู้ใดเอาฉันมาเป็นเมาลาของเขา ก็ขอให้เขาเอาอลีเป็นเมาลาของเขาด้วย” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า หะดีษเมาลา และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เฆาะดีร คุม เรื่องนี้เป็นข้ออ้างที่ฝ่ายชีอะฮ์ยกมาเป็นหลักฐานสนับสนุนบ่อยที่สุดจนเรียกได้ว่าเฆาะดีร คุม คือรากฐานสำคัญของความเชื่อของชีอะฮ์ก็ว่าได้

กล่าวโดยย่อก็คือ ชีอะฮ์มีความเชื่อว่าการแต่งตั้งผู้นำหรืออิหม่ามนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ สุบหฯ ไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์ทั้งหลายจะมาตัดสินกันเอง การมีผู้นำเป็นประกาศิตของอัลลอฮ์มานับตั้งแต่สมัยของอิบรอฮีม อะลัยฮิสสะลาม โดยอ้างอัล-กุรอาน 2 : 124 ซึ่งมีความว่า “และจงรำลึกถึงขณะที่พระเจ้าของอิบรอฮีมได้ทดสอบเขาด้วยพระบัญชาบางประการ แล้วเขาก็ได้สนองตามพระบัญชานั้นโดยครบถ้วน พระองค์ตรัสว่า แท้จริงข้าจะให้เจ้าเป็นผู้นำมนุษยชาติ เขากล่าวว่า และจากลูกหลานของข้าพระองค์ด้วย พระองค์ตรัสว่า สัญญาของข้านั้นจะไม่ได้แก่บรรดาผู้อธรรม” การแต่งตั้งผู้นำจึงกลายเป็นประเพณีของบรรดาศาสดาทั้งหลายสืบต่อกันมา และการแต่งตั้งผู้นำนี้เป็นไปโดยพระบัญชาของอัลลอฮ์เพียงทางเดียวเท่านั้น ประชาคมหรือสมาชิกในสังคมไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญอย่างยิ่งข้อนี้

ชีอะฮ์อ้างว่า ท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลฯ ต้องการที่จะประกาศแต่งตั้งท่านอลี รอฏิฯ ซึ่งเป็นสมาชิกของอะหลิลบัยต และเป็นผู้ที่มีคุณธรรมเหมาะสมที่สุดในขณะนั้นให้ดำรงตำแหน่ง “อิหม่าม” หรือ “เคาะลีฟะฮ์” สือต่อจากท่าน แต่เพราะความเกรงกลัวสาวกบางคนท่านจึงลังเลในเรื่องนี้

สาเหตุที่นำเรื่องนี้มาอภิปรายเพราะเห็นว่า เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับอายะฮ์อัล-กุรอาน 2 อายะฮ์ด้วยกัน ฝ่ายชีอะฮ์นำอายะฮ์ดังกล่าวมาใช้เป็นข้ออ้างสนับสนุนการตีความหะดีษเมาลาเพื่อให้สอดคล้องและดูเป็นเหตุเป็นผลตามความเชื่อของพวกตน อายะฮ์ทั้งสองได้แก่

1. “รสูลเอ๋ย จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าเจ้ามิได้ปฏิบัติ เจ้าก็มิได้ประกาศสารของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นจะทรงคุ้มครองเจ้าให้พ้นจากมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงนำทางผู้ปฏิเสธ” (5 : 67)

2. “วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้วซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาของพวกเจ้า” (5 : 3)

คำอธิบายตามแนวทางของชีอะฮ์มีอยู่ว่า ท่านศาสดาหวั่นเกรงการต่อต้านจากสาวก (เศาะหาบะฮ์) บางคน ท่านเกรงว่าเมื่อประกาศแต่งตั้งท่านอลีเป็นเคาะลีฟะฮ์ต่อสาธารณะแล้ว พวกเหล่านั้นอาจจะต่อต้านท่านอย่างรุนแรงหรืออาจจะผละจากท่านไป ท่านตรึกตรองเรื่องนี้อยู่หลายครั้งซึ่งยังความหนักใจในแก่ท่านมาก เหตุการณ์ดำเนินมาจนเมื่อท่านเดินทางไปทำฮัจญ์ อำลา (ฮัจญะตุล วะดาอ) หลังจากเสร็จสิ้นการทำฮัจญ์แล้ว ก็เดินทางกลับมายังนครมะดีนะอ์พร้อมกับสาวกที่ติดตามมาทำฮัจญ์ด้วยจำนวนเกือบแสนคน ตามคำอ้างของพวกชีอะฮ์พยายามเน้นว่าท่านศาสดา ศ็อลฯ ครุ่นคิดถึงเรื่องการแต่งตั้งอลีตลอดเวลา และคอยหาโอกาสเหมาะที่จะประกาศเรื่องนี้ออกไปโดยไม่ได้รับการต่อต้าน และแล้วญิบรีลก็นำโองการของอัลลอฮ์ สุบหฯ ลงมาว่า “รสูลเอ๋ย จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าเจ้ามิได้ปฏิบัติ เจ้าก็มิได้ประกาศสารของพระองค์เลย และอัลลอฮ์นั้นจะทรงคุ้มครองเจ้าให้พ้นจากมนุษย์” ซึ่งหมายถึงคำสั่งให้ประกาศเรื่องการเป็น “เคาะลีฟะฮ์” ของอลี รฎิฯ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอันตรายจากผู้ใด เพราะอัลลอฮ์จะทรงให้การคุ้มครองท่าน

จากนั้นท่านนบี ศ็อลฯ จึงสั่งให้กองคาราวานหยุด ณ ตำบลที่เรียกว่า เฆาะดีร คุม ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ่อน้ำหรือโอเอซิสแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “คุม” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนคร มักกะฮ์ ห่างออกไปประมาณ 13 ไมล์ ท่านนบี ศ็อลฯ สั่งให้กองคาราวานหยุดพัก และเรียกให้บรรดาสาวกของท่านมาชุมนุมเพื่อฟังคำปราศรัยของท่าน เหตุการณ์ครั้งนี้ตรงกับวันที่ 18 เดือน ซุลฮิจญะฮ์

หลังจากกล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์ สุบหฯ และตักเตือนบรรดาสาวกที่อยู่ ณ ที่นั้นแล้ว ท่าน นบี ศ็อลฯ จึงชูมือของท่านอลี รอฎิฯ ขึ้นพร้อมกับประกาศว่า “ผู้ใดเอาฉันเป็นเมาลาของเขา ก็ขอให้เขาเอาอลีเป็นเมาลาของเขาด้วย โอ้อัลลอฮ์ โปรดเป็นมิตรกับผู้ที่เป็นมิตรกับเขา และเป็นศัตรูแก่ผู้ที่เป็นศัตรูต่อเขา” เมื่อแต่งตั้งอลีเป็น “เมาลา” แล้ว บรรดาสาวกทั้งหลายได้พากันมาให้สัตยาบัน (บัยอะฮ์) และแสดงความยินดีต่อท่านอลีที่ท่านศาสดา ศ็อลฯ แต่งตั้งให้เป็นเมาลา ซึ่งพวกชีอะฮ์อธิบายว่า คือตำแหน่งอิมามหรือเคาะลีฟะฮ์สืบต่อจากท่านนบีนั่นเอง โดยแปลความหมายของ “เมาลา” ว่า หมายถึง เจ้านาย

จากนั้นจึงมีอายะฮ์อัล-กุรอานลงมาว่า “วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนาของพวกเจ้า…” (5 : 3) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความสมบูรณ์ของอิสลามบังเกิดขึ้นภายหลังจากการแต่งตั้งอิมามนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอุลามะฮ์ของชีอะฮ์บางคนกล่าวว่า อายะฮ์ดังกล่าวยังไม่ใช่อายะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานให้กับท่านศาสดา ยังมีอายะฮ์ของซูเราะฮ์ที่ 94 อัลอินชิรอฮ์ เป็นการประทานครั้งสุดท้ายซึ่งมีใจความว่า “เรามิได้ให้หัวอกของเจ้าปลอดโปร่งแก่เจ้าดอกหรือ และเราได้ผ่อนคลายภาระหนักของเจ้าให้หมดไปจากเจ้า อันทำให้หนักอึ้งแก่หลังของเจ้า และเราได้ยกย่องเจ้าซึ่งเกียรติคุณของเจ้า แท้จริงมีพร้อมกับความลำบากคือความสบาย แท้จริงมีพร้อมกับความลำบากคือความสบาย ดังนั้น เมื่อเจ้าเสร็จสิ้น (ภารกิจหนึ่งแล้ว) เจ้าก็จงบากบั่น (ทำภารกิจอื่นต่อไป) และสู่องค์พระผู้อภิบาลของเจ้าเท่านั้น ที่เจ้าจงมุ่งหมาย” โดยที่บรรดานักแปลของฝ่ายชีอะฮ์ แปลข้อความตอนท้ายที่ว่า “ฟะอิซา ฟะร๊อฆตะ ฟันศ็อบ” ว่า เมื่อเจ้าเป็นอิสระแล้ว จงแต่งตั้ง (อลี) เถิด

ในส่วนของบรรดาอุลามะฮ์ฝ่ายสุนนีนั้น มีหลายท่านยอมรับเหตุการณ์ที่เฆาะดีร คุม และยังยอมรับว่าหะดีษเมาลานั้นเป็นหะดีษเศาะหี๊ฮ์ (ถูกต้อง) แต่อย่างไรก็ตามอุลามะฮ์สุนนีสรุปว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งท่านอลี รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮ์แต่อย่างใด

แต่ก่อนที่จะอภิปรายและวิเคราะห์หะดีษเมาลานี้ในรายละเอียด จำเป็นที่จะต้องชี้แจงถึงความคลาดเคลื่อนบางประการในการยกหลักฐานของฝ่ายชีอะฮ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ประการแรก อัล-กุรอาน ที่สั่งว่า “รสูลเอ๋ย จงประกาศ…” นั้น ความจริงไม่ใช่อายะฮ์ที่ประทานลงมาขณะเดินทางกลับจากพิธีฮัจญ์อำลาของท่านนบี อุลามะฮ์ส่วนใหญ่ของฝ่ายสุนนียืนยันว่าอายะฮ์ดังกล่าวถูกประทานลงมาในระยะแรก ๆ ของการอพยพไปยังมะดีนะฮ์ของท่านนบี ซึ่งท่านต้องประสบกับการต่อต้านและแผนร้ายของพวกยิวและคริสเตียนอยู่เนือง ๆ มีนักหะดีษบางท่านระบุว่าอายะฮ์นี้ถูกประทานลงมาในช่วงใกล้เคียงกับสงครามบัดร อายะฮ์ก่อนหน้าและหลังอายะฮ์นี้ล้วนเกี่ยวข้องกับพวกยะฮูดีและนัศรอนีทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์บางอย่างที่เกี่ยวข้องคือ ท่าน นบี ศ็อลฯ เคยให้มีการจัดเวรยามรักษาความปลอดภัยเนื่องจากเกรงการปองร้ายของพวกศัตรู ดังตัวบทหะดีษตามรายงานของท่านติรมิซี ดังนี้

“เล่าจากอะอิชะฮ์ว่า : ท่านนบี ศ็อลฯ เคยมียามเฝ้าจนกระทั่งได้มีโองการอัล-กุรอานลงมาว่า “และอัลลอฮ์นั้นจะทรงคุ้มครองเจ้าให้พ้นจากมนุษย์” ต่อจากนั้นท่านนบี ศ็อลฯ ได้ชะโงกศีรษะของท่านออกมานอกกระโจมว่า : โอ้ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านกลับไปได้แล้ว เพราะความจริงอัลลอฮ์ทรงคุ้มครองข้าพเจ้าแล้ว”

ครั้นเมื่ออัลลอฮ์ สุบหฯ ทรงมีโองการลงมาว่า “จะทรงคุ้มครองเจ้า (มุฮัมหมัด) ให้พ้นจากมนุษย์” ท่านนบีจึงเกิดความรู้สึกมั่นคงขึ้น และได้มีคำสั่งให้เลิกรักษาเวรยามต่อไป

ข้อพิสูจน์ประการหนึ่งคือรายงานที่พวกเราได้ยินกันจนคุ้นหูในเหตุการณ์ที่ท่านศาสดา ศ็อลฯ เดินทางกลับมาจากสงครามบนี อันมาร ซึ่งเกิดหลังสงครามบะดัรไม่นาน และภายหลังโองการที่ว่า “อัลลลอฮ์นั้นจะทรงคุ้มครองเจ้าให้พ้นจากมนุษย์…” คือท่านศาสดา ศ็อลฯ มานอนพักอยู่ใต้ต้นไม้โดยแขวนดาบของท่านไว้ และด้วยสาเหตุของการที่บรรดาเศาะหาบะฮ์ถูกยกเลิกการตั้งยามแล้วนี่แหละ จึงได้มีมุชรีกีนคนหนึ่งไปหยิบดาบที่ท่านศาสดาแขวนอยู่ แล้วนำไปจี้คอท่านพร้อมกับถามว่า “ใครจะปกป้องเจ้า” ท่านศาสดา ศ็อลฯ ตอบว่า “อัลลอฮ์” ชายคนนั้นตกใจล้มลงดาบหลุดจากมือ ท่านศาสดา ศ็อลฯ จึงเอาดาบจี้คอเขาบ้างและถามว่า “ใครจะคุ้มครองเจ้า”

อีกอายะฮ์หนึ่งที่ฝ่ายชีอะฮ์อ้างว่าผิดวันเวลาและสถานที่ก็คืออายะฮ์ที่มีใจความว่า “วันนี้ ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนาของพวกเจ้า…” นักบันทึกหะดีษและนักประวัติศาสตร์ล้วนยืนยันตรงกันว่า อายะฮ์ดังกล่าวถูกประทานลงมาที่ทุ่งอารอฟะฮ์ ตรงกับวันที่ 9 เดือน ซุลฮิจญะฮ์ หลังจากท่านศาสดาจบการกล่าวคุฏบะฮ์ ฮัจญ์ ขอให้เราพิจารณาดูตอนหนึ่งของคำปราศรัยของท่านศาสดาต่อไปนี้ ณ ทุ่งอารอฟะฮ์

“ท่านทั้งหลายพึงสังวรณ์เถิดว่าฉันได้เผยแพร่คำสอนแล้ว โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์เป็นพยานด้วยเถิด และพวกท่านทั้งหลายจะถูกสอบถามเกี่ยวกับฉัน (ในเรื่องนี้) ตอนนี้จงบอกฉันสิว่าพวกท่านจะตอบว่าอย่างไร” พวกเขาทั้งหลายร่ำร้องว่า “พวกเราขอยืนยันว่าท่านได้เผยแพร่คำสอนเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ทำหน้าที่สั่งสอนประชาชนแล้ว ท่านได้ยกฉากกำบังทั้งหลายขึ้น (เพื่อมิให้ปิดบัง) ความจริง และท่านได้ถ่ายทอดความไว้วางใจของอัลลอฮ์โดยซื่อตรง โอ้อัลลอฮ์ ของพระองค์ทรงเป็นพยาน โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงเป็นพยาน”

บันทึกคุฏบะฮ์ตอนนี้ยืนยันอย่างแข็งขันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของท่านศาสดา ศ็อลฯ นั้น เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว และสอดคล้องกับการลงโองการเรื่องการทำให้ศาสนาสมบูรณ์ (5 : 3) ในวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮ์ตามที่รู้กัน เพราะฉะนั้นการบอกว่าท่านนบียังทำหน้าที่ประกาศศาสนาไม่สมบูรณ์จนต้องมีโองการ 5 : 67 (ลงมาวันที่ 18 ซุลฮิจญะฮ์ตามคำอ้างของชีอะฮ์) ลงมาเตือนสติจึงดูเป็นการอธิบายที่ขาดเหตุผลและยังลักลั่นอยู่

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับคำอธิบายอายะฮ์ดังกล่าวคงต้องอภิปรายและชี้แจงในโอกาสต่อไป แต่ประเด็นที่เห็นว่าสำคัญเป็นอันดับหนึ่งได้แก่ การชี้แจงความจริงเกี่ยวกับเรื่อง “เมาลา” และข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการแต่งตั้งท่านอลี รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮ์ตามคำอ้างของพวกชีอะฮ์

ท่านนบีฯ ศ็อลฯ ได้กล่าวว่า “มันกุนตุเมาลาฮุ ฟะอะลีย์ เมาลาฮุ อัลลอฮุมมะวาลิน มันวาลาฮุ วะอาดิน มันอาดาฮุ” ในประโยคนี้มีคำเกี่ยวกับ “เมาลา” ซึ่งแปลว่า “ที่รัก” หรือ “มิตร” ก็ได้ หรือ “ที่เคารพนับถือ” (หรือเจ้านาย) ก็ได้ ซ้ำกันถึง 4 ครั้ง ถ้าคำว่าเมาลานี้หมายถึง “ที่รัก” หรือ “มิตร” ก็จะได้ความหมายดังนี้ “ผู้ใดเอาฉันเป็นมิตรหรือที่รักของเขา ก็ขอให้เขาเอาอลีเป็นที่รักของเขาด้วย โอ้อัลลอฮ์ ผู้ใดเอาเขา (อลี) เป็นที่รักของเขา ก็ขอให้พระองค์เอาเขาผู้นั้นเป็นที่รักของพระองค์ด้วย ถ้าผู้ใดเอาเขา (อลี) เป็นศัตรูของเขา ก็ขอให้พระองค์เอาเขาผู้นั้นเป็นศัตรูของพระองค์ด้วย” หรือ “ถ้าผู้ใดรักฉัน ก็ขอให้เขารักอลีด้วย โอ้อัลลอฮ์ ถ้าผู้ใดรักเขา (อลี) ก็ขอให้พระองค์รักผู้นั้นด้วย ถ้าผู้ใดเป็นศัตรูต่อเขา (อลี) ก็ขอให้พระองค์เป็นศัตรูต่อผู้นั้นด้วย”

ถ้าหมายถึง “ที่เคารพนับถือหรือเจ้านาย” ก็จะได้ความหมายดังนี้

1. “ผู้ใดเอาฉันเป็นที่เคารพนับถือของเขา ก็ขอให้เขาเอาอลีเป็นที่เคารพนับถือของเขาด้วย โอ้อัลลอฮ์ ถ้าผู้ใดเอาเขา (อลี) เป็นที่เคารพนับถือของเขา ก็ขอให้พระองค์เอาเขาผู้นั้นเป็นที่เคารพนับถือของพระองค์ด้วย ผู้ใดเอาเขา (อลี) เป็นศัตรูของเขา ก็ขอให้พระองค์เอาเขาผู้นั้นเป็นศัตรูของพระองค์ด้วย” หรือ

2. “ถ้าใครเคารพนับถือฉัน (คือเอาฉันเป็นเจ้านายของเขา) ก็ขอให้เขาเคารพนับถืออลีด้วย โอ้อัลลอฮ์ ถ้าผู้ใดเคารพนับถือเขา (อลี) (คือเอาอลีเป็นเจ้านายของเขา) ก็ขอให้เขาเคารพนับถือพระองค์ด้วย และถ้าผู้ใดเป็นศัตรูต่อเขา (อลี) ก็ขอให้เขาเป็นศัตรูต่อพระองค์ด้วย” หรือ

3. “ถ้าฉันเป็นที่เคารพนับถือของผู้ใด ก็ขอให้อลีเป็นที่เคารพนับถือของเขาผู้นั้นด้วย โอ้อัลลอฮ์ ถ้าเขา (อลี) เป็นที่เคารพนับถือของผู้ใด ก็ขอให้พระองค์เป็นที่เคารพนับถือของผู้นั้นด้วย ถ้าผู้ใดเป็นศัตรูต่อเขา (อลี) ก็ขอให้พระองค์เป็นศัตรูต่อเขาผู้นั้นด้วย”

สรุปแล้ว ถ้าคำว่า “เมาลา” หมายถึง “การเคารพนับถือ” แล้ว ความหมายอันนี้จะไปขัดกับหลักอะกีดะฮ์ การศรัทธาเชื่อมั่นของเราที่มีต่ออัลลอฮ์ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า คำว่า “อัลลอฮุมมะวาลิน มันวาลาฮุ”

ในข้อที่ 1 ที่ว่า “โอ้อัลลอฮ์ ถ้าผู้ใดเอาเขา (อลี) เป็นที่เคารพนับถือของเขาก็ขอให้พระองค์เอาเขาผู้นั้นเป็นที่เคารพนับถือของพระองค์ด้วย” ประโยคนี้ไม่ต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์อะไรกันอีกปัดทิ้งไปได้เลย ถ้าใครให้ความหมายอย่างนี้เขาผู้นั้นก็พ้นจากสภาพการเป็นมุสลิมทันที เพราะความหมายนี้ได้ทำลายหลักศรัทธาขั้นพื้นฐานของเขาลงอย่างสิ้นเชิง

ส่วนข้อที่ 2 ที่ว่า “โอ้อัลลอฮ์ ถ้าใครเคารพนับถือเขา (อลี) ก็ขอให้เขาเคารพนับถือพระองค์ด้วย” การให้ความหมายเช่นนี้ เป็นการให้ความหมายกันแบบพยายามให้กลมกลืนกันอย่างที่สุดแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับหลักศรัทธาขั้นพื้นฐาน แต่กระนั้นก็ตาม ถ้ามองกลับมาอีกด้านหนึ่งก็จะหมายถึงว่า ถ้าใครไม่นับถืออลีก็ไม่ต้องไปนับถืออัลลอฮ์ (คือถึงจะนับถือไปก็ไม่มีประโยชน์ อะไรทำนองนั้น) และถ้าใครจะนับถืออลีแล้ว ก็ต้องนับถืออัลลอฮ์ด้วย ซึ่งประโยคนี้ฟังดูแล้วคล้าย ๆ เหมือนกับว่าอลีมีฐานะสูงพอ ๆ กับอัลลอฮ์อย่างนั้นแหละ แต่ด้วยความเป็นจริงแล้ว มันเป็นสิ่งแน่นอนตายตัวอยู่แล้วว่า ไม่ว่าเราจะเคารพนับถืออลี หรือไม่เคารพนับถืออลีก็ตาม เราก็ต้องเคารพนับถืออัลลอฮ์อยู่แล้ว

ในข้อที่ 3 ที่ว่า “โอ้อัลลอฮ์ ถ้าเขา (อลี) เป็นที่เคารพของผู้ใด ก็ขอให้พระองค์เป็นที่เคารพนับถือของผู้นั้นด้วย” ประโยคนี้ก็เช่นเดียวกันมีฐานะลักษณะคล้าย ๆ กับประโยคที่ 2 แต่ประโยคนี้ดูเหมือนอัลลอฮ์จะมีฐานะด้อยกว่าอลีด้วยซ้ำไป ที่กล่าวมานั้น คำว่า “เมาลา” แปลว่า “ที่เคารพนับถือ” ถ้าหากคำว่า “เมาลา” แปลว่า “เจ้านาย” จะได้ความหมายออกมาดังนี้ ซึ่งเราจะขอเทียบกับคำว่า “ที่รัก” ก่อน

“ถ้าฉันเป็นที่รักของผู้ใด ก็ขอให้อลีเป็นที่รักของผู้นั้นด้วย โอ้อัลลอฮ์ ก็ขอให้เขารักพระองค์ด้วย” (อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เท่ากับอลีมีฐานะสูงกว่าอัลลอฮ์)

“โอ้อัลลอฮ์ ผู้ใดรักเขา (อลี) ก็ขอให้พระองค์รักเขาด้วย” (อย่างนี้ถูกต้อง)

“โอ้อัลลอฮ์ ผู้ใดรักเขา (อลี) ก็ขอให้พระองค์เป็นที่รักของผู้นั้นด้วย” (อย่างนี้เท่า กับอลีสูงกว่าอัลลอฮ์เช่นกัน)

หรือ “โอ้อัลลอฮ์ ถ้าเขา (อลี)เป็นที่รักของผู้ใด ก็ขอให้ผู้นั้นเป็นที่รักของพระองค์ด้วย” (อย่างนี้ถูกต้อง)

ถ้าคำ “เมาลา” แปลว่า เจ้านาย

“ถ้าฉันเป็นนายของผู้ใด ก็ขอให้อลีเป็นนายของผู้นั้นด้วย โอ้อัลลอฮ์ ถ้าผู้ใดเป็นนายของเขา (อลี) (เพียงเริ่มต้นก็ผิดแล้ว ไม่ถูกต้อง) ก็ขอให้เขาผู้นั้นเป็นนายของพระองค์ด้วย” (????) หรือ “ก็ขอให้พระองค์เป็นนายของเขาผู้นั้นด้วย” (อัลลอฮ์เป็นนายของทุกคน)

หรือ “โอ้อัลลอฮ์ ถ้าเขา(อลี) เป็นนายของผู้ใด (อย่างนี้พอใช้ได้) ขอให้เขา(อลี) เป็นนายของพระองค์ด้วย” (????)

หรือ “โอ้อัลลอฮ์ ถ้าเขา(อลี) เป็นนายของผู้ใด (อย่างนี้พอใช้ได้) ก็ขอให้พระองค์เป็นนายของเขาผู้นั้นด้วย” (คือให้พระองค์เป็นนายเหนือ (เฉพาะ) คนที่ยึดถือเอาอลีเป็นเจ้านายเท่านั้น ถ้าใครไม่เอาอลีเป็นนาย พระองค์ก็ไม่ต้องเป็นนายเหนือเขา” (ไม่ถูกต้องเช่นกัน)

ทีนี้เรามาดูการแปลอีกแบบหนึ่ง “ถ้าใครเอาฉันเป็นที่รักของเขา ก็ขอให้เขาเอาอลีเป็นที่รักของเขาด้วย” ประโยคนี้หมายความว่า หรือบ่งชี้ให้เห็นว่า ท่านนบีฯ ศ็อลฯ มีฐานะสูงกว่า ท่านอลี

“โอ้อัลลอฮ์ ถ้าใครเอาเขา(อลี) เป็นที่รักของเขา ก็ขอให้พระองค์เอาเขาเป็นที่รักของพระองค์ด้วย” (อย่างนี้ใช้ได้ถูกต้อง ตรงกับความมุ่งหมายของหะดีษนี้ ซึ่งท่านนบีฯ ศ็อลฯ ปรารถนาให้อัลลอฮ์เมตตารักใคร่ต่อคนที่รักใคร่ท่านอลี)

แต่ถ้าแปลว่า “โอ้อัลลอฮ์ ถ้าใครเอาเขา(อลี) เป็นที่รักของเขา ก็ขอให้เขาเอาพระองค์เป็นที่รักของเขาด้วย” (การแปลอย่างนี้ทำให้เนื้อหาของมันเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายเดิมของหะดีษนี้อย่างสิ้นเชิง โดยมุ่งหมายที่จะให้ทุกคนนอกจากจะให้ความรักต่อท่านนบีฯ ศ็อลฯ และท่านอลีแล้ว ก็ขอได้ให้ความรักต่ออัลลอฮ์ด้วย เช่นนี้หมายความว่า ทั้งท่านนบีฯ ศ็อลฯ และอลีต่างมีฐานะสูงกว่าอัลลอฮ์)

หรือถ้าแปลว่า “ถ้าใครเอาเขา(อลี) เป็นศัตรูของเขา ก็ขอให้พระองค์เอาเขาผู้นั้นเป็นศัตรูของพระองค์ด้วย” (อย่างนี้ถูกต้อง)

แต่การแปลว่า “ถ้าใครเอาเขา(อลี) เป็นศัตรูของเขา ก็ขอให้เขาเอาพระองค์เป็นศัตรูของเขาด้วย” (ใครจะกล้าเอาอัลลอฮ์เป็นศัตรูของเขา และท่านนบีฯ ศ็อลฯ ก็คงไม่มีเจตนาจะพูดเช่นนี้แน่ ฉะนั้นพลความข้อนี้ตัดทิ้งไปได้ คงไม่มีใครแปลอย่างนี้แน่)

“ถ้าใครเอาฉันเป็นนายของเขา ก็ขอให้เขาเอาอลีเป็นนายของเขาด้วย” (ประโยคนี้หมายความว่า ท่านนบีฯ ศ็อลฯ มีฐานะสูงส่งกว่าท่านอลี)

“โอ้อัลลอฮ์ ถ้าใครเอาเขา(อลี) เป็นนายของเขา ก็ขอให้พระองค์เอาเขาเป็นนายพระองค์ด้วย” (แปลอย่างนี้มุรตัดแน่)

หรือ “โอ้อัลลอฮ์ ถ้าใครเอาเขา(อลี) เป็นนายของเขา ก็ขอให้เขาเอาพระองค์เป็นนายของเขาด้วย” (ประโยคนี้หมายความว่า ท่านอลีมีฐานะสูงกว่าอัลลอฮ์)

อีกประการหนึ่งการตีความว่า “โอ้อัลลอฮ์ ถ้าผู้ใดเอาเขา (อลี) เป็นเมาลา (มิตร) ก็ขอให้พระองค์เอาเขาผู้นั้นเป็นเมาลา (มิตร) ของพระองค์ด้วย ถ้าผู้ใดเอาเขาเป็นศัตรู ก็ขอให้พระองค์เอาเขาผู้นั้นเป็นศัตรูของพระองค์ด้วย” ย่อมมีความหมายสอดคล้องกว่า เพราะมิตร–ศัตรูย่อมเป็นความหมายแบบตรงข้าม และเข้ากันได้แน่นอน

สรุปแล้วคำว่า “เมาลา” ในประโยคนี้หรือหะดีษนี้จะแปลว่า “เจ้านาย” ไม่ได้ เหตุที่เราต้องนำประโยคนี้มากล่าวกันอย่างละเอียดกลับไปกลับมาอย่างนี้นั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า หะดีษเกี่ยวกับเฆาะดีร คุม นั้นถือว่าเป็นเงื่อนไขแรกที่ชีอะฮ์ได้นำขึ้นมาอ้างเป็นสาระสำคัญต่อคนทั้งหลาย เพื่อจะได้ยอมรับสิทธิอันชอบธรรมของตน ต่อการกล่าวประณามบรรดาสหายและสาวกทั้งหลายของท่านนบีฯ ศ็อลฯ อีกทั้งสร้างประวัติศาสตร์ และหลักการต่าง ๆ ที่ต่างไปจากซุนนีขึ้นมาใหม่ ถ้าหากคลี่คลายปมนี้ไม่ได้หรือไม่แจ่มชัดเพียงพอแล้ว ชีอะฮ์ก็จะถือโอกาสกันประณาม อบูบักร, อุมัร, อุษมานและบรรดาเศาะหาบะฮ์ท่านต่าง ๆ ว่าเป็นพวกทรยศคดโกงต่อท่านรสูล ศ็อลฯ และอลีให้เป็นที่เจ็บปวดอยู่ร่ำไป

สรุปแล้วเราไม่มีทางจะให้ความหมายคำว่า “เมาลา” นี้ ไปในลักษณะของ “ความเคารพนับถือ” ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะแปลความหมายไปเป็นแบบไหน ก็ไม่อาจจะให้ความหมายในรูปแบบดังกล่าวได้ทั้งสิ้น นอกจาก จะให้ความหมายไปในลักษณะ “ความรัก” หรือ “มิตร” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คำสั่งท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ ในหะดีษนี้จึงไม่ได้หมายถึงให้เราเคารพนับถือท่านอลีด้วยการเอาท่านอลีมาเป็นเจ้านายของเรา หรือเอามาเป็นเคาะลีฟะฮ์ของเราหลังจากที่ท่านนบีฯ ศ็อลฯ ได้ตายไปแล้วแต่อย่างใด หากแต่ท่านสั่งกำชับให้เราให้ความรักหรือความเป็นมิตรที่ซื่อสัตย์ต่อท่านอลีเท่านั้น ดังนั้น ความหมายในหะดีษนี้จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการแต่งตั้ง ท่านอลีให้เป็นเคาะลีฟะฮ์แต่อย่างใด หรือใครจะดึงดันตะแบงว่า “แต่งตั้ง” ก็ตามใจ ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว ก็แล้วแต่จะคิดกันไป แต่ถึงจะแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้ง ท่านอลีก็ได้เป็นเคาะลีฟะฮ์อยู่ดีน่ะเอง หรือใครจะเถียงว่าท่านอลีไม่ได้เป็นเคาะลีฟะฮ์

ทีนี้มาพูดถึงว่าคำพูดเหล่านี้ท่านนบีฯ ศ็อลฯ กล่าวที่ไหน (อันที่จริงหะดีษนี้ยาวกว่านี้มาก) ท่านนบีฯ ศ็อลฯ กล่าวที่ตำบลเฆาะดีร คุม เนื่องจากมีผู้มาฟ้องต่อท่านนบีฯ ศ็อลฯ ว่า เมื่ออลีไปอยู่ที่กูฟะฮ์ (อิรัค) ท่านอลีได้ตัดสินความคดีหนึ่ง และมีเศาะหาบะฮ์บางคนเห็นว่าเป็นการตัดสินอย่างไม่เที่ยงธรรม และนำเรื่องนี้มาร้องเรียนท่านนบีฯ ศ็อลฯ บางรายงานว่าเรื่องขัดแย้งข้อขัดแย้งนี้มาจากการตัดสินเรื่องอูฐที่เยเมน เมื่อท่านอลี รอฎิฯ เคยห้ามเศาะหาบะฮ์บางคนใช้ทรัพย์สินที่ยึดมาได้จากสงคราม (อันฟาล) กรณีเช่น การสวมใส่ผ้าไหม ซึ่งผู้ชายบางคนที่เป็นมุสลิมใหม่ไม่รู้ข้อห้ามเรื่องนี้ การร้องเรียนนี้ทำให้ท่านนบีฯ ศ็อลฯ รู้สึกหนักใจเลยประกาศเรียกให้ผู้คนที่กำลังเดินทางกลับมาจากการทำฮัจญ์แห่งการอำลา หรือ หัจญะตุลวะดาอ์พร้อมกับท่านได้มาฟังคำกล่าวของท่าน

คำกล่าวของท่านมีผู้ให้ความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย ในภายหลัง ฝ่ายหนึ่งถือว่าเป็นการเรียกร้องให้มุสลิมให้ความรัก ความนับถือหรือความเป็นมิตรต่อท่านอลีให้มั่นคงยิ่งขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่าคำกล่าวนี้เป็นการแต่งตั้งท่านอลีให้เป็นหัวหน้าของมุสลิมทั้งปวง พร้อมกับนำอายะฮ์ที่ 5 : 67 มาประกอบความเห็น

อันเนื่องจากตำแหน่งผู้นำ หรือเคาะลีฟะฮ์ได้มาตกอยู่ที่ท่านอบูบักร และต่อมาได้ตกอยู่กับอุมัรและอุษมาน แทนที่จะตกเป็นของท่านอลีเป็นคนแรก ด้วยสาเหตุเพียงเท่านี้ คนกลุ่มนี้ก็กล่าวหาว่าท่านอบูบักร อุมัร อุษมานเป็นคนทรยศ กาฟีร มุนาฟิก ซินดีก อะไรต่ออะไรไปต่าง ๆ เท่าที่จะสรรหามากล่าวหาได้ ก็ถ้ามันเป็นเช่นนั้น บรรดาสาวกเป็นหมื่นเป็นแสน ชนิดที่ว่าสามารถจะตายเพื่ออัลลอฮ์และรสูลได้ซึ่งมาเป็นพยานในวันแต่งตั้งท่านอลีในวันนั้นไปไหนกันหมด ทำไมไม่ลุกขึ้นมาคัดค้านการฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์และรสูล เหล่าขุนพลที่ทั้งสุนนีและชีอะฮ์ยกย่องนั้นหายไปไหนกันหมด เหล่าขุนพลผู้วีระอาจหาญที่ไม่เคยกระพริบตาให้แก่ความตายใด ๆ มาก่อนไปไหนกันหมด ตอนนั้นท่านอลีกำลังทำอะไรอยู่ ท่านอบูซัร อัล-ฆิฟารีย์ ท่านซัลมาน อัล-ฟาริสีย์ ไปอยู่ที่ไหน ทำไมไม่นำผู้คนลุกขึ้นมาขัดขวางความไม่ถูกต้องชอบธรรมนี้ เรื่องเหล่านี้ขอให้เรามานึกถึงเมื่อ 17-18 พฤษภาคม 2535 กลุ่มบุคคลผู้มีความเห็นว่าการก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านผู้หนึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้องชอบธรรม กลุ่มบุคคลเหล่านี้ซี่งไม่รู้จักอัลลอฮ์ รสูล และวันอาคิเราะฮ์ และสำหรับเขา ถ้าต้องมาตายอันเนื่องจากการต่อต้านคัดค้านในครั้งนี้ จะได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนก็ยังไม่รู้ กระนั้น พวกเขายังกล้าขึ้นมาต่อต้านคัดค้านในสิ่งที่พวกเขาไม่เห็นด้วย ก็แล้วนี่เป็นเหล่าสาวกและสหายของท่านรสูล ศ็อลฯ ซึ่งในจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธากล้าหาญเด็ดเดี่ยวและมั่นคงต่ออัลลอฮ์ รสูลและวันอาคีเราะฮ์ อย่างสุดชีวิตจิตใจ และทั้ง ๆ ที่ได้ฟังคำประกาศแต่งตั้งท่านอลีอย่างชัดแจ้งเต็มสองรูหูต่อหน้าท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ เมื่อเอาเข้าจริง ๆ ไฉนจึงพากันเงียบกริบนิ่งงันเป็นก้อนหินกันไปหมด เมื่อได้มาพบกับความไม่ถูกต้องชอบธรรมที่ท่านอบูบักรได้กระทำขึ้น ท่านอบูบักรมีคาถาอาคมวิเศษอันใดหรือจึงสามารถสะกดคนเป็นหมื่นเป็นแสนให้สยบอยู่ใต้อำนาจของเขาได้จนถึงกับสามารถพากันไปงุบงิบสุมหัวกันเปลี่ยนคำสั่งของอัลลอฮ์และรสูล ศ็อลฯ ที่สกีฟะฮ์ (มันเป็นเช่นนั้นได้ยังไง) ชีอะฮ์บอกว่าคนเหล่านั้นได้ตกศาสนากลายเป็นกาฟิรและมุนาฟิกกันไปหมดแล้ว อะไรจะขนาดนั้น ทำไมเศาะหาบะฮ์จึงเป็นกาฟีรมุนาฟิกกันได้ง่าย ๆ ขนาดนั้น ก็ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านรสูล ศ็อลฯ มิเสียแรงเปล่าหรือ ความพยายามของท่านนบีฯ ศ็อลฯ ที่พยายามปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต ใจที่ดีงามอันเปี่ยมด้วยความศรัทธาต่ออัลลอฮ์และรสูลแก่บรรดาสาวกของท่านก็มิเป็นอันสูญเปล่าล้มเหลวลงโดยสิ้นเชิงหรือ เพราะแม้แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนรัก เป็นสาวกเป็นเครือญาติยังกล้าทรยศต่อท่านได้เช่นนี้แล้ว เรายังจะไปถามหาความศรัทธาที่มั่นคงและความซื่อสัตย์ต่อท่านได้จากใครอีก ความพยายามและผลงานของท่านมิกลายเป็นดังภาพมายา หรือขี้เถ้าที่ถูกลมพายุพัดหายไปดอกหรือ ก็ขนาดคนอย่างเศาะหาบะฮ์ยังเป็นกาฟีรมุนาฟิกกันได้ง่าย ๆ ขนาดนั้น ก็แล้วอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ จะไปไหวหรือ ก็ถ้าคนอย่างสหาย และสาวกของท่านยังต้องตกนรกหมกไหม้ไม่รู้ผุดรู้เกิดแล้วพวกเราในปัจจุบันนี้จะไปเหลืออะไร

“เพียงท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ วะฟาดไปเพียงวันเดียว สาวกเป็นแสนพากันถอนตัวตีจากไปเป็นกาฟีรกันหมด” การกล่าวหาเช่นนี้ต่อท่านนบีฯ ศ็อลฯ เท่ากับบอกว่าท่านเป็นผู้ที่ทำงานล้มเหลว

อันที่จริง การจะแต่งตั้งใครเป็นเคาะลีฟะฮ์อันเป็นตำแหน่งสำคัญยิ่งนี้จะต้องมีการพูดกันอย่างชัด ๆ ไม่ใช่มีรูปลักษณ์ที่สามารถตีความออกได้หลายนัยอย่างนี้ เช่น “นับจากที่ฉันจากโลกนี้ไปแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายจงเป็นพยานด้วย ฉันขอแต่งตั้งอลีเป็นคอลีฟะฮ์ต่อจากฉัน…” อะไรทำนองนี้ และอายะฮ์ที่ 5/67 ที่นำมาอ้างนั้น ก็เป็นเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับชาวยิวโดยเฉพาะ ไม่เห็นว่ามันจะมีส่วนมาผูกพันกับการแต่งตั้งท่านอลีเลย ให้อ่านอย่างไรยังไง ๆ กี่เที่ยวมันก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับการแต่งตั้งท่านอลีเลย

ทีนี้เราพูดถึงปัญหาที่ว่า ก็ถ้าเราเชื่อว่าอัลลอฮ์และรสูล ศ็อลฯ สั่งให้ท่านอลีเป็นเคาะลีฟะฮ์แล้ว ก็แล้วเหตุไฉนท่านอลีจึงไม่เป็น ทั้ง ๆ ที่อัลลอฮ์และรสูลสั่งให้ท่านเป็น

ต่อคำถามนี้มีผู้จำแนกเหตุผลออกเป็น 2 ประเด็นคือ 1. ท่านอลีกลัว 2. ท่านอลียอมรับในธรรมเนียมของชาวอาหรับที่ว่าเมื่อเสียงส่วนมากของประชาชนเลือกใครขึ้นเป็นหัวหน้าของพวกเขา คนส่วนน้อยจะต้องยินยอมไปตามนั้น

ต่อคำกล่าวที่ว่า 1. ท่านอลีกลัว ถ้าใครคิดอย่างนี้ ก็เห็นทีจะต้องมีการตรวจสอบอะกีดะฮ์ของเขากันใหม่ได้แล้ว คนอย่างท่านอลี รอฎิฯ ตลอดจนครอบครัวของท่านทุกคนนั้น อย่าว่าแต่จะตายเพื่ออัลลอฮ์และรสูลเพียงครั้งเดียวเลย แม้จะถูกสั่งให้บุกน้ำลุยไฟ คนอย่างท่านก็ไม่เคยกระพริบตาให้กับมันแม้แต่ครั้งเดียว ฉะนั้น ความสงสัยข้อนี้จึงตัดทิ้งไปได้เลย เหล่านี้มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยศรัทธาอันมั่นคงของบรรดากัลยาณชน ซึ่งยากที่คนอย่างเราจะหยั่งถึงได้ อย่างท่านนบีอิสมาอีล อะลัยฯ เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็ก ๆ พอได้ยินคำกล่าวของพ่อว่าได้รับคำสั่งจากอัลลอฮ์ ให้นำท่านไปเชือดเป็นการพลีแก่พระองค์ ท่านก็น้อมรับต่อคำสั่งนี้ด้วยความยินดีโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ขณะนั้นท่านยังเป็นเด็กอยู่ ผู้มีศรัทธาอันเปี่ยมล้นเท่านั้นที่จะได้รับความหวานชื่นจากความศรัทธานั้นในทุก ๆ ครั้งที่เขารำลึกถึงพระองค์

ต่อข้อที่ว่าท่านอลี รอฎิฯ ยอมรับในวัฒนธรรมของพวกญาฮิลียะฮ์ ข้อนี้ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน อลี รอฎิฯ เกิดมาด้วยฟิตเราะฮ์ธรรมชาติแห่งวัฒนธรรมอิสลามถูกหล่อหลอมขึ้นมาด้วยแบบอย่างแห่งชะรีอัตของอิสลาม มีการศรัทธาต่ออัลลอฮ์เป็นอุดมการณ์สูงสุด ยึด จริยวัตรของรสูล ศ็อลฯ เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตทุกขั้นตอน ไม่มีคำสั่งหรือวัฒนธรรมใดจะมาลบล้าง ทำลาย และสะดุดความคิดของท่านไม่ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์และรสูลได้

คำถามมีอยู่ว่า ก็ในเมื่อท่านอลี รอฎิฯ ไม่กลัวพวกนั้น และไม่ตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมของพวกญาฮิลียะฮ์ แล้วทำไม รอฎิฯ จึงไม่เป็นเคาะลีฟะฮ์เล่า ? ถ้าเช่นนั้นเราจะกล่าวได้ไหมว่า อลี รอฎิฯ ปฏิเสธคำสั่งของอัลลอฮ์และรสูล แน่นอนชีอะฮ์คงจะตอบว่าเป็นไปไม่ได้ที่อลีจะทำเช่นนั้น

ถ้าเช่นนั้นทำไมท่านจึงไม่ยอมเป็นเล่า ? ชีอะฮ์มักจะตอบว่า เพราะท่านได้เล็งเห็นแล้วว่าถ้าท่านขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์ในตอนนั้น ความสัปดนปั่นป่วนจะเกิดขึ้นแน่ การปะทะกันระหว่างมุสลิมจะเกิดขึ้นเลือดจะนองแผ่นดิน พวกที่นิยมอบูบักรและอุมัรมีอยู่มากมาย ฝ่ายสนับสนุนท่านมีอยู่นิดเดียว

ตามความเป็นจริง เรื่องนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ท่านอลี รอฎิฯ จะมาแสดงความคิดล้ำหน้า อัลลอฮ์และรสูลของพระองค์ อัลลอฮ์เท่านั้นที่รู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เมื่ออัลลอฮ์สั่งนบีมูซา อะลัยฯ ให้ไปหาฟิรอาวน์ นบีมูซา อะลัยฯ ก็ไปอย่างดุษณีโดยไม่มีข้อวิตกกังขาใด ๆ ว่าเมื่อไปเทศนาสั่งสอนแล้ว “ฟิรอาวน์จะเชื่อถือยอมรับหรือ ถ้าฟิรอาวน์ฆ่าฉัน พระองค์จะช่วยหรือเปล่า มันเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่มาก ฉันจะแบกไหวหรือ” เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาแก่ท่าน นบีมูซา อะลัยฯ แต่อย่างใด เมื่อใช้ให้ไปก็ไป เมื่อให้ทำอะไรก็ทำ ทั้ง ๆ ที่ถ้าจะมองกันด้วยสายตาของคนทั่วไปแล้ว การไปเทศนาตักเตือนฟิรอาวน์นั้นเท่ากับเดินทางไปหาความตายดี ๆ นี่เอง ท่านอลี รอฎิฯ ก็เช่นเดียวกัน ถ้าอัลลอฮ์และรสูลมีคำสั่งลงมาให้ท่านเป็นเคาะลีฟะฮ์จริงแล้ว ท่านจะไม่มาแสดงความคิดเห็นเช่นนั้นแน่ เว้นไว้แต่ว่าอัลลอฮ์จะไม่สั่งลงมาเท่านั้นเอง เรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไปนั้น ท่านอลี รอฎิฯ มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ต่อการที่จะคิดอย่างไรหรือปฏิเสธอย่างไรก็ได้ เป็นสิทธิ์อันสมบูรณ์ของท่าน ตราบเท่าที่อัลลอฮ์ รสูลยังไม่มีคำสั่งมาให้ทำหรือไม่ให้ทำ

ชีอะฮ์อธิบายว่า ถึงแม้อัลลอฮ์และรสูลจะสั่งมาก็ตามแต่ท่าน อลี รอฎิฯ ก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นเคาะลีฟะฮ์ก็ได้ไม่เป็นก็ได้ ความจริงมันเป็นไปไม่ได้ ก็ดังที่กล่าวแล้วว่า ท่านมีสิทธิ์จะคิดจะทำอะไรก็ได้ตราบเท่าที่อัลลอฮ์และรสูลยังไม่สั่งลงมาให้ท่านกระทำ หรือไม่ให้กระทำ แต่นี่เราต้องไม่ลืมว่านี่เป็นคำสั่งให้กระทำ เหมือนเช่นว่าสั่งให้นมาซ จ่ายซะกาต ถือศีลอด ทุกคนเมื่อปฏิญาณตนเป็นมุสลิมแล้ว จะต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อท่าน นบีฯ ศ็อลฯ ถึงกับชูมือท่านอลียืนยันย้ำในการแต่งตั้งให้ท่านสืบทอดถึง 3 ครั้ง 3 หนต่อหน้าคนเป็นหมื่นเป็นแสนเช่นนี้ด้วยแล้ว ท่านย่อมไม่อาจปฏิเสธในความเป็นผู้นำได้ อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นคำสั่งที่ปรากฏอยู่ในอัล-กุรอานด้วย แต่ก็พูดไปทำไมมี ก็ท่านอลี รอฎิฯ มีสิทธิ์อันสมบูรณ์ที่จะเป็นเคาะลีฟะฮ์ก็ได้ หรือว่าปฏิเสธก็ได้แล้ว และที่ท่านไม่เป็นในตอนนั้นก็เพราะท่านปฏิเสธที่จะเป็นแล้ว เช่นนี้เรายังจะมาพูดถึงเรื่องนี้และทวงสิทธิ์ให้กับท่านกันไปทำไมเล่า เรื่องนี้จบได้แล้ว

ชีอะฮ์ยังยืนยันว่า “อันที่จริง การที่นำเรื่องนี้มาพูดนั้นก็มิใช่อะไรหรอก เพียงแต่ต้องการที่จะตักเตือนชี้นำพวกเราให้พ้นจากการเป็นผู้คิดผิดทำผิดในเรื่องต่าง ๆ ทางศาสนาเท่านั้นเอง ซึ่งเราทั้งหลายก็รู้กันอยู่แล้วว่าการคิดผิดทำผิดในประการต่าง ๆ ของเรื่องศาสนานั้น จะพบกับวาระสุดท้ายที่น่าเศร้าสลดหดหู่เพียงใด มันน่ากลัวจริง ๆ” พวกเขามักจะกล่าวว่า “คุณรู้ไหมการที่ท่านนบีฯ ศ็อลฯ แต่งตั้งท่านอลีให้เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกแล้วท่านอลี รอฎิฯ ไม่ได้เป็นนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ประวัติศาสตร์ หลักศรัทธา แบบอย่างสุนนะฮ์ต่าง ๆ ของท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ การดำเนินศาสนาไปตามคำสั่งสอนของท่านอิมาม ต่าง ๆ นั้นมีแต่ถูกกับถูกอย่างเดียว ไม่มีทางผิดแม้แต่เพียงนิดเดียว ทั้งนี้เพราะท่านนบีฯ ศ็อลฯ ได้วิงวอนต่ออัลลอฮ์ไว้แล้วว่า ให้ปกป้องคุ้มครองครอบครัวลูกหลานของท่านให้อยู่ในความบริสุทธิ์ผุดผ่องแห่งแนวทางของอัลลอฮ์ และรสูลของพระองค์ตลอดไป” แล้วเขาก็เชิญชวนว่า “ดังนั้นจงมาอยู่ในสายทางเดียวกันกับเราเถิด เพื่อพวกท่านจะได้พ้นจากการเป็นกุโฟ้ร อันเนื่องจากการเชื่อถือศรัทธาและปฏิบัติศาสนากันแบบผิด ๆ ซึ่งจะเป็นผลให้พวกท่านถูกลงโทษตกนรกหมกไหม้ตลอดกาล มีแต่แนวทางนี้อันเป็นแนวทางของท่านอิมามผู้เป็นลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ เท่านั้นที่จะนำพวกท่านเข้าสุ่สวรรค์ญันนะฮ์ของอัลลอฮ์ได้ จงขึ้นมาสู่เรือแห่งอะฮลุลบัยต ครอบครัวของรสูลฯ ศ็อลฯ กันเถิด มิฉะนั้นพวกท่านจะพากันจมน้ำแห่งกุโฟ้รตายกันหมด”

แน่นอนข้อนี้ ซุนนีก็ยอมรับว่าครอบครัวลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ นั้นเป็นมะอศูม เฎาะหาเราะฮ์ ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ทว่าความบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือเฎาะหาเราะฮ์มะอศูมนี้ หมายถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องในการดำเนินชีวิตและเทศนาสั่งสอนผู้คนตามแนวทางของอัลลอฮ์และรสูลโดยมิได้ดำเนินชีวิตและเทศนาสั่งสอนออกนอกลู่นอกทางไปจากแนวทางอิสลาม และมีคำสอนจากที่อื่นมาเจือปนโดยเฉพาะเท่านั้น คำว่า “มะอศูม” หรือความบริสุทธิ์ผุดผ่องนี้ มิได้รวมความหมายไปถึงว่า บรรดาอิมามหรือลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ จะต้องเป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่องชนิดที่เรียกว่าไม่มีบาป-อิสมุนติดตัวเลยแม้แต่น้อยไม่ ทั้งนี้ก็ดังที่รู้กันอยู่ว่า อิมาม ก็คืออิมามผู้เป็นลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ อิมามมิใช่นบี มีแต่บรรดานบีเท่านั้นที่ไม่มีบาป-อิสมุนติดตัว เพราะนี้คือซิฟัตข้อหนึ่งของบรรดานบี นบีอาจจะมีการผิดพลาดหรือซัมมุนในการดำเนินวิธีการเทศนาเผยแพร่ได้ เพราะการผิดพลาดต่าง ๆ นั้นเป็นคุณลักษณะของมนุษย์ทุกคน การผิดพลาดหรือซัมมุนนั้นมิได้กินความหมายไปถึงการทำบาปทำชั่วที่ขัดกับหลักศีลธรรมคำสอนของอัลลอฮ์แต่อย่างใด เพราะซิฟัตหรือคุณลักษณะของนบีจะมีบาป ทำบาปที่ขัดกับหลักศีลธรรมจรรยาของอัลลอฮ์ไม่ได้ คือผู้ที่เป็นนบีนั้นจะมีบาป-อิสมุนติดตัวไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะนบีเป็นตัวอย่างแห่งคุณธรรมความดี เป็นแบบอย่างที่ดีของบรรดากัลยาณชนทั้งหลาย ถ้านบียังทำบาปทำชั่วอยู่แล้วท่านจะไปเทศนาสั่งสอนใครได้ แล้วยังจะมีใครมาเคารพนับถือท่านอีก นอกนั้นแล้ว มนุษย์ทุกคนย่อมมีบาปติดตัวอยู่ด้วยกันทุกคนทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย ไม่เว้นแต่บรรดาอิมามหรือลูกหลาน ครอบครัวของท่านนบีฯ ศ็อลฯ

และอีกประการหนึ่ง เราจะเชื่อได้อย่างไรว่า สิ่งที่ชีอะฮ์กระทำทั้งหมดนั้นเป็นการกระทำที่ได้มาจากแบบอย่างและคำสอนของบรรดาอิมามผู้เป็นลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ ทั้งสิ้น (ซึ่งก็ รู้ ๆ กันอยู่มีอะไรบ้าง) และเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่ท่านบอกว่านี่คือคำสอนของอิมาม หรือ อิมามพูดอย่างนั้นอย่างนี้ ดังนี้บันทึกอยู่ในอัล-กาฟีย์นั้น มีความเป็นจริงมากน้อยขนาดไหน อิมามพูดอย่างนี้จริง ๆ หรือ พิสูจน์ได้อย่างไรว่าคำสอนนี้อิมามเป็นคนพูด ไม่ใช่คนอื่นมาแอบอ้างว่า อิมามเป็นคนพูด เดี๋ยวนี้มีชีอะฮ์บางท่านบอกว่าในอัล-กาฟีย์นั้น มีทั้งที่เศาะหี้ย์แข็งแรง และ เฎาะอีฟอ่อนแอเหมือนกัน เหมือนอย่างหะดีษบุคอรีไงเล่า ในบุคอรียังมีทั้งแข็งแรงและอ่อนแอเลย ในอัล-กาฟีย์ก็เช่นกัน มันก็มีทั้งที่แข็งแรงและอ่อนแอเหมือนกัน

อะไรกัน ทั้ง ๆ ที่อิมามมะฮ์ดีย์ได้ประทับตราให้การรับรองมาแล้วดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “ฮาซากาฟีย์ลิชชีอะตีย์” นี่เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับชาวชีอะฮ์ของฉัน “กระนั้นหรือ” เป็นไปได้อย่างไร ท่านอิมามไม่รู้หรือว่าในอุศูลิ กาฟีย์ที่อ่านอบู ญะอฟัร มุฮัมหมัด อิบนิ ยะกูบ กุลัยนีย์ ได้รวบรวมขึ้น แล้วนำไปให้ท่านประทับตรารับรองนั้นมีหะดีษหรือถ้อยความรายงานที่เฎาะอีฟอ่อนแออยู่ตั้งมากมาย และอีกประการหนึ่งในบุคอรีนั้น ในเรื่องการรับรองหะดีษว่าแข็งแรงหรืออ่อนแอนั้น เขาทำฟุตโน๊ตหรือเชิงอรรถแจ้งไว้อย่างชัดเจนว่า หะดีษไหนแข็งแรงและหะดีษไหนอ่อนแอ แต่ อัล-กาฟีย์ไม่ได้ทำอย่างนั้น และชาวชีอะฮ์ทุกคนต่างถือว่าอุศูลิ กาฟีย์นั้นเป็นสุดยอดแห่งคัมภีร์ของวิทยาวุฒิที่บันทึกลงไว้แต่สัจธรรมความจริงทั้งสิ้นไม่มีส่วนไหนเป็นเท็จอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นท่านอิมามมะฮ์ดีย์จะให้การรับรองออกมาได้อย่างไร

เกี่ยวกับลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ นั้น ด้วยความเป็นจริงแล้ว ไม่มีมุสลิมคนไหนปฏิเสธในคำเทศนาสั่งสอนของพวกท่านผู้ซึ่งเป็นลูกหลานครอบครัวของท่านนบีฯ ศ็อลฯ แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม ลูกหลานของนบีฯ ศ็อลฯ ก็คือลูกหลาน หาใช่เป็นนบีผู้รับวะหี้ย์จากอัลลอฮ์ไม่ บรรดาอิมามต่าง ๆ เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่พระผู้มีพระภาคแห่งพระเจ้าที่ไม่มีบาป และความผิดพลาดหลงลืมเหมือนคนทั่ว ๆ ไปดังที่ชีอะอ์คิดและเข้าใจ (ดู “การปฏิวัติอิหร่าน ฯ และนิกายชีอะฮ์” หน้า 21,35,100)

แต่อย่างไรก็ตาม คำเทศนาสั่งสอนของอิมามก็อาจถือได้ว่าเป็นคำสอนของท่านนบีฯ ศ็อลฯ เช่นกัน เพราะอัลลอฮ์ได้ปกป้องลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ ไว้แล้ว ไม่ให้มีการเทศนาที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของพระองค์ และคำเทศนาของท่านนบีฯ ศ็อลฯ ก็คือความประสงค์ของอัลลอฮ์ แต่มีปัญหาว่า อิมามได้พูดอย่างนั้น ๆ จริงหรือเปล่า ปัญหามันอยู่ตรงนี้ และอีกอย่างหนึ่ง ลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ ที่อัลลอฮ์ปกป้องให้พ้นจากการเทศนาสั่งสอนผิด ๆ นั้นมีกี่คนกันแน่ 5คน 7 คน หรือ 12 คน เพราะชีอะฮ์ก็มีหลายสายของการเชื่อถือ อิมาม 5, อิมาม 7, หรืออิมาม 12 ต่างพวกก็บอกว่าของตัวเองถูก

อิสลามวางพื้นฐานอยู่บนคำสอนของอัล-กุรอาน ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของอิมามหรือนบี หรือใคร ๆ ก็ตาม ถ้าหากไม่สอดคล้องหรือผิดไปจากอัล-กุรอาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขัดกับ อัล-กุรอานด้วยแล้ว คำสอนเหล่านั้นจะถูกปัดทิ้งทันที ฉะนั้นทุก ๆ คำสอนนั้นจะรู้ว่าผิดหรือถูกก็ด้วยการนำไปตรวจสอบด้วยอัล-กุรอาน การที่เราพูดกันว่าอิมามว่าอย่างนั้น อิมามว่าอย่างนี้นั้น จริง ๆ แล้วอิมามพูดอย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่า และเราทุกคนก็ขอยืนยันด้วยชีวิตว่า ลูกหลานที่เป็นคนในครอบครัวของท่านนบีฯ ศ็อลฯ จะต้องไม่เทศนาพูดจาที่ออกนอกลู่นอกทางของอัลลอฮ์ และ รสูลเด็ดขาด โดยเฉพาะพูดในสิ่งที่ขัดกับอัล-กุรอาน และคำสอนของรสูล ศ็อลฯ ดังที่กล่าวแล้ว อัลลอฮ์ย่อมปกป้องลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ ให้พ้นจากการออกนอกแนวทางของอัลลอฮ์และรสูล

อิสลามมิใช่มีแต่เรื่องนมาซ ซะกาต ถือศีลอด อันเป็นตะอับบุดเท่านั้น อิสลามได้รวมไปถึงการกินอยู่หลับนอน พิพากษา ค้าขาย แต่งงาน หย่าร้าง สังคม การปกครอง อันเป็นภาค มุอามะละฮ์ด้วย เรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องได้มาจากหะดีษนับเป็นจำนวนพัน ๆ หะดีษ ซึ่งสาวกท่านต่าง ๆ (ซึ่งอยู่ ณ สถานที่ต่าง ๆ) ของท่านนบีฯ ศ็อลฯ ได้จดจำไว้ แต่ละคนจำได้มากบ้างน้อยบ้าง เราจะเอาหะดีษของเรื่องเหล่านี้มาแต่เฉพาะจากลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ ทั้งหมดได้อย่างไร และก็ดังที่รู้กันอยู่ว่าท่านอลีไม่ได้ติดตามท่านนบีฯ ศ็อลฯ ไปในทุกหนทุกแห่งเช่นการอยู่กินกับบรรดาภริยาของท่าน ดังนั้น เราจะเอาเรื่องดังกล่าวมาจากท่านอลีและลูกหลานได้ทั้งหมดอย่างไร ไม่มีสาวกคนหนึ่งคนใดติดตามท่านนบีฯ ศ็อลฯ ดุจเป็นเงาตามตัวตั้งแต่เริ่มเทศนาสั่งสอนไปจนกระทั่งท่านวะฟาต ดังนั้นหะดีษจึงได้มาจากสาวกคนโน้นบ้างคนนี้บ้างที่ท่านนบีฯ ศ็อลฯ ไปพบปะเทศนาสั่งสอนด้วยเหตุนี้จึงเกิดมีผู้ติดตามสืบหาหะดีษท่านต่าง ๆ ขึ้น มาในภายหลังและมีเทคนิคต่าง ๆ ในการตรวจสอบความถูกต้องมากมาย

สรุปแล้วสิ่งใดที่ท่านอลี และลูกหลานของท่านบอกกล่าวสั่งสอนไว้ เราขอยืนยันด้วยเกียรติแห่งความเป็นมุสลิมได้เลยว่า คำบอกกล่าวสั่งสอนนั้นจะต้องไม่ขัดกับคำสอนของอัลลอฮ์และรสูลอย่างแน่นอน เราสามารถหลับตาเชื่อถือยึดตามไปได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องไปสืบให้เสียเวลาว่าคำพูดนั้นสอดคล้องกับอัล-กุรอานและคำสอนของท่านนบีฯ ศ็อลฯ หรือเปล่า ดังที่ชาวชีอะฮ์มักจะกล่าวกันอยู่เสมอว่า “อิมามพูดอย่างนั้นอิมามพูดอย่างนี้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องไปดูอีกว่าท่านนบีฯ ศ็อลฯ พูดไว้อย่างไร เพราะยังไง ๆ มันก็จะต้องสอดคล้องตรงกับคำสอนของท่านนบีฯ ศ็อลฯ อยู่แล้ว อย่างไม่มีปัญหา” แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นคำสอนของลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ โดยเฉพาะเท่านั้นนะ มิใช่เป็นคำสอนของคนอื่นแล้วมาแอบอ้างประทับตราว่าเป็นคำสอนของลูกหลาน นบี ฯ ศ็อลฯ ได้พิสูจน์ออกมาให้เห็นกันแล้วในหลาย ๆ เรื่องว่า มันไม่ได้เป็นคำสอนแท้ ๆ ของท่านอิมามผู้เป็นลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ จริงแต่อย่างใด หรือว่าคำสอนอย่างนั้นดู ๆ แล้วมันไม่น่าจะเป็นคำสอนของลูกหลานท่านนบีฯ ศ็อลฯ จริงแต่อย่างใด หรือว่าคำสอนอย่างนั้นดู ๆ แล้วมันไม่น่าจะเป็นคำสอนของลูกหลานท่านนบีฯ ศ็อลฯ เลย เช่นมีคำสอนเกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ (สุบหฯ) อีกสองส่วน อย่างเช่นท่านอบูบะศีรได้รายงานว่า “…..แล้วท่านอิมามญะอฟัรก็กล่าวว่า เรามีมุศหัฟ (หนังสือ) ของท่านหญิงฟาฎิมะฮ์ อะลัยฮัสลาม และประชาชนรู้ไหมว่า มุศหัฟของท่านหญิงฟาฎิมะฮ์คืออะไร นั่นคือหนังสือซึ่งมีความหนาเป็นสามเท่าของอัล-กุรอานของพวกเจ้า ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ใน (มุศฮัฟ)นั้นไม่มีแม้แต่อักษรเดียวของอัล-กุรอานของพวกเจ้า ปรากฎอยู่” (จาก อุศูลิ กาฟีย์ ซึ่งพูดถึงมุศหัฟ ชื่อ อัล-ญัฟรุ อัล-ญาเมียะ) (ดูการปฏิวัติของอิหร่านฯ หน้า 93)

เราไม่เชื่อว่าท่านอิมาม ญะอฟัร ศอดิก ผู้เป็นลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ จะกล่าวอย่างนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีปัญหาว่า ก็ถ้าอิมามไม่กล่าวแล้วใครเป็นคนกล่าว อบู บะศีร เป็นคนกล่าวขึ้นเอง แล้วแอบอ้างชื่ออิมาม หรือว่าท่านกุลัยนีย์เป็นผู้รายงานขึ้นมาเองว่าอบู บะศีรเป็นผู้กล่าวอย่างนี้ อบู บะศีร เป็นคนร่วมสมัยกับอิมามญะอฟัร ศอดิก ปีตายของเขาไม่ปรากฎบันทึกไว้ แต่อิมาม ญะอฟัร ศอดิกตายเมื่อ ฮ.ศ. 148 ส่วนอบู ญะอฟัร อิบนิ ยะกูบ กุลัยนีย์ ผู้รวบรวมอุศูลิ กาฟีย์ ตายเมื่อ 359 ช่วงระยะเวลาในการตายของคนทั้งสองห่างกัน ประมาณ 211 ปี ช่วงชีวิตของคนทั้งสองห่างกันมาก อบู บะศีร อยู่ที่เมืองกูฟะฮ์ ส่วนท่านอิมามบากิรและท่านอิมาม ญะอฟัร ศอดิก พำนักอยู่ที่อัล-มะดีนะฮ์ บางครั้ง อบู บะศีรเดินทางจากกูฟะฮ์มาที่อัล-มะดีนะฮ์ และเมื่อกลับไปก็อ้างรายงานไปถึงท่านอิมามแล้วแจ้งคำบอกเล่าเช่นนี้แก่มิตรสหายของตน และเมื่อกุลัยนีย์จะรายงานว่า อิมามพูดอย่างไร ก็มักจะอ้างถึงอบู บะศีรอยู่เสมอ

สรุป จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ พอสรุปได้ดังนี้คือ

1. คำว่า “เมาลา” ในหะดีษนี้จะแปลว่า “ที่เคารพนับถือ หรือ เจ้านาย” ไม่ได้ จะต้องแปลว่า “มิตร หรือ ที่รัก” เท่านั้น

2. คำสั่งของหะดีษนี้ ไม่ได้หมายถึงการแต่งตั้งท่านอลีให้เป็นเคาะลีฟะฮ์ หากแต่ให้มีการให้ความรักและความเป็นมิตรต่อท่านอลี

3. ชาวสุนนีไม่ได้ปฏิเสธคำเทศนาสั่งสอนที่แท้จริงของท่านอิมามผู้เป็นลูกหลานของท่านนบีฯ ศ็อลฯ แต่อย่างใด


ท่านทราบไหม ? ท่านอลี รอฎิฯ มีบุตรหลานหลายคน ในจำนวนนี้คนหนึ่งชื่อ อุมมุกุลษุม แต่งงานกับท่านอุมัร รอฎิฯ หลังจากการจากไปของนางฟาติมะฮ์ รอฏิฯ ท่านอลีสมรสกับหญิงอื่น ๆ อีกหลายคนและยังมีบุตรที่เกิดจากภรรยาใหม่หลายคนด้วยเช่นเดียวกัน ในจำนวนนี้มี 3 คนปรากฏชื่อว่า อบูบักร อุมัรและอุษมานด้วย

ท่านทราบไหมว่าบุตรคนหนึ่งของท่านอิมามฮูเซนมีชื่อว่าอบูบักร ซึ่งเป็นผู้ที่ชะฮีด ใน กัรบะลาด้วย ความสัมพันธ์ของคนเหล่านั้น (คือศอฮาบะฮ์ต่าง ๆ) ภายหลังท่านนบีฯ ศ็อลฯ นั้นดีอยู่แล้ว อย่าไปสร้างประวัติศาสตร์ ให้เขาเหล่านั้นมีความขัดแย้งกันเลย

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา