เมนูของเรา

ภาวะผู้นำ : ระหว่างเคาะลีฟะฮฺกับอิมามะฮฺ ตอนที่ 4

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 27/5/2007 20:21:06 (2063 ครั้งที่อ่าน)
ภาวะผู้นำ

แปลและเรียบเรียงโดย อามีอามีนะฮฺ บินติ อิบรอฮีม

ความสูงส่งของท่านอะลี


ข้อโต้แย้งที่ชาวชีอะฮฺนำมาอ้างสนับสนุนสิทธิในการเป็นอิมามนั้น ได้แก่เหตุผลที่ว่าท่านอะลี รอฎิฯ มีความประเสริฐเลิศล้ำกว่าผู้ใดทั้งหมดในอุมมะฮฺ(ประชาชาติมุสลิม) เพราะฉะนั้นท่านจึงเป็นผู้ที่คู่ควรแก่การเป็นผู้สืบทอดต่อจากท่านนบี ศ็อลฯ มากที่สุด เหตุผลสนับสนุนความเชื่อดังกล่าวได้แก่ :

1. ผู้รายงานหะดีษกล่าวว่า เขาได้ยินท่านอะลีพูดว่า “เราเป็นดวงตาของอัลลอฮฺ เป็นพระหัตถ์ของพระองค์ เป็นพระสีข้างของพระองค์และเป็นประตูของพระองค์" (68)

2. อิมาม อัล-บากิรกล่าวว่า “อะลีเป็นมุฮัดดัษ นั่นก็คือมลาอิกะฮฺเคยสนทนากับเขา" (69)

3. อะลีกล่าวว่า “ฉันเป็นผู้ที่อัลลอฮฺได้ทรงให้หมู่เมฆ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ความมืด แม่น้ำ ภูเขา ดวงดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่ใต้คำบัญชาของฉัน ฉันเป็นผู้นำและเป็นคนนำทางของอุมมะฮฺนี้" (70)

4. ท่านนบี ศ็อลฯ พูดกับอะลี รอฎิฯ ว่า “เจ้ามีคุณลักษณะบางประการซึ่งแม้แต่ฉันเองก็ยังไม่มี (นั่นก็คือ)เจ้ามีภริยาซึ่งเป็นฟาฏิมะฮฺ ขณะที่ฉันไม่มีภริยา(ประเสริฐ)เฉกเช่นเธอ เจ้ามีบุตรชายเป็นทายาท ขณะที่ฉันไม่มีบุตรชาย(เป็นทายาทสักคน) แม่ยายของเจ้ามิใช่ใครอื่นนอกจากคอดียะฮฺ ขณะที่ฉันเองไม่มีแม่ยาย(สูงส่ง)เช่นนาง ผู้ชาย(ผู้สูงส่งนามว่า)ญะอฺฟัรเป็นพี่ชายของเจ้า ขณะที่ฉันเองไม่มีพี่น้องผู้ชาย(สักคน) " (71)

5. มีรายงานหะดีษจากผู้รวบรวมหะดีษมากกว่าหนึ่งท่านระบุว่าท่านนบี ศ็อลฯ พูดว่า : อัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกรได้ทรงประทานความสูงส่งให้แก่น้องชายของฉัน(คือ)อะลีมากมายหลายด้านจนไม่สามารถคำนวณนับมันได้ บุคคลใดก็ตามที่ให้การยอมรับและพูดถึงความสูงส่งเหล่านี้ อัลลอฮฺจะทรงอภัยโทษให้กับโทษบาปทั้งหมดของเขา ทั้งในอดีตและในอนาคต บุคคลใดก็ตามที่รับฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับความสูงส่งเหล่านี้ โทษบาปเพราะการฟัง(สิ่งไม่ดี)ทั้งหมดของเขาจะได้รับการอภัยให้ และบุคคลใดก็ตามที่มองบันทึกเรื่องความสูงส่งเหล่านี้ โทษบาปเพราะการใช้สายตา(มองสิ่งไม่ดี)ทั้งหมดของเขาจะได้รับการอภัยให้ เพียงชายตามองดูใบหน้าของอะลีก็ถือเป็นการแสดงความเคารพภักดี(อิบาดะฮฺ)ได้ประการหนึ่ง และการพูดถึงเขาก็ถือเป็นการแสดงความเคารพภักดีประการหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน อัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกรจะไม่ทรงยอมรับศรัทธาของบุคคลที่ไม่ยอมเชื่อในวิลายะฮฺ(อำนาจการปกครอง)ของเขา หรือบุคคลที่ไม่ยอมวางตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อศัตรูของเขา (72)

6. อิบนุ อับบาสเล่าว่าท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “ถ้านำต้นไม้ทั้งหมดในโลกมาทำเป็นปากกา และเปลี่ยนมหาสมุทรทั้งหมดให้เป็นน้ำหมึก และให้ญินทุกตนมานับ และมนุษย์ทั้งมวลมาเขียน ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะจาระไนความสูงส่งของอะลีได้หมดทุกถ้อยกระทงความ" (73)

เราชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺไม่เห็นด้วยกับหลักฐานดังกล่าวด้วยเหตุผลต่อไปนี้คือ : ประการแรก สิ่งที่กล่าวอยู่ในรายงานหะดีษดังกล่าวขัดแย้งกับคำสอนพื้นฐานของอัล-กุรฺอานและหะดีษ เช่น การพรรณนาว่ามนุษย์คนหนึ่งมีลักษณะบางประการซึ่งความจริงสิ่งนั้นเป็นพระคุณลักษณะ(ซิฟาต)ของอัลลอฮฺ สุบหฯ เพียงผู้เดียวเท่านั้น ประการที่สอง เรื่องราวเหล่านี้มิได้ปรากฏอยู่ในหนังสือรวบรวมหะดีษเศาะเฮียะฮฺแม้แต่น้อย ประการที่สาม ข้อความที่อ้างถึงท่านอะลี รอฎิฯ ในลักษณะดังกล่าวขัดแย้งกับความนอบน้อมถ่อมตนและความตักวา(การยำเกรง)ซึ่งเป็นลักษณะของท่านที่เรารู้กันเป็นอย่างดี เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ชาวชีอะฮฺกุขึ้นมาเองเท่านั้น

อะหฺลุซซุนนะฮฺถือว่าคำอวดอ้างที่กล่าวมาทั้งหมดนำความเสื่อมเสียมาสู่ภารกิจการเผยแพร่ของท่านนบี ศ็อลฯ อัล-กุรฺอานกล่าวอย่างชัดเจนว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ นั้นถูกส่งมาเพื่อปรับปรุงสภาพของมนุษยชาติ และเพื่อชำระขัดเกลาผู้ศรัทธาให้สะอาดบริสุทธิ์โดยผ่านคำสอนของท่าน อัล-กุรฺอานยืนยันเรื่องนี้ว่า :

“แน่นอนยิ่งอัลลอฮฺทรงมีพระคุณต่อบรรดาผู้ศรัทธาโดยพระองค์ได้ทรงส่งรสูลคนหนึ่งจากพวกเขาเองมาในหมู่พวกเขา โดยที่เขาจะอ่านโองการของพระองค์ให้พวกเขาฟัง และจะทำให้พวกเขาสะอาด และจะสอนคัมภีร์และฮิกมะฮฺ(สุนนะฮฺของท่านนบี)แก่พวกเขาด้วย และแท้จริงเมื่อก่อนนั้นพวกเขาเคยอยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง" (3:164)

ถ้าเราเชื่อว่าท่านนบี ศ็อลฯ เคยประกาศแต่งตั้งให้ท่านอะลี รอฎิฯเป็นอิมามหลายต่อหลายครั้ง แต่กระนั้นเศาะหาบะฮฺและผู้ใกล้ชิดของท่านกลับไปให้สัตยาบันยอมรับท่านอบูบักร รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺ นี่ย่อมหมายความว่าท่านนบี ศ็อลฯ ประสบกับความล้มเหลวในการชำระผู้ศรัทธาให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างไม่เป็นท่า ในทำนองเดียวกัน ถ้าในทันทีที่ท่านนบี ศ็อลฯ สิ้นชีวิตลง ผู้ศรัทธาจำนวนหลายพันคนในมะดีนะฮฺต่างพากันหลงลืมพินัยกรรมที่ท่านนบี ศ็อลฯ มอบตำแหน่งผู้สืบทอดให้กับท่านอะลี รอฎิฯแต่เพียงผู้เดียว และยินดีเลือกท่านอบูบักร รอฎิฯ ขึ้นมาแทนที่แล้ว ก็หมายความว่าการปฏิวัติที่ท่านนบี ศ็อลฯ นำมานั้นช่างมีอายุสั้นเสียเหลือเกิน เพราะในทันทีที่ท่านสิ้นลมหายใจ บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านก็พากันหลงลืมท่านและกระทำการขัดแย้งกับคำสั่งสอนของท่านเสียสิ้น

ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราเชื่อว่าผู้ร่วมขบวนเดินทางมากับท่านนบี ศ็อลฯ หลังเสร็จสิ้นพิธีฮัจญ์และมีถิ่นพำนักอยู่ตามแว่นแคว้นต่างๆ ในคาบสมุทรอาหรับมีจำนวนมากกว่า 10,000 คนที่เป็นสักขีพยานให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เฆาะดีรฺ คุม สถานที่ที่ท่านนบี ศ็อลฯ มีบัญชาให้พวกเขายอมรับท่านอะลี รอฎิฯ เป็นผู้สืบทอดภายหลังท่าน แต่แล้วผู้แทนที่มาจากแคว้นต่างๆ ในอารเบียกลับไปให้สัตยาบัน(บัยอะฮฺ)ต่อท่านอบูบักร รอฎิฯ แทนที่จะเป็นท่านอะลี รอฎิฯ ที่พวกเขาเคยรับรู้มา เช่นนี้ก็หมายความว่าอำนาจการปกครองของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ช่างสั้นเสียเหลือเกิน และถูกหลงลืมไปในทันทีทันใดอย่างนั้นเชียวหรือ ?

ถึงแม้จะเป็นความจริงว่าท่านอะลี รอฎิฯ เองก็ต้องการที่จะขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺภายหลังมรณกรรมของท่านนบี ศ็อลฯ แต่ประวัติศาสตร์ก็มิได้บันทึกเลยว่าท่านอะลี รอฎิฯ อ้างอายะฮฺอัล-กุรฺอานและหะดีษของท่านนบี ศ็อลฯ มาสนับสนุนความต้องการของท่านแม้เพียงสักครั้งเดียว ตำราทางประวัติศาสตร์ล้วนให้การเป็นสักขีพยานว่าท่านได้ให้สัตยาบัน(บัยอะฮฺ)ต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรก(คือท่านอบูบักร, อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ) ชาวชีอะฮฺเองก็ยอมรับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน แต่พวกเขาเสริมว่าท่านอะลี รอฎิฯ ให้สัตยาบันในสภาพตะกียะฮฺ(การอำพรางหรือเสแสร้ง) และอ้างว่าท่านอะลี รอฎิฯ เห็นว่าบุคคลเหล่านั้นขาดความชอบธรรมในการขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ

อะหฺลุซซุนนะฮฺโต้แย้งว่า ถ้าการให้สัตยาบันของท่านอะลี รอฎิฯ ต่อเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกเป็นไปเพราะความต้องการที่จะตะกียะฮฺตามที่ชาวชีอะฮฺกล่าวอ้างแล้ว ท่านอะลี รอฎิฯ คงต้องพูดความจริงออกมาอย่างน้อยที่สุดสักครั้งหนึ่งในช่วงที่ท่านได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺคนที่สี่แล้ว แต่ไม่พบว่าท่านอะลี รอฎิฯ เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของพวกเขา หรือท้าทายความชอบธรรมของพวกเขาเลยสักครั้ง ทั้งก่อนและในระหว่างการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่าน แต่สิ่งที่อยากจะกล่าวเพิ่มเติมก็คือ ท่านนบี ศ็อลฯ และเศาะหาบะฮฺของท่าน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามล้วนไม่เคยยึดถือว่าท่านอะลี รอฎิฯ สูงส่งกว่าคนอื่นๆ ในอุมมะฮฺมุสลิมเลย

ความจริงทางประวัติศาสตร์และเหตุผลทั้งสองประการนี้ต่างปฏิเสธข้ออ้างที่ว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำของอุมมะฮฺในสมัยที่ท่านนบี ศ็อลฯ ยังมีชีวิตอยู่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้ว พวกปฏิเสธในนครมักกะฮฺที่จ้องจะทำลายชื่อเสียงของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ อยู่ตลอดเวลาย่อมจะฉวยโอกาสนั้นโฆษณาโจมตีท่านนบี ศ็อลฯ ในทันทีทันใดว่า ท่านกำลังสร้างอาณาจักร หรือฐานอำนาจให้กับตัวท่านเองหรือลูกหลานของท่าน พวกยิวและพวกหน้าไหว้หลังหลอก(มุนาฟิก)ในนครมะดีนะฮฺก็จะฉวยโอกาสเปิดโปงเรื่องนี้ให้เสียหายด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับพวกกุเรชนั้น พวกเขาคุ้นเคยกับข้อกล่าวหาที่ว่ามุฮัมมัดคือนักกวี คนบ้าหรือนักมายากล ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าท่านต้องการสถาปนาราชวงศ์ให้กับตระกูลของท่านเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยครุ่นคิดเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะมันไม่มีเค้าให้คิดไปในลักษณะดังกล่าว ในทำนองเดียวกัน ศัตรูของอิสลามในยุคสมัยต่างๆ คงจะยินดีเป็นอย่างมากหากพวกเขาจะสามารถลดค่าของภาระกิจของท่านนบีมุฮัมมัดลงมาเป็นเพียงการแสวงหาอำนาจและราชวงศ์ เพียงพวกเขาสามารถค้นพบหลักฐานพยานเพียงเล็กน้อยมาสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าวเท่านั้น พวกเขาจะรีบใส่ร้ายป้ายสีทันที แต่สาเหตุที่พวกเขาทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะพวกเขาหาเค้าเงื่อนในเรื่องนี้ไม่พบเลย และนี่คือความจริงที่เราไม่จำเป็นต้องพูดออกไปให้มากความ

เมื่อใดก็ตามที่ท่านนบี ศ็อลฯ ออกจากเมืองมะดีนะฮฺ ตามการปฏิบัติของท่าน ท่านจะแต่งตั้งผู้ช่วยคนหนึ่งและมอบหมายความรับผิดชอบในการปกครองดูแลให้แก่เขา บุคคลที่เคยได้รับการมอบหมายให้ปกครองดูแลเมืองมะดีนะฮฺในยามที่ท่านนบี ศ็อลฯ ไม่อยู่ได้แก่บุคคลต่อไปนี้ :

ชื่อของบุคคลและจำนวนครั้งที่ได้รับมอบหมาย

        อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (2)
        ซัยดฺ บิน อัล-ฮาริซะฮฺ (2)
        อบู ซะลามะฮฺ บิน อับดุล อะซาด (1)
        ซิบาอฺ บิน อัรฺฟะซะฮฺ (3)
        มะฮฺมูด บิน อัซลามะฮฺ         อัล-อันศอรฺ (3)
        อับดุลลอฮฺ บิน เราะวาหะฮฺ (1)
        สะดฺ บิน อุบาดะฮฺ (1)
        อิบนุ อุมมุ มักตูม (9)
        สะดฺ บิน มุอาฎ (1)

ขอให้เราหมายเหตุเอาไว้ ณ ที่นี้ว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ไม่เคยแต่งตั้งท่านให้ท่านอะลี รอฎิฯ เป็นผู้ช่วยของท่านในเมืองมะดีนะฮฺเลยสักครั้ง ถ้าท่านมีเจตนาที่จะให้ท่านอะลี รอฎิฯ เป็นผู้สืบทอดของท่านจริงๆ แล้ว อย่างน้อยที่สุดท่านน่าจะทำเป็นสัญลักษณ์ด้วยการแต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ เป็นผู้ช่วยของท่านสักครั้งหนึ่ง (74)

ในระหว่างสมรภูมิตะบูกปี ฮ.ศ. ที่ 9 ท่านนบี ศ็อลฯ ได้แต่งตั้งให้ท่านอบูบักร รอฎิฯ เป็นแม่ทัพทำหน้าที่บังคับบัญชากองทัพ นอกจากนี้ท่านยังแต่งตั้งท่านอบูบักร รอฎิฯ เป็นผู้นำคาราวานฮัจญ์ครั้งแรกจากนครมะดีนะฮฺ และให้กำกับดูแลพิธีฮัจญ์ ในระหว่างที่ท่านล้มป่วยครั้งสุดท้าย ท่านได้แต่งตั้งให้ท่านอบูบักร รอฎิฯ เป็นอิมามนำการละหมาดญะมาอะฮฺ(ละหมาดรวมเวลาต่างๆ) ความจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่มีใครปฏิเสธ แม้แต่ชาวชีอะฮฺก็เช่นเดียวกัน ต้องขอกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่าไม่มีเครื่องบ่งชี้เลยว่าท่านอะลี รอฎิฯ ได้รับการแต่งตั้งโดยท่านนบี ศ็อลฯ ให้เป็นผู้สืบทอดของท่าน

ต่อไปนี้เป็นหลักฐานที่เราคัดมาจากหนังสือนะหฺญุลบะลาเฆาะฮฺซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบันทึกรวบรวมคุฏบะฮฺ โอวาทและจดหมายของท่านอะลี รอฎิฯ ปรากฏข้อความยืนยันว่าท่านอะลี รอฎิฯ ยอมรับเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งก่อนหน้าท่านดังความต่อไปนี้ :

หลังจากกล่าวสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ แล้ว ท่านอะลีได้กล่าวว่า : แท้จริง อัลลอฮฺได้ทรงส่งมุฮัมมัดมาเป็นศาสนทูตของพระองค์ และทำให้ท่านเป็นกลไกในการชักนำประชาชนให้ผละออกจากหนทางแห่งบาปชั่วและความต่ำทราม การนี้ได้ปกป้องพวกเขาให้พ้นจากการลงโทษของปรโลก พระองค์ยังได้ทำให้ท่านเป็นกลไกในการสร้างสันติภาพและความปรองดอง(ในหมู่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าท่านมีความขัดแย้งและความบาดหมาง(ดำรงอยู่) ต่อมาอัลลอฮฺได้ทรงเรียกท่านกลับคืนไปสู่พระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธา(75)ได้ทำให้อบูบักรเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่าน ในเวลาต่อมา อบูบักรได้แต่งตั้งให้อุมัรเป็นผู้สืบทอดของเขา ทั้งสองได้ฉายให้เห็นการกระทำที่น่ายกย่อง และยังผดุงรักษาความยุติธรรมและความเท่าเทียมเอาไว้ ดังนั้นเราจึงพบว่าพวกเขา(อบูบักรและอุมัร)ได้ปกครองดูแลอุมมะฮฺก่อนหน้าเรา ถึงแม้ว่าเราในในฐานะที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของท่านนบีจะมีสิทธิในการเป็นเคาะลีฟะฮฺมากกว่าก็ตาม (แต่กระนั้น)เราได้อภัยให้พวกเขา (76)

เมื่ออะลีได้เป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านได้เขียนจดหมายไปยังประชาชนอียิปต์โดยผ่านกอยสฺ บิน สะดฺ ข้าหลวงของท่าน หลังจากกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺและท่านรสูล ศ็อลฯ แล้ว ท่านเขียนว่า :

เมื่อภารกิจเผยแพร่ของท่านนบีเสร็จสมบูรณ์แล้ว อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกรได้ทรงเรียกท่านกลับคืนไปสู่พระองค์ ภายหลังท่าน บรรดามุสลิมได้เลือกเคาะลีฟะฮฺขึ้นมาสองท่านติดต่อกัน ได้แก่อบูบักรและอุมัร ซึ่งเป็นผู้ที่ผดุงแนวทางที่ถูกต้อง ปฏิบัติตัวตามคัมภีร์(อัล-กุรฺอาน)และสุนนะฮฺโดยเพียบพร้อม และมิได้ละเลยการปฏิบัติของท่านนบี ศ็อลฯ ครั้นทั้งสองจากไปแล้ว บุรุษที่สืบต่อจากพวกเขาในฐานะเคาะลีฟะฮฺ(อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน)ได้กระทำบางสิ่งบางอย่างที่อุมมะฮฺไม่ยอมรับ และเขาได้ถูกสังหาร(ในเวลาต่อมา)แล้วประชาชนก็มายังฉัน และให้สัตยาบันว่าจะภักดีต่อฉัน(ในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺของพวกเขา) (77)

ข้อความข้างต้นเป็นคำพูดและสารของท่านอะลี รอฎิฯ ที่เราคัดมาจากหนังสือของชาวชีอะฮฺเอง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าข้อความนี้ปฏิเสธแนวคิดเรื่องสิทธิการสืบทอดอำนาจของท่านอะลีภายหลังวะฟาตของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ในทางตรงกันข้าม ข้อความนี้กลับเปิดเผยให้เห็นว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ได้เป็นพยานถึงคุณความดีของท่านอบูบักรและท่านอุมัร รอฎิฯ และความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺที่ประชาชนเลือกขึ้น

เคาะลีฟะฮฺและบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ

การมีความเชื่อในอิมามะฮฺของท่านอะลี รอฎิฯ จะลงเอยด้วยการปฏิเสธความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอบูบักร, อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ อย่างแน่นอน ความเชื่อดังกล่าวยังมีความหมายเป็นนัยว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ที่ให้สัตยาบันสนันสนุนเคาะลีฟะฮฺเหล่านี้ได้กระทำการทรยศต่ออะมานะฮฺ(ของฝาก)อันศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งของท่านรสูล ศ็อลฯ เมื่อมีทัศนะอย่างนี้ ชาวชีอะฮฺจึงเหยียดหยามและสบประมาทเศาะหาบะฮฺส่วนใหญ่ของท่านนบี ศ็อลฯ พร้อมกับยืนยันว่าพวกเขาทั้งหมดได้ผละออกจากอิสลามหลังการวายชนม์ของท่านนบี ศ็อลฯ นอกจากคนเพียงสามคนเท่านั้น ดังจะให้ได้จากข้อความต่อไปนี้ :

“หลังการวายชนม์ของท่านนบี ศ็อลฯ บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบีทั้งหมดได้ละทิ้งอิสลาม นอกจากสามคนเท่านั้น พวกเขาได้แก่ มิกดาด, อบูซัรและซัลมาน“ (78)

“บุคคลที่อยู่ฝังศพของท่านรสูลุลลอฮฺนั้นมีเพียงอะลี, อัล-อับบาส, บุตรชายสองคนของอัล-อับบาสและอุซามะฮฺ บิน ซัยดฺ ส่วนอบูบักร อุมัรและเศาะหาบะฮฺคนอื่นๆ ชุมนุมกันอยู่ที่สะกีฟะฮฺ” (79)

“ไม่มีเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ คนใดมาเยี่ยมและกล่าวคำพูดปลอบโยนสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี ศ็อลฯ ในเวลาที่ท่านจากไป “ (80)

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่อื่นใด นอกจากการยืนยันให้เห็นลักษณะอันมั่นคงของบรรดาเศาะหาบะฮฺ และข้อเท็จจริงที่ว่าพฤติกรรมของพวกเขาไม่ได้สวนทางกับคำสั่งสอนของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ แต่อย่างใด

ประการแรก ขอให้เรามองประเด็นนี้จากแง่มุมทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือเมื่ออัล-กุรฺอานเริ่มถูกประทานลงมาที่นครมักกะฮฺและท่านนบี ศ็อลฯ ประกาศตัวเป็นศาสดา พวกมุชริกีน(พวกบูชาเจว็ดซึ่งมีอำนาจและอิทธิพลอยู่ในสังคมมักกะฮฺ)วางตัวเป็นศัตรูตัวฉกาจของท่าน ทำให้ท่านและเศาะหาบะฮฺของท่านต้องตกอยู่ภายใต้การทรมานทางกายและทางจิตใจอย่างหนักหน่วงรุนแรงยิ่ง พวกเขาพยายามสังหารท่าน และสุดท้ายได้ขับไล่ท่านและเศาะหาบะฮฺของท่านออกจากนครมักกะฮฺ ในระยะนั้นมีกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ยอมรับคำสั่งสอนของท่าน สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของท่าน ดิ้นรนต่อสู้กับท่านเพื่อเผยแพร่คำสอนนั้นออกไป ตลอดจนยอมเสียสละชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อปกป้องท่านและคำสอนของท่าน พวกเขาคือบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งมิใช่ใครที่ไหนนอกจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ(สหาย)ของท่าน นี่คือกลุ่มชนที่ได้เป็นพยานรู้เห็นการประทานอัล-กุรฺอานลงมาทีละเล็กทีละน้อย ได้เห็นพัฒนาการของกลุ่มผู้ติดตามท่านนบี ศ็อลฯ จากการเป็นประชาคมที่อ่อนแอจนได้เป็นรัฐที่ทรงอำนาจ ตลอดจนความสมบูรณ์ของอิสลามในฐานะที่เป็นระบอบการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนั้น ไม่ว่าท่านนบี ศ็อลฯ จะพูดอะไรออกไป ไม่ว่าท่านจะทำอะไร ไม่ว่าท่านจะทำงานอันใดเสร็จสิ้น และเหนืออื่นใด ไม่ว่าจะมีอัล-กุรฺอานโองการใดประทานลงมาให้กับท่าน ชนกลุ่มนี้เป็นพยานรู้เห็น รับเอาไว้ จดจำและบันทึกเอาไว้จนหมดสิ้น ชนกลุ่มนี้ทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดให้กับชนรุ่นต่อๆ มา เพราะฉะนั้น อัล-กุอานและสุนนะฮฺที่มีอยู่ในทุกวันนี้ รวมถึงสิ่งที่เป็นที่รับรู้กันว่าเป็นชีวิต, ภารกิจอันสูงส่ง, คำสอน, รัฐบาล, นิสัย, การกระทำและความสำเร็จของท่าน ฯลฯ ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านเศาะหาบะฮฺผู้จงรักภักดีทั้งสิ้น ถ้าความอยู่กับร่องกับรอยหรือความมั่นคงของเศาะหาบะฮฺเป็นที่สงสัยเสียแล้ว รากฐานในการยอมรับอัล-กุรฺอานและสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ก็จะสลายไปโดยปริยาย เป็นที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่าการรวบรวมต้นฉบับอัล-กุอานในเบื้องแรกนั้นกระทำโดยเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ และอัล-กุรฺอานเล่มแรกที่ถูกเขียนขึ้นนั้นได้รับการเรียบเรียงขึ้นในสมัยของท่านเคาะลีฟะฮฺอบูบักร รอฎิฯ ตามคำแนะนำของท่านอุมัร รอฎิฯ คัมภีร์เล่มนี้ได้ถูกมอบให้อยู่ในการดูแลของท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ ภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ ซึ่งเป็นบุตรสาวของท่านอุมัร รอฎิฯ ตลอดสมัยการปกครองของท่านอบูบักรและท่านอุมัร รอฎิฯ อัล-กุรฺอานเล่มนี้ได้ถูกใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงสำหรับอุมมะฮฺมุสลิมทุกหมู่เหล่า เป็นที่เห็นพ้องกันอย่างกว้างขวางว่าคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นเป็นมาตรฐานตามสำเนียงของชาวกุรอยส์ในสมัยปกครองของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน รอฎิฯ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกฉันท์ของบรรดาเศาะหาบะฮฺ ทุกคน(รวมทั้งท่านอะลี รอฎิฯ - ผู้แปล)ยอมรับว่าคัมภีร์ที่ถูกรวบรวมขึ้นนั้นได้บรรจุถ้อยคำตรงตามที่ท่านนบี ศ็อลฯ ได้รับเป็นวะฮฺยู(พระโองการ)จากอัลลอฮฺ สุบหฯ ไม่มีผิดเพี้ยน

ท่าทีของชีอะฮฺที่มีต่อเศาะหาบะฮฺ

ความเชื่อของชีอะฮฺเกี่ยวกับเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ที่กระฉ่อนที่สุดก็คือข้อความต่อไปนี้ :

“หลังการวายชนม์ของท่านนบี ศ็อลฯ บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบีทั้งหมดได้ละทิ้งอิสลาม นอกจากสามคนเท่านั้น พวกเขาได้แก่ มิกดาด, อบูซัรและซัลมาน“ (81)

ตามหะดีษของชีอะฮฺมีหลายหะดีษที่ระบุว่าเคาะลีฟะฮฺสามคนแรกไม่เพียงจะตายไปในฐานะของผู้ปฏิเสธศรัทธาเท่านั้น แต่ยังปรากฏว่าพวกเขาทำตัวเป็นศัตรูสำคัญของอิสลามอีกด้วย

“อัล-มะฮฺดีจะบัญชาให้มัดอบูบักรและอุมัรเข้ากับต้นไม้ แล้วบัญชาให้เปลวไฟปะทุจากแผ่นดินขึ้นมาเผาไหม้ร่างของพวกเขา จากนั้นท่านจะบัญชาให้ลมหอบเอาเถ้าทุลีของพวกเขาไปยังแม่น้ำ ท่านจะประหารเคาะลีฟะฮฺทั้งสองเป็นจำนวนพันครั้งจากยามเช้าจนถึงยามเย็น แล้วทั้งสองจะถูกทำให้ฟื้นชีพ และอัลลอฮฺจะโยนทั้งสองไปยังที่ที่พระองค์ทรงประสงค์" (82)

อัล-มัจญ์ลิซีย์ นักปราชญ์ชีอะฮฺนามกระเดื่องกล่าวเสริมว่า :

“เมื่ออิมามมะฮฺดีปรากฏกาย ท่านจะบัญชาให้ทำลายผนังกุโบรของท่านนบี จากนั้นท่านจะบัญชาให้เคลื่อนย้ายร่างของอบูบักรและอุมัรขึ้นมาจากหลุมของพวกเขา ให้เปลื้องผ้าห่อศพของพวกเขาออก และแขวนร่างของพวกเขาเอาไว้บนต้นไม้โกร๋น“ (83)

“มีรายงานจากหะดีษมากมายที่ระบุว่า : ท่านอะลีและบรรดาอิมามทั้งหมดเรียกอบูบักรว่าเป็นฟิรอูน เรียกอุมัรเป็นฮามาน และอุษมานเป็นกอรูนของอุมมะฮฺนี้“ (84)

แม้แต่ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ รอฎิฯ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เก็บรักษาคัมภีร์อัล-กุรฺอานฉบับที่เขียนด้วยลายมือฉบับแรกยังไม่วายถูกใส่ร้ายป้ายสี เช่นเดียวกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ภริยาของท่านนบี ศ็อลฯ

“บุคคลควรจะเกลียดชังเจว็ดทั้งสี่ ได้แก่อบูบักร, อุมัร, อุษมานและมุอาวิยะฮฺ และนางทั้งสี่ ซึ่งได้แก่อาอิชะฮฺ, ฮัฟเซาะฮฺ, ฮินด์และอุมมุล-ฮะกัม" (85)

ตามความเชื่อของชีอะฮฺ บรรดาเศาะหาบะฮฺผู้สูงศักดิ์ที่ปกปักรักษาการประทานอัล-กุรฺอานลงมาในระยะแรกๆ นั้นล้วนตายไปในสภาพผู้ปฏิเสธศรัทธาทุกคน ดังนั้น ชีอะฮฺจึงไม่มีเหตุให้ต้องศรัทธาในความน่าเชื่อถือของอัล-กุรฺอาน สำหรับหะดีษหรือประวัติศาสตร์ทั่วไปของอิสลามยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

เชิงอรรถ :

(68)อุศูล อัล-กาฟีย์, หน้า 309

(69)เล่มเดียวกัน, หน้า 308

(70)ฮายาต อัล-กุลูบ, หน้า 436

(71)บิฮารฺ อัล-อัรฺวารฺ, เล่ม 5, หน้า 511

(72)มินฮัจญ์ อัล-กิรอมะฮฺ, หน้า 51 – 52

(73)เล่มเดียวกัน, หน้า 52 ขอให้เราเปรียบเทียบข้อความนี้กับอายะฮฺ 18:109 และ 31:27 ซึ่งอัล-กุรฺอานพรรณนาถึงความรอบรู้อันไร้ขอบเขตของอัลลอฮฺ สุบหฯ

(74)ท่านอะลี รอฎิฯ เองก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นในสมรภูมิตะบูกเมื่อท่านนบี ศ็อลฯ กำลังเตรียมจัดทัพออกไป ท่านได้มอบหมายให้อิบนุ อุมม์ มักตูม ทำหน้าที่ปกครองดูแลเมืองแทนท่านนบี ศ็อลฯ ส่วนตัวท่านอะลี รอฎิฯ เองกลับได้รับการฝากฝังให้ดูแลสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี ศ็อลฯ ด้วยความฉงนสนเท่หฺ เหตุนี้ท่านอะลี รอฎิฯ จึงออกปากสอบถามท่านนบี ศ็อลฯ ว่า “ท่านกำลังทิ้งให้ฉันอยู่กับเด็กๆ และผู้หญิงอย่างนั้นหรือ“ (ผู้แปล)

(75) จุดที่ต้องสังเกตุก็คือว่าในหลักฐานนี้ ท่านอะลี รอฎิฯ เรียกบรรดามุสลิมที่ลงมติเลือกท่านอบูบักร รอฎิฯ ขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺว่าเป็น “บรรดาผู้ศรัทธา“ จึงเป็นหลักฐานที่ลบล้างคำใส่ร้ายป้ายสีที่ว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺเป็น “มุรตัด“ (ตกศาสนา)ได้เป็นอย่างดี(ผู้แปล)

(76)คำอรรถาธิบายนะหฺญุลบะลาเฆาะฮฺ, หน้า 447

(77)เล่มเดียวกัน, หน้า 1116

(78)ฟุรุอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 115

(79)Islamic Affairs, Vol 2, 1979. ที่จริงแล้วการประชุม ณ สะกีฟะฮฺที่ท่านอบูบักร รอฎิฯ ได้รับเลือกเป็นเคาะลีฟะฮฺนั้นเกิดขึ้นก่อนฝังศพท่านนบีเสียอีก ประชาชนแห่กันมาละหมาดให้กับมัยยิด(ร่างอันไร้วิญญาณ)ของท่าน แต่เป็นเพราะห้องนั้นเล็กเกินไปจึงทะยอยละหมาดกลุ่มละ 10 คน การละหมาดนี้กินเวลาต่อเนื่องกันถึงสองวัน

(80)เล่มเดียวกัน

(81)ฟุรุอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 115; ฮายาต อัล-กุลูบ, เล่ม 2, หน้า 600; บิฮารฺ อัล-อัรฺวารฺ , หน้า 46

(82)ฮักกุลยากีน, หน้า 217

(83)ฮายาต อัล-กุลูบ, เล่ม 1, หน้า 216

(84)เล่มเดียวกัน, เล่ม 4, หน้า 328

(85)ฮักกุลยากีน, หน้า 685



Source : Sunni & Shi'ah Perspectives on Islam by Dr. Abdullah Salamah Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh, 1998

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา