เมนูของเรา

ภาวะผู้นำ : ระหว่างเคาะลีฟะฮฺกับอิมามะฮฺ ตอนที่ 2

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 27/5/2007 20:34:54 (3265 ครั้งที่อ่าน)
ภาวะผู้นำ

แปลและเรียบเรียงโดย อามีอามีนะฮฺ บินติ อิบรอฮีม

ต่อไปเราจะได้นำหลักฐานต่างๆ ที่ชาวชีอะฮฺยกขึ้นมาอ้างสนับสนุนสิทธิของท่านอะลีและลูกหลานของท่านที่มีต่อตำแหน่งอิมามของอุมมะฮฺ เพื่อดูว่าหลักฐานเหล่านั้นถูกต้องและเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด ในการนำเสนอ จะเสนอทัศนะของฝ่ายชีอะฮฺก่อน แล้วตามด้วยคำตอบของฝ่ายสุนนีย์โดยแยกทีละหลักฐาน

หลักฐานสนับสนุนอิมามะฮฺของฝ่ายชีอะฮฺ

1. อายะฮฺฏอฮิร

อายะฮฺ “ฏอฮิร“ หรืออายะฮฺอัล-กุรฺอานว่าด้วย “ความบริสุทธิ์“ ของอะหฺลุลบัยตฺมักจะถูกชาวชีอะฮฺนำมาอ้างอยู่เนืองๆ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนสิทธิการเป็นเคาะลีฟะฮฺให้กับท่านอะลี รอฎิฯ แต่เพียงผู้เดียว และสนับสนุนสภาพไร้บาปของบรรดาอิมามชีอะฮฺ อายะฮฺดังกล่าวปรากฏความดังนี้คือ :

“........แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไป จากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง“ (33:33)

เมื่ออายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา ท่านนบี ศ็อลฯ ได้เรียกฟาฏิมะฮฺ บุตรีของท่าน, หะซัน, หุเซน หลานชายของท่านและอะลี ผู้เป็นทั้งบุตรเขยและลูกพี่ลูกน้องของท่านให้มาอยู่รวมกัน แล้วท่านได้คลุมร่างพวกเขาและตัวท่านเองเข้าไว้ด้วยกันด้วยเสื้อคลุมของท่าน พร้อมกับดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ ว่า “โอ้อัลลอฮฺ! บุคคลเหล่านี้คือสมาชิกในครัวเรือนของข้า ขอได้โปรดขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไปจากพวกเขา และชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง“ อุมมุ สะลามะฮฺ ภริยาคนหนึ่งของท่านนบี ศ็อลฯ อยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้นด้วย นางจึงเอ่ยถามท่านนบี ศ็อลฯ อย่างถ่อมตนว่า “โอ้นบีของอัลลอฮฺ ดิฉันจะรวมอยู่ในกลุ่มด้วยไหมค๊ะ?“ ท่านนบี ศ็อลฯ ตอบนางว่า “จงอยู่ในที่ของเธอ เพราะเธอได้อยู่ในความดีแล้ว“ เห็นได้ว่ามีคนเพียง 5 คนเท่านั้นที่ถูกรวมเข้าด้วยกัน ได้แก่ ท่านนบี ศ็อลฯ, อะลี, ฟาฏิมะฮฺ, หะซันและหุเซน ยิ่งไปกว่านั้นโดยดุอาอฺของท่านนบี ศ็อลฯ พวกเขาจึงบริสุทธิ์จากความผิดบาปทั้งปวง ด้วยเหตุนั้น ท่านอะลี รอฎิฯ และทายาทของท่านจึงเป็นผู้ไร้บาป และอยู่ในฐานะสูงส่งกว่าคนอื่นๆ ในอุมมะฮฺมุสลิมทั้งหมด ท่านเหล่านี้เท่านั้นที่ครอง “สิทธิ์“ ในการเป็นอิมามหรือผู้นำของอุมมะฮฺมุสลิม (25)

ความหมายจริงๆ ของคำว่า “อะหฺลุลบัยตฺ“

อย่างไรก็ตาม คำว่า “อะหฺลุลบัยตฺ“ ณ ที่นี้ปรากฏอยู่ในครึ่งหลังของอายะฮฺที่ 33 ในซูเราะฮฺ อัล-อะหฺซาบ ยังมีอายะฮฺอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและรวมเป็นกลุ่มเดียวกันนับจากอายะฮฺที่ 28 จนถึงอายะฮฺที่ 34 ซึ่งมีความหมายเต็มๆ ดังนี้คือ :

(28) โอ้นบี! จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้าเถิดว่า หากพวกเธอปรารถนาการมีชีวิตในโลกนี้และความเพริศแพร้วของมัน ก็จงมาเถิด ฉันจะจัดหา(การเลี้ยงชีพ)ให้แก่พวกเธอ และจะปล่อยพวกเธอให้ออกไปอย่างดีงาม

(29) และหากพวกเธอปรารถนาอัลลอฮฺ และรสูลของพระองค์และโลกอาคิเราะฮฺแล้ว แท้จริงอัลลอฮฺได้เตรียมผลบุญอันใหญ่หลวงแก่เหล่าสตรีผู้กระทำความดีในหมู่พวกเธอ

(30) โอ้บรรดาภริยาของนบี! ผู้ใดในหมู่พวกเธอนำความชั่วอย่างชัดแจ้งมา การลงโทษจะถูกเพิ่มให้แก่นางเป็นสองเท่า ในการนั้นเป็นการง่ายดายแก่อัลลอฮฺ

(31) และผู้ใดในหมู่พวกเธอที่ยอมภักดีต่ออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และประพฤติแต่สิ่งที่ดี แน่นอนเราจักมอบรางวัลแก่นางถึงสองเท่า และเราได้สำรองโชคผลอันมีเกียรติแก่นาง

(32) โอ้บรรดาภริยาของนบี! พวกเธอหาได้มีฐานะเหมือนบรรดาสตรีทั้งหลายไม่ หากพวกเธอมีความยำเกรง ก็อย่าได้ใช้วาจาอ่อนหวาน(กับชายอื่น)(26) อันจะเป็นเหตุให้ชายที่มีความป่วยไข้ในหัวใจพากันมุ่งหวัง(ในตัวเธอ) และพวกเธอจงใช้วาจาที่ดี

(33) และจงประจำอยู่แต่ในเรือนของพวกเธอ และอย่าปรากฏตัวอย่างเปิดเผยตามอย่าง(การปรากฏตัวใน)ยุคญาฮิลียะฮฺดั้งเดิม จงดำรงทำละหมาด จงบริจาคซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง

(34) และจงรำลึกถึงโองการของอัลลอฮฺและวิทยปัญญาที่ถูกอ่านอยู่ในเรือนของพวกเธอ แท้จริงอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อาทรยิ่ง ทรงเป็นผู้ตระหนักยิ่ง (33:28-34)

จากข้อความข้างต้น อายะฮฺที่ 28 และ 29 กล่าวถึงท่านนบี ศ็อลฯ อายะฮฺที่ 30 และ 31 กล่าวถึงภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ อย่างชัดเจน อายะฮฺที่ 32 กล่าวถึงภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ โดยตรง และยังเตือนว่าพวกเธอหาได้มีฐานะเหมือนบรรดาสตรีทั้งหลายไม่

ตอนนี้ก็มาถึงอายะฮฺปัญหาของเรา คืออายะฮฺที่ 33 ครึ่งหลังซึ่งชาวชีอะฮฺชอบที่จะอ้างสนับสนุนภาวะมะอฺศูม(สภาพไร้บาป)และความสูงส่งของท่านอะลีรอฎิฯ ครึ่งแรกของอายะฮฺนี้กล่าวว่า “และจงประจำอยู่แต่ในเรือนของพวกเธอ และอย่าปรากฏตัวอย่างเปิดเผยตามอย่าง(การปรากฏตัวใน)ยุคญาฮิลียะฮฺดั้งเดิม จงดำรงทำละหมาด จงบริจาคซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์“ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถ้อยคำเหล่านี้เป็นส่วนต่อเนื่องมาจากอายะฮฺต้นๆ ซึ่งกล่าวถึงบรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ โดยตรง จากนั้นครึ่งหลังของอายะฮฺเดียวกันจึงปรากฏความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง"

ข้อความเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า กลุ่มอายะฮฺทั้งกลุ่มนี้กล่าวถึงท่านนบี ศ็อลฯ และบรรดาภริยาของท่าน คำกิริยาและคำนามในตอนต้นๆ และในอายะฮฺท้าย(34)อยู่ในรูปเพศหญิง แต่เฉพาะตรงครึ่งหลังของอายะฮฺที่ 33 คำนามที่ใช้ตามหลังคำว่า “อะหฺลุลบัยตฺ“กลับเปลี่ยนไปเป็นคำเพศชาย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าตามหลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับ คำเพศชายจะถูกนำมาใช้ในกรณีที่ผู้ถูกพูดถึงมีเพศชายและเพศหญิงปนกัน ดังนั้น อายะฮฺเหล่านี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องและรวมบรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ เอาไว้โดยมิต้องสงสัย ฝ่ายท่านอะลี, ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ, ท่านหะซันและท่านหุเซน รอฎิฯ ได้ถูกรวมเข้าไปอยู่ในอะหฺลุลบัยตฺกับเขาด้วยดังความในดุอาอฺของท่านนบี ศ็อลฯ ที่กล่าวมาแล้ว

ชาวชีอะฮฺอ้างเพียงแต่อายะฮฺที่ 33 ครึ่งหลังเท่านั้น และทึกทักว่าอะหฺลุลบัยตฺได้แก่คนเพียง 4 คน โดยมิได้รวมบรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ เข้าไว้ด้วย ตอนนี้ขอให้เราสมมุติว่า เรายอมรับคำอธิบายของชาวชีอะฮฺ และถือว่าอะหฺลุลบัยตฺไม่ได้รวมภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ เอาไว้ ใจความของอัล-กุรฺอานนับแต่อายะฮฺที่ 29 จนถึงข้อความที่เรากำลังอภิปรายอยู่นี้ ก็จะอ่านได้ความดังนี้คือ : อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงมีบัญชาให้บรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ เลือเอาระหว่างโลกนี้และโลกหน้า ทรงเตือนพวกนางให้ระวังการลงทัณฑ์หนักถึงสองเท่า ถ้าพวกนางเกิดประพฤติตัวไม่เหมาะสมขึ้นมา ทรงสัญญาว่าพวกนางจะได้รับรางวัลตอบแทนสองเท่า ถ้าพวกนางทำสิ่งดีงามทรงเตือนพวกนางให้ทำตัวเป็นแบบอย่างในด้านกิริยามารยาท ทรงเคี่ยวเข็ญให้พวกนางดำรงการละหมาดและบริจาคซะกาต สุดท้ายพระองค์ทรงมีรับสั่งว่า พระองค์ทรงกำหนดสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้กับพวกนาง เพราะพระองค์ทรงต้องการที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ให้ออกไปจากคนอื่น ไม่ใช่พวกนาง และคนเหล่านั้นก็ได้แก่ท่านอะลี, ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ, ท่านหะซันและท่านหุเซน รอฎิฯ ถ้าอ่านกันอย่างนี้ ท่านว่าฟังได้ไหมและดูมีเหตุผลหรือไม่

คำว่า “อะหฺลุลบัยตฺ “ในอัล-กุรฺอาน

ถ้าจะนับจำนวนหน้ากระดาษในหนังสือชีอะฮฺที่อุทิศเพื่อถกเถียงว่า “อะหฺลุลบัยตฺ“ มิได้รวมภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ เข้าไว้ด้วย คงจะนับกันไม่หวาดไม่ไหว เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว เพราะถ้า “อะหฺลุลบัยตฺ“ รวมถึงบรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ ด้วยแล้ว พวกนางก็จะอยู่ในสภาพบริสุทธิ์ปราศจากบาปเหมือนกับท่านอะลี รอฎิฯ และทายาทของท่าน การยอมรับเช่นนั้นจะเข้ามาทำลายตำนานของชาวชีอะฮฺที่ว่า ท่านอะลี รอฎิฯ มีความสูงส่งโดยสมบูรณ์ และยังจะทำลายรากฐานของลัทธิอิมามในที่สุด เพราะเหตุผลดังกล่าว บรรดานักปราชญ์ นักประวัติศาสตร์และนักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานของชีอะฮฺจึงมานะผลิตหนังสือตำราจำนวนมากมายก่ายกองเสนอข้อถกเถียงว่าท่านอะลี รอฎิฯ และทายาทของท่านเท่านั้นที่เป็นสมาชิกในครัวเรือนของท่านนบี ศ็อลฯ อย่างชอบธรรม โดยที่บรรดาภริยาของท่านมิได้รวมอยู่ในความเป็น “อะหฺลุลบัยตฺ“กับเขาด้วย เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเราจึงได้แก่การนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า บรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ นั้นเป็นหนึ่งใน “อะหฺลุลบัยตฺ “ด้วยเช่นเดียวกัน

อัล-กุรฺอานได้บันทึกถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวของท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฯ ขณะที่มลาอิกะฮฺได้มาแจ้งข่าวดีให้ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฯ ทราบว่าท่านจะได้บุตรชายและหลานชาย ภรรยาของท่านถึงกับอุทานว่า “แล้วข้าฯ จะมีเด็กได้อย่างไรในเมื่อข้าฯ เฒ่าชรามากแล้ว.....“ มลาอิกะฮฺตอบว่า :

“เธอแปลกใจต่อพระบัญชาของอัลลอฮฺอย่างนั้นหรือ ความเมตตาของอัลลอฮฺ และความจำเริญของพระองค์จงประสบแก่พวกเจ้า(อะลัยกุม)อะหฺลุลบัยตฺ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ ผู้ทรงประเสริฐยิ่ง“ (11:73)

ผู้ที่รู้ไวยกรณ์ภาษาอาหรับย่อมรู้ดีว่า อะหฺลุลบัยตฺ ณ ที่นี้ครอบคลุมถึงคำกิริยาเพศหญิงที่ใช้อยู่ และอะหฺลุลบัยตฺคำเดียวกันนี้ยังรวมความถึงภริยาของท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฯ อีกด้วย อะหฺลุลบัยตฺในอายะฮฺ 33:33 และ 11:73 เป็นคำนามเพศชายเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน และความหมายจะต้องเหมือนกันด้วยเช่นเดียวกัน ถ้า 11:73 ได้รวมเอาภริยาของท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฯ เข้าไว้ด้วยแล้ว อายะฮฺ 33:33 ก็ต้องรวมเอาภริยาของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ เข้าไว้ด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าใช้ไม่เหมือนกันก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

มีเรื่องหนึ่งที่จะต้องชี้ให้เห็น ณ ที่นี้ก็คือ เกียรติยศที่บรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ ได้รับ ในอัล-กุรฺอาน อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงเรียกพวกนางว่าเป็น “ภริยาของนบี“ มิใช่ “ภริยาของมุฮัมมัด“ ดังนั้นมันจึงเป็นการเชื่อมพวกนางเข้ากับคุณลักษณะของภาวะศาสดามากกว่าที่จะเชื่อมพวกนางเข้ากับบุคลิกภาพของมุฮัมมัด ในทางตรงกันข้าม ภริยาของนบีท่านอื่นๆ กลับถูกเรียกด้วยคำว่า “ภริยาของนุฮฺ“ “ภริยาของลูฏ“ “ภริยาของอิบรอฮีม“ฯลฯ อัล-กุรฺอานได้เชื่อมโยงพวกนางเข้ากับตัวตนของบรรดานบีเหล่านั้น มิใช่เชื่อมโยงเข้ากับคุณลักษณะของภาวะศาสดาแต่อย่างใด นี่จึงเรียกได้ว่าอัล-กุรฺอานได้มอบเกียรติยศให้แก่บรรดาภริยาของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ให้สูงส่งยิ่งขึ้น

ที่สำคัญคือ อัล-กุรฺอานระบุอย่างชัดเจนว่า :

“โอ้บรรดาภริยาของนบี! พวกเธอหาได้มีฐานะเหมือนบรรดาสตรีทั้งหลายไม่..... “ (33:32)

“นบีนั้นเป็นผู้ใกล้ชิดกับบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง และบรรดาภริยาของเขา(นบี)คือมารดาของพวกเขา ..... “ (33:6)

อนิจจา! สำหรับบุคคลผู้สูงส่งเหล่านี้ ชาวชีอะฮฺไม่มีอะไรจะให้พวกเธอ นอกจากการกล่าวร้าย ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังถลำตัวไปไกลกว่านั้นอีก จนถึงกับกล้าปฏิเสธสิทธิในการอยู่ร่วมเป็นสมาชิกในครอบครัวของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ อีกด้วย

ตอนนี้ขอให้เรากลับไปยังข้อถกเถียงเรื่อง “อายะฮฺฏอฮิร“ อีกครั้งหนึ่ง คำว่า “ตัฏฮีร“นั้นจำเป็นต้องทำการอธิบายให้เข้าใจกันเสียก่อน ความหมายของมันโดยทั่วไปคือ “ความบริสุทธิ์“ และอัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงระบุว่าพระองค์ต้องการที่จะชำระครอบครัวของท่านนบี ศ็อลฯ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ชาวชีอะฮฺอธิบายว่านี่คือการที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงประกาศว่าพวกเขาเป็นมะอฺศูมหรือผู้ไร้บาป ซึ่งชีอะฮฺอ้างว่าภาวะเช่นนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะท่านอะลี, ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺและทายาทที่เป็นอิมามของพวกเขาเท่านั้น ถ้า “ตัฏฮีร“ ตรงนี้หมายถึงภาวะไร้บาปแล้ว บรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ ก็จะเป็นผู้ไร้บาปด้วยเช่นกัน เพราะคำว่า “อะหฺลุลบัยตฺ“เราได้สรุปไปแล้วว่ารวมพวกนางอยู่ด้วย

คำว่า “ชำระให้บริสุทธิ์“ อย่างนี้ มีปรากฏอยู่ในที่อื่นด้วยเหมือนกัน เช่น อัล-กุรฺอานได้กล่าวถึงบรรดาผู้ที่ออกรบในสงครามบะดัรด้วยข้อความว่า “... และทรงให้มีน้ำลงมาแก่พวกเจ้าจากฟากฟ้า เพื่อทรงชำระพวกเจ้า(ยุเฏาะฮฺฮิเราะ)ด้วยน้ำนั้น และทรงให้หมดไปจากพวกเจ้าซึ่งความโสมมของชัยฏอน และเพื่อที่จะทรงผูกหัวใจของพวกเจ้า และทรงให้เท้ามั่นคงด้วยน้ำนั้น“ (8:11) เช่นนี้ก็หมายความว่าบรรดานักรบของสงครามบะดัรก็เป็น “ผู้ไร้บาป“ด้วยเช่นเดียวกัน ในยามที่ท่านนบี ศ็อลฯ สิ้นชีวิตนั้น บรรดาอดีตนักรบสมรภูมิบะดัรยังคงมีชีวิตอยู่และปรากฏกายอยู่ที่เมืองมะดีนะฮฺหลายคนด้วยกัน แต่ตามความเชื่อของชีอะฮฺ พวกเหล่านี้ทั้งหมดพากันละทิ้งอิสลาม และได้กลายสภาพเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา เป็นไปได้อย่างไร ? ทั้งๆ ที่อัล-กุรฺอานเรียกพวกเขาด้วยคำว่า “ตัฏฮีร“ เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน เราขอคัดหลักฐานของชีอะฮฺมาให้อ่านกันดังนี้ :

“หลังการวายชนม์ของท่านนบี ศ็อลฯ บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบีทั้งหมดได้ละทิ้งอิสลาม นอกจากสามคนเท่านั้น พวกเขาได้แก่ มิกดาด, อบูซัรและซัลมาน" (27)

“มีรายงานจากท่านอิมามอัล-บากิรว่า หลังการวายชนม์ของท่านนบี ศ็อลฯ เศาะหาบะฮฺทั้งหมดของท่านนบีได้ตกเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา นอกจากสามคนเท่านั้น พวกเขาได้แก่ซัลมาน, อบูซัรและมิกดาด แล้วท่านอิมามก็ถูกถามเรื่องของอัมมารฺ ท่านอิมามตอบว่า : ในตอนแรกเขาปฏิเสธความจริง แต่ได้ยอมรับมันในภายหลัง แล้วท่านอิมามได้กล่าวเสริมว่า “ถ้าเจ้าอยากรู้จริงๆ ว่าคนที่ไม่เคยมีความสงสัยในความจริง(เกี่ยวกับความเป็นอิมามของท่านอะลี รอฎิฯ)เลยแม้แต่น้อยคือผู้ใดแล้ว เขาคือมิกดาดคนเดียวเท่านั้น ส่วนซัลมานนั้นมีความสงสัยอยู่ชั่วขณะหนึ่ง" (28)

หะดีษ “กิสาอฺ"

เกี่ยวกับเรื่องนี้มีอีกประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องพูดถึง นั่นคือเรื่อง “กิสาอฺ“ หรือเสื้อคลุมที่เราพูดถึงในตอนต้นๆ หลังจากมี “อายะฮฺฏอฮิร“ ประทานลงมาแล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ ได้คลุมร่างของท่านอะลี, ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ, ท่านหะซันและท่านหุเซน รอฎิฯ เอาไว้ภายใต้เสื้อคลุมของท่าน โดยท่านนบี ศ็อลฯ ได้ขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ ให้ทรงชำระพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์ในฐานะที่เป็นอะหฺลุลลัยต์ของท่าน ชาวชีอะฮฺถือว่าท่านอะลี, ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ และบรรดาทายาทอิมามของพวกเขาเท่านั้นที่เป็นอะหฺลุลบัยตฺ(สมาชิกในครอบครัว)โดยชอบธรรมแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยอาศัยความตามหะดีษ “กิสาอฺ“นี้ พวกเขาทั้งหมดจึงดำรงอยู่ในสภาพที่สะอาดบริสุทธิ์และเป็นผู้ไร้บาป ถือเป็นคำอ้างสนับสนุนสิทธิการเป็นอิมามของท่านอะลี รอฎิฯ และถูกบันทึกอยู่ในหนังสือของชีอะฮฺว่าเป็น “หะดีษกิสาอฺ“ ขณะเดียวกันหนังสือหะดีษของสุนนีย์ก็ได้บันทึกเหตุการณ์นี้เอาไว้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับอายะฮฺ 28 - 34 ของซูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม บรรดานักปราชญ์ของสุนนีย์ได้หมายเหตุเอาไว้ให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องดังนี้ :

ถ้าอะหฺลุลบัยตฺตามอายะฮฺฏอฮิร(33:33)หมายถึงบุคคลทั้งสี่ดังที่กล่าวมาจริงๆ แล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ จะต้องทราบเรื่องนี้อย่างแน่นอน เช่นนี้แล้วทำไมหรือจำเป็นอย่างไรท่านถึงต้องเรียกคนทั้งสี่ให้มารวมกัน แล้วสยายเสื้อคลุมครอบร่างของพวกเขา พร้อมประกาศว่า “พวกเขาคืออะหฺลุลบัยตฺของฉัน“ หรือท่านคิดเอาเองว่าอัลลอฮฺไม่ทรงรู้จักอะหฺลุลบัยตฺของท่าน หรือท่านต้องการที่จะทบทวนความเข้าใจของท่านเองว่าอะหฺลุลบัยตฺมีใครบ้าง ยิ่งกว่านั้น เมื่ออัลลอฮฺทรงสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าพระองค์จะชำระอะหฺลุลบัยตฺของท่านให้บริสุทธิ์ แล้วทำไมท่านถึงแยกไปขอดุอาอฺให้กับอะลีและครอบครัวของเขา ท่านมิได้มีศรัทธามั่นในสัญญาของอัลลอฮฺดอกหรือ ทั้งหมดนี้คือคำถามที่เกิดขึ้นจากการตีความหะดีษกิสาอฺของชีอะฮฺ

ถ้าจะยอมรับการตีความหะดีษกิสาอฺตามทัศนะของสุนนีย์ จะไม่ดูมีเหตุผลและเป็นความจริงมากกว่าหรือ กล่าวคือเรื่องราวทั้งหมดในอายะฮฺเหล่านี้(33: 28 - 34)พาดพิงถึงบรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ พวกนางนี่แหละที่ถูกระบุว่าเป็น “อะหฺลุลบัยตฺ“ ในตอนแรก บางทีนี่คือเหตุผลที่เมื่อท่านหญิงอุมมุ สะลามะฮฺ รอฎิฯ ขอให้ท่านรวมเธอเข้าไปด้วย ท่านนบี ศ็อลฯ จึงได้ตอบเธอว่า “จงอยู่ในที่ของเธอ เธอได้อยู่ฐานะแห่งความดี(เรียบร้อย)แล้ว“ (หมายความว่าเธอและภริยาคนอื่นๆ ได้เป็นอะหฺลุลบัยตฺอยู่แล้วตามความในอายะฮฺเหล่านั้น โดยศักดิ์และสิทธิ์ พวกเธอได้อยู่ในฐานะที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว แต่เพราะอะหฺลุลบัยตฺของท่านนบี ศ็อลฯ ยังรวมคนอื่นๆ อีก - ผู้แปล) ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลฯ จึงได้ขอดุอาอฺให้กับท่านอะลี, ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ, ท่านหะซันและท่านหุเซน รอฎิฯ เป็นกรณีพิเศษ เพื่อพวกเขาจะได้รับพระพรและการชำระให้สะอาดด้วยเช่นเดียวกัน

สิ่งที่ควรจะกล่าวเพิ่มเติม ณ ที่นี้ก็คือ การดุอาอฺในลักษณะพิเศษนี้มิได้เกิดขึ้นกับบุคคลเพียงสี่คนตามที่กล่าวมาเท่านั้น ท่านอัต-ติรฺมิซีย์ได้บันทึกเอาไว้ในหนังสือหะดีษของท่านว่า :

“ปรากฏรายงานจากอัล-อับบาส(ลุงของท่านนบี ศ็อลฯ)ว่าท่านนบี ศ็อลฯ ได้กล่าวกับเขาว่า : จงมาหาฉันในวันจันทร์ แล้วนำลูกๆ ของท่านมาด้วย เพราะฉันจะขอดุอาอฺเพื่อท่านซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อท่านและลูกๆ ของท่าน อัล-อับบาสกล่าวว่า เขาและลูกๆ ของเขาได้มาอยู่ต่อหน้าท่านนบี ศ็อลฯ ท่านนบีได้ใช้เสื้อคลุมของท่านครอบพวกเขาเอาไว้ และดุอาอฺว่า “โอ้อัลลอฮฺ! ได้ทรงโปรดอภัยโทษให้กับอัล-อับบาสและลูกๆ ของเขา และได้โปรดชำระหัวใจของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ทำบาป"

ถ้าเราถือว่าการครอบด้วยเสื้อคลุมเป็นการประกาศสภาพไร้บาปให้กับท่านอะลี รอฎิฯ แล้ว อัล-อับบาสและลูกๆ ของท่านก็จะต้องอ้างอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสื้อคลุมนี้ มิได้กีดกันภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ ออกจากความเป็นอะหฺลุลบัยตฺแต่อย่างใด และก็มิได้ถือว่าเป็นการประกาศิตภาวะไร้บาปให้แก่ท่านอะลี รอฎิฯ และทายาทชอบธรรมของท่านด้วยเหมือนกัน

2. รายงานเรื่องขอทาน

ชาวชีอะฮฺอ้างว่าหลักฐานสนับสนุนการเป็นอิมามของท่านอะลี รอฎิฯ ในอัล-กุรฺอานยังมีอีก ซึ่งได้แก่อายะฮฺต่อไปนี้ :

“แท้จริงผู้ที่เป็นวะลีของพวกเจ้านั้นคืออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาที่ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ชำระซะกาตและขณะเดียวกันพวกเขาโค้งศีรษะ(ลงในการเคารพภักดีต่อพระองค์อย่างนอบน้อม)“ (5:55)

ในหนังสืออุซูล อัล-กาฟีย์ ซึ่งเป็นหนังสือประมวลหะดีษที่สำคัญของชีอะฮฺได้ให้คำอรรถาธิบายอายะฮฺข้างต้นเอาไว้ดังนี้คือ :

“วันหนึ่ง ท่านอะมีรุลมุอฺมินีน(ผู้บังคับบัญชาเหนือบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งหมายถึงท่านอะลี รอฎิฯ) กำลังทำละหมาดบ่ายอยู่ และท่านได้ทำเสร็จไปแล้วสองเราะกะอัต เวลานั้นท่านสวมใส่เสื้อคลุมราคา 2,000 ดิรฮัม เสื้อคลุมตัวนี้จักรพรรดิ์เอธิโอเปียได้ส่งมาให้ท่านนบี ศ็อลฯ แต่ท่านได้มอบให้แก่ท่านอะลี ศ็อลฯ ณ บัดนั้นได้มีขอทานคนหนึ่งเดินเข้ามาและร่ำร้องว่า “โอ้ผู้พิทักษ์ของอัลลอฮฺและผู้บังคับบัญชาเหนือผู้ศรัทธาทั้งหลาย ได้โปรดบริจาคให้แก่ขอทานผู้ยากด้วยเทิด “ท่านอะลีสลัดเสื้อคลุมของท่านออก และใช้นิ้วทำสัญญาณบอกใบ้ให้ขอทานมาหยิบเสื้อคลุมเอาไป เวลานั้นอัลลอฮฺได้ทรงประทานโองการนี้ลงมา(เป็นการชี้ให้เห็นว่า อะลีเป็นวะลีหรือนายของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย)“ (29)

อย่างไรก็ตาม รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังปรากฏในหนังสือเล่มอื่นๆ ของชีอะฮฺด้วยเหมือนกัน เช่นหนังสืออิมามะฮฺ โดย เอส. ริซวีย์ แต่มีเนื้อหาใจความแตกต่างออกไปบ้างดังนี้ :

“วันหนึ่ง ขอทานคนหนึ่งเดินเข้ามาในมัสยิดซึ่งเวลานั้นท่านนบี ศ็อลฯ และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านกำลังละหมาดร่วมกันอยู่ เขาร้องให้คนบริจาค แต่ก็ไม่มีใครให้อะไรแก่เขาเลย ดังนั้นขอทานจึงชี้นิ้วขึ้นฟ้าแล้วร่ำร้องว่า “โอ้อัลลอฮฺ จงเป็นพยานด้วยเถิด ข้าได้มายังมัสยิดของท่านนบี แต่ไม่มีใครให้อะไรข้าสักสิ่งเดียว“ เวลานั้นท่านอะลี รอฎิฯ อยู่ในท่ารุกัวอฺ ท่านกระดกนิ้วที่สวมแหวนวงหนึ่งไปทางขอทาน ซึ่งขอทานก็ได้ก้าวเข้ามาและปลดมันออกไปจากมือของท่านอะลี รอฎิฯ จากนั้นอัลลอฮฺ สุบหฯ จึงมีพระโองการลงมาประกาศว่า ท่านอะลี รอฎิฯ เป็นนายของบรรดาผู้ศรัทธา“ (30)

เราชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺไม่เชื่อรายงานดังกล่าว และขอหักล้างด้วยเหตุผลดังนี้คือ :

1. คำสรรพนามที่ใช้อยู่ในอายะฮฺข้างต้น(5:55) อยู่ในรูปพหูพจน์ ถ้าอัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงหมายถึงท่านอะลี รอฎิฯ แต่เพียงผู้เดียวแล้ว อัล-กุรฺอานจะใช้สรรพนามในรูปเอกพจน์แทน

2. เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ไม่ใช่คนร่ำรวย เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะมีเสื้อคลุมราคา 2,000 ดิรฮัมสวนใส่อยู่ ในหนังสือของชีอะฮฺเองก็ยอมรับในเรื่องฐานะทางการเงินของท่าน ตัวอย่างเช่น “ในเวลาที่ท่านนบี ศ็อลฯ จัดการให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺแต่งงานกับท่านอะลี รอฎิฯ นั้น ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺได้กล่าวกับท่านนบี ศ็อลฯ ว่า 'พวกผู้หญิงของกุรอยส์พากันเย้ยหยันลูกว่า พ่อของเธอกำลังยกเธอให้แต่งงานกับผู้ชายยากจน' “ (31)

3. ขอทานที่เดินเข้ามาในมัสยิดนบีร่ำร้องว่าท่านอะลี รอฎิฯ เป็นผู้พิทักษ์ของอัลลอฮฺ สุบหฯ และเป็นผู้บังคับบัญชาเหนือบรรดาผู้ศรัทธา แสดงว่าขอทานคนนั้นเป็นมุสลิม เพราะฉะนั้นเขาจะต้องรู้อยู่แล้วว่าระหว่างที่คนทั้งหลายกำลังละหมาดอยู่นั้นจะหวังให้ใครมาสนองตอบเขาได้อย่างไร และเขาจะต้องรอจนกว่าคนเหล่านั้นละหมาดเสร็จเสียก่อน(และแปลกที่ท่านอะลี รอฎิฯ ถูกเรียกว่าเป็น “ผู้พิทักษ์ของอัลลอฮฺและผู้บังคับบัญชาเหนือผู้ศรัทธาทั้งหลาย“ก่อนที่จะถูกแต่งตั้งที่เฆาะดีรฺ คุมตามที่ชีอะฮฺกล่าวอ้างเสียอีก - ผู้แปล)

4. มีจุดหนึ่งที่เราขอให้ท่านทั้งหลายตั้งเป็นข้อสังเกตุก็คือ ท่านนบี ศ็อลฯ ไม่ได้สนใจขอทานคนนั้นเลย และท่านยังคงนำละหมาดเวลานั้นต่อไป บรรดาเศาะหาบะฮฺทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นปฏิบัติตามกิริยาของท่านนบี ศ็อลฯ มีเพียงท่านอะลี รอฎิฯ คนเดียวเท่านั้นที่ปฏิบัติผิดไปจากคนอื่นๆ คือท่านตอบสนองขอทานในขณะที่กำลังละหมาดอยู่ ท่านทำในสิ่งที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงโปรดปรานตามการตีความไปในลักษณะที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น ถ้าเข้าใจกันอย่างนี้ก็หมายความว่า ท่านอะลี รอฎิฯ นั้นสูงส่งกว่าท่านนบี ศ็อลฯ ทั้งในด้านการวินิจฉัยเหตุการณ์และคุณงามความดี เห็นได้อย่างชัดเจนว่า นี่คือการอนุมานอีกข้อหนึ่งของชีอะฮฺที่ห่างไกลความจริงโดยสิ้นเชิง

5. การตีความเหตุการณ์ไปในลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสมาธิของท่านอะลี รอฎิฯ ในขณะกำลังละหมาด มีรายงานมากมายที่ยืนยันว่า แม้ในยามที่ท่านได้รับการบาดเจ็บทางร่างกายอย่างสาหัส สมาธิในละหมาดของท่านก็มิได้วอกแวกแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าขอทานจะเข้ามาสอดแทรกในละหมาดของท่านจริงๆ ก็ตาม ท่านอะลี รอฎิฯ คงไม่สามารถละเมิดกฎระเบียบการละหมาดในอิสลามได้อย่างแน่นอน

อิบนุ กะษีร นักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานนามกระเดื่อง เขียนเกี่ยวกับอายะฮฺข้างต้นเอาไว้ว่า “บางคนจินตนาการไปว่าความตอนท้ายของอายะฮฺ(ดังกล่าว)นี้อ้างถึงลักษณะอาการของคนๆ หนึ่งในขณะที่กำลังบริจาคซะกาต จึงแปลความตอนนี้ว่า “บริจาคซะกาตขณะที่พวกเขากำลังโค้งศีรษะ(รุกัวอฺ)อยู่“ เรื่องนี้ช่างน่าขบขันนัก ถ้าเราเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งนี้ก็หมายความว่า การบริจาคซะกาตที่ดีที่ประเสริฐจะต้องทำในขณะที่เรากำลังรุกัวอฺอยู่อย่างแน่นอน กระนั้นไม่เคยมีนักปราชญ์ท่านใดสนับสนุนทัศนะดังกล่าวเลย บรรดาผู้ที่รายงานหะดีษว่าท่านอะลี รอฎิฯ กำลังก้มรุกัวอฺอยู่ในระหว่างละหมาด แล้วมีขอทานคนหนึ่งเข้ามาร้องขอสิ่งบริจาค สุดท้ายท่านอะลี รอฎิฯ ได้บริจาคแหวนวงหนึ่งให้ขอทานคนนั้นไป ในสายรายงานของหะดีษที่ว่านี้ ไม่มีใครสักคนที่ซื่อสัตย์และเชื่อถือได้“ (32)

3. หะดีษเฆาะดีรฺ คุม

หะดีษเฆาะดีรฺ คุมเป็นหะดีษที่ชาวชีอะฮฺนำมาอ้างสนับสนุนฐานะความเป็นอิมามของ ท่านอะลี รอฎิฯ บ่อยครั้งที่สุด ต่อไปนี้เป็นข้อความของหะดีษดังกล่าวที่เราคัดมาจากหนังสือของชีอะฮฺเอง

“จากหะดีษมุตะวาติร(33) หะดีษหนึ่ง เมื่ออายะฮฺ “โอ้รสูล! จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า......“(5:67) ถูกประทานลงมา ท่านนบี ศ็อลฯ จึงกล่าวกับฝูงชนที่เฆาะดีรฺ คุมว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย! ฉันมิได้เป็นที่สมัครรักใคร่ของพวกท่านทุกคนหรอกหรือ“ พวกเขาจึงกล่าวว่า “ถูกต้อง ท่านเป็นอย่างนั้นแน่นอน“ จากนั้นท่านนบี ศ็อลฯ ได้กล่าวว่า “สำหรับบุคคลที่ฉันเป็นเมาลา อะลีก็เป็นเมาลาของผู้นั้นด้วย“ ต่อจากนั้นท่านได้กล่าวคำวิงวอนว่า “โอ้อัลลอฮฺ! ขอพระองค์ทรงเป็นมิตรกับบุคคลที่เป็นมิตรกับอะลี และเป็นศัตรูกับผู้ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขา และช่วยผู้ที่ช่วยเหลือเขา และนำความเสื่อมเสียมาให้กับผู้ที่ทำให้เขาเสื่อมเสีย“ จากนั้นอุมัรได้กล่าวกับอะลีว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย ท่านได้เป็นเมาลาของฉัน และยังเป็นเมาลาของบรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิงทั้งมวลอีกด้วย“ (34)

ชาวชีอะฮฺกล่าวว่า คำว่า “เมาลา“ณ ที่นี้หมายถึง “วะลี“ ซึ่งเท่ากับว่าท่านนบี ศ็อลฯ ได้แต่งตั้งให้ท่านอะลี รอฎิฯ เป็น วะลี(ผู้พิทักษ์)ของท่าน ท่านได้มอบสิทธิในการเป็นผู้สืบทอดของท่านและเป็นอิมามภายหลังท่านสิ้นชีวิตไปแล้ว

ชาวชีอะฮฺอ้างว่าหะดีษนี้จัดอยู่ในชั้นมุตะวาติร นั่นก็คือหะดีษที่มีสายรายงานต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้นความน่าเชื่อถือของมันจึงไม่น่าสงสัย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จำเป็นต้องชี้ให้เห็น ณ ที่นี้ก็คือ หะดีษนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในหนังสือประมวลหะดีษเศาะเฮียะฮฺ(หะดีษแท้ที่เชื่อถือได้)ของท่านอัล-บุคอรี, มุสลิม, อบูดาวูดและอัน-นะสาอีย์แต่อย่างใด มีเพียงท่านอิบนฺ มาญะฮฺและอัต-ติรฺมิซีย์ที่ได้บันทึกเอาไว้ แต่ท่านอัต-ติรฺมิซีย์จัดหะดีษนี้อยู่ในประเภทหะดีษอ่อน

จากการศึกษาวิจัยตำรับตำราเก่าๆ ของชีอะฮฺ เราได้พบว่านักปราชญ์ชีอะฮฺในยุคต้นๆ ไม่ได้ใช้หะดีษนี้อ้างเป็นประกาศิตแต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็นอิมามสืบต่อจากท่านนบี ศ็อลแต่อย่างใด หะดีษที่เรานำมาสู่การศึกษาต่อไปนี้คงจะช่วยให้ประเด็นนี้กระจ่างชัดขึ้น

1. ในระหว่างคุตบะฮฺครั้งสุดท้ายของท่านนบี ศ็อลฯ ท่านนบีกล่าวว่า :

“ผู้ใดก็ตามที่ได้เป็นผู้นำภายหลังฉัน จำเป็นที่เขาจะต้องให้ความกรุณาต่อชาวอันศอรฺ(ผู้ช่วยเหลือหรือชาวมะดีนะฮฺ) ที่เป็นคนเที่ยงธรรม และให้อภัยโทษต่อชาวอันศอรฺที่มิใช่คนเที่ยงธรรม“ นี่เป็นช่วงเวลาครั้งสุดท้ายที่ท่านนบี ศ็อลฯ ออกมาจากบ้านของท่าน และกล่าวปราศรัยต่อประชาชนของท่านจากบนมิมบัร (35)

จากหะดีษของชาวชีอะฮฺข้างต้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าท่านนบี ศ็อลฯ มิได้ระบุถึงผู้ที่จะมาสืบทอดอำนาจการปกครองต่อจากท่านเป็นการเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด ถ้าท่านได้แต่งตั้งท่านอะลีให้เป็นผู้สืบทอดต่อจากท่านจริงๆ แล้ว คงจะต้องมีการประกาศและมีคำสั่งไปยังประชาชนทั้งหลายอย่างกว้างขวาง

2. มีหะดีษจากหนังสือของชีอะฮฺอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า :

อะมีรฺ บิน อัต-ตุเฟลและซัยดฺ บิน กอยสฺ ได้ไปหาท่านนบี ศ็อลฯ หวังจะสังหารชีวิตท่าน เมื่อท่านนบี ศ็อลฯ เข้ามาถึงมัสยิด อะมีรฺถามท่านว่า “ถ้าฉันยอมเป็นมุสลิม ฉันจะได้รับรางวัลอะไรบ้าง“ ท่านนบี ศ็อลฯ ตอบว่า “จะได้รางวัลเหมือนกับรางวัลของมุสลิมทั้งหลาย “ อะมีรฺจึงกล่าวว่า “ฉันจะขอให้ท่านแต่งตั้งฉันเป็นผู้สืบทอดของท่านจะได้ไหม?“ ท่านนบี ศ็อลฯ ตอบว่า “เฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่มีสิทธิ์" (36)

ยังมีหะดีษของชีอะฮฺอีกหะดีษหนึ่งระบุว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ได้แต่งตั้งท่านอะลีให้เป็นผู้สืบทอดและทายาทของท่านนับตั้งแต่ท่านเริ่มต้นเผยแพร่อิสลามในเมืองมักกะฮฺ และคำประกาศนั้นได้ถูกนำมาย้ำอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่ชุมนุมชนเฆาะดีรฺ คุม ต่อหน้าฝูงชนจำนวนหลายพันคน ถ้าเรื่องราวเหล่านี้เป็นความจริงแล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ คงจะต้องตอบคำถามของอะมีรฺ บิน อัต-ตุเฟลอย่างห้าวหาญว่า อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงแต่งตั้งอะลีเป็นผู้สืบทอดของท่านเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีหะดีษจากหนังสือของชีอะฮฺอีกหะดีษหนึ่งปรากฏข้อความว่า :

“คืนหนึ่ง(หลังจากอบูบักรถูกเลือกเป็นเคาะลีฟะฮฺเรียบร้อยแล้ว) เมื่อความมืดกล้ำกรายเข้ามา อะลีได้นำอัล-หะซันและอัล-หุเซนออกไปยังบ้านต่างๆ ของชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรฺ(ในเมืองมะดีนะฮฺ)จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง แต่ไม่มีใครยอมรับการอ้างสิทธิเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่าน นอกจากเพียงสี่คนเท่านั้น(บางรายงานบอกว่ามีเพียงสามคนเท่านั้น)" (37)

ในช่วงเวลาขณะนั้น เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ที่อาศัยอยู่ในเมืองมะดีนะฮฺมีจำนวนประมาณ 10,000 คน ถ้าจำนวนเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของเศาะหาบะฮฺเหล่านี้เข้าใจความหมายของคำว่า “เมาลา“ เหมือนกับที่ชาวชีอะฮฺอธิบายอยู่ทุกวันนี้แล้ว อย่างน้อยที่สุดจะมีคนจำนวน 100 คนที่พูดภาษาอาหรับเป็นภาษาแม่ก้าวออกมาเห็นด้วยกับคำอ้างสิทธิในการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี รอฎิฯ อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ปรากฏให้เห็นก็คือ บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ มิได้ถือว่าคำว่า “เมาลา“ นั้นเป็นประกาศิตแต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็นเคาะลีฟะฮฺแต่อย่างใด

3. ต่อไปนี้เป็นหะดีษเฆาะดีรฺ คุมตามที่ปรากฏอยู่ในสุนันของท่านอัต-ติรฺมิซีย์ :

ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ส่งกำลังทหารจำนวนหนึ่งออกไปภายใต้การบังคับบัญชาของท่านอะลี จากทรัพย์ที่ยึดมาได้ในสงคราม มีทาสสาวคนหนึ่งรวมอยู่ด้วย ท่านอะลีนำหญิงนั้นไปเก็บตัวไว้ มีเศาะหาบะฮฺจำนวนหนึ่งไม่ชอบเรื่องนี้ และมีคนสี่คนจากพวกเขาตกลงใจที่จะนำความนี้ไปฟ้องท่านนบี ศ็อลฯ เมื่อท่านอะลีกลับมาพร้อมกับคณะของเขา หนึ่งในคนเหล่านี้ได้เรียนต่อท่านนบี ศ็อลฯ ว่า ท่านทราบไหมว่าอะลีได้กระทำสิ่งที่ว่านั้น ครั้นเมื่อได้ยินอย่างนั้น ท่านนบี ศ็อลฯ ได้เบือนหน้าออก แต่แล้วคนที่สองก็เข้ามาทำตามอย่างคนแรกและคนที่สามก็เช่นกัน ท่านนบี ศ็อลฯ มิได้แสดงความสนใจต่อคนใดคนหนึ่งของพวกเขาเลย แล้วคนที่สี่ก็ลุกขึ้นและฟ้องความเดิมซ้ำอีก ท่านนบี ศ็อลฯ หันมายังเขาด้วยความโกรธที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่าน และท่านได้กล่าวแก่เขาว่า “ท่านต้องการอะไรจากอะลีหรือ ท่านต้องการอะไรจากอะลีหรือ อะลีนั้นเป็นของข้าและข้าก็เป็นของอะลี หลังจากฉัน อะลีคือเมาลาของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งปวง" (38)

จากหะดีษนี้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถึงแม้บางคนจะไม่สบายใจนักกับวิธีการแบ่งทรัพย์สงครามของท่านอะลี รอฎิฯ แต่ท่านนบี ศ็อลฯ ก็พึงพอใจกับการปฏิบัติของท่านอะลี รอฎิฯ คำว่า “เมาลา“ ณ ที่นี้บ่งบอกว่าท่านนบี ศ็อลฯ ไว้เนื้อเชื่อใจท่านอะลี รอฎิฯ และท่านก็มิได้อ้างเกี่ยวกับเคาะลีฟะฮฺในอนาคตเลย “หลังจากฉัน“ ณ ที่นี้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งและฐานะ มิได้เกี่ยวข้องกับเวลาหรือการสืบแทนแต่อย่างใด มันไม่ใช่โอกาสของการแต่งตั้งทายาทของท่าน แต่มันเป็นเพียงการประเมินพฤติกรรมของท่านอะลี รอฎิฯ ที่กระทำในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเท่านั้น

สิ่งที่ควรนำมากล่าวเพิ่มเติมก็คือ คำว่า “เมาลา“ และประโยคที่ว่า “เขาเป็นของฉัน และฉันเป็นของเขา“ นี้มิได้ถูกนำมาพาดพิงถึงท่านอะลี รอฎิฯ แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ท่านนบี ศ็อลฯ เคยใช้ข้อความเหล่านี้เมื่อท่านพูดถึงคนอื่นๆ ก็มีมากมาย ตัวอย่างเช่น

ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “ซัลมานเป็นเมาลาของชาวมะดีนะฮฺ" (39)

ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวกับซัยดฺว่า “เจ้าคือพี่น้องของเราและเมาลาของเรา" (40)

ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “อัล-อับบาสเป็นของฉันและฉันเป็นของเขา" (41)

ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “เขา(ญุลัยบีบ)เป็นของฉัน และฉันเป็นของเขา" (42)

ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “ดังนั้นพวกเขา(หมายถึงพวกอัชอะรีย์ซึ่งเป็นเผ่าอาหรับมีชื่อเสียงในเยเมน)จึงเป็นของฉัน และฉันเป็นของพวกเขา" (43)

นอกจากนี้ผู้เขียนหนังสือมินฮัจญ์ อัล-กิรอมะฮฺ และนัปราชญ์ชีอะฮฺบางคนยังใช้คำว่า “เมาลา“ ในความหมายของคำว่า “เอาลา“ อีกด้วย ซึ่งคำว่า “เอาลา“ นี้หมายถึงคู่ควร เป็นที่ชมชอบหรือสมควรกว่า ถ้าเรายอมรับการให้ความหมายแบบนี้แล้ว เราพบว่าท่านนบี ศ็อลฯ เคยใช้คำว่า “เอาลา“ คำเดียวกันนี้เมื่อท่านพูดถึงท่านอบูบักร รอฎิฯด้วยเช่นเดียวกัน

ท่านหญิงอาอิชะฮฺรายงานว่า :

“ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวกับดิฉันในช่วงที่ท่านล้มเจ็บหนักครั้งสุดท้ายว่า จงไปตามอบูบักรและพี่น้องของเจ้ามาเพื่อฉันจะได้เขียนบางสิ่งบางอย่าง เพราะฉันหวั่นเกรงว่าบางคนที่มีความทะเยอทะยานอาจจะมีความตั้งใจ(บางอย่าง)หรือบางคนอาจจะพูดว่า 'ข้าเป็นเอาลา(มีความคู่ควรมากกว่า) ขณะที่อัลลอฮฺและบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายไม่เห็นด้วยนอกจาก(เอาลานั้นจะได้แก่)อบูบักร' " (44)

หลังวะฟาต(มรณกรรม)ของท่านนบี ศ็อลฯ เศาะหาบะฮฺของท่านจำนวนมากมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นเคาะลีฟะฮฺแตกต่างกันออกไป การโต้แย้งกันในเรื่องนี้ยังเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่ามีเศาะหาบะฮฺสักคน หรือแม้แต่ในหมู่สมาชิกในครอบครัวของท่านนบี ศ็อลฯ รวมถึงคนในตระกูลบนีฮาชิมทั้งหมด ไม่มีใครสักคนที่หยิบยกเอาหะดีษเฆาะดีรฺ คุมขึ้นมาอ้างเป็นหลักฐานสนับสนุนสิทธิ์ในการขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺโดยชอบธรรมแต่เพียงผู้เดียวของท่านอะลี รอฎิฯ มันเป็นไปได้เชียวหรือที่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ทั้งหมดและท่านอะลีเองยังลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เฆาะดีรฺ คุม และมันเป็นไปได้เชียวหรือที่บุคคลเหล่านี้จะไม่เข้าใจความสำคัญและความหมายของเหตุการณ์ดังกล่าว

กรุณาคลิกอ่านเพิ่มเติม ระหว่างเคาะลีฟะฮฺกับอิมามะฮฺ ตอนที่ 3

เชิงอรรถ :

(25)อิมามะฮฺ, หน้า 29-32 ในรายงานอื่นๆ ระบุว่าภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ ในเหตุการณ์นี้คือท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ

(26)ข้อความนี้ยังมีความหมายเป็นนัยว่า “พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีธรรมทั้งหลาย ถ้าพวกเธอยำเกรงต่ออัลลอฮฺแล้ว ดังนั้นจงอย่าใช้น้ำเสียงอ่อนหวาน ….“

(27)ฟุรุอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 115

(28)บิฮารฺ อัล-อัรฺวารฺ , หน้า 46

(29) อุศูล อัล-กาฟีย์, หน้า 177

(30)อิมามะฮฺ, หน้า 36

(31)ญะลาล อัล-อะยูน, เล่ม 2,หน้า 65 และ 179

(32)ตัฟซีร อิบนุ กะษีร, เล่ม 1

(33)หะดีษที่รายงานโดยผู้เล่าหะดีษจำนวนมากโดยผ่านสายผู้รายงานหลายสาย

(34)มินฮัจญ์ อัล-กิรอมะฮฺ, หน้า 94

(35)ญะลาล อัล-อะยูน, เล่ม 1, หน้า 64

(36)ฮายาต อัล-กุลูบ, เล่ม 2, หน้า 223

(37)ญะลาล อัล-อะยูน, หน้า 149

(38)สุนัน อัต-ติรฺมิซีย์, เล่ม 2, หน้า 212-213

(39)มิสกาต อัล-มะซอเบี๊ยะฮฺ, หน้า 293

(40)เศาะเฮียะฮฺ อัล-บุคอรี

(41)มิสกาต อัล-มะซอเบี๊ยะฮฺ, หน้า 570

(42)เศาะเฮียะฮฺ มุสลิม

(43)เศาะเฮียะฮฺ มุสลิม

(44)เศาะเฮียะฮฺ มุสลิม


Source : Sunni & Shi'ah Perspectives on Islam by Dr. Abdullah Salamah Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh, 1998

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา