เมนูของเรา

ความขัดแย้ง : สงครามภายหลังการฆาตกรรมท่านอุษมาน ตอนที่ 1

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 24/5/2007 21:57:45 (5166 ครั้งที่อ่าน)
ความขัดแย้ง

เมื่อขึ้นครองตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแล้ว ท่านอะลี รอฎิฯมีคำสั่งออกไปว่า ฝูงชนชาวอาหรับที่เดินทางมาจากกูฟะฮฺ บัสเราะฮฺและอียิปต์ให้เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของตนได้แล้ว แต่พวกกบฏและอิบนฺ สะบาอฺกลับตอบปฏิเสธออกมาตรงๆ ว่ายังไม่กลับ พวกเขาปฏิเสธที่จะกลับก็เพราะว่ามีเจตนาและเป้าหมายซ่อนเร้นบางประการอยู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาจะช่วยเปิดโปงให้เราเห็นเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาได้ในที่สุด

ในขณะเดียวกันประชาชนทั้งหลายได้ตั้งความหวังเอาไว้ว่า ท่านอะลี รอฎิฯ จะเริ่มต้นการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านด้วยการลงโทษฆาตกรที่รุมสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ ให้สาสม แต่มะดีนะฮฺขณะนั้นตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกกบฏ ถ้าพวกเขาไม่เห็นชอบเสียแล้ว ตัวท่านอะลีเองก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย

แผนการที่จะบ่อนทำลายพลังอิสลามให้ง่อยเปลี้ยลงยิ่งขึ้นก็เริ่มวาดลวดลายอีกครั้งหนึ่ง จู่ๆก็มีคนส่งจดหมายจากนครมะดีนะฮฺไปยังหัวเมืองต่างๆ ของอาณาจักรมุสลิม จดหมายทุกฉบับมีข้อความเหมือนกันว่า "ท่านอะลีฆ่าท่านอุษมานตายเพราะอยากเป็นเคาะลีฟะฮฺ ดังนั้นพวกอาชญากรที่ฆาตกรรมท่านอุษมานจึงยังคงลอยนวลอยู่" ในไม่ช้าประชาชนก็เริ่มเชื่อในเรื่องราวที่อิบนฺ สะบาอฺ คนเจ้าเล่ห์เผยแพร่ออกไป ยิ่งภรรยาม่ายของท่านอุษมานด้วยแล้ว นางมีความสนใจในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับสามีของนางมากกว่าใครๆ ทั้งหมด แต่นางต้องผิดหวังอย่างแรง นางจึงส่งเสื้อเปื้อนเลือดของท่านอุษมาน รอฎิฯ และนิ้วของนางที่ถูกพวกกบฏฟันขาดไปให้มุอาวิยะฮฺ ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นข้าหลวงประจำซีเรียอยู่ ทั้งนี้เพราะว่ามุอาวิยะฮฺเป็นญาติสนิทคนหนึ่งของท่านอุษมาน รอฎิฯ พร้อมกับขอให้ช่วยนำความยุติธรรมมาให้แก่สามีของนางด้วย

ท่านอะลี รอฎิฯ ได้แจ้งให้บรรดาข้าหลวงประจำหัวเมืองทั้งหลาย รวมทั้งมุอาวิยะฮฺทราบว่า ท่านได้รับการเลือกให้เป็นเคาะลีฟะฮฺแล้ว และเรียกร้องให้พวกเขาให้สัตยาบันต่อเคาะลีฟะฮฺคนใหม่ จดหมายหลายฉบับที่พวกอิบนฺ สะบาอฺปลอมแปลงขึ้นถูกส่งไปยังท่านทั้งสอง คือมีทั้งท่านอะลีส่งไปโจมตีมุอาวิยะฮฺ และมุอาวิยะฮฺส่งมาโจมตีท่านอะลี รอฎิฯ ฝ่ายมุอาวิยะฮฺมิได้หลงกลเชื่อจดหมายดังกล่าวเท่าไรนัก เขาตอบกลับไปอย่างสุภาพว่าเขาจะให้สัตยาบันต่อเคาะลีฟะฮฺคนใหม่ก็ต่อเมื่อพวกฆาตกรที่รุมสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯถูกจับและถูกลงโทษแล้วนั่นเอง ในเวลาเดียวกันมุอาวิยะฮฺและคนในตระกูลอุมัยยะฮฺได้เรียกร้องให้มีการนำกฎของ "เกฺาะศอซ" มาใช้กับบรรดาฆาตกรที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ เสียงเรียกร้องเพื่อการชำระหนี้โลหิตให้กับผู้นำของอิสลามดังก้องกระหึ่มจากเมืองดามัสกัสไปถึงนครมักกะฮฺและมะดีนะฮฺ มีผู้คนมากมายในสองนครที่ขานรับเสียงเรียกร้องนั้น เศาะฮาบะฮฺสำคัญสองท่านคือ ตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ กระโดดออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ส่วนท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ทราบเรื่องการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ และการเลือกท่านอะลี รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺคนใหม่ในระหว่างการเดินทางจากนครมักกะฮฺกลับไปยังนครมะดีนะฮฺ พอทราบข่าวที่นำความตื่นตกใจอย่างใหญ่หลวงมาสู่นาง แทนที่จะเดินทางต่อไปยังมะดีนะฮฺ นางได้ตัดสินใจย้อนกลับไปยังนครมักกะฮฺ

มีจดหมายหลายฉบับ(ที่พวกอิบนฺ สะบาอฺแต่งขึ้น)ส่งไปยังท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ และภรรยาคนอื่นๆ ของท่านศาสดา ศ็อลฯ ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ ณ นครมักกะฮฺ จดหมายเหล่านี้มีใจความว่า "ท่านอะลีปฏิเสธไม่ยอมลงโทษพวกอาชญากร และในฐานะที่เป็นมารดาของปวงผู้ศรัทธา มันเป็นหน้าที่ของพวกนางในการเรียกร้องเอาศีรษะของฆาตกรที่สังหารอุษมาน ผู้เป็นบุตรชายของพวกนางมาให้ได้" นอกจากนี้ยังมีจดหมายหลายฉบับส่งมาจากเมืองบัสเราะฮฺ ดูเหมือนว่าจะเสนอความช่วยเหลือให้ถ้าบรรดาภรรยาของท่านศาสดา ศ็อลฯจะไปยังเมืองบัสเราะฮฺ

โดยส่วนตัวของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ เอง นางถูกพวกกบฏป้ายสีว่า มีส่วนร่วมในการวางแผนร้ายต่อท่านอุษมาน รอฎิฯ บางคนเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะว่ามุฮัมมัด บิน อบีบักรฺเป็นน้องชายของนาง ถึงแม้ว่านางได้พยายามทัดทานมิให้เขาต่อต้านท่านอุษมานแล้วก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องนี้นางได้กล่าวอย่างเปิดเผยว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันไม่เคยต้องการให้อุษมานต้องอัปยศอดสูเลย ถ้าฉันต้องการเช่นนั้น ขอพระเจ้าทำให้ฉันได้รับความอัปยศอดสูในลักษณะเดียวกัน ฉันไม่เคยคิดว่าเขาจะถูกฆ่า ถ้าฉันเคยคิดเช่นนั้น ขอพระเจ้าทำให้ฉันถูกฆ่าในอาการเดียวกัน ภายหลังจากนี้ อย่าให้ใครมาล่อลวงพวกท่าน การกระทำของบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ ไม่เคยถูกเยาะเย้ยมาก่อน จนกระทั่งเกิดนิกายที่ทำการประณามเหยียดหยามอุษมานขึ้น พวกเขาพูดในสิ่งที่ไม่สมควรพูด พวกเขาอ่านในสิ่งที่ไม่สมควรอ่าน พวกเขาภาวนาในสิ่งที่ไม่สมควรภาวนา การกระทำและพฤติกรรมของพวกเขามิใช่แม้แต่เงาของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ" (จากหะดีษอัล-บุคอรี ญุซุล คอลกฺ อะฟาอะลุล อิบาด หน้า 76)

การที่รัฐบาลของท่านอะลี รอฎิฯ ในมะดีนะฮฺนิ่งเฉยต่อฆาตกรที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ ทำให้พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่อดทนไม่ได้ สำหรับในมักกะฮฺ ตอนนั้นประชาชนทั่วไปยังมิได้ให้สัตยาบันต่อท่านอะลี รอฎิฯ พวกเขาเพียงเฝ้ารอและคอยดูการพัฒนาของสถานการณ์ต่างๆ ถึงแม้ว่ามักกะฮฺจะมีข้าหลวงปกครองดูแลอยู่ชื่อ อับดุลลอฮฺ บิน อามารฺ อัล-ฮัฎรอมีย์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยท่านอุษมาน รอฎิฯ แต่ชาวมักกะฮฺยังอยู่ในสภาพที่ปราศจากผู้นำอย่างแท้จริง การมาของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลง ด้วยเกียรติยศและความนับถือที่นางมีอยู่ในฐานะ "มารดาของปวงผู้ศรัทธา" ทำให้นางต้องสวมบทบาทของผู้นำไปโดยปริยาย ในช่วงเวลาที่ท่านอุษมาน รอฎิฯ ยังมีชีวิตอยู่ นางเคยวิจารณ์นโยบายของเขา แต่เมื่อเขาจากไปเพราะการฆาตกรรม นางจึงตัดสินใจสนับสนุนแนวทางของเขา และเข้าร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการชำระหนี้โลหิตของท่านอุษมาน รอฎิฯ

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ช่วงนี้คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด และกล่าวได้ว่าเอกภาพของพี่น้องมุสลิมต้องสูญสลายไป สงครามและการแบ่งฝักฝ่ายระหว่างพี่น้องมุสลิมเกิดขึ้นในตอนนี้เอง แต่สภาพที่เป็นเช่นนี้ ทั้งหมดอุบัติขึ้นเพราะแผนการร้ายของอิบนฺ สะบาอฺ และพรรคพวกที่ก่อการกบฏต่อท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน รอฎิฯ

ผลของการลอบสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ ทำให้พี่น้องมุสลิมในมักกะฮฺ และซีเรียเรียกร้องให้มีการจัดการลงโทษบรรดาฆาตกรที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ โดยเฉพาะท่าทีของมุอาวิยะฮฺในระยะแรกๆ ที่ยืนหยัดว่าต้องมีการล้างแค้นหนี้เลือดเสียก่อน เขาจึงจะให้สัตยาบันยอมรับท่านอะลี รอฎิฯ มุอาวิยะฮฺเองยังกล่าวหาท่านอะลีด้วยความเข้าใจผิดว่า ท่านอะลีมีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ และสาเหตุสำคัญที่เขายังไม่ยอมให้สัตยาบันต่อท่านอะลีนั้นก็เพราะเขาเห็นว่า ท่านอะลีถูกเลือกขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺในภาวะที่ไม่ปกติ การจัดการเลือกเคาะลีฟะฮฺดำเนินไปภายใต้แรงกดดันของพวกกบฎที่ฆาตกรรมท่านอุษมาน รอฎิฯ ดังนั้นจึงต้องจัดการกับกลุ่มฆาตกรดังกล่าวเสียก่อน การดำรงตำแหน่งของท่านอะลีจึงจะถือว่าชอบธรรม

ฝ่ายท่านอะลี รอฎิฯ เองมีความคิดเห็นว่า ต้องปรับปรุงกลไกการปกครองให้เป็นปึกแผ่นเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาจะต้องให้สัตยาบันต่อท่าน และยอมรับอำนาจในการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่าน ท่านมองว่าท่าทีดังกล่าวของมุอาวิยะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่ว่า "มีชาวซีเรียไม่ต่ำกว่า 60,000 คน หนวดเคราของเขาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา แล้วแห่กันมาชุมนุมอยู่รอบๆ เสื้อเปื้อนเลือดของท่านอุษมาน ซึ่งพวกเขาถือเป็นธงชัยแห่งสงครามของพวกเขา บัดนี้พวกเขาได้จับอาวุธขึ้นแล้ว และได้ตกลงใจที่จะล้างแค้นให้กับหนี้โลหิตของท่านอุษมาน" ท่านอะลีถือว่าเป็นการประกาศสงครามกับท่าน ท่านจะต้องปราบปรามพวกเขาให้ถึงที่สุด สำหรับข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการชำระหนี้โลหิตให้กับท่านอุษมาน รอฎิฯ นั้น ท่านอะลี รอฎิฯเห็นว่า "มันเหมือนกับการรีดน้ำนมจากผู้หญิงที่น้ำนมแห้งหมดแล้ว" นั่นหมายความว่า ขณะนั้นท่านไม่มีอำนาจและกำลังเพียงพอที่จะจัดการกับพวกกบฏที่ร่วมมือกันต่อต้าน ก่อการจราจล และรุมสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ โดยพวกเหล่านั้นยังทรงอิทธิพลอยู่ในสมัยของท่าน ท่านอะลีมีความเข้าใจว่า ข้อเรียกร้องให้จัดการกับพวกฆาตกรนั้น แท้ที่จริงเป็นเพียงข้ออ้างของมุอาวิยะฮฺเท่านั้น มุอาวิยะฮฺต้องการยึดอำนาจของท่าน ถ้าหากว่ามุอาวิยะฮฺสนใจในการทำ "เกฺาะศอซ" อย่างแท้จริงแล้ว สิ่งที่เขาสมควรจะปฏิบัติก็คือการให้สัตยาบันต่อท่าน แล้วจึงเรียกร้องให้มีการทำ "เกฺาะศอซ" ไปตามกระบวนการของกฎหมายอิสลาม

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการบ่อนทำลาย การปล่อยข่าวลือ การส่งจดหมายปลอม การใส่ร้ายป้ายสีและการปลุกปั่นยุยงของพวกอิบนฺ สะบาอฺ ศัตรูของอิสลามแล้ว โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากสงครามระหว่างมุสลิมด้วยกันเองในระยะต่อมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเข้าใจผิดต่อกัน ประกอบกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์ระหว่างการเจรจาสันติภาพก่อนสงครามญะมาล(สงครามอูฐ) คือสิ่งยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่ว่า ก่อนสงครามญะมาลจะอุบัติขึ้นที่เมืองบัสเราะฮฺ ท่านอะลี รอฎิฯได้ส่งเกฺาะอฺกอฮฺ ผู้นำของชาวกูฟะฮฺไปเจรจากับฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ เกฺาะอฺกอฮฺถามว่า "ท่านแม่ครับ ขณะที่กำลังระลึกถึงอัลลอฮฺอยู่ ขอให้บอกข้าฯ หน่อยเถิดว่า ในเรื่องการฆาตกรรมท่านอุษมานนั้น ท่านกล่าวหาท่านอะลีว่าเป็นอาชญากรหรือผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่" ท่านหญิงอาอิชะฮฺตอบว่า นางไม่ได้กล่าวหาว่าท่านอะลีมีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมานแต่อย่างใด แต่ข้อข้องใจของนางมีอยู่ว่า ในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านอะลีกลับไม่ได้ดำเนินการใดๆเพื่อที่จะลงโทษพวกฆาตกรให้สาสมเลย เกฺาะอฺกอฮฺจึงถามต่อไปว่า การฆาตกรรมนั้นเกิดจากฝีมือของคนเพียงคนเดียว หรือเกิดจากการกระทำของฝูงชน ท่านหญิงตอบว่า มันเกิดจากการกระทำของฝูงชนอย่างเห็นได้ชัด เกฺาะอฺกอฮฺป้อนคำถามอีกว่า “หลังจากการสังหารท่านอุษมาน ขณะนี้สิ่งต่างๆ สงบลงเรียบร้อยแล้วหรือ" ท่านหญิงตอบว่า สิ่งต่างๆยังคงอยู่ในสภาพสับสนและยุ่งเหยิงเป็นอย่างยิ่ง พอได้ยินเช่นนั้น เกฺาะอฺกอฮฺจึงพูดว่า "ถ้าหากว่าสิ่งต่างๆ ยังคงไม่สงบแล้ว ท่านอะลีจะใช้มาตรการเข้าจัดการกับกลุ่มคนที่ยังคงควบคุมสถานการณ์อยู่ มิหนำซ้ำยังอาจจะทำการยึดอำนาจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งได้อย่างไรกัน" คำถามนี้ทำให้ท่านหญิงต้องนิ่งอึ้งหาคำตอบไม่ได้

จากนั้น เกฺาะอฺกอฮฺถามสืบต่อไปว่า "ท่านหญิงทราบไหมว่า โดยการขัดขืนอำนาจของท่านอะลี ท่านหญิงได้ทำให้ช่องทางชำระหนี้โลหิตของท่านอุษมานต้องจบเห่ลงไปในที่สุด" "มันจะเป็นไปได้อย่างไร" ท่านหญิงอาอิชะฮฺถามด้วยความฉงน เกฺาะอฺกอฮฺจึงอธิบายว่า "โดยการแข็งข้อต่ออำนาจของท่านอะลี ท่านหญิงได้บีบบังคับให้ท่านอะลีต้องหันมาจัดการกับท่าน แทนที่จะจัดการกับพวกที่ฆาตกรรมท่านอุษมาน ในวิกฤติการณ์นี้เป็นธรรมดาอยู่เองที่ท่านอะลีต้องหาพันธมิตรเข้ามาช่วย เมื่อท่านทอดทิ้งท่านอะลี พวกที่เคยเป็นกบฏต่อท่านอุษมานจึงก้าวเข้ามาช่วยเหลือท่านอะลีเป็นจำนวนมาก เพราะพวกเขาคิดว่าที่ท่านอะลีต้องประสบกับความยุ่งยากทั้งหลายนั้น เป็นเพราะพวกเขาเป็นต้นเหตุ ฉะนั้น สิ่งต่างๆ จึงเคลื่อนไหวอยู่ในวังวนแห่งความชั่วร้าย และโดยการแข็งข้อต่อท่านอะลี ท่านหญิงได้โยนท่านอะลีเข้าไปในหน้าตักของบุคคลที่ท่านหญิงต้องการจะล้างแค้น โดยการกระทำของท่านหญิง ท่านหญิงได้ทำให้บรรดาฆาตกรที่สังหารท่านอุษมานเข้มแข็งขึ้น และทำให้มุสลิมอ่อนแอลง"

จากการเจรจาระหว่างท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ กับเกฺาะอฺกอฮฺ ทูตของท่านอะลี รอฎิฯ ทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถึงแม้ว่าทุกฝ่ายจะมีเหตุผลและหลักการของตนเองก็ตาม แต่การตัดสินใจที่ผิดพลาดทำให้สถานการณ์เลวร้ายบังเกิดขึ้น โดยที่ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ เรียกร้องในสิ่งที่ท่านอะลีทำไม่ได้และยอมรับไม่ได้ แทนที่จะยอมจับมือกับท่านอะลีเสียก่อน แล้วช่วยกันสนับสนุนให้รัฐบาลอิสลามแห่งมะดีนะฮฺเข้มแข็ง จากนั้นจึงหาทางจัดการกับพวกฆาตกรในภายหลัง ส่วนท่านอะลีเองท่านปราศจากอำนาจทางทหาร ท่านยึดถือว่าในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺประชาชนต้องเชื่อฟังคำสั่งของท่าน เมื่อท่านเรียกร้องให้ประชาชนในเมืองมะดีนะฮฺสนับสนุนท่านในการทำสงครามกับฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ ตอลหะฮฺและซุเบรฺ ชาวมะดีนะฮฺส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือกับท่าน เป็นเพราะไม่ต้องการสนับสนุนให้มุสลิมฝ่ายหนึ่งฆ่าฟันมุสลิมอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านอะลีจึงต้องรับการสนับสนุนจากพวกกบฏที่เคยก่อการจราจลต่อต้านท่านอุษมาน ในเบื้องหลังของฝ่ายพวกกบฎนั้น พวกเขาจะปล่อยให้พวกท่านหญิงอาอิชะฮฺชนะไม่ได้ เพราะหากพวกท่านหญิงอาอิชะฮฺได้รับชัยชนะ พวกเขาจะต้องถูกเด็ดศีรษะตามกฎ "เกฺาะศอซ" อย่างแน่นอน เพราะเหตุนี้เขาจึงต้องกระโดดเข้ามาช่วยพยุงตำแหน่งของท่านอะลี รอฎิฯ เอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้ว่า เมื่อฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ พร้อมไพร่พลสามารถยึดเมืองบัสเราะฮฺ ซึ่งเป็นขุมกำลังสำคัญแห่งหนึ่งของพวกกบฏที่มีส่วนร่วมในการลอบสังหารท่านอุษมานเอาไว้ได้แล้ว ครั้งนั้นมีคนถูกประหารไปตามกฎของเกฺาะศอซมากกว่า 600 คน ในจำนวนนี้มีทั้งบุคคลที่อาศัยอยู่ในเมืองบัสเราะฮฺ และคนจากเผ่าต่างๆ ที่อยู่รอบๆ เมือง ข่าวการประหารครั้งนั้นยังความหวาดหวั่นให้กับพวกกบฏที่อยู่ในเมืองอื่นๆ เป็นอย่างมาก

นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเหตุการณ์เล็กๆ เหตุการณ์หนึ่งเอาไว้ ซึ่งคิดว่าน่าจะนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ นั่นก็คือก่อนหรือหลังสงครามญะมาลเล็กน้อย วันหนึ่งมีบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาต่อว่าท่านอะลี รอฎิฯ ตรงๆว่า "พวกฆาตกรที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ อยู่ในกองทัพของท่านอย่างอิสระ และท่านเองก็มิได้ดำเนินการใดๆ เพื่อจะจัดการกับพวกเขาเลย" ท่านอะลี รอฎิฯ จึงหันกลับไปยังคนของท่าน แล้วสอบถามว่า "มีใครบ้างที่เป็นผู้สังหารท่านอุษมาน" ครั้นแล้วทหาร 12,000 คนก็พากันยืนตรงขึ้น พวกเขาแต่ละคนตะโกนออกมาว่า "ข้าฯ เป็นคนสังหารเอง" อีกครั้งหนึ่งเมื่ออบูมุสลิม ทูตของมุอาวิยะฮฺเดินทางมายังเมืองกูฟะฮฺ นครหลวงแห่งใหม่ของท่านอะลีก่อนที่สงครามซิฟฟินจะระเบิดขึ้น ท่านอะลีนำอบูมุสลิมเข้าไปยังมัสญิดและอธิบายให้ประชาชนทราบถึงวัตถุประสงค์ในการมาของเขา แต่แล้วประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในมัสญิดได้ร้องตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า "พวกเราทั้งหมดคือผู้สังหารอุษมาน" เราเห็นจะต้องยอมรับว่า แม้ท่านอะลีจะมีเจตนาและความตั้งใจที่ดีก็ตาม แต่ท่านอะลีก็ไม่สามารถมีอิสระอย่างแท้จริงเหมือนกับที่ผู้ปกครองทั้งหลายควรจะมี

ท่านอะลีเร่งรีบปลดข้าหลวงเก่าเพื่อตั้งคนของท่านแทน

มีเหตุการณ์หนึ่งที่ควรจะบันทึกไว้ ณ ที่นี้ก็คือ เมื่อท่านอะลี รอฎิฯ เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ๆ ท่านได้ตัดสินใจที่จะปลดข้าหลวงประจำเมืองหัวเมืองต่างๆ ที่ถูกแต่งตั้งในสมัยของท่านอุษมาน รอฎิฯ แล้วบรรจุคนของท่านเข้าไปแทนที่ เศาะฮาบะฮฺคนหนึ่ง คือ มุคีเราะฮฺ บิน ชุอฺบะฮฺ คัดค้านและแนะนำท่านอะลี รอฎิฯ ว่า ในระยะแรกของการเข้ารับตำแหน่ง ท่านไม่ควรรีบร้อนปลดบรรดาข้าหลวงเก่าๆ เหล่านั้น ท่านควรจะใช้เวลาสักระยะหนึ่ง รอให้ตำแหน่งของท่านเข้มแข็งมั่นคงเสียก่อน แล้วจึงค่อยยักย้ายถ่ายเทอำนาจหรือปลดข้าหลวงพวกนั้นในภายหลัง แต่ท่านอะลี รอฎิฯ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของเขา ด้วยเหตุนี้ท่านอะลี รอฎิฯ จึงมีคำสั่งให้แต่งตั้งสุหัยล์ บิน ฮานิฟ เป็นข้าหลวงประจำซีเรีย สะอัด บิน อุบัยดะฮฺ เป็นข้าหลวงประจำอียิปต์ อุมมาเราะฮฺ บิน ชะฮับ ข้าหลวงประจำกูฟะฮฺ อุษมาน บิน ฮานิฟ ให้เป็นข้าหลวงประจำบัสเราะฮฺ และอับดุลลอฮฺ บิน อับบาส ประจำยะมัน ในบรรดาดินแดนเหล่านี้ มีเพียงบัสเราะฮฺ อียิปต์และยะมันเท่านั้นที่ยอมรับบุคคลที่ท่านอะลีแต่งตั้งไป และประชาชนในดินแดนเหล่านี้ยอมให้สัตยาบันต่อท่านอะลี รอฎิฯ สำหรับกูฟะฮฺ แม้ว่าประชาชนที่นั่นจะให้สัตยาบันต่อท่านอะลีก็ตาม แต่พวกเขายังคงต้องการให้อบูมูซา อัชอารีย์ ข้าหลวงคนเดิมดำรงตำแหน่งสืบต่อไป สำหรับที่มักกะฮฺ ท่านอะลีมิได้แต่งตั้งข้าหลวงคนใหม่ไปดูแล สถานการณ์ที่น่าวิตกที่สุดก็คือซีเรีย เมื่อสุหัยล์เดินทางไปถึงตำบลตะบูก พรมแดนของซีเรีย กองทหารซีเรียกองหนึ่งกดดันเขาให้เดินทางกลับ โดยให้เหตุผลว่าชาวซีเรียไม่ยอมรับว่าท่านอะลีเป็นเคาะลีฟะฮฺ

หลังจากนั้นจึงมีจดหมายโต้ตอบระหว่างท่านอะลี รอฎิฯ และมุอาวิยะฮฺอย่างเผ็ดร้อน ฝ่ายมุอาวิยะฮฺยืนหยัดเรียกร้องให้มีการชำระหนี้โลหิต ถ้าท่านอะลีสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ มุอาวิยะฮฺจึงจะยอมให้สัตยาบันต่อท่านอะลี ขณะที่ท่านอะลี รอฎิฯ ตำหนิมุอาวิยะฮฺว่าใส่ร้ายป้ายสีท่านโดยปราศจากหลักฐาน ด้วยข้อกล่าวหาว่า ท่านอะลีมีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า กลุ่มบุคคลที่วางแผนก่อการกบฏเป็นผู้ส่งจดหมายยุแหย่ให้ท่านทั้งสองมีความเข้าใจผิดต่อกันหนักมากยิ่งขึ้น

เพราะการแข็งข้อและการยืนกรานของมุอาวิยะฮฺ ระยะนั้นท่านอะลี รอฎิฯ จึงคิดจัดทัพไปปราบปรามซีเรียที่ขัดขืนอำนาจของท่านเป็นประการแรก แต่ความตั้งใจดังกล่าวของท่านต้องเลื่อนออกไป เพราะการตีจากของตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ

ตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ตีจากท่านอะลี รอฎิฯ

เวลานั้นสถานการณ์ในเมืองมะดีนะฮฺไม่ค่อยดีนัก ท่านอะลี รอฎิฯ เรียกร้องให้ประชาชนอาสาสมัครไปรบเพื่อปราบปรามการแข็งข้อของซีเรีย ชาวมะดีนะฮฺส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดการหลั่งเลือดในระหว่างพี่น้องมุสลิมด้วยกัน พวกเขาจึงไม่ตอบสนองคำเรียกร้องของท่านเท่าที่ควร แม้แต่บุคคลที่ให้สัตยาบันต่อท่านก็ยังรับเรื่องนี้ไม่ได้เช่นเดียวกัน

ตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ มาพบกับท่านอะลี รอฎิฯ และแนะนำท่านว่า ถ้าท่านอะลี รอฎิฯ แต่งตั้งคนทั้งสองให้ไปเป็นข้าหลวงประจำเมืองกูฟะฮฺและเมืองบัสเราะฮฺแล้ว บุคคลทั้งสองจะช่วยท่านอะลี รอฎิฯ ปกครองบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น ท่านอะลีปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และแจ้งให้บุคคลทั้งสองทราบว่า ท่านจะตั้งคนของท่านเองไปเป็นข้าหลวงตามหัวเมืองต่างๆ ท่านบอกให้คนทั้งสองอยู่ในมะดีนะฮฺเคียงข้างท่าน และเป็นที่ปรึกษาให้กับท่าน ด้วยความรู้สึกขมขื่นจากการปฏิเสธของท่านอะลี รอฎิฯ ท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ จึงขออนุญาตท่านอะลีเพื่อเดินทางไปทำอุมเราะฮฺ ณ นครมักกะฮฺ แต่ท่านอะลีได้ปฏิเสธคำขอของเศาะหาบะฮฺทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่า ท่านต้องการให้บุคคลทั้งสองอยู่ในเมืองมะดีนะฮฺ เพื่อทำงานรับใช้สาธารณะ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าว ท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ จึงหลบหนีออกจากเมืองมะดีนะฮฺอย่างลับๆ ณ เมืองมักกะฮฺ บุคคลทั้งสองได้ไปเข้าร่วมคณะของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ เรียกร้องให้มีการจัดการกับพวกกบฏที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ

ท่านอะลี รอฎิฯ รู้สึกผิดหวังต่อการผละหนีของตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ เป็นอย่างมาก ท่านรู้สึกว่าคนทั้งสองผละจากไปเพราะความเข้าใจผิดบางอย่าง ท่านจึงส่งจดหมายไปยังบุคคลทั้งสองเพื่อหวังจะตักเตือน ท่านขอให้เศาะหาบะฮฺทั้งสองรักษาคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ให้ไว้ต่อท่าน และให้กลับตัวกลับใจเสียใหม่ จดหมายฉบับดังกล่าวของท่านอะลี รอฎิฯ มิได้บังเกิดผลในการเปลี่ยนแปลงจิตใจของบุคคลทั้งสอง ท่านทั้งสองยังคงเรียกร้องให้มีการใช้กฎเกณฑ์ของ "เกฺาะศอซ" กับกลุ่มฆาตกรที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ อย่างโหดร้ายทารุณต่อไป

ณ มัสญิดของท่านนบี ศ็อลฯ ท่านอะลี รอฎิฯ ได้กล่าวปราศรัยต่อประชาชนชาวมะดีนะฮฺเกี่ยวกับการไม่รักษาสัตยาบันของตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ว่าเท่ากับเป็นการกบฏต่อท่านซึ่งเป็นเคาะลีฟะฮฺ เพราะบัยอะฮฺหรือการให้สัตยาบันนั้นเป็นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ระหว่าง "ผู้กระทำสัตยาบัน" กับบุคคลที่เขาเป็นผู้เลือกขึ้นมาเป็นเคาะลีฟะฮฺ เมื่อให้สัตยาบันแล้วจะยกเลิกไม่ได้ ท่านอะลี รอฎิฯ ยังได้กล่าวถึงการเรียกร้องให้มีการชำระหนี้เลือดของท่านอุษมาน รอฎิฯ ว่า :

"พวกเขา(เศาะหาบะฮฺทั้งสอง)ได้เรียกร้องให้มีการชำระหนี้โลหิตของท่านอุษมาน การเรียกร้องเช่นนี้เท่ากับหมายเป็นนัยว่า พวกเขากล่าวหาว่าฉันเป็นผู้สังหารท่านอุษมาน หรือมีส่วนร่วมในการสังหารด้วย การลอบสังหารท่านอุษมานเป็นสิ่งที่น่าตำหนิ แต่การกล่าวร้ายตัวฉันว่ามีความผิดในเรื่องนี้กลับเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ทุกสิ่งที่ได้อุบัติขึ้นไปนั้นล้วนเกิดขึ้นต่อสายตาของพวกท่าน ฉันมิได้มีความเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาระเบียบและกฎหมายแม้แต่น้อย อีกทั้งฉันยังไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อพวกกบฏอีกด้วยแท้ที่จริง ฉันได้พยายามดำเนินการทุกอย่างเท่าที่ฉันสามารถทำได้ เพื่อให้การปกป้องคุ้มครองตัวท่านอุษมาน มีข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้นั่นก็คือ บรรดาบุตรชายของฉันยังได้รับบาดเจ็บจากการเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้บ้านของท่านอุษมานด้วยเหมือนกัน"

ข้อความที่ยกมากล่าวข้างต้นชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ยึดถือการบัยอะฮฺว่าเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผู้ให้บัยอะฮฺจะต้องมีความจริงใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง การบัยอะฮฺโดยไม่สมัครใจ ไม่ว่าจะเนื่องมาจากเหตุผลใดๆ เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับบุคคลในระดับเศาะหาบะฮฺชั้นนำ ถ้าใครกล่าวบัยอะฮฺโดยจิตใจไม่ยอมรับ และปกปิดการต่อต้านขัดขืนเอาไว้ถือได้ว่าเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก และถ้าใครก็ตามที่กลับคำหลังจากนั้นถือได้ว่าคนนั้นเป็นกบฏที่ต้องลงโทษตามกฎเกณฑ์

ปัญหาการให้สัตยาบันของท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ว่าเกิดจากความสมัครใจหรือการบีบบังคับ ยังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงและพิสูจน์กันในเวลาต่อมา

เมื่อครั้งที่พลพรรคของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ พร้อมด้วยพี่น้องมุสลิมจากเมืองมักกะฮฺประมาณสามพันคนยกขบวนไปยังเมืองบัสเราะฮฺ ตามแผนการเรียกร้องให้มีการชำระหนี้เลือดของท่านอุษมาน รอฎิฯ หลังจากการสู้รบสองวัน ฝ่ายกองทัพของอุษมาน บินฮานิฟ ข้าหลวงประจำเมืองบัสเราะฮฺประสบกับความพ่ายแพ้ และมีการทำข้อตกลงพักรบระหว่างทั้งสองฝ่าย ฝ่ายบัสเราะฮฺมีความกังขาเกี่ยวกับเรื่องการบัยอะฮฺของท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ที่กระทำกับท่านอะลี รอฎิฯ ว่าจะเกิดจากความสมัครใจหรือเป็นเพราะการบีบบังคับ เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท่านทั้งสองไปในทำนองไม่ดีว่า ให้บัยอะฮฺต่อท่านอะลี รอฎิฯ แล้วกลับคำในภายหลัง ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงให้มีการส่งทูตไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เมืองมะดีนะฮฺ โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าการบัยอะฮฺของบุคคลทั้งสองเป็นไปโดยสมัครใจ ฝ่ายของท่านหญิงอาอิชะฮฺจะต้องถอนตัวออกจากเมืองบัสเราะฮฺ แต่ถ้าการบัยอะฮฺของบุคคลทั้งสองเกิดจากการบีบบังคับจริง ฝ่ายข้าหลวงประจำเมืองจะต้องมอบพื้นที่ทั้งหมดของเมืองบัสเราะฮฺให้ฝ่ายพลพรรคของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ เข้ามามีอำนาจดูแล

กะอับ บิน ซุรฺ กอฎีย์ของเมืองบัสเราะฮฺได้รับมอบหมายให้เดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮฺ เพื่อสืบสวนหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อเดินทางมาถึงเมืองมะดีนะฮฺ กะอับได้ตรงไปยังมัสญิดของท่านนบี ศ็อลฯ แล้วแจ้งให้ประชาชนที่มาละหมาดรวมที่มัสญิดทราบถึงวัตถุประสงค์การมาของของท่านว่า เกี่ยวข้องกับการมาสืบหาความจริงเรื่องการบัยอะฮฺของท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ประชาชนที่อยู่ภายในมัสญิดพากันนิ่งเงียบ แต่แล้วอุซามะฮฺ บินเซดได้ยืนขึ้นกล่าวว่า เศาะหาบะฮฺทั้งสองบัยอะฮฺเพราะถูกบีบบังคับ ในทันใดนั้น สะฮฺล์ บินฮานิฟ น้องชายของข้าหลวงเมืองบัสเราะฮฺพร้อมกับคนของเขาจำนวนหนึ่งก็ตรงรี่เข้าหาอุซามะฮฺ แล้วช่วยกันรุมทำร้ายเขา มีเศาะหาบะฮฺบางคนเข้ามาช่วยเหลืออุซามะฮฺ คนที่เข้ามาช่วยนี้ต่างให้การว่า ท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ บัยอะฮฺเพราะถูกบีบบังคับจริง ซึ่งรวมทั้งท่านอบู อัยยูบด้วย ดังนั้น กะอับจึงสรุปความเห็นว่าบุคคลทั้งสองบัยอะฮฺต่อท่านอะลี รอฎิฯ เพราะถูกบีบบังคับโดยใครบางคน

อนึ่ง อุซามะฮฺผู้นี้ บิดาของเขาคือเซด ซึ่งเคยเป็นบุตรบุญธรรมของท่านนบี ศ็อลฯ ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลฯ จึงรักและเอ็นดูอุซามะฮฺในฐานะที่เป็นหลานปู่ ในสมัยของท่านเคาะลีฟะฮฺอบูบักร รอฎิฯ อุซามะฮฺเป็นผู้นำกองทัพมุสลิมไปตีแผ่นดินซีเรีย

เกฺาะศอซในเมืองบัสเราะฮฺ

เมื่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ เรียกร้องให้มีการชำระหนี้เลือดให้แก่ท่านอุษมาน รอฎิฯ มีคนมากมายที่ขานรับการเรียกร้องดังกล่าว อาทิ อับดุลลอฮฺ บิน อามารฺ อัล-ฮัฎรอมีย์ ข้าหลวงประจำเมืองมักกะฮฺ ซึ่งแต่งตั้งโดยท่านอุษมาน รอฎิฯ และอยู่ในตำแหน่งมาจนถึงสมัยท่านอะลี รอฎิฯ ยะลา บิน อุมัยยะฮฺ อดีตข้าหลวงแห่งยะมันซึ่งถูกท่านอะลี รอฎิฯ ปลดออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีคนในตระกูลอุมัยยะฮฺที่อยู่ในมักกะฮฺ และบุคคลที่อพยพออกจากมะดีนะฮฺภายหลังการฆาตกรรมท่านอุษมาน รอฎิฯ เช่นสะอีด บิน อัล-อาส มุฆีเราะฮฺ บิน ชุบะฮฺ วะลีด บิน อุกบะฮฺ ตลอดจนท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ

เมื่อจัดตั้งเป็นกองกำลังได้แล้ว จึงมีการปรึกษาหารือว่ากองกำลังจากมักกะฮฺควรจะเคลื่อนตัวไปที่ใด ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ เสนอว่าควรจะบุกเข้าตีมะดีนะฮฺก่อน เพราะมะดีนะฮฺเวลานั้นเต็มไปด้วยเชื้อร้ายจากอิทธิพลของพวกกบฏที่สังหารท่านอุษมาน ควรที่จะขุดรากถอนโคนเชื้อร้ายที่ต้นตอเสียก่อน แต่ความคิดส่วนตัวของท่านหญิงอาอิชะฮฺได้รับการคัดค้านจากบุคคลมากมาย เพราะที่นั่นคือเมืองของท่านนบี ศ็อลฯ และยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มิเป็นการดีสำหรับภรรยาของท่านนบีที่จะดำเนินการเช่นนั้น ฝ่ายคนของตระกูลอุมัยยะฮฺเสนอให้ไปสมทบกับมุอาวิยะฮฺที่ซีเรีย แต่ความคิดนี้ได้รับการคัดค้านจากคนในตระกูลอื่น เพราะเกรงว่าอุมัยยะฮฺจะมีอำนาจอิทธิพลมากขึ้น มีบางคนเสนอว่าควรจะเคลื่อนกำลังไปเมืองกูฟะฮฺ แต่ก็ถูกคัดค้านอีกเพราะไม่แน่ใจว่าชาวเมืองกูฟะฮฺจะสนับสนุนการกระทำที่ต่อต้านท่านอะลี รอฎิฯ หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกกบฏที่ฆาตกรรมท่านอุษมาน รอฎิฯ ส่วนใหญ่เป็นชาวกูฟะฮฺ ท่านตอลหะฮฺเสนอว่า ตัวท่านเองพอจะมีอิทธิพลในหมู่ชาวบัสเราะฮฺอยู่บ้าง ถ้าเคลื่อนกำลังไปยังเมืองบัสเราะฮฺอาจจะได้รับการสนับสนุนจากคนเป็นจำนวนมาก ภายหลังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอประมาณ จึงสรุปเห็นสมควรให้เคลื่อนพลไปยังเมืองบัสเราะฮฺเป็นแห่งแรก แล้วใช้ที่นั่นเป็นฐานดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนการดำเนินในครั้งนี้ก็ยังมีอยู่ อาทิ อับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ และพรรคพวกตัดสินใจวางตัวเป็นกลาง ไม่สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กลุ่มคนที่สนับสนุนท่านอะลีมีจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อัล-ฟะซาล ภรรยาของท่านอับบาส รอฎิฯ ผู้เป็นลุงของท่านอะลี รอฎิฯ ได้ส่งจดหมายแจ้งแผนการของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ไปให้ท่านอะลีทราบ

กองกำลังจำนวน 3,000 คนได้เคลื่อนออกจากเมืองมักกะฮฺ มีสตรีสำคัญๆ ของเมืองมักกะฮฺเดินทางออกมาส่งท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ที่นอกเมือง ในจำนวนนี้มีท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ รอฎิฯ รวมอยู่ด้วย ความจริงนางต้องการที่จะร่วมขบวนไปยังบัสเราะฮฺด้วย แต่อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อุมัรฺ น้องชายของนางทัดทานเอาไว้ และขอให้นางวางตัวเป็นกลางในเรื่องนี้ วันนี้ประวัติศาสตร์อาหรับบันทึกเอาไว้ว่าเป็น วันแห่งหยดน้ำตา เพราะบรรดาสุภาพสตรีที่ออกไปส่งท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ มีความรู้สึกเป็นห่วงในชะตากรรมของกองทัพมักกะฮฺเป็นอย่างมาก จึงพากันหลั่งน้ำตาออกมาเป็นยกใหญ่

เมื่อกองทัพของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ บรรลุถึงเขตบัสเราะฮฺ จึงได้ตั้งค่ายอยู่ที่นอกเมือง อุษมาน บินฮานิฟ ข้าหลวงประจำเมืองบัสเราะฮฺได้ส่งอิมรอน บิน ฮุสเซน และอบุล อัสวัด เป็นทูตมาเจรจาและสอบถามสาเหตุการมาของกองกำลังจากมักกะฮฺ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ตอบทูตทั้งสองไปว่าต้องการขอความร่วมมือในการชำระหนี้โลหิตของท่านอุษมาน รอฎิฯ พร้อมกับเน้นว่า “วัตถุประสงค์ในการมาของเรานั้นเพื่อจะฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีในระหว่างผู้ศรัทธาด้วยกัน เราไม่ต้องการสงคราม เราต้องการสันติ ซึ่งสันติเช่นนี้ จะต้องดำรงอยู่บนความไว้วางใจของประชาชนเป็นสำคัญ ในปัจจุบันกิจการของพี่น้องมุสลิมอยู่ในภาวะยุ่งเหยิงเป็นอย่างยิ่ง เราปรารถนาที่จะทำให้สิ่งต่างๆ ถูกต้อง และเราขอความช่วยเหลือจากท่านในเรื่องนี้"

อบุล อัสวัดเสนอให้อุษมาน บินฮานิฟจัดการกับกองกำลังที่มาจากมักกะฮฺ เพราะไม่เชื่อว่าพวกเขาจะมาอย่างสันติจริง ฮากีม บิน ญะบาละฮฺ รองข้าหลวงก็สนับสนุนแนวทางดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน อุษมาน บินฮานิฟมีความเห็นสอดคล้องกับบุคคลทั้งสอง โดยถือว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการกบฏต่อท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งเป็นเคาะลีฟะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ถูกคนเหล่านี้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง อุษมาน บินฮานิฟเรียกประชุมประชาชน ณ มัสญิดภายในเมือง ผลก็คือประชาชนในบัสเราะฮฺมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนพวกท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ อีกฝ่ายสนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ พวกที่สนับสนุนท่านหญิงอาอิชะฮฺแยกตัวไปอยู่ในค่ายของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯได้จับอาวุธขึ้นเตรียมพร้อมจะสู้รบ

เมื่อทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากันในสนามรบ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ได้พูดสะกิดเตือนใจกองทัพของเมืองบัสเราะฮฺให้ทราบถึงความจริงใจของนางว่า นางปรารถนาแก้ไขปัญหาโดยสันติ ไม่ต้องการสงคราม คำพูดของนางเป็นที่กินใจและประทับใจมาก จนทำให้ทหารบางคนถอนตัวออกจากกองทัพของอุษมาน บินฮานิฟ หลังจากนั้นทหารของเมืองบัสเราะฮฺได้ออกมาพูดโต้ตอบ ญาริยะฮฺ บิน เกาะดามะฮฺออกมาตำหนิท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า ไม่ควรจะมายุ่งกับเรื่องการเมือง ควรจะกลับไปมักกะฮฺหรือมะดีนะฮฺจะดีกว่า แต่ฮากีม บิน ญะบาละฮฺกระทำสิ่งที่ไม่บังควรด้วยการกล่าววาจาหยาบคายต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ พร้อมกันนั้นเขาได้สั่งให้ทหารกองหนึ่งเข้าตีกองกำลังของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ทหารบางคนไม่ยอมทำตามคำสั่งของเขา แต่ก็ถูกเขายิงด้วยธนูจนตาย ขณะที่ทหารของฮากีมตีเข้ามา ท่านหญิงอาอิชะฮฺสั่งให้ทหารของนางตรึงกำลังเอาไว้เฉยๆ ยังไม่ต้องตอบโต้เพราะหวังว่าไม่ช้าความเดือดดาลของพวกเขาคงจะมอดไหม้ไป และสงครามคงจะไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งทหารของฮากีมตีฝ่าลึกเข้ามาถึงวงในของกองกำลัง นางจึงสั่งให้โต้ตอบกลับไป การรบดำเนินไปจนกระทั่งมืดค่ำ ทั้งสองฝ่ายสูญเสียไพร่พลไปเป็นจำนวนมาก แต่ทหารของเมืองบัสเราะฮฺตายมากกว่า

พอถึงเวลาเที่ยงคืน ฝ่ายของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ สามารถยึดพื้นที่เมืองบัสเราะฮฺในส่วนที่มีฝ่ายต่อต้านพลพรรคของท่านอะลีอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ในวันรุ่งขึ้นตอนกลางวัน จึงมีการรบกันภายในเมืองบัสเราะฮฺ พอถึงเวลาค่ำ ทหารของอุษมาน บินฮานิฟตายไปเป็นจำนวนมาก อุษมานจึงยอมรับความปราชัยและขอทำสัญญาสงบศึก

ตามสัญญาที่กระทำขึ้นระบุว่า ให้แต่ละฝ่ายที่ยึดครองพื้นที่ส่วนใดเอาไว้ได้ ให้ยึดครองพื้นที่ในส่วนนั้นต่อไป นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะส่งผู้แทนไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับการบัยอะฮฺของท่านตอลหะฮฺ และซุเบรฺ รอฎิฯ ว่าเกิดขึ้นจากความสมัครใจ หรือเกิดจากการบีบบังคับ ถ้าความจริงปรากฏว่า บุคคลทั้งสองกระทำไปโดยความสมัครใจแล้วไซร้ ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ จะต้องถอนตัวออกไปจากเมืองบัสเราะฮฺ แต่ถ้าการบัยอะฮฺของคนทั้งสองเกิดจากการบีบบังคับ อุษมาน บินฮานิฟจะต้องโอนอำนาจการควบคุมดูแลเมืองบัสเราะฮฺทั้งหมดให้แก่ฝ่ายของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ

กะอับ บิน ซุรฺ กอฎีย์ประจำเมืองบัสเราะฮฺได้รับมอบหมายให้ไปสืบหาความจริงในเรื่องนี้ แต่แล้วเมื่อกะอับกลับมารายงานว่า ตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ บัยอะฮฺต่อท่านอะลี รอฎิฯ เพราะถูกบีบบังคับจริงตามที่บุคคลทั้งสองกล่าวอ้าง อุษมาน บินฮานิฟกลับบิดพริ้วไม่ยอมโอนอำนาจการควบคุมเมืองให้ฝ่ายของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ โดยอ้างว่ารายงานของกะอับ บิน ซุรฺไม่ถูกต้อง แต่ที่จริงแล้ว ในช่วงเวลานั้นอุษมานได้รับคำสั่งจากท่านอะลี รอฎิฯ ให้รักษาบัสเราะฮฺเอาไว้ให้ได้ เพราะกองทัพใหญ่ของท่านอะลี รอฎิฯ กำลังเดินทางมา และจะมาถึงในไม่ช้า

ในวันศุกร์วันหนึ่ง ตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ นำเรื่องสัญญาพักรบ รายงานของกะอับและการบิดพริ้วของอุษมาน บินฮานิฟไปพูดที่มัสญิด ประชาชนที่รับฟังแตกออกเป็นสองฝ่าย และเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การปะทะกันระหว่างสองฝ่าย ที่น่าเศร้าก็คือ พื้นของมัสญิดเจิ่งนองไปด้วยเลือดของพี่น้องมุสลิมจำนวนมากที่ต้องจบชีวิตลงในความรุนแรงครั้งนี้

คืนนั้น ฝ่ายที่สนับสนุนท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ได้บุกเข้าโจมตีบ้านของอุษมาน บินฮานิฟ และจับตัวอุษมานเอาไว้ได้ ฝูงชนต้องการจะสังหารเขาเสีย แต่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ทัดทานและสั่งให้กุมขังเอาไว้ก่อน ด้วยความโกรธแค้น ฝูงชนจึงรุมทึ้งหนวดเคราของเขา และทรมานเขาเป็นการทดแทน

ในวันรุ่งขึ้น ฮากีม บิน ญะบาละฮฺนำกองกำลังส่วนหนึ่งออกสู่สนามรบ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ประกาศว่า พวกที่นางจะสู้รบด้วยมีเพียงพวกฆาตกรที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ เท่านั้น บุคคลใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้ถอนตัวออกไป ฝ่ายของฮากีมมีจำนวนมากกว่าฝ่ายของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ แต่ก็สู้อย่างหมดความหวัง ฮากีมสู้ไปพลาง ก็ร้องคำขวัญสนับสนุนท่านอะลีไปพลาง พร้อมกับด่าว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ ตอลหะฮฺและซุเบรฺอย่างเหิมเกริม ในที่สุด ฮากีมก็ตายในสนามรบ ทหารของเขาจึงหมดกำลังใจสู้รบและยอมวางอาวุธ มีหลายคนที่มีส่วนร่วมในการฆาตกรรมท่านอุษมาน รอฎิฯ ในหมู่ฆาตกรเหล่านี้ จำนวนหนึ่งถูกฆ่าตายในสนามรบ ส่วนที่รอดตายก็ถูกประหารตามกฎของเกฺาะศอซในที่สุด

ยังมีบรรดาฆาตกรอีกหลายคนที่ไม่ได้ออกมาสู้รบ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ สั่งให้เผ่าต่างๆ ที่อยู่รอบๆ เมืองบัสเราะฮฺมอบฆาตกรเหล่านั้นออกมาด้วยเหตุนี้ ชาวเมืองบัสเราะฮฺทุกคนที่เคยมีส่วนร่วมในการฆาตกรรมท่านอุษมาน รอฎิฯ จึงถูกประหารไปจนหมดสิ้น มีเพียงฮัรฺกุส บิน ซุเบรฺ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่รอดไปได้ เพราะเผ่าบนูสะอัดเปลี่ยนจุดยืน โดยการหันไปสนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ เผ่าดังกล่าวจึงไม่ยอมมอบตัวเขาออกมา

สรุปแล้ว มีชาวบัสเราะฮฺและคนจากเผ่าต่างๆ ที่อยู่รอบเมืองบัสเราะฮฺจำนวนมากกว่า 600 คนต้องถูกประหารชีวิตไปตามกฎเกฺาะศอซ อันเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม

กรุณาอ่านต่อเรื่อง สงครามภายหลังการฆาตกรรมท่านอุษมาน ตอนที่ 2

Source :

1. Prof. Masudul Hasan, Hadrat Ali (r.a.), Islamic Publications (Pvt.) Ltd., 1988, pp 165-237

2. Allama Saiyid Sulaiman Nadvi, Hazrat Ayesha Siddiqa : Her Life & Works, Islamic Book Publishers, 1982, pp. 36-45

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา