เมนูของเรา

ความแตกต่าง : แนวคิดเรื่องมุตอะฮฺตามหลักฐานของชีอะฮฺ

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 21/5/2007 21:52:40 (4547 ครั้งที่อ่าน)
ความแตกต่าง

แปลและเรียบเรียงโดย อามีนะฮฺ บินติ อิบรอฮีม

เนื้อหาต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับมุตอะฮฺในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติ ข้อกำหนดและคุณค่าซึ่งคัดมาจากหลักฐานของฝ่ายชีอะฮฺอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อผู้อ่านจะได้พิจารณาและไคร่ครวญด้วยตัวเองว่ามุตอะฮฺจะนำไปสู่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องตามที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงมีพระประสงค์ หรือนำไปสู่สภาพตรงข้าม

ผู้หญิงที่เข้าเกณฑ์การทำมุตอะฮฺ

“มุตอะฮฺอนุญาตให้ทำกับผู้หญิงทุกประเภท นางอาจจะเป็นหญิงพรหมจารี แต่งงานแล้ว เป็นหม้ายหรืออาจจะอยู่ในนิกาย, กลุ่มหรือศาสนาใดก็ได้ นางอาจจะเป็นคริสเตียน ยิวหรือมุสลิม อย่างไรก็ตามการทำมุตอะฮฺกับหญิงมะญูซีย์(พวกบูชาไฟ) เป็นที่อนุมัติเฉพาะกรณีที่บุคคลหมดความสามารถแล้ว“ (1)

ซะรอเราะฮฺกล่าวว่า : ฉันได้สอบถามอิมาม(ญะอฺฟัร อัศ-ศอดิก)ว่าคนๆ หนึ่งสามารถทำมุตอะฮฺกับผู้หญิงได้กี่คน ท่านตอบว่า “มากเท่าไรก็ได้แล้วแต่ผู้นั้นจะชอบ ผู้หญิงเหล่านี้ก็เหมือนกับผู้หญิงที่ถูกว่าจ้างมา“ (2)

“ถ้าผู้ชายต้องการ เขาอาจจะทำมุตอะฮฺกับผู้หญิงถึง 1,000 คนก็ได้ เพราะพวกนางก็เหมือนกับผู้หญิงที่ถูกว่าจ้าง“ (3)

ผู้เล่าหะดีษได้สอบถามอิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกว่า : ในเมืองกูฟะฮฺ มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาโจษขานกันถึงบุคลิกที่น่าสงสัยของนาง ฉันจะทำมุตอะฮฺกับนางได้หรือไม่ อิมามตอบว่า “ได้ เจ้าสามารถจะทำมุตอะฮฺกับนางได้“ (4)

อะบาน บิน ตัฆฺลักรายงานว่า เขาได้พูดกับอิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกว่า : ระหว่างการเดินทางของฉันมีบ่อยครั้งที่ฉันได้บังเอิญไปพบกับผู้หญิงสวยมากๆ คนหนึ่ง ฉันไม่ทราบว่านางมีสามีแล้วหรือยัง หรือไม่ทราบว่านางเป็นหญิงเล่นชู้ หรือไม่ทราบว่านางเป็นหญิงที่มีบุคลิกน่าสงสัยกันแน่ อิมามตอบว่า “ทำไมเจ้าต้องกังวลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ด้วย หน้าที่ของเจ้าคือต้องเชื่อในสิ่งที่นางพูด ถ้านางพูดว่านางไม่มีสามี เจ้าก็จัดการทำมุตอะฮฺกับนางได้เลย“ (5)

ญะมีล บิน อัด-ดารีย์กล่าวว่า เขาได้สอบถามอิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกว่า มุตอะฮฺเป็นที่อนุมัติสำหรับหญิงพรหมจารีด้วยหรือไม่ อิมามพูดว่า “ไม่มีความผิดในเรื่องนี้ ตราบเท่าที่ผู้หญิงไม่เด็กจนเกินไปนัก”อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้รวบรวมหะดีษ(ฝ่ายชีอะฮฺ)ทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่าเด็กหญิงที่มีอายุ 9 ขวบไม่ถือว่าเป็นเด็กจนเกินไป (6)

สัญญาของมุตอะฮฺ

เมื่อหิชาม ซาลิมถามว่า คนๆ หนึ่งจะทำสัญญามุตอะฮฺได้อย่างไร อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกตอบว่าผู้นั้นควรกล่าวว่า “ฉันแต่งงานกับเธอภายในกำหนดระยะเวลานี้ด้วย(เงิน)จำนวนนี้ เมื่อระยะเวลาที่กำหนดมาถึง ทุกอย่างเป็นอันยกเลิกและไม่ต้องมีอิดดะฮฺหลังจากนั้น“ (7)

ผู้เล่าหะดีษสอบถามอิมามอัล-บากิรเกี่ยวกับผู้หญิงมุตอะฮฺ อิมามตอบว่า “นางไม่ใช่บรรดาหญิงทั้งสี่(ที่ถูกถือว่าเป็นภรรยา) เพราะนางไม่ต้องการการหย่า และนางไม่มีสิทธิ์รับมรดก นางเหมือนกับผู้หญิงที่ถูกว่าจ้าง“ (8)

“ไม่จำเป็นต้องมีพยานบุคคล หรือไม่มีการกล่าวประกาศในการทำมุตอะฮฺแต่อย่างใด“ (9)

“ผู้ชายจะมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่ตนทำมุตอะฮฺจำนวนกี่ครั้งก็ได้เท่าที่เขาต้องการ" (10)

ราคาของมุตอะฮฺ

ผู้เล่าหะดีษได้สอบถามอิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกว่า : ค่าตอบแทนสำหรับการทำมุตอะฮฺอย่างน้อยที่สุดควรเป็นเท่าไร อิมามตอบว่า “อันใดก็ได้ตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ“ (11)

“มุตอะฮฺเป็นการแต่งงานที่อาจกินเวลาสั้นมาก มันไม่ต้องมีพยานรับรู้ และมันไม่มีช่วงเวลาอิดดะฮฺ ค่าตอบแทนที่ต่ำที่สุดที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้หญิงสำหรับการมีเพศสัมพันธ์นั้นเท่ากับหนึ่งดิรฮัม“ (12)

คุณค่าของมุตอะฮฺ

ไม่มีใครสามารถปิดประตูแห่งพระเมตตาที่อัลลอฮฺเปิดออกสู่ปวงบ่าวของพระองค์ได้ อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกกล่าวว่า “มุตอะฮฺเป็นหนึ่งในพระเมตตาของอัลลอฮฺ“ (13)

“ถ้าชายผู้หนึ่งทำมุตอะฮฺแม้เพียงครั้งหนึ่งในชีวิต อัลลอฮฺจะประทานสวรรค์ให้เขา“ (14)

“ผู้ทำมุตอะฮฺจะปลอดภัยจากชิริก(การตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นเทียบเคียงอัลลอฮฺ สุบหฯ ซึ่งถือเป็นโทษบาปที่หนักที่สุด)” (15)

มีรายงานจากอิมามอัล-บากิรว่า ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า : ในขณะที่ฉันถูกนำไปยังสวนสวรรค์ระหว่างเมี๊ยะรอจญ์นั้น ญิบรีลมาพบฉันและบอกกับฉันว่า “โอ้มุฮัมมัด อัลลอฮฺได้ทรงสัญญาว่าจะอภัยโทษให้บาปทั้งหมดของหญิงที่ทำมุตอะฮฺ“ (16)

“อิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกรายงานจากท่านนบี ศ็อลฯ ว่า ถ้าคนๆ หนึ่งทำมุตอะฮฺหนึ่งครั้ง ร่างกายของเขาหนึ่งในสามส่วนจะปลอดภัยจากไฟนรก ถ้าเขาทำมุตอะฮฺสองครั้ง ร่างกายของเขาสองในสามส่วนจะปลอดภัย(จากไฟนรก) และถ้าเขาทำมุตอะฮฺสามครั้ง ร่างกายของเขาทุกสัดส่วนจะปลอดภัยจากไฟนรก“ (17)

“ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า : ผู้ชายที่ทำมุตอะฮฺครั้งหนึ่งจะปลอดภัยจากไฟนรก ผู้ที่ทำสองครั้งจะได้อยู่ร่วมกับผู้ทรงคุณธรรม(ในสวรรค์) และผู้ใดก็ตามที่ทำมุตอะฮฺถึงสามครั้งจะได้อยู่ร่วมกับฉันในฟิรเดาส์(สวรรค์ชั้นสูงสุด)“ (18)

“ผู้ที่ทำมุตอะฮฺหนึ่งครั้งจะได้บรรลุถึงสภาวะของอิมาม อัล-หุเซน ผู้ที่ทำมุตอะฮฺสองครั้งจะเสมอด้วยสถานะของอิมาม อัล-หะซัน ผู้ที่ทำมุตอะฮฺถึงสามครั้งจะเข้าถึงตำแหน่งของท่านอะลี และผู้ใดก็ตามที่ทำมุตอะฮฺถึงสี่ครั้งจะได้อยู่ในระดับและฐานะ(ที่เสมอด้วยระดับและฐานะ)ของท่านนบี ศ็อลฯ“ (19)

มีรายงานว่าครั้งหนึ่งท่านนบี ศ็อลฯ ได้นั่งอยู่กับบรรดาซอฮาบะฮฺของท่าน และได้พูดคุยกันถึงเรื่องมุตอะฮฺ ท่านนบี ศ็อลฯ พูดว่า “พวกท่านรู้ไหมว่ารางวัลของมุตอะฮฺคืออะไร“ พวกซอฮาบะฮฺตอบว่า “ไม่ทราบ” ท่านนบี ศ็อลฯ จึงกล่าวว่า “ญิบรีลเพิ่งมาพบฉัน และแจ้งว่า “โอ้มุฮัมมัด อัลลอฮฺได้ทรงส่งพระพรของพระองค์มายังท่าน และทรงบัญชาให้ท่านสอนอุมมะฮฺของท่านให้ทำมุตอะฮฺ ทั้งนี้เพราะมุตอะฮฺเป็นหลักปฏิบัติของบ่าวผู้ทรงคุณธรรม(ของอัลลอฮฺ)“ (20)

อบู ซาลิม บิน อุกบะฮฺกล่าวว่า เขาได้สอบถามท่านอิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกว่า การทำมุตอะฮฺมีรางวัลให้ด้วยหรือไม่ อิมามตอบว่า “มี ถ้ามันถูกทำเพื่อแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺ และเพื่อต่อต้านพวกที่ปฏิเสธในความสูงส่งของมุตอะฮฺ ฉะนั้น เมื่อคนๆ หนึ่งทำมุตอะฮฺ สิ่งที่เขาพูดจาเป็นการส่วนตัวกับผู้หญิงทั้งหมดจะถูกบันทึกเป็นคุณความดี เมื่อเขายื่นแขนของเขาไปยังผู้หญิง การทำอย่างนี้ก็ถูกบันทึกว่าเป็นคุณความดีประการหนึ่ง เมื่อเขาได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง อัลลอฮฺจะทรงอภัยโทษให้บาปทั้งหมดของเขา เมื่อคนทั้งสองอาบน้ำ(ญะนาบะฮฺ) อัลลอฮฺจะทรงหลั่งพระเมตตาของพระองค์ลงบนพวกเขา และอภัยโทษให้กับบาปของพวกเขาเท่ากับจำนวนของขน(บนร่างกายของพวกเขา)” ผู้เล่าหะดีษถามด้วยความประหลาดใจว่า “เท่ากับจำนวนของขนบนร่างกายของพวกเขาเชียวหรือ?” อิมามตอบว่า “ใช่แล้ว สำหรับขนเส้นหนึ่งๆ ทุกเส้น(ที่เปียกน้ำ) แต่รางวัลของพวกเขาจะลดลงไปตามจำนวนของขนที่ไม่ได้เปียกน้ำ“ (21)

อะลีได้สอบถามท่านนบี ศ็อลฯ ว่า “ผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำความดีด้วยการจัดแจงให้ชายและหญิงได้พบปะกันจะได้รับรางวัลอะไรบ้าง”ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “เขาจะได้รับรางวัลตอบแทนเท่ากับรางวัลที่คนทั้งสองได้รับจากการทำมุตอะฮฺ“ (22)

การปฏิเสธมุตอะฮฺ

“ผู้ใดที่ไม่ยอมเชื่อว่าเรา(บรรดาอิมามของชาวชีอะฮฺ)จะกลับมาปรากฏอีกครั้ง และปกครอง(โลกในอนาคต) และผู้ใดก็ตามที่ไม่ศรัทธาในความสูงส่งของมุตอะฮฺ ผู้นั้นไม่ได้มาจากพวกเรา“ (23)

ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “ชายและหญิงใดก็ตามที่ตายไปโดยไม่เคยทำมุตอะฮฺแม้เพียงครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขา ในวันแห่งการพิพากษา พวกเขาจะมาปรากฏในสภาพที่ใบหูและจมูกของพวกเขาถูกตัดและ(ใบหน้าของพวกเขา)เสียโฉม“ (24)

รางวัลของผู้หญิงที่คืนค่าตอบแทน

“สำหรับผู้หญิงที่บริจาคค่าตอบแทนของเธอคืนให้กับผู้ชายที่ทำมุตอะฮฺกับเธอ และผู้หญิงที่ยอมสละสินสอดของเธอ อัลลอฮฺจะทรงประทานรางวัลให้กับเธอเป็นเมืองแห่งแสงสว่างสี่หมื่นเมือง และชุดผ้าปักดอกกำมะหยี่และไหมเจ็ดหมื่นชุด ...... และอัลลอฮฺจะทรง(เพิ่ม)รางวัลให้เธอเจ็ดหมื่นชุดจากสวรรค์สำหรับทุกๆ 1/4 ของดิรฮัมที่เธอบริจาคกลับคืน .... และสำหรับทุกๆ 1/4 ของดิรฮัมนั้น อัลลอฮฺจะทรงจัดมลาอิกะฮฺหนึ่งพันมาคอยจดบันทึกคุณงามความดีลงในบัญชีของเธอต่อไปจวบจนถึงวันแห่งการพิพากษา“ (25)

ชาวชีอะฮฺกล่าวอ้างว่าอัลลอฮฺ สุบหฯ และท่านนบี ศ็อลฯ เองคือผู้ที่ทำให้มุตอะฮฺเป็นบะเราะกะฮฺ(ความสิริมงคล)สำหรับอุมมะฮฺมุสลิม ดังหลักฐานจากคำพูดของอิมามอบู อับดุลลอฮฺ ญะอฺฟัร อัศ-ศอดิก ต่อไปนี้ :

“อัล-กุรฺอานถูกประทานลงมาเพื่อประกาศถึงความสูงส่งของมุตอะฮฺ ท่านนบี ศ็อลฯ ยังได้ทำมุตอะฮฺด้วยเช่นกัน“ (26)

“อัลลอฮฺได้ทรงห้ามชาวชีอะฮฺซึ่งเครื่องดื่มมึนเมาทุกประเภท แต่ทรงประทานมุตอะฮฺมาให้พวกเขาแทน“ (27)

“อัล-กุรฺอานถูกประทานลงมาเพื่อสนับสนุนความถูกต้องของการทำมุตอะฮฺ และประชาชนทำมุตอะฮฺโดยสอดคล้องกับซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ“ (28)

เกี่ยวกับหลักฐานของชาวชีอะฮฺที่กล่าวไว้ข้างต้น สิ่งที่ควรทำเป็นหมายเหตุเอาไว้มีอยู่สองจุดด้วยกัน ในประการแรก สิ่งที่ถูกอ้างว่าเป็นคำพูดของอิมามชีอะฮฺนั้น ชาวชีอะฮฺจัดเข้าไว้ในประเภท “หะดีษ“ด้วยเช่นเดียวกัน ในทางเทคนิคแล้ว ชาวชีอะฮฺไม่แยกแยะระหว่างคำพูดของท่านนบี ศ็อลฯ และคำพูดของบรรดาอิมามของพวกเขา ซึ่งประการหลังนี้จัดเป็นรากฐานของหลักศรัทธาและหลักปฏิบัติของชาวชีอะฮฺที่สำคัญเลยทีเดียว

ข้อความที่นำมาอ้างข้างต้นคัดลอกมาจากหลักฐานที่ชาวชีอะฮฺถือว่าเศาะเฮียะฮฺ และเป็นที่ยอมรับ ตัฟซีร อัล-กุมมีย์ และตัฟซีร มินฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน เป็นหนังสืออรรถาธิบายอัล-กุรฺอานของชาวชีอะฮฺที่ปรากฏในยุคต้นๆ ส่วนอุซูล อัล-กาฟีย์ และฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์ จัดว่าเป็นหนังสือรวบรวมหะดีษที่สำคัญมากของชาวชีอะฮฺ หน้าปกของหนังสืออัล-กาฟีย์ทั้งสองฉบับที่พิมพ์ในระยะแรกๆ จะปรากฏข้อความเขียนเอาไว้ว่า “ท่านอิมามมะฮฺดีย์กล่าวว่า หนังสือนี้เป็นกาฟีย์(พอเพียง)สำหรับชาวชีอะฮฺของเรา”หนังสืออีกสองเล่มที่เรานำมาอ้างได้แก่ ตะฮฺซีบ อัล-อะฮฺกาม และ มัน ลา ยะฮฺซุรุหุล-ฟะกีฮฺ สำหรับชาวชีอะฮฺแล้ว หนังสืออ้างอิงเกี่ยวกับความเชื่อและหลักการต่างๆ ที่สำคัญที่สุดได้แก่อุซูล อัล-กาฟีย์, ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, ตะฮฺซีบ อัล-อะฮฺกาม และมัน ลา ยะฮฺซุรุหุล-ฟะกีฮฺ ซึ่งรวมเรียกว่า “อัล-กุตุบ อัล-อัรบะอะฮฺ” จัดเป็นหลักฐานอ้างอิงทางนิติศาสตร์(ฟิกฮฺ)ของชีอะฮฺ 4 เล่มที่ชีอะฮฺถือว่าน่าเชื่อถือที่สุด

บางคนอาจจะคิดว่าหนังสืออ้างอิงเหล่านี้ล้าสมัยไปแล้ว และบรรดานักปราชญ์ของชีอะฮฺในยุคปัจจุบัน คงไม่ได้เผยแพร่ความเชื่อเรื่องมุตอะฮฺตามที่เราได้นำเสนอไปแล้วในตอนต้น เพื่อที่จะขจัดความเข้าใจผิดดังกล่าว ในอันดับต่อไป เราขอนำเสนอทัศนะของมุลลา บากิร อัล-มัจญ์ลิซีย์ ผู้ที่อยาตุลลอฮฺ โคมัยนี นับถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญลัทธิชีอะฮฺผู้หนึ่ง ท่านผู้นี้เป็นหนึ่งในนักปราชญ์ที่ชาวชีอะฮฺเคารพยกย่องเป็นอย่างยิ่ง ท่านเสียชีวิตไปเมื่อกว่า 300 ปีมาแล้ว ท่านแต่งตำราประมาณ 60 เล่มชุด ท่านโคมัยนีเองเวลาเขียนหนังสือ ท่านมักจะอ้างงานเขียนของอัล-มัจญ์ลิซีย์ เพราะเหตุนี้ ท่านโคมัยนีจึงเสนอแนะไว้ในหนังสือ กัชฟุล อัสรอร ของท่าน(29)ว่า ชาวชีอะฮฺควรจะอ่านหนังสือของท่านอัล-มัจญ์ลิซีย์ ในหนังสือเหล่านั้น มีเล่มหนึ่งที่สาธยายถึงผลบุญของมุตอะฮฺโดยเฉพาะ ซัยยิด มุฮัมมัด ญะอฺฟัร กุดสีย์ นักปราชญ์ชีอะฮฺผู้หนึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดผลงานดังกล่าวเป็นภาษาอุรดูภายใต้ชื่อ “อิญาละฮฺ หะซะนะฮฺ”ต่อไปนี้เป็นข้อความที่เราคัดมาจากงานเขียนดังกล่าวสองตอนด้วยกัน :

“ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า : ผู้ใดที่ทำมุตอะฮฺกับหญิงผู้ศรัทธา ผู้นั้นเหมือนกับผู้ที่เดินทางไปเยี่ยมบัยตุลลอฮฺ 70 ครั้ง“ (30)

“(สำหรับ)ผู้ใดที่กระทำความดีนี้(คืออมุตอะฮฺ)หลายครั้ง อัลลอฮฺจะทรงยกฐานะของเขาให้สูงส่ง ..... (ในวันปรโลก)เขาจะข้ามสะพานศิรอฏ็อลมุสตะกีมอย่างสะดวกรวดเร็วดั่งสายฟ้า จะมีมลาอิกะฮฺ 70 แถวอยู่ใกล้ชิดเขา .... และเขาจะได้เข้าสวรรค์โดยไม่มีการไตร่สวนความดีและความชั่วของเขา โอ้อะลี! ผู้ใดช่วยเหลือพี่น้องมุสลิม(ให้ได้ทำมุตอะฮฺ)เขาจะได้รับพระเมตตาและรางวัลตอบแทนเหล่านี้“ (31)


ท่านอยาตุลลอฮฺ โคมัยนีเองยังกล่าวถึงเรื่องมุตอะฮฺว่า :

“การทำมุตอะฮฺกับหญิงสำส่อนเป็นที่อนุมัติ แต่ต้องด้วยความรู้สึกไม่ชอบในหัวใจ(ของผู้ทำ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้านางเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีและเป็นหญิงโสเภณี เมื่อผู้ใดทำมุตอะฮฺกับนาง เขาก็ควรจะแนะนำให้นางเลิกจากอาชีพโสเภณีเสีย“ (32)

ในอีกนัยหนึ่ง ผู้ชายควรจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงขายตัวเสียก่อน หลังจากนั้นแล้วจึงแนะนำให้เธอเลิกอาชีพขายตัวในภายหลัง

ทั้งหมดที่เสนอมานี้เพื่อท่านผู้อ่านจะได้ตัดสินด้วยตัวเองว่า การทำมุตอะฮฺนั้นสอดคล้องกับคำสอนของอัล-กุรฺอานและซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯหรือไม่ การปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยสถาปนาสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความตักวา(ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ สุบหฯ) ความเที่ยงธรรมและความบริสุทธ์ผุดผ่อง หรือว่าจะเป็นการเปิดประตูไปสู่ตัณหาราคะ ความลามกและการสำส่อน ข้อความที่เรายกมากล่าวทั้งหมดขัดแย้งกับหลักยึดของอะหฺลุซซุนนะฮฺ ซึ่งวางอยู่บนอัล-กุรฺอานและหะดีษเศาะเฮียะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ โดยสิ้นเชิง เพราะตามหลักยึดของอะหฺลุซซุนนะฮฺ มุตอะฮฺเป็นที่ต้องห้าม(หะรอม)อย่างเด็ดขาด และถือว่าเป็นซินาอฺ(การผิดประเวณี)ด้วยเช่นเดียวกัน

เพื่อความเข้าใจอันถูกต้องของผู้อ่าน ซึ่งอาจจะบังเกิดความเข้าใจผิด เพราะข้อความที่เรานำมาอ้างอิงในตอนต้น จึงจำเป็นต้องกล่าวย้ำไว้ ณ ที่นี้ว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ท่านอะลี หรือท่านญะอฺฟัร อัศ-ศอดิก รอฎิฯ ไม่เคยประกาศเรื่อง “ความสูงส่งและผลบุญของมุตอะฮฺ “เลยสักนิด ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ไม่มีหนังสือประมวลหะดีษเศาะเฮียะฮฺเล่มใด(ของอะหฺลุซซุนนะฮฺ - ผู้แปล)บันทึกข้อความดังกล่าวเอาไว้เลย แต่เพื่อที่จะสนับสนุนความถูกต้องของมุตอะฮฺ ชาวชีอะฮฺได้กุข้อความเหล่านี้ขึ้นมา และอุปโลกน์ให้เป็นของบุคคลผู้สูงส่ง และโดยการยัดเยียดเช่นนี้พวกเขาได้ทำให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่ผู้สูงส่งเหล่านั้น

สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ มีคนจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ตระหนักถึงความแตกต่างอันเป็นนัยสำคัญระหว่างความเชื่อของอะหฺลุซซุนนะฮฺกับชีอะฮฺ งานเขียนและคำสั่งสอนของชาวชีอะฮฺส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับเรื่องเร้าอารมณ์เกือบทั้งนั้น อาทิ ความรักต่ออะหฺลุลบัยตฺ ความประเสริฐของท่านอะลี รอฎิฯ การพลีชีพของท่านหุเซน รอฎิฯ เป็นต้น มีคนจำนวนมากสนใจและโอนเอียงไปเชื่อลัทธิชีอะฮฺ เพราะธรรมชาติอันละเอียดอ่อนและเร้าอารมณ์ของเรื่องราวเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้ตระหนักเลยว่าชาวชีอะฮฺได้ทำการบิดเบือนอัล-กุรฺอานอย่างโต้งๆ แถมยังบิดเบือนและอุปโลกน์หะดีษอย่างมากมายก่ายกอง ความเชื่อที่กุขึ้นเกี่ยวกับความสูงส่งและคุณค่าต่างๆ ของมุตอะฮฺนี้เป็นตัวอย่างรุ่นลายครามของการบิดเบือนเลยก็ว่าได้

ประวัติศาสตร์อิสลามได้เปิดเผยให้เห็นว่า ณ แผ่นดินใดก็ตามที่พวกชีอะฮฺครองอำนาจทางการเมือง กฎหมายสนับสนุนมุตอะฮฺจะถูกนำมาบังคับใช้ แม้จะทำให้บางคนถึงแก่ชีวิตก็ตาม ในสมัยอักบัร(จักรพรรดิ์โมกุลผู้ยิ่งใหญ่)ในอินเดีย เสนาบดีว่าการยุติธรรมนามว่า กอฎีย์ ยะอฺกูบ มานิกปุรี ต้องถูกตัดสินประหารชีวิต เพราะท่านออกฟัตวาว่ามุตอะฮฺเป็นสิ่งหะรอม(ต้องห้าม)ในอิสลาม(33) ผู้คนจำนวนมากมายที่อพยพมาจากอนุทวีปอินโด-ปากีสตานล้วนเป็นพยานยืนยันได้ว่า บรรดาผู้นำรัฐชาวซุนนีย์เมื่อครั้งที่ยังรวมอยู่ในอินเดียได้เข้ารีตเป็นชีอะฮฺ เพียงเพื่อจะระเริงไปตามตัณหาราคะของตนเอง และนำเอาคำสอนเรื่องมุตอะฮฺมาสนับสนุนราคะของตน และในตอนที่อังกฤษประกาศให้อาชีพโสเภณีเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมายในอินเดีย เราพบว่าผู้หญิงขายตัวจำนวนมากมาจากกลุ่มชีอะฮฺ ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะว่าการทำเช่นนี้ถือเป็นการทำความดีอย่างหนึ่งนั่นเอง

เราอาจจะรู้สึกกังขาว่าแล้ว “พันธะทางศาสนา“ประการนี้จะถูกจัดขึ้นภายใต้ระบบชีอะฮฺในทางปฏิบัติได้อย่างไร อย่างนั้นรัฐหรือชุมชนจะออกใบอนุญาตทางศาสนาให้กับผู้หญิงดีๆ บางคนไปประกอบอาชีพของมุตอะฮฺแบบเต็มเวลาอย่างนั้นหรือ หรือจะให้ชาวชีอะฮฺที่เคร่งครัดอนุญาตให้ภรรยา มารดา พี่น้องผู้หญิงและบุตรีของตนเอง หาเวลาว่างไปทำมุตอะฮฺบ้างใช่หรือไม่ ต่อคำถามนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีหนังสือหะดีษหรือฟิกฮฺของชีอะฮฺเล่มใดให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้


เชิงอรรถ :

(1)ตะฮฺซีบ อัล-อะฮฺกาม, หน้า 188

(2)ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 191

(3)ตะฮฺซีบอัล-อะฮฺกาม, หน้า 188

(4)ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 249

(5)ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 196 และตะฮฺซีบ อัล-อะฮฺกาม, หน้า 187

(6)ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 196

(7)ตะฮฺซีบ อัล-อะฮฺกาม, หน้า 183

(8)ตะฮฺซีบ อัล-อะฮฺกาม, หน้า 188; มัน ลา ยะฮฺ ซุรุหุล-ฟะกีฮฺ, หน้า 139; อุศูล อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 191

(9)ตะฮฺซีบ อัล-อะฮฺกาม, หน้า 189

(10)ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 195

(11)ตะฮฺซีบ อัล-อะฮฺกาม, หน้า 189

(12)ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 194; มัน ลา ยะฮฺ ซุรุหุล-ฟะกีฮฺ,เล่ม 3,หน้า 149; ตะฮฺซีบ อัล-อะฮฺกาม, หน้า 189

(13)ตัฟซีร อัล-กุมมีย์, หน้า 308

(14)มินฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน, หน้า 356

(15)เล่มเดียวกัน, หน้า 357

(16)มัน ลา ยะฮฺซุรุหุล-ฟะกีฮฺ, หน้า 150 ขอหมายเหตุเอาไว้ ณ ที่นี้ว่า หะดีษนี้และหะดีษที่จะนำมากล่าวในภายหลัง ซึ่งอ้างว่าเป็นของท่านนบี ศ็อลฯ นั้น เป็นหะดีษปลอม เพราะฉะนั้นขออย่าได้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นหะดีษเศาะเฮียะฮฺจากซุนนะฮฺ

(17)มินฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน, หน้า 354

(18)เล่มเดียวกัน, หน้า 356 รายงานหะดีษปลอม

(19)เล่มเดียวกัน, หน้า 356

(20)เล่มเดียวกัน, หน้า 356

(21)มินฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน, หน้า 354; มัน ลา ยะฮฺซุรุหุล-ฟะกีฮฺ, หน้า 150

(22)มินฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน, หน้า 356 รายงานหะดีษปลอม

(23)เล่มเดียวกัน, หน้า 354

(24)เล่มเดียวกัน, หน้า 354 รายงานหะดีษปลอม

(25)ตัฟซีร อัล-กุมมีย์, หน้า 357

(26)ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, หน้า 23 ขออัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงอภัยโทษให้เรา เหตุเพราะเราได้อ้างอิงข้อความที่เป็นความเสื่อมเสียต่อท่านนบี ศ็อลฯ เราจำเป็นต้องคัดลอกข้อความเอาไว้ดังนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการถกเถียงอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้

(27)มัน ลา ยะฮฺซุรุหุล-ฟะกีฮฺ, เล่ม 2, หน้า 151

(28)ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 120

(29)หน้า 121

(30)อิญาละฮฺ หะซะนะฮฺ, หน้า 16 รายงานหะดีษปลอม

(31)เล่มเดียวกัน, หน้า 17

(32)ตะฮฺรีร อัล-วะซีละฮฺ

(33)หนังสือ รูฎ-เอ-เกาซัร, หน้า 102


Source : Sunni & Shi'ah Perspectives on Islam by Dr. Abdullah Salamah, Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh, 1998

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา