เมนูของเรา

ความขัดแย้ง : สงครามภายหลังการฆาตกรรมท่านอุษมาน ตอนที่ 2

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 24/5/2007 21:55:05 (3977 ครั้งที่อ่าน)
ความขัดแย้ง

ท่านหะซันเตือนบิดาว่า อย่าเล่นกับไฟ

ตามบันทึกของนักประวัติศาสตร์ระบุว่า ขณะที่ทราบข่าวการเคลื่อนทัพของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ไปยังบัสเราะฮฺ ท่านอะลี รอฎิฯได้รับการเตือนภัย และเกรงกลัวว่าถ้าพวกเขาสามารถยึดครองคลังสมบัติของเมืองบัสเราะฮฺได้แล้ว และถ้ากองทหารเมืองบัสเราะฮฺเข้าอยู่ใต้สังกัดของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะเป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองของท่านอะลีได้ในที่สุด ดังนั้น ท่านอะลี รอฎิฯ จึงต้องรีบเร่งไปยังดินแดนอิรักทันที

ท่านอะลี รอฎิฯ พยายามเรียกร้องให้ชาวมะดีนะฮฺอาสาสมัครไปร่วมกองทัพในครั้งนี้ แต่ชาวมะดีนะฮฺส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และต้องการวางตัวเป็นกลาง พวกที่ยอมไปกับท่านอะลี รอฎิฯ รวมแล้วมีไม่เกิน 900 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกอิบนฺ สะบาอฺที่เคยมีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ เมื่อท่านใกล้จะออกเดินทาง อับดุลลอฮฺ บิน สะลาม เศาะหาบะฮฺสำคัญคนหนึ่งของท่านนบี ศ็อลฯ ตรงเข้ามายึดบังเหียนม้าของท่านอะลี รอฎิฯ เอาไว้แล้วกล่าวว่า :

"โอ้ท่านผู้นำแห่งศรัทธาชน! ได้โปรดอย่าจากมะดีนะฮฺไปเลย ถ้าหากท่านได้จากมะดีนะฮฺไปแล้ว ท่านจะไม่สามารถหวนคืนมายังมะดีนะฮฺได้อีกต่อไปแล้ว มะดีนะฮฺก็จะสิ้นสภาพการเป็นเมืองหลวงของโลกอิสลาม"

สมุนของอิบนฺ สะบาอฺต้องการที่จะทุบตีอับดุลลอฮฺ บิน สะลาม แต่ท่านอะลี รอฎิฯ ห้ามมิให้พวกเขาแตะต้องร่างกายของอับดุลลอฮฺ บิน สะลามอย่างเด็ดขาด เพราะเขาคือเศาะหาบะฮฺสำคัญของท่านรสูล ศ็อลฯ ท่านอะลียืนยันกับอับดุลลอฮฺว่า ท่านจะกลับมายังมะดีนะฮฺในไม่ช้า อย่างไรก็ตามเหตุการณ์มิได้เป็นเช่นนั้น ท่านอะลี รอฎิฯ ไม่เคยกลับมายังมะดีนะฮฺอีกเลย และมะดีนะฮฺก็ไม่ได้เป็นเมืองหลวงของโลกอิสลามนับแต่นั้นมา

ในเบื้องต้น ท่านอะลี รอฎิฯ ต้องการเคลื่อนทัพไปสกัดทัพของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ในระหว่างทาง แต่พอถึงชุมทางอัรฺ-รอบดะฮฺ ท่านก็ได้รับข่าวว่า ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ สามารถยึดเมืองบัสเราะฮฺได้แล้ว ท่านอะลีมีความรู้สึกว่าการสู้รบที่บัสเราะฮฺจะต้องอุบัติขึ้นอย่างแน่นอน แต่กองทัพของท่านมีกำลังไม่เพียงพอสำหรับปฏิบัติการณ์ในครั้งนี้ ท่านหะซันบุตรของท่านอะลี รอฎิฯ แนะนำผู้เป็นบิดาว่าอย่าเล่นกับไฟโดยท่านกล่าวว่า :

"ฉันเกรงว่าบิดาจะถูกลอบสังหารเหมือนกับท่านอุษมาน ฉันเฝ้าแนะนำบิดาว่า อย่าเล่นกับไฟ แต่แล้วบิดาก็มิได้ฟังฉันเลย"

ท่านอะลี รอฎิฯ ต้องการทราบว่า คำแนะนำที่ตัวท่านมิได้รับฟังนั้นคืออะไรกันแน่ ท่านหะซัน รอฎิฯ จึงเฉลยความออกไปว่า :

"ขณะที่พวกกบฏปิดล้อมบ้านของท่านอุษมานอยู่นั้น ฉันเคยแนะนำให้บิดาออกไปเสียจากเมืองมะดีนะฮฺ ทั้งนี้ก็เพราะว่า การลอบสังหารท่านอุษมานในขณะที่บิดายังรั้งอยู่ในมะดีนะฮฺ มันไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อบิดาเลย เมื่อท่านอุษมานถูกสังหาร ฉันได้แนะนำบิดาไม่ให้รับตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ นอกเสียจากว่า จะมีคณะผู้แทนเดินทางมาพบบิดาจากแว่นแคว้นต่างๆ ของประเทศ แล้วมาขอร้องให้บิดายอมรับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ขณะที่ตอลหะฮฺและซุเบรฺทิ้งบิดาไป ฉันเคยแนะนำให้บิดาเก็บตัวอยู่ในบ้านและปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาการชำระหนี้เลือดของท่านอุษมานด้วยตัวของพวกเขาเอง ฉันเคยแนะนำบิดาให้อยู่ห่างจากความขัดแย้ง แต่บิดาก็ไม่เคยยอมรับคำแนะนำของฉันเลย"

ท่านอะลี รอฎิฯ อธิบายว่า ในตอนที่พวกกบฏปิดล้อมบ้านของท่านอุษมาน รอฎิฯ ตัวท่านเองไม่ยอมออกจากมะดีนะฮฺ เพราะโดยการทำเช่นนั้น พวกกบฏอาจจะไล่ตาม แล้วตัวท่านก็อาจจะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับท่านอุษมานก็ได้ ส่วนตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺนั้น ประชาชนมะดีนะฮฺเป็นผู้มอบให้กับท่านเอง มีแต่ประชาชนมะดีนะฮฺเท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้ ส่วนคนที่อยู่ในเมืองอื่นๆ จะต้องยอมตามการตัดสินใจของชาวมะดีนะฮฺ ท่านยังเสริมว่า เมื่อท่านยอมรับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแล้ว ท่านไม่สามารถเก็บตัวอยู่แต่ภายในบ้าน และหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบตามตำแหน่งของท่าน

ณ ชุมทางอัรฺ-รอบดะฮฺนี้ มีชน เผ่าบนูตัย มาบัยอะฮฺและเข้าร่วมกองทัพของท่านอะลี รอฎิฯ นอกจากนี้ยังมีเผ่าบนูอะสัด อีกเผ่าหนึ่งที่แปรพักตร์มาเข้าข้างท่านอะลี รอฎิฯ เพราะเผ่านี้เป็นพันธมิตรกับเผ่าบนูตัย ประกอบกับเคยปฏิเสธไม่ยอมมอบฮัรฺกุส บิน ซุเบรฺ ผู้มีส่วนร่วมสังหารท่านอุษมานให้ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ไปลงโทษตามกฎเกฺาะศอซของอิสลาม ส่วนเผ่าอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบชุมทางยังคงวางตัวเป็นกลางในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคนจากเผ่าบนูตัยและบนูอะสัดให้การสนับสนุนแล้วก็ตาม แต่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ สามารถยึดครองบัสเราะฮฺได้โดยสมบูรณ์แล้วนั้น กำลังทหารในกองทัพของท่านยังไม่เพียงพอ ท่านอะลี รอฎิฯ จึงพยายามหาทางขยายกองทัพให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ซึ่งท่านมองว่าขุมกำลังที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้นได้แก่เมืองกูฟะฮฺเท่านั้น

กบฏในกูฟะฮฺเข้าร่วมกองทัพของท่านอะลี รอฎิฯ

เมืองกูฟะฮฺมีข้าหลวงคนเก่าชื่อ อบูมูซา อัชอารี แต่งตั้งโดยท่านอุษมาน รอฎิฯ ในตอนแรกท่านอะลี รอฎิฯ ส่งคนของท่านเองมาเป็นข้าหลวงแทนอบูมูซา แต่ประชาชนของกูฟะฮฺไม่ยอมรับข้าหลวงคนใหม่ที่ถูกส่งมา และต้องการให้อบูมูซาดำรงตำแหน่งสืบต่อไป ท่านอะลี รอฎิฯ ยอมรับความต้องการของชาวกูฟะฮฺ และยอมให้อบูมูซาเป็นข้าหลวงได้ต่อไป อบูมูซาจึงบัยอะฮฺยอมรับท่านอะลี รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในกูฟะฮฺมิใช่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านอะลี รอฎิฯ เท่าใดนัก ถึงแม้ว่าชาวกูฟะฮฺจะบัยอะฮฺต่อท่านอะลีแล้วก็ตาม แต่พวกเขามีความเชื่อว่า ตนเองมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะกระทำอะไรอย่างเป็นอิสระ อบูมูซาเองก็คิดว่า แม้ว่าเขาจะเป็นหนี้ท่านอะลี รอฎิฯ เกี่ยวกับตำแหน่งข้าหลวง แต่เขาก็คิดว่า ไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอะลี รอฎิฯ ในทุกๆ เรื่อง

ด้วยความต้องการกำลังทหารเพิ่มเติม ท่านอะลี รอฎิฯ จึงส่งมุฮัมมัดบิน ญะอฺฟัรฺ และมุฮัมมัด บิน อบีบักรฺ ลูกเลี้ยงของท่านเป็นทูตออกเดินทางจากอัรฺ-รอบดะฮฺไปยังเมืองกูฟะฮฺ เพื่อขอให้อบูมูซาช่วยจัดหาชาวกูฟะฮฺมาเข้าร่วมกองทัพ พร้อมกับให้แจ้งข่าวดีต่อชาวกูฟะฮฺว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ต้องการจะย้ายเมืองหลวงมายังกูฟะฮฺ สำหรับบุคคลทั้งสองต่างก็เป็นบุตรของนางอัสมาอฺ มุฮัมมัด บิน ญะอฺฟัรเป็นบุตรที่เกิดจากญะอฺฟัรฺ พี่ชายของท่านอะลี รอฎิฯ หลังจากญะอฺฟัรฺตายจากไป นางจึงแต่งงานกับท่านอบูบักร รอฎิฯ นางมีบุตรกับท่านอบูบักรคนหนึ่งชื่อ มุฮัมมัด บิน อบีบักรฺ และหลังจากท่านอบูบักรฺตายจากไป นางได้แต่งงานใหม่กับท่านอะลี รอฎิฯ



อบูมูซาให้การต้อนรับทูตของท่านอะลี รอฎิฯ ด้วยความเย็นชา พร้อมกับฝากความไปบอกท่านอะลี รอฎิฯ ว่า "เราประชาชนแห่งกูฟะฮฺได้ตัดสินใจแล้วว่า จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสู้รบ ขอให้เป็นที่เข้าใจว่า เราจะไม่เข้าข้างฝ่ายใด จนกว่าท่าน(อะลี รอฎิฯ)จะสลัดตัวท่านเองให้หลุดพ้นจากพวกฆาตกรที่สังหารท่านอุษมานให้ได้เสียก่อน" ท่าทีของอบูมูซาช่างเหมือนกับผู้ปกครองของประเทศที่มีเอกราช ทั้งๆที่ตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากท่านอะลี รอฎิฯ เท่านั้น

หลังจากถูกอบูมูซาปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือในครั้งแรกแล้ว ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ส่งคณะผู้แทนอีกชุดหนึ่งโดยการนำของท่านอับดุลลอฮฺ อิบนฺ อับบาส รอฎิฯ ไปพบกับอบูมูซา ครั้งนี้ข้อเรียกร้องของท่านอะลี รอฎิฯ ได้รับการปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยอีกครั้งหนึ่ง

ความล้มเหลวของคณะทูตสองชุดข้างต้นเกิดจากการขาดการติดต่อกับประชาชน ทุกอย่างติดอยู่กับตัวอบูมูซาแต่เพียงผู้เดียว อบูมูซาถือสิทธิในการพูดแทนประชาชนทั้งหมด ในขณะนั้นท่านอะลี รอฎิฯ ได้รับคำแนะนำให้พยายามหาทางติดต่อกับชาวกูฟะฮฺเองโดยตรง ท่านอะลี รอฎิฯ จึงตัดสินใจส่งบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้าไปเคลื่อนไหวในหมู่ชาวกูฟะฮฺ โดยที่ในหมู่คนเหล่านี้บางคนเป็นชาวกูฟะฮฺ หรือบางคนมีอำนาจอิทธิพลต่อชาวกูฟะฮฺเองเป็นทุนเดิม คณะบุคคลชุดนี้มีท่านหะซัน รอฎิฯ บุตรของท่านอะลี รอฎิฯ เป็นผู้นำ

ท่านอะลี รอฎิฯ ยังกำชับกับท่านหะซันว่า ถ้าสถานการณ์ภายในเมืองกูฟะฮฺเอื้ออำนวย ให้ฉวยโอกาสปลดอบูมูซาออกจากตำแหน่งเสีย เพราะหากปล่อยให้อบูมูซารั้งอยู่ในตำแหน่งต่อไป ภารกิจการรวบรวมกำลังพลภายในเมืองกูฟะฮฺคงจะสำเร็จได้ยาก

ยุทธวิธีที่คนกลุ่มนี้นำไปใช้เกลี้ยกล่อมชักชวนประชาชน ก็คือการตอกย้ำในประเด็นที่ว่า ชาวกูฟะฮฺส่วนใหญ่เคยเข้าร่วมในการกบฏต่อท่านอุษมาน รอฎิฯ ดังนั้นเสียงเรียกร้องให้มีการชำระหนี้โลหิตของท่านอุษมาน รอฎิฯ จึงหมายถึงการสังหารหมู่ชาวกูฟะฮฺนั่นเอง เพราะฉะนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนชาวกูฟะฮฺควรจะคำนึงถึงประโยชน์ของตัวเอง โดยการเข้าข้างท่านอะลี รอฎิฯ ทำการต่อสู้กับพวกที่เรียกร้องให้มีการชำระหนี้เลือดดังกล่าว ยุทธวิธีนี้ได้ผล และชาวกูฟะฮฺส่วนใหญ่ตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพของท่านอะลี รอฎิฯ

หลังจากเคลื่อนไหวในหมู่ประชาชนและได้ผู้สนับสนุนจำนวนมากมายแล้ว ในช่วงเวลาละหมาดวันศุกร์วันหนึ่ง ท่านหะซัน รอฎิฯ ก็มาถึงเมืองกูฟะฮฺ ท่านตรงไปยังมัสญิดใหญ่ภายในเมือง กลไกเคลื่อนไหวของท่านได้นำชาวเมืองที่ยอมให้การสนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ มาคอยต้อนรับอยู่ภายในมัสญิดเป็นจำนวนมาก อบูมูซา อัชอารีก็อยู่คอยให้การต้อนรับท่านหะซันด้วย ในวันนั้น ท่านหะซันได้กล่าวปราศรัยต่อประชาชน ท่านนำความปรารถนาดีของท่านอะลี รอฎิฯ มาแจ้งให้ประชาชนทราบ และได้กำชับให้ประชาชนช่วยกันเสริมกำลังของท่านอะลี รอฎิฯ ให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อจะได้ต่อสู้กับบุคคลที่หวังจะสร้างรอยร้าวให้เกิดขึ้นในหมู่มุสลิม

ในขณะนั้นได้มีชาวกูฟะฮฺบางคนร้องตะโกนสนับสนุนท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ชายคนหนึ่งชื่อ เซฺด บิน เซี๊ยะฮฺวาน ชาวกูฟะฮฺผู้มีชื่อเสียงยืนขึ้นกล่าวว่า ตนเองได้รับหนังสือฉบับหนึ่งจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ แนะนำให้ชาวกูฟะฮฺเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน และไม่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสู้รบ ท่านหะซัน รอฎิฯ แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การนำทัพของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ว่าไม่สมควรเพราะนางมีฐานะเป็นผู้หญิงซึ่งควรจะอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนมากกว่า ต่อมาอบูมูซา อัชอารียืนขึ้นแสดงความคิดเห็นว่า ในสถานการณ์ที่มุสลิมสองฝ่ายทะเลาะกัน หนทางที่ดีที่สุดของชาวกูฟะฮฺได้แก่การรักษาความเป็นกลางเอาไว้

หลังจากนั้นจึงมีการสนทนาตอบโต้กันระหว่างท่านหะซัน รอฎิฯ กับอบูมูซาอย่างยืดยาว ท่านหะซันพยายามพูดต้อนให้อบูมูซาดิ้นไม่หลุดจากประเด็นหน้าที่ของ "ผู้ตาม" ที่ต้องยอมรับคำบัญชาและอำนาจอันชอบธรรมของ "ผู้นำ" ซึ่งอบูมูซาเองก็ได้บัยอะฮฺแสดงการยอมสวามิภักดิ์แล้ว ในตอนสุดท้ายท่านหะซัน รอฎิฯ กล่าวว่า "เคาะลีฟะฮฺของท่านขอให้ท่านช่วยเหลือเขาในการต่อสู้กับบรรดาศัตรูของเขา แต่ศัตรูของเขากลับขอให้ชาวกูฟะฮฺเก็บตัวอยู่ภายในบ้าน และมิให้เข้ามาพัวพันกับสงคราม นี่ย่อมหมายความว่า โดยการกระทำของท่าน ท่านกำลังช่วยเหลือศัตรูของเคาะลีฟะฮฺ ถึงแม้ท่านจะให้สัตยาบันยอมรับเขา และได้ตำแหน่งนี้มาเพราะเขาก็ตาม นี่คือการกบฏชัดๆ" พอถึงตรงนี้ อบูมูซาโต้เถียงไม่ได้อีกต่อไป

และแล้ว ผู้สนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ ได้โห่ร้องขึ้นว่า "ขอให้ข้าหลวงพินาศลง เขาคือผู้ทรยศ" อย่างไรก็ตาม มีบางคนร้องตะโกนสนับสนุนอบูมูซาสวนกลับไป มีการโต้เถียงและทะเลาะกันอย่างรุนแรง จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ตะลุมบอนกัน ความรุนแรงขยายตัวออกไปภายนอกมัสญิด อัชตารฺนำกำลังกองหนึ่งเข้ายึดทรัพย์สินของอบูมูซา และยึดบัยตุ้ลมาลของเมืองบัสเราะฮฺเอาไว้ อบูมูซาหลบหนีไปยังเมืองมักกะฮฺ อาศัยอำนาจที่ท่านอะลี รอฎิฯ มอบหมายให้ ท่านหะซัน รอฎิฯ จึงแต่งตั้งให้ กอรฺดะฮฺ บิน กะอับ เป็นข้าหลวงคนใหม่ของเมืองกูฟะฮฺ

หลังจากจัดตั้งหน่วยปกครองของท่านอะลี รอฎิฯ ในเขตเมืองกูฟะฮฺเรียบร้อยแล้ว ท่านหะซัน รอฎิฯ ได้กล่าวปราศรัยต่อประชาชน ท่านแจ้งให้ชาวกูฟะฮฺทราบว่า ท่านเคาะลีฟะฮฺต้องการที่จะย้ายเมืองหลวงจากมะดีนะฮฺมาสู่กูฟะฮฺ ท่านยังได้เตือนให้ชาวกูฟะฮฺระวังพวกที่เรียกร้องให้มีการชำระหนี้โลหิตของท่านอุษมาน รอฎิฯ โดยท่านกล่าวว่า "จงระวังพวกกบฏที่แสร้งจับอาวุธขึ้นเพื่อจะชำระหนี้โลหิตของท่านอุษมาน โอ้ประชาชนกูฟะฮฺ! การล้างหนี้เลือดของท่านอุษมานนั้นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อจะปลดท่านเคาะลีฟะฮฺอะลีออกจากตำแหน่ง" พร้อมกับได้เรียกร้องให้พวกเขาสนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ

หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ท่านหะซัน รอฎิฯ สามารถระดมพลได้สูงถึงหนึ่งหมื่นคน ท่านนำกองกำลังดังกล่าวเคลื่อนไปยังชุมทางอัร-รอบดะฮฺ เพื่อสมทบกับท่านอะลี รอฎิฯ ท่านอะลีให้การต้อนรับกองทหารจากกูฟะฮฺด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ในคำปราศรัยของท่านที่กล่าวกับทหารใหม่จากกูฟะฮฺ ท่านได้แถลงให้เห็นว่าท่านปรารถนาที่จะให้เกิดสันติภาพมากกว่าสงคราม ตอนหนึ่งท่านพูดว่า "น่าเสียดายที่พี่น้องของเราบางคนได้เลือกที่จะเดินสู่หนทางที่ผิด และเพาะความบาดหมางขึ้นในประชาคมฉันแสวงหาความช่วยเหลือจากพวกท่านในการฟื้นฟูเอกภาพให้เกิดขึ้นในหมู่พี่น้องมุสลิม บรรดาคนที่แยกตัวออกไปจากพวกเรา พวกเขาเหล่านั้นขาดแนวทาง พวกเขาจึงหลงผิด และฉันต้องการให้พวกเขาได้เห็นแสงสว่างของเหตุผล ฉันไม่มีเจตนาที่จะนำพวกท่านไปสู่การรบที่กระหายเลือด พวกท่านคืออาสาสมัครแห่งสันติภาพ และพวกเราจะเคลื่อนไปสู่บัสเราะฮฺเพื่อรักษาสันติภาพเอาไว้" นอกจากนี้ ท่านอะลี รอฎิฯ ยังสำทับว่าภายหลังภารกิจที่บัสเราะฮฺเสร็จสิ้นแล้ว ท่านจะย้ายเมืองหลวงมายังกูฟะฮฺ

นอกจากชาวกูฟะฮฺจำนวนหนึ่งหมื่นคนแล้ว ในเวลาต่อมาได้มีพวกเบดูอินอีกหลายเผ่าเข้ามาร่วมในกองทัพของท่านอะลี รอฎิฯ ตามอย่างชาวกูฟะฮฺ ทำให้ในเวลานี้ ท่านอะลี รอฎิฯ มีกำลังทหารมากถึง 20,000 คน ทำให้ท่านเกิดความมั่นใจในปฏิบัติการณ์ครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่สู้ดีนักสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ชาวเบดูอินและชาวกูฟะฮฺที่อาสาสมัครเข้าร่วมรบกับท่านในครั้งนี้ส่วนใหญ่คือบุคคลที่เคยมีส่วนร่วมในการกบฏต่อท่านอุษมาน รอฎิฯ เพราะเหตุนี้พวกเขาจึงแสดงการสนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ อย่างแรงกล้า ประกอบกับท่านอะลี รอฎิฯ ตกอยู่ในภาวะที่ต้องการพันธมิตรเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงไม่สามารถทำให้บุคคลที่อาสาสมัครเข้ามาสนับสนุนแนวทางของท่านต้องหมางเมินออกไป ขณะที่ท่านอะลี รอฎิฯ ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ ท่านมีความรู้สึกว่า ประชาชนที่เป็นกบฏต่อท่านภายหลังบัยอะฮฺต่อท่านแล้ว คนเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสภาพการณ์ที่น่าพะอืดพะอมอะไรเช่นนี้ ถ้าบุคคลเหล่านี้ให้ความร่วมมือกับท่านภายหลังจากท่านดูแลการปกครองบ้านเมืองจนเป็นปึกแผ่นได้แล้ว ท่านจึงจะสามารถดำเนินการลงโทษบรรดาบุคคลที่มีส่วนร่วมในการกบฏต่อท่านอุษมาน รอฎิฯ ถ้าพวกกบฏมีความจริงใจในข้อเรียกร้องให้มีการชำระหนี้โลหิตของท่านอุษมาน รอฎิฯ จริง พวกเขาจำเป็นจะต้องช่วยเสริมอำนาจของท่านอะลีให้แข็งแกร่งขึ้นเสียก่อน แต่โดยการเป็นกบฏต่อท่าน พวกเขาได้ทำลายจุดมุ่งหมายที่พวกเขาปรารถนาจะให้สัมฤทธิ์ผลไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับความคิดความรู้สึกท่านอะลี รอฎิฯ แล้ว เสียงเรียกร้องให้มีการชำระหนี้โลหิตของท่านอุษมาน รอฎิฯ นั้น ความจริงเป็นเพียงข้ออ้างประการหนึ่งเท่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาคือการยึดอำนาจ โดยส่วนตัวของท่านอะลี รอฎิฯ เองท่านไม่เคยกระหายใคร่ได้เป็นเคาะลีฟะฮฺเลย แต่บัดนี้ท่านได้รับเลือกให้เป็นเคาะลีฟะฮฺแล้ว ท่านจึงมีหน้าที่ต้องดูแลมิให้นักฉวยโอกาสทั้งหลายนำเอาหน้าที่การเป็นเคาะลีฟะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านไปเป็นเครื่องเล่น

ขณะเดียวกัน ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านต้องเป็นกังวลอย่างมาก นั่นก็คือว่า ในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านจำเป็นจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงการหลั่งเลือดใดๆ ในหมู่พี่น้องมุสลิม ด้วยเหตุนี้ท่านจึงตกลงใจว่า ถึงแม้ท่านจะเคลื่อนกองทัพอันเกรียงไกรไปยังบัสเราะฮฺ ท่านจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงสงครามให้ได้ ส่วนความเข้มแข็งของกองทัพของท่านนั้นจะใช้ไปเพื่อเป็นเครื่องหยุดยั้งการกระทำแบบหุนหันพลันแล่นของฝ่ายปรปักษ์ หลังจากไตร่ตรองถึงเหตุผลสนับสนุนและเหตุผลแย้งอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ท่านอะลี รอฎิฯ จึงตัดสินใจเคลื่อนทัพออกจากอัรฺ-รอบดะฮฺไปยังกูฟะฮฺพร้อมกับไพร่พลจำนวนสองหมื่นคน

ในระหว่างทาง อาหรับเผ่ารอบีอะฮฺและอับดุลกฺอยสฺซึ่งแต่เดิมเคยสนับสนุนฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ได้แปรพักตรมาเข้าร่วมกับท่านอะลี รอฎิฯ ครั้นถึงบัสเราะฮฺ กองทัพของท่านอะลี รอฎิฯ ก็ตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ชาวบัสเราะฮฺฝ่ายสนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งเคยทิ้งเมืองออกไปเพราะพ่ายแพ้ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ได้พากันกลับเข้ามาสมทบกับกองทัพของท่านอะลี รอฎิฯ ท่านอะลีสั่งให้คนของท่านตั้งมั่นอยู่ในความสงบ จะไม่มีการทำสงคราม จนกว่าการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจะใช้ไม่ได้ผลแล้วเท่านั้น

สงครามญะมาล(อูฐ)

ถึงแม้ท่านอะลี รอฎิฯ จะยกกองทัพอันเกรียงไกรมายังเมืองบัสเราะฮฺแต่ท่านอะลี รอฎิฯ มิได้นิยมชมชอบการหลั่งเลือดในหมู่พี่น้องมุสลิมแม้แต่น้อย ท่านมีความรู้สึกว่าบรรดาบุคคลที่ขัดขืนอำนาจของท่านนั้นล้วนกระทำไปเพราะความเข้าใจผิดบางอย่าง ดังนั้น ท่านจึงส่งคณะทูตชุดหนึ่งให้ไปเจรจาสันติภาพกับฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ ตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ โดยให้เกฺาะอฺกอฮฺเป็นผู้นำ เกฺาะอฺกอฮฺผู้นี้เป็นหนึ่งในผู้นำของชาวกูฟะฮฺ เป็นนักรบที่มีชื่อเสียงในการทำสงครามกับเปอร์เซียในสมัยของเคาะลีฟะฮฺอบูบักรและอุมัร รอฎิฯ ท่านอะลี รอฎิฯ สั่งห้ามมิให้คณะทูตชุดนี้แสดงท่าทีข่มขู่วางก้ามเอากับฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ท่านยังกำชับให้พวกเขาแสดงความเคารพต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ให้เหมาะสมกับการเป็นมารดาของปวงผู้ศรัทธา

เกาะอฺกอฮฺและคณะทูตได้รับการต้อนรับจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ เป็นอย่างดี เมื่อเกาะอฺกอฮฺอ่านสารแห่งความปรารถนาดีของท่านอะลี รอฎิฯ แล้ว ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ได้กล่าวว่า นางเองก็มีความยินดี ถ้าความเข้าใจผิดทั้งมวลจะได้รับการขจัดปัดเป่าและจะมีการฟื้นฟูเอกภาพของมุสลิมกันอีกครั้งหนึ่ง เกฺาะอฺกอฮฺสอบถามท่านหญิงว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไรถึงได้ออกมากับกองทัพในครั้งนี้ ท่านหญิงอธิบายว่า เพราะต้องการชำระหนี้เลือดของท่านอุษมาน รอฎิฯ และเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนแนวทางของอิสลาม

หลังจากนั้น เกฺาะฮฺกอฮฺพยายามชี้ให้เห็นว่าในขณะที่รัฐบาลของท่านอะลี รอฎิฯ ยังไม่เป็นปึกแผ่น การจัดการกับบรรดาบุคคลที่มีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ ยังไม่อาจทำได้ เพราะพวกนั้นมีเป็นจำนวนมากและยังมีอำนาจอิทธิพลอย่างมากมาย ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ เองก็ไม่ควรท้าทายอำนาจปกครองอันชอบธรรมของท่านอะลี รอฎิฯ จริงอยู่การเรียกร้องให้มีการชำระหนี้เลือดเป็นสิ่งถูกต้อง แต่เมื่อมีการท้าทายต่ออำนาจท่านอะลี รอฎิฯ จึงต้องเข้าจัดการกับฝ่ายที่ท้าทายอำนาจของท่านก่อนเป็นธรรมดา โอกาสในการชำระหนี้เลือดจึงหมดไปอย่างน่าเสียดาย เกฺาะอฺกอฮฺวิเคราะห์ว่า หากฝ่ายท่านหญิงและพรรคพวกจะจับมือกับท่านอะลี รอฎิฯ และช่วยกันเสริมอำนาจการปกครองของท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็นปึกแผ่นเสียก่อนแล้ว การชำระหนี้เลือดจึงจะเป็นไปได้ภายในขอบเขตของกฎหมายอิสลาม ในภาวะที่ท่านอะลี รอฎิฯ ถูกฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ทอดทิ้งจนขาดกำลังสนับสนุน จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ท่านอะลี รอฎิฯ จะพยายามหากำลังสนับสนุนจากแหล่งอื่นๆ ตรงจุดนี้เองที่บรรดาบุคคลที่เคยก่อการกบฏต่อท่านอุษมาน รอฎิฯ ได้ก้าวเข้ามาสนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ

การวิเคราะห์สถานการณ์ของเกฺาะอฺกอฮฺเป็นที่ยอมรับของฝ่ายท่านหญิงอาอิชะ รอฎิฯ นางจึงตัดสินใจที่จะยุติศึกในครั้งนี้ ฝ่ายเกฺาะอฺกอฮฺได้กลับไปรายงานให้ท่านอะลี รอฎิฯ ทราบถึงการตัดสินใจของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ซึ่งท่านอะลี รอฎิฯ ก็รับทราบด้วยความยินดี

กองทัพทั้งสองตั้งค่ายประจันหน้ากันอยู่ที่ "วาดีอุสสะบะฮฺ" (หุบเขาราชสีห์) ใกล้กับหมู่บ้านคุรอยบะฮฺนอกเมืองบัสเราะฮฺ มีการตกลงในเบื้องต้นว่า เมื่อกองทัพทั้งสองชุมนุมอยู่ในหุบเขาในวันรุ่งขึ้นแล้ว จะมีการเจรจาทำข้อตกลงสันติภาพและให้มีการประกาศสันติภาพร่วมกัน

ในวันรุ่งขึ้น เมื่อกองทัพทั้งสองมาชุมนุมกันแล้ว ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ใช้ให้ชายคนหนึ่งทูลอัล-กุรฺอานเอาไว้บนศีรษะเดินอยู่ตรงศูนย์กลางกองทัพของท่าน เพื่อเป็นสื่อความหมายว่า ฝ่ายของท่านอะลี รอฎิฯ ได้ตัดสินใจที่จะยุติข้อขัดแย้งอย่างสันติตามแนวทางของอัล-กุรฺอานเป็นหลัก

ท่านอะลี รอฎิฯ ควบม้าออกไปยังศูนย์กลางหุบเขา แล้วร้องเรียกท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺให้ก้าวเขามาหาท่าน เมื่อบุคคลทั้งสองเดินเข้ามาหาท่านแล้ว ท่านสอบถามพวกเขาว่าทำไมถึงเป็นกบฏต่ออำนาจการปกครองของท่าน ในเมื่อเขาทั้งสองได้บัยอะฮฺต่อท่านแล้ว คนทั้งสองตอบว่าพวกเขาจำต้องบัยอะฮฺเพราะถูกข่มขู่บังคับ ดังนั้นจึงไม่ควรมีผลในทางผูกมัดต่อพวกเขา ท่านอะลี รอฎิฯ ถามว่า จริงๆ แล้วพวกเขาต้องการอะไรกันแน่ พวกเขาตอบว่า พวกเขาต้องการให้มีการทำ "เกฺาะศอซ" กับพวกที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ ท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวว่า จะพิจารณาดำเนินการเรื่องนี้ได้ในภาวะสันติเท่านั้น บุคคลทั้งสองกล่าวว่า ถ้าท่านอะลี รอฎิฯ พร้อมที่จะทำ ”เกฺาะศอซ" กับพวกที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ แล้ว พวกเขาก็พร้อมที่จะสร้างสันติ และยอมรับว่าท่านอะลี รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวว่าท่านจะพิจารณาข้อเรียกร้องของพวกเขาอย่างดีที่สุด

ท่านอะลี รอฎิฯ หันมากล่าวกับซุเบรฺ รอฎิฯ ว่า "ท่านลืมแล้วหรือว่าท่านเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน เป็นลูกชายป้า(พี่สาวของบิดา)ของฉัน ท่านยังจำได้ไหม เมื่อเวลาที่เรานั่งอยู่กับท่านศาสดา ศ็อลฯ ครั้งหนึ่งท่านศาสดา ศ็อลฯ ชมเชยฉันให้ท่านฟัง ในตอนนั้นท่านศาสดา ศ็อลฯ ได้ทำนายเอาไว้ฉันจะได้รับอันตรายจากน้ำมือของท่าน และท่านเองได้อาสาว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของฉันและจะไม่ทอดทิ้งฉัน" คำพูดเหล่านี้ทำให้ซุเบรฺถึงกับสะดุ้ง เขากล่าวว่า "อะลีท่านพูดความจริง ฉันลืมการสนทนากับท่านศาสดา ศ็อลฯ ครั้งนั้นไปแล้วจริงๆ มาบัดนี้ท่านได้เตือนสติฉันเกี่ยวกับเรื่องที่ฉันจะไม่ทำลายผลประโยชน์ของท่าน และฉันพร้อมที่จะสร้างสันติกับท่าน"

การประชุมร่วมของทั้งสองฝ่ายจบลงในบรรยากาศของไมตรีจิต ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นที่กระจ่างออกมา ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ก็เข้าใจดีว่าท่านอะลี รอฎิฯ มิได้คัดค้านการลงโทษอาชญากรที่สังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ แต่อย่างใด ส่วนท่านอะลี รอฎิฯ ก็ประเมินได้ว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ต่างก็มิได้มีความทะเยอทะยานส่วนตัวแต่ประการใด สันติภาพได้เข้ามาเยือน และต่างฝ่ายก็ถอยกลับไปยังค่ายของตนพักผ่อนอย่างสุขสงบ ทุกคนคาดหวังว่าข้อตกลงสันติภาพที่กระทำกันขึ้นจะมีผลบังคับใช้ในวันรุ่งขึ้น แต่ .....

อาชญากรยอมให้สันติภาพเกิดขึ้นไม่ได้

ในยามที่ทหารของทั้งสองฝ่ายพักผ่อนอย่างเป็นสุข พวกที่กระวนกระวายมากที่สุดเห็นจะได้แก่บรรดาผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ ซึ่งเป็นชาวกูฟะฮฺอยู่ในกองทัพของท่านอะลี รอฎิฯ ประมาณ 2,000 - 3,000 คน พวกเหล่านี้ตระหนักดีว่า เมื่อมีการทำข้อตกลงสันติภาพในรายละเอียดกันแล้ว เงื่อนไขคงจะเป็นไปในทำนองว่า ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ได้ยอมรับการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี รอฎิฯ และท่านอะลี รอฎิฯ ก็จะนำหลัก "เกฺาะศอซ" มาใช้กับบรรดาผู้มีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเหล่านั้นในบัสเราะฮฺ ผู้นำคนเหล่านี้ประชุมลับกันเพื่อหาทางเอาตัวรอด ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าพวกเขาจะเสี้ยมให้ทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกันให้ได้ มิเช่นนั้นแล้ว ข้อตกลงที่มีผลบังคับจะทำให้พวกเขาเดือดร้อน

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น อาชญากรเหล่านี้ได้บุกเข้าโจมตีกองทัพของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ เมื่อท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ทราบเรื่องจึงได้สั่งให้โต้ตอบ บุคคลทั้งสองคิดว่าท่านอะลี รอฎิฯ ไม่ต้องการให้มีการบังคับใช้ตามเงื่อนไขในข้อตกลง จึงละเมิดข้อตกลงก่อน เมื่อเห็นปลาติดเบ็ดแล้วพวกอาชญากรก็ทำให้ท่านอะลี รอฎิฯ หลงเชื่อว่าฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ไม่จริงจังกับข้อเสนอเพื่อสร้างสันติภาพ ท่านจึงสั่งการให้ทหารของท่านตีโต้กลับไป

การตะลุมบอนแลกกันด้วยชีวิตและความตายระหว่างทหารของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นเสียด้วยซ้ำไป นี่คือฉากอันน่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง พี่น้องมุสลิมสองฝ่าย ต่างมีแนวทางเป็นของตัวเอง ต้องมาห้ำหั่นกันเองให้เลือดนองแผ่นดิน จนดูเหมือนว่าคำสอนต่างๆ ของอิสลามถูกหลงลืมไป เลยทำให้คนเหล่านี้ต้องหันไปใช้วิธีการปฏิบัติในการยุติข้อขัดแย้งด้วยการใช้ดาบเข้าตัดสิน ซึ่งเป็นทางปฏิบัติในยุคก่อนอิสลาม ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายโถมเข้าหากันนั้น เสียงที่เกิดขึ้นดังกึกก้องราวกับเสียงของฟ้าร้องก็ว่าได้ กองกำลังของทั้งสองฝ่ายฟาดฟันกันอย่างดุดันราวกับราชสีห์ และชีวิตของทั้งสองฝ่ายดับล่วงลงเหมือนกับใบไม้

ท่านตอลหะฮฺ รอฎิฯ ทำการรบอย่างห้าวหาญ ท่านฆ่านักรบของท่านอะลี รอฎิฯ ตายไปอย่างมากมาย แต่ในที่สุดท่านต้องได้รับบาดเจ็บปางตายเพราะถูกธนูเข้าไปหลายดอก ร่างอันไร้สติของท่านถูกหามเข้าไปยังบ้านหลังหนึ่งในเมืองบัสเราะฮฺ และท่านได้สิ้นชีวิตในเวลาต่อมา ในช่วงเวลาเที่ยง ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ตกอยู่ในสภาพเพี่ยงพล้ำ ตามรายงานกล่าวว่า ท่านซุเบรฺ รอฎิฯ หนีออกจากสนามรบและเดินทางไปตามเส้นทางสู่มักกะฮฺ ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ครั้นรับทราบสภาพของการรบแล้ว นางจึงขึ้นนั่งในแคร่บนหลังอูฐออกสู่สนามรบ แล้วเรียกร้องให้ยุติการต่อสู้กัน นอกจากนี้ นางยังใช้ให้กะอับ บิน ซุรฺ กอฎีย์ของเมืองบัสเราะฮฺทูนอัล-กุรฺอานเอาไว้บนศีรษะเดินอยู่กลางสนามรบ กะอับได้เรียกร้องให้ทหารของท่านอะลี รอฎิฯ ยุติการสู้รบในนามของพระเจ้า ทหารของท่านอะลี รอฎิฯ บางคนรู้จักกะอับว่าเป็นคนดีเช่นไร พวกเขาจึงโอนเอียงไปตามคำเรียกร้องของกะอับ และมีทีท่าว่าจะปฎิบัติตาม พวกอาชญากรที่เคยมีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ พอเห็นกะอับก็ตะโกนบอกกันว่า "เจ้านั่นคือคนที่รายงานว่าตอลหะฮฺและซุเบรฺไม่ได้บัยอะฮฺต่อท่านอะลีด้วยความสมัครใจฆ่ามันซะ" แล้วพวกนั้นก็สาดธนูเข้าใส่กะอับดุจห่าฝน กะอับล้มตายในทันใด ฝ่ายทหารของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ก็ยิงธนูเข้าใส่พวกอาชญากรเหล่านั้นบ้าง ความบ้าคลั่งของเหล่านักรบดูเหมือนจะไร้ขอบเขต การสังหารผลาญชีวิตที่น่าสะพึงกลัวยังคงดำเนินอยู่ต่อไป บนพื้นเกลื่อนไปด้วยคนตายและซากศพนอนทับถมเป็นกองสูง

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ที่นั่งอยู่บนแคร่หลังอูฐ ต้องตกเป็นเป้าการโจมตีของทหารฝ่ายท่านอะลี รอฎิฯ ผู้ติดตามท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ก็คอยเฝ้าระวังอยู่รอบอูฐ เพื่อกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาทำร้ายนาง คนที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่ถือบังเหียนอูฐ ยามใดที่ทหารท่านอะลีพยายามเข้าโจมตีอูฐ คนถือบังเหียนจะฟาดฟันคนผู้นั้นอย่างถวายชีวิต การสู้รบตรงจุดนี้เป็นไปอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียกำลังคนไปเป็นจำนวนมาก เฉพาะคนถือบังเหียนอูฐของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ อย่างเดียว มีศีรษะมากกว่า 24 ศีรษะต้องหลุดกระเด็นไปเพื่อรักษาตำแหน่งสำคัญนั้นเอาไว้ให้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียในส่วนของนักรบของท่านอะลี รอฎิฯ ที่พยายามพุ่งเข้าโจมตีอูฐกลับมีมากกว่า ท่านอะลี รอฎิฯ มีความรู้สึกว่า ตราบใดที่อูฐของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ยังไม่ล้มลง การสู้รบคงจะดำเนินต่อไป ดังนั้นเพื่อที่จะยุติการสู้รบให้ได้ ท่านอะลี รอฎิฯ จึงสั่งให้คนของตนดอดเข้าไปตัดขาอูฐทางด้านหลัง ขณะที่อูฐของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ล้มลงตาย เสียงหวีดร้องที่ดังขึ้นต้องทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งหลายถึงกับสั่นสะท้านเป็นอย่างยิ่ง ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ถึงกับรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะแคร่อูฐที่นางนั่งมาปรุและพรุนไปด้วยลูกธนู นางได้รับการพยุงขึ้นจากแคร่ และพาไปอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในเมืองบัสเราะฮฺ

กรุณาอ่านต่อเรื่อง สงครามภายหลังการฆาตกรรมท่านอุษมาน ตอนที่ 3

Source :

1. Prof. Masudul Hasan, Hadrat Ali (r.a.), Islamic Publications (Pvt.) Ltd., 1988, pp 165-237

2. Allama Saiyid Sulaiman Nadvi, Hazrat Ayesha Siddiqa : Her Life & Works, Islamic Book Publishers, 1982, pp. 36-45

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา