เมนูของเรา

โต้อัต-ตียานีย์ : วิจารณ์หนังสือ " ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ "

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 25/5/2007 21:02:57 (6528 ครั้งที่อ่าน)
โต้อัต-ตียานีย์

แปลและเรียบเรียงโดย อุมมุ ฮานี

กล่าวได้ว่าชีอะฮฺพยายามที่จะชักนำพี่น้องมุสลิมที่มีน้ำใสใจจริงให้หลงผิดยอมรับลัทธิความเชื่อของพวกเขาอย่างขยันขันแข็งกันจริงๆ ในท่ามกลางความพยายามดังกล่าว นักเผยแพร่ชีอะฮฺที่อยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ พากันกุลีกุจอแจกจ่ายหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า " ซุมมะฮฺ ตะดัยตุ " หรือ " ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ " เขียนโดยดร. มุฮัมมัด อัต-ตีญานีย์ อัส-สะมาวีย์ เห็นจะกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำได้ว่า จริงๆ แล้ว ผู้ประพันธ์คนนี้เป็นนักเล่านิทานระดับผู้ชำนาญการเลยก็ว่าได้ เขาพาผู้อ่านไปสัมผัส " การเดินทาง " อันยาวนานของเขาจากการเป็น " สุนนีย์ " ผู้ภักดี ไปจนกระทั่งเขา " ได้รับการนำทาง " ให้เป็นชีอะฮฺในที่สุด ในระหว่าง " การเดินทาง " นี้ เขาได้ศึกษาตำรับตำราต่างๆ มากมาย และได้ทำการค้นคว้าวิจัยเจาะลึกในลักษณะที่ " เป็นกลาง " ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด


"ซากแห่งความผิดพลาด"

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราคุ้ยเขี่ยลงไปภายใต้รูปโฉมภายนอกของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งแปลมาจากภาษาอาหรับให้ลึกสักนิด ฉากกำบังการบิดเบือนและการหลอกลวงทั้งปวงจะหลุดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ผู้ประพันธ์เองอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับ " จิตใจที่สมบูรณ์ทุกดวง จิตใจที่นำความจริงออกมาทดสอบ และรับรู้ความจริงได้จากซากแห่งความผิดพลาด " เมื่อความจริงของการบิดเบือนและการหลอกลวงได้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้อ่านที่รู้ที่เข้าใจแล้ว เมื่อนั้นหนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นผู้แข่งขันที่ลงสนามแย่งชิงตำแหน่งที่หนึ่งของ " ซากแห่งความผิดพลาด " อย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม บทวิจารณ์สั้นๆ นี้ไม่สามารถที่จะครอบคลุมถึงความเท็จทั้งมวลที่บรรจุอยู่ในหนังสือ เราคงต้องยกตัวอย่างการปลอมแปลงและคำเท็จที่เห็นกันอย่างชัดๆ มาให้ดูสักสองสามตัวอย่าง แม้เราจะพบคำโกหกดาษดื่นไปหมดก็ตาม สำหรับจำนวนของการบิดเบือนที่เกิดจากการตีความอายะฮฺอัล-กุรฺอานและรายงานหะดีษผิดพลาด หรือการอ้างอิงข้อความจากตำรับตำราต่างๆ นอกนัยของมัน หนังสือเล่มนี้จัดว่าเก่งกาจทางด้านนี้จริงๆ

เศาะเฮี๊ยะฮฺบุคอรี

หน้า 140 ( ของฉบับแปลภาษาไทยโดย อาจารย์บำรุง อาสาวิมลกิจ )ผู้ประพันธ์ " อ้าง " ข้อความตอนหนึ่งจากหนังสือหะดีษของอิมามอัล-บุคอรีว่า " ครั้งหนึ่งท่านศาสดา (ซ.ล.) ได้เทศนาสั่งสอน และท่านได้ชี้ให้เห็นถึงบ้านที่นาง( อาอิชะฮฺ )อาศัยอยู่ ท่านได้กล่าวว่า มีความยุ่งยาก….. มีความยุ่งยาก….. มีความยุ่งยากจากที่ซึ่งเขาของไชตอนโผล่เข้ามา …. "

หากเราจะค้นหาข้อความ " และท่านได้ชี้ให้เห็นถึงบ้านที่นาง( อาอิชะฮฺ )อาศัยอยู่ " ในหนังสือหะดีษของอิมามอัล-บุคอรีแล้ว แม้ใช้เวลาค้นนานถึง 1,000 ปีก็ยังหาไม่เจอ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าข้อความดังกล่าวไม่มีอยู่ในนั้น ตัวหะดีษเพียงระบุว่าท่านชี้ไปทางทิศตะวันออก ในรายงานหะดีษที่สามของบทเดียวกันตามที่อิมามบุคอรีบันทึกไว้ ระบุอย่างชัดเจนว่าท่านชี้ไปทางนัจด์ เราแทบช็อคเมื่อเจอเข้ากับการแทรกถ้อยคำอย่างน่าเกลียดอะไรเช่นนี้ มันเป็นการบิดเบือนอย่างมโหฬารก็ว่าได้ ทำไมตรงนี้ผู้ประพันธ์ไม่กล้าอ้างข้อความอย่างตรงไปตรงมาเล่าครับ บอกเขาไปเลยว่าทิศนั้นมันกินอาณาเขตทั้งหมดที่อยู่ทางด้านตะวันออกของอารเบีย ซึ่งรวมทั้งอิหร่านและอินเดียไม่ใช่หรือ ลัทธิหลงผิดมากมายของพวกนอกรีตมันได้เกิดขึ้นในดินแดนเหล่านี้มิใช่หรือ? นี่เรียกว่าขว้างงูไม่พ้นคอแหละครับ

แค่การบิดเบือนที่พบเพียงจุดเดียวนี้ มันได้ทำให้หนังสือเล่มนี้หมดความน่าเชื่อถือไปโดยสิ้นเชิง ความจริงใจ, ความซื่อสัตย์และความเปิดเผยของผู้ประพันธ์ต้องป่นปี้ไม่เป็นชิ้นดีเพียงเพราะการบิดเบือนในจุดนี้จุดเดียว นับประสาอะไรกับประเด็นอื่นๆ ที่อยู่ในหนังสือ การบิดเบือนแบบนี้ทำไปเพื่อพวกชีอะฮฺที่มีความเกลียดชังท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ลึกๆ อยู่ในใจจะได้สะใจ ทั้งๆ ที่ท่านรสูล ศ็อลฯ รักนางเป็นอย่างยิ่ง

มีตัวอย่างการบิดเบือนที่ทำกันอย่างโต้งๆ อีกจุดหนึ่งคือ ผู้ประพันธ์นำเสนอรายงานหะดีษหนึ่งจากหนังสือหะดีษของอิมามอัล-บุคอรีด้วยข้อความดังนี้ : อัลบุคอรียังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ต่อไปนี้ในหนังสือเกี่ยวกับความประพฤติในบทเกี่ยวกับการกล่าวร้าย เขากล่าวว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า ท่านศาสดา( ซ.ล.)ได้ทำสิ่งต้องห้ามให้เป็นสิ่งที่อนุญาต แต่ไม่มีใครกระทำตามที่ท่านได้ทำ …. " ( หน้า 106 จากฉบับแปลภาษาไทย ) ฉบับภาษาอังกฤษใช้คำว่า "… but no one followed what the Prophet did …. " ( หน้า 112 จากฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ ) นี่คือการบิดเบือนอย่างมหันต์ เพราะหะดีษต้นฉบับจริงเพียงระบุว่า " ฟะตะนัซซะฮะ อันฮุ เกามุน " ซึ่งหมายความว่า " บางคนละเว้นการกระทำนั้น " เราจึงอยากจะถามว่าทำไมผู้แปล( เป็นภาษาอังกฤษ )จึงเลือกที่จะใช้คำแปลว่า " ไม่มีใครกระทำตาม.. " สาเหตุที่แปลกันอย่างนี้ เพราะเขาต้องการที่จะทำลายภาพลักษณ์ของเศาะหาบะฮฺให้อันตรธานไปจากจิตใจของผู้อ่านใช่หรือไม่ อัลฮัมดุล ลิลลาฮ! อัลลอฮ สุบหฯ ได้ทรงเปิดโปงให้เราเห็นการหลอกลวงอันกลอกกลิ้งนี้อย่างทันเหตุการณ์

นอกจากนี้ ผู้ประพันธ์ยังอ้างหนังสือหะดีษของท่านอิมามมุสลิม ซึ่งอ้างว่าท่านมุอาวิยะฮฺ รอฎิฯ ได้มีคำสั่งให้ประหารและเผาบุคคลที่ปฏิเสธไม่ยอมสาปแช่งท่านซัยยิดินา อะลี รอฎิฯ " ( หน้า 123 จากฉบับแปลภาษาไทย ) ความจริงเศาะเฮี๊ยะฮฺมุสลิมไม่ได้แปดเปื้อนกับคำเท็จประการนี้ ใครก็ได้ลองไปค้นหาข้อความดังกล่าวในหนังสือหะดีษของท่านอิมามมุสลิม ค้นไปจนตายก็ไม่มีวันเจอะเจอ

เพราะฉะนั้นการอ้างอิง " เศาะเฮี๊ยะฮฺบุคอรี " และ " เศาะเฮี๊ยะฮฺมุสลิม " จะมีความหมายอะไรเล่าครับ จากตัวอย่างที่เรายกมาให้ดูนั้น ก็เห็นกันอย่างชัดเจนแล้วว่าท่านผู้ประพันธ์ท่านเก่ง "เพทุบายบิดเบือน" อย่างแท้จริง

การแปล

ในขณะที่ผู้ประพันธ์มีบทบาทในการบิดเบือนและสร้างคำเท็จอย่างเต็มที่ ผู้แปลบางท่านเองก็ต้องการมีส่วนร่วมในเรื่องอย่างไม่น้อยหน้าด้วยเช่นกัน สำหรับฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษนั้น สำนักพิมพ์อันศอริยันแห่งในกุม - อิหร่านพิมพ์ขึ้นมาฉบับหนึ่ง ส่วนฉบับอื่นๆ นั้น พิมพ์ครั้งแรกในปากีสถาน ปี 2534 โดยสำนักพิมพ์ อิสลามิค เซมินารี่ และต่อมาโดย บิลาล มุสลิม มิชชั่น ในเค็นยา คำแปลภาษาอังกฤษที่ถ่ายทอดออกมานั้นเหมือนกันหมด ยกเว้นความแตกต่างที่เด่นชัดบางจุด ตัวอย่างเช่น ในฉบับที่พิมพ์ในปากีสถาน หน้า 155 คำแปลรายงานหะดีษจากหนังสือมุวัตเต๊าะฮฺของอิมามมาลิกบันทัดสุดท้ายปรากฏความอ่านได้ดังนี้ " On hearing that Abu Bakr cried bitterly and said, "Shall we survive you?" ซึ่งแปลได้ความว่า …. เมื่อได้ยินดังนั้น อบูบักรจึงร้องไห้อย่างขมขื่นและกล่าวว่า " แล้วเราจะมีชีวิตรอดจากท่านอย่างนั้นหรือ? " ( หมายความว่า เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปภายหลังท่านจากไปแล้ว และต้องทนแบกรับความเจ็บปวดเพราะต้องพรัดพรากกับท่านได้อย่างไร ) แปลอย่างนี้ถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเราอ่านฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษที่พิมพ์ในอิหร่าน ปรากฏว่าข้อความตรงนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เราคิดไม่ถึงดังนี้ " On hearing that Abu Bakr cried bitterly and said : We are going to alter many things after your departure. " ฉบับภาษาไทยเข้าใจว่าใช้ต้นฉบับเหมือนกับฉบับที่พิมพ์ในอิหร่าน ปรากฏข้อความอ่านได้ดังนี้ " … เมื่ออะบูบักร์ได้ยินดังนั้น เขาได้ร้องไห้อย่างขนขื่นและพูดว่า " เรากำลังจะทำการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างหลังจากการจากไปของท่าน " ( หน้า 152 ของฉบับแปลภาษาไทย )

ทั้งๆ ที่ฉบับแปลภาษาอังกฤษทั้งสองไม่ได้มาจากผู้แปลคนละคนกันแต่อย่างใด แต่กระนั้นเรายังพบเห็นความผิดแผกแตกต่างในระหว่างฉบับพิมพ์ทั้งสองได้อย่างชัดเจน ฉบับพิมพ์ในอิหร่านไม่ได้ระบุปีที่พิมพ์โฆษณา ดังนั้นจึงไม่มีทางรู้ว่าฉบับไหนถูกพิมพ์ขึ้นมาก่อนเป็นฉบับแรก ด้วยเหตุนี้ เราจึงสงสัยว่าฉบับพิมพ์ในอิหร่านคงจะถูกพิมพ์ขึ้นในภายหลัง จึงมีการบิดเบือนจนผิดแผกไปจากต้นฉบับดั้งเดิม ความแตกต่างที่เห็นกันอย่างโจ๋งครึ่มนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการเรียงพิมพ์ผิดพลาดอย่างแน่นอน

การค้นคว้าวิจัยที่เป็นกลาง

ผู้ประพันธ์อ้างว่าได้ทำการค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นกลางก่อนที่จะ " ได้รับฮิดายะฮฺ " ให้รับลัทธิชีอะฮฺ อย่างไรก็ตาม เราสงสัยว่าการค้นคว้าวิจัยที่เป็นกลางของผู้ประพันธ์นั้นครอบคลุมถึงการศึกษาหลักความเชื่อของชีอะฮฺดังต่อไปนี้หรือไม่ :

1.ชีอะฮฺเชื่อว่าอัล-กุรฺอานที่พี่น้องมุสลิมมีอยู่ในครอบครองทุกวันนี้ไม่ใช่ฉบับดั้งเดิม( ขอให้ดูหนังสือ ฟัซลุล คิตอบ ฟีย์ ตะฮฺรีฟิ กิตาบิ ร็อบบิล อัรฺบาบ เขียนโดย ท่านต็อบรอซีย์ อุลามะฮฺชีอะฮฺที่แม้แต่ท่านอิมามโคมัยนียังถือว่าเชื่อถือได้ )

2.ความเชื่อที่ท่านอิมามโคมัยนี่กล่าวว่าเป็น " คำสอนพื้นฐานของศาสนาของเรา " ที่ว่าบรรดาอิมามนั้นมีฐานะสูงกว่านบีทุกคน( รวมทั้งท่านนบี ศ็อลฯ ด้วย )( โปรดดู อัล-ฮุกุมะตุล อิสลามียะฮฺ เขียนโดยโคมัยนี่, หน้า 52 ) ทั้งๆ ที่ มวลมุสลิมศรัทธาว่าในบรรดาสิ่งถูกสร้างทั้งปวงนั้น ผู้อยู่ในฐานะสูงสุดและยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากท่านรสูล ศ็อลฯ แต่เพียงผู้เดียว

เมื่อได้ " ค้นคว้าวิจัย " มาเป็นอย่างดีแล้ว ผู้ประพันธ์ควรจะบอกให้ผู้อ่านทราบด้วยว่าตนเองศรัทธาในเรื่องนี้อย่างไร ในเมื่อผู้ประพันธ์ละเลยสิ่งเหล่านี้เสียแล้ว ผู้อ่านอย่างเราๆ ท่านๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากจะปฏิเสธคำกล่าวอ้างของเขาในเรื่อง " การค้นคว้าวิจัยอย่างจริงใจ " ให้ตกไป

คงจะสรุปตรงท้ายบทวิจารณ์สั้นๆ นี้ได้ว่า การหลอกลวงและการบิดเบือนที่ถูกนำมาใช้ในหนังสือเล่มนี้แหละที่เป็นสาเหตุทำให้เราๆ ท่านๆ ไม่สมควรแตะต้องหนังสือเล่มนี้ เพราะอีมามของท่านกำลังอยู่ในอันตราย เนื่องจากท่านจะไม่มีทางล่วงรู้ว่าอะไรคือความจริง และท่านจะตกลงไปหลุมพรางของความมดเท็จได้ในที่สุด

ความจริงชื่อของหนังสือเล่มนี้ควรเปลี่ยนเสียใหม่ เอาเป็นว่า " ในที่สุดข้าพเจ้าก็หลงทาง " คงจะดี เพราะเมื่อข้าพเจ้าหลงทางแล้ว ก็อยากจะให้คนอื่นๆ หลงทางตามไปด้วย

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา