เมนูของเรา

ความขัดแย้ง : สงครามภายหลังการฆาตกรรมท่านอุษมาน ตอนที่ 3

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 24/5/2007 21:52:45 (4333 ครั้งที่อ่าน)
ความขัดแย้ง

การจัดการภายหลังสงครามอูฐ

เมื่ออูฐของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ล้มลง ชัยชนะจึงเป็นของท่านอะลี รอฎิฯในที่สุด สงครามครั้งนี้รู้จักกันในนามของสงครามญะมาล หรือสงครามอูฐ เพราะอูฐของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ กลายเป็นเป้าในการโจมตีอย่างดุเดือด สงครามครั้งนี้นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมากมายแก่ทั้งสองฝ่ายประมาณได้ว่ามีคนมากกว่า 10,000 คนต้องสังเวยชีพให้กับสงคราม ในบรรดาบุคคลที่สิ้นชีวิตในสงคราม มีเศาะหาบะฮฺคนสำคัญๆ ของท่านศาสดา ศ็อลฯ อยู่เป็นจำนวนมาก คนเหล่านี้ล้วนเคยร่วมรบกับท่านศาสดา ศ็อลฯ และกับเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม (คือท่านอบูบักร อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ) มาแล้วทั้งสิ้น

ท่านตอลหะฮฺ รอฎิฯ ตายเพราะบาดแผลที่ได้รับในสงคราม สำหรับท่านซุเบรฺ รอฎิฯ ได้หนีออกจากการสู้รบ และเดินทางไปยังมักกะฮฺ เมื่อออกจากบัสเราะฮฺไปได้ระยะหนึ่ง ท่านได้พบกับอาหรับเผ่าบนู กฺอยสฺซึ่งแปรพักตร์ไปเข้าข้างท่านอะลี รอฎิฯ โดยบังเอิญ ณ สถานที่นี้ ซุเบรฺ รอฎิฯ หยุดพักเพื่อทำละหมาด ขณะที่ซุเบรฺกำลังสุญูดอยู่นั้น คนของอะหฺนาฟ บิน กฺอยสฺ หัวหน้าเผ่าบนู กฺอยสฺก็แอบเข้ามาตัดศีรษะของซุเบร รอฎิฯ ด้วยดาบ

อะหฺนาฟนำศีรษะของซุเบรฺ รอฎิฯ ไปเสนอท่านอะลี รอฎิฯ เพื่อหวังจะได้รับรางวัลจากการช่วยเด็ดศีรษะศัตรูของท่านอะลี รอฎิฯ เมื่อท่านอะลี รอฎิฯ เห็นศีรษะของลูกพี่ลูกน้องของตนเองเช่นนั้น ท่านถึงกับสะอื้นไห้ออกมา เมื่อหันไปมองอะหฺนาฟ ท่านก็กล่าวว่า "เจ้าได้กระทำสิ่งที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้ และแท้จริงสิ่งที่เจ้าจะได้รับนั้นคือไฟนรก" อะหฺนาฟประหลาดใจในคำพูดของท่านอะลี รอฎิฯ เป็นอย่างยิ่ง เขาพูดกับท่านอะลี รอฎิฯ ว่า "ท่านเป็นผู้ตัดสินมนุษย์ที่ชั่วร้าย ถ้ามีบางคนช่วยกำจัดศัตรูให้กับท่าน แต่ท่านกลับประกาศลงทัณฑ์เขาด้วยไฟนรกอย่างนั้นหรือ" ด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองอย่างสาหัสกับสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง อะหฺนาฟถึงกับกระชากดาบออกมา แล้วจ้วงแทงไปยังหน้าอกของตนเอง

หลังจากสงครามยุติลงแล้ว ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ไปตรวจสนามรบด้วยตัวของท่านเอง สิ่งที่พบเห็นก็คือซากศพและแขนขากระจุยกระจายเต็มไปหมด ที่ราบนอกเมืองบัสเราะฮฺยามนั้นเจิ่งนองไปด้วยโลหิตของพี่น้องมุสลิม ในท่ามกลางใบหน้าของผู้เสียชีวิต มีหลายต่อหลายคนที่ท่านอะลี รอฎิฯ คุ้นเคยเป็นอย่างดี ท่านอะลี รอฎิฯ โศกสลดเป็นยิ่งนัก ท่านรู้สึกว่า ถ้าผลของสงครามจะทำให้คนสำคัญๆ เช่นเหล่าเศาะหาบะฮฺต้องตายจากไปจำนวนมากแล้ว ท่านก็จะไม่ยอมทำสงครามอย่างแน่นอน มันเป็นภาพที่น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นมุสลิมฆ่ามุสลิมด้วยกัน สำหรับโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ไม่มีใครจะเศร้าโศกเสียใจมากไปกว่าท่านอะลี รอฎิฯ อีกแล้ว ท่านจัดการละหมาดและฝังศพให้กับทั้งสองฝ่าย ท่านสั่งระงับมิให้มีการเฉลิมฉลองรื่นเริงกับชัยชนะที่ได้รับมา ท่านสั่งให้มีการไว้อาลัยเป็นเวลาสามวันเพื่อระลึกถึงผู้ตาย และสามวันเหล่านี้คือวันเวลาที่ใช้ไปในการฝังศพทหารที่เสียชีวิตของทั้งสองฝ่าย

เคยมีคนสอบถามท่านอะลี รอฎิฯ ว่า ท่านถือว่าบุคคลที่ต่อต้านท่านและตายไปในสงครามครั้งนี้เป็นชะฮีด หรือผู้พลีชีพในอิสลามหรือไม่ คำตอบของท่านก็คือ ท่านถือว่ามุสลิมทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม พวกเขาล้วนตายในสภาพชะฮีด ไม่ว่าจะผิดหรือถูก พวกเขาล้วนมีความเชื่อมั่นว่าพวกเขากำลงต่อสู้ตามแนวทาง

ในหมู่ทหารของท่านอะลี รอฎิฯ มีบางคนต้องการให้นำตัวทหารของฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ที่รอดชีวิตมาได้แจกจ่ายเป็นทาสในระหว่างพวกตน ท่านอะลี รอฎิฯ ปฏิเสธในเรื่องนี้ โดยให้เหตุผลว่า ในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺของมุสลิม ท่านจะยอมปล่อยให้มีการนำตัวมุสลิมมาเป็นทาสในดินแดนซึ่งเป็น "ดารุสสลาม" ไม่ได้เป็นอันขาด เมื่อนำผู้แพ้มาเป็นทาสไม่ได้ พวกเหล่านั้นเลยขออนุญาตเข้าปล้นทรัพย์สินของพวกที่แพ้สงคราม ท่านอะลี รอฎิฯ ปฏิเสธเรื่องนี้อีกเช่นกัน ท่านยืนยันว่าให้ยึดและนำมาแจกจ่ายได้เฉพาะบรรดาอาวุธและยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาใช้ในสนามรบเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้อิสลามอนุญาตให้ยึดได้ในฐานะที่เป็นทรัพย์สงคราม(ฆอนิมะฮฺ) ส่วนสิ่งที่อยู่ในบ้านของประชาชนย่อมเป็นของประชาชน ท่านห้ามไม่ให้ทหารของท่านไปยื้อแย่งของเหล่านั้นจากประชาชน

ภายหลังจัดการฝังศพให้กับทหารที่เสียชีวิตเสร็จสิ้นแล้ว ท่านอะลี รอฎิฯ จึงเข้าไปในเมืองบัสเราะฮฺ และยึดครองบัสเราะฮฺอย่างเป็นทางการ ท่านจัดการทางด้านการบริหารปกครองบางอย่างที่จำเป็น มีการประกาศนิรโทษกรรมให้กับชาวบัสเราะฮฺ สำหรับชาวเมืองที่เคยต่อต้านท่านและได้หลบหนีไปอยู่กับอาหรับเผ่าต่างๆ ในทะเลทราย ท่านอะลี รอฎิฯ ให้ประกาศว่า พวกเขามีอิสระที่จะกลับมายังบ้านได้อย่างปลอดภัย โดยจะไม่มีการดำเนินการใดๆ สำหรับความผิดที่พวกเขาเคยกระทำไว้

สำหรับท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ท่านอะลี รอฎิฯ เคยพูดถึงนางต่อหน้าประชาชนบัสเราะฮฺที่ท่านเรียกให้มาชุมนุมอยู่ในมัสญิดหลักของเมืองว่า ตัวท่านเองมีความเคารพและนับถือนางเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างท่านกับนางมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้างในบางประเด็น แต่ก็ไม่น่าที่จะนำความแตกต่างอันน้อยนิดนั้นมาเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งที่ต้องใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันเลย ท่านวิจารณ์ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ว่า มิบังควรที่ผู้หญิงในระดับและสถานภาพเช่นนางจะจับอาวุธขึ้น ในเมื่อคำสอนของอิสลามกำหนดให้สตรีอยู่แต่ในบ้าน และท่านศาสดา ศ็อลฯ เองก็เคยตักเตือนบรรดาภรรยาของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้ว

ส่วนตัวท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ นั้น ความตึงเครียดจากสงคราม ความอับอายจากการพ่ายแพ้ ความล้มเหลวของภารกิจ และความตายของบรรดาผู้ที่นางรัก สิ่งเหล่านี้หนักหน่วงเกินกว่าผู้หญิงอย่างนางจะทนทานได้ ถึงแม้นางจะเป็นคนกล้าหาญ แต่นางต้องหลั่งน้ำตาทั้งวันทั้งคืนจนถึงกับล้มป่วยลงในที่สุด ในระหว่างนี้ ท่านอะลี รอฎิฯ มาเยี่ยมและปลอบใจนางอยู่บ่อยๆ ท่านยังได้ใช้คนมาดูแลนางเป็นอย่างดี และยังจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มาให้กับนางอีกด้วย อัชตารฺ ผู้นำของเหล่าอาชญากรที่เคยสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ ได้ซื้ออูฐราคาแพงที่สุดในเมืองบัสเราะฮฺได้มาตัวหนึ่ง เขาจัดการส่งไปให้ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ เพื่อแทนอูฐตัวเก่าที่ถูกฆ่าตายในสงคราม ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ไม่ยอมรับของขวัญดังกล่าว นางยังสาปแช่งอัชตารฺว่าเป็นปิศาจชั่ว เป็นคนที่ต้องรับผิดชอบต่อความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับอุมมะฮฺ เมื่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ฟื้นจากเจ็บป่วยแล้ว นางแสดงความประสงค์ที่จะเดินทางไปยังนครมะดีนะฮฺ ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ตระเตรียมการเดินทางให้กับนางอย่างรอบคอบ โดยให้มีสตรีกลุ่มหนึ่งจากเมืองบัสเราะฮฺเดินทางไปร่วมกับนาง นอกจากนี้ ท่านอะลี รอฎิฯ ยังใช้ให้มุฮัมมัด บิน อบีบักร น้องชายต่างมารดาของนางคุ้มกันไปด้วย ท่านอะลี รอฎิฯ ได้เดินทางไปส่งนางที่นอกเมืองบัสเราะฮฺด้วยตัวของท่านเอง ก่อนจากกัน ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ขอให้นางลืมและให้อภัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ได้กล่าวคำอำลาต่อท่านอะลี รอฎิฯ ด้วยไมตรีจิตด้วยเช่นกัน เธอประกาศว่าเธอไม่ได้มีความรู้สึกมุ่งร้ายต่อท่านอะลีแต่ประการใด (หนังสือประวัติศาสตร์ของเฏาะบะรีย์)

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ พำนักอยู่ในมักกะฮฺสองสามเดือน หลังจากนั้นจึงกลับมาปักหลักอยู่ในมะดีนะฮฺอย่างถาวร เธอเคยมีความรู้สึกเสียใจกับวิธีการที่เธอใช้ในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับท่านอุษมาน รอฎิฯ ซึ่งเธอเห็นว่าไม่เหมาะสม อิบน สะอฺด์บันทึกเอาไว้ว่า ท่านหญิงเคยกล่าวว่า "ฉันอยากให้ตัวฉันเองเป็นต้นไม้ ฉันอยากให้ตัวฉันเองเป็นก้อนหิน ฉันอยากให้ตัวฉันดับสูญไป" ท่านหญิงเคยอ่านอายะฮฺอัล-กุรฺอานที่มีใจความว่า "(โอ้ภรรยาของนบี)จงอยู่แต่ในบ้าน และจงอย่าปรากฏกายต่อสาธารณะ....." และร้องห่มร้องไห้อย่างมากมาย

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ไม่ได้มีความรู้สึกขุ่นแค้นท่านอะลีแต่อย่างใด แต่ความสัมพันธ์ที่กลับกลายมาเป็นสงครามนั้นเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างยืนหยัดในหลักการที่ตนเองมีอยู่ว่าถูกต้องแล้ว พวกลูกสมุนของอิบน สะบาอฺและผู้มีจิตใจชั่วร้ายหลายคนปั้นเรื่องราวต่างๆ ขึ้นเพื่อให้ร้ายเธอ แต่คำเล่าลือเหล่านั้นเป็นเรื่องไร้หลักฐานและไม่สามารถพิสูจน์ด้วยการพินิจพิเคราะห์อย่างมีใจเป็นธรรม อัมมารฺ บิน ยาซีน และอัชตารฺเคยมาพบท่านหญิง และขอสนทนากับเธอ ท่านหญิงพูดกับอัมมารฺว่า "โอ้อัมมารฺ! ท่านไม่รู้หรือว่าท่านนบี ศ็อลฯ เคยกล่าวว่า ห้ามไม่ให้หลั่งเลือดของผู้ศรัทธา(ท่านหญิงมุ่งที่จะพูดถึงการที่พวกเขายุยงให้มีการฆ่าท่านอุษมาน) นอกเสียจากว่าเขาจะกลายเป็นมุรฺตัด หรือเป็นฆาตกร หรือทำซินาอฺ" เจตนาจริงๆ ของท่านหญิงที่นำกองทัพออกมาไม่ใช่เพื่อหลั่งเลือดพี่น้องมุสลิมด้วยกันเองแต่อย่างใด

ท่านหญิงปฏิเสธข่าวลือที่พวกอิบนฺ สะบาอฺเผยแพร่ขึ้น ที่ว่าท่านนบี ศ็อลฯ ได้แต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ เป็นผู้สืบทอดอำนาจปกครองของท่าน ในยามที่ท่านล้มเจ็บก่อนวะฟาต นั่นก็เพราะว่าท่านนบี ศ็อลฯ ล้มเจ็บอยู่ในบ้านของเธอ และสิ้นลมหายใจบนหน้าตักของเธอ แล้วจะมีใครรู้ดีไปกว่าเธอว่าท่านนบี ศ็อลฯ พูดอะไรบ้าง และไม่ได้พูดอะไรบ้าง เธอเคยถูกบางคนถามถึงเรื่องคนที่ท่านนบี ศ็อลฯ รักมาก เธอตอบว่าในบรรดาผู้หญิงนั้น ฟาฏิมะฮฺเป็นผู้ที่ท่านนบี ศ็อลฯ รักมากที่สุด และในหมู่ผู้ชายนั้น อะลีเป็นที่รักของท่านนบี ศ็อลฯ มากที่สุด เธอพูดว่าอะลีเป็นหนึ่งในอะหฺลุลบัยตฺด้วย ในเวลาที่เธอได้ยินข่าวว่าท่านอะลี รอฎิฯ ถูกลอบสังหารในเมืองกูฟะฮฺ เธอกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ! ขอพระองค์ทรงเมตตาอะลีด้วย เมื่อมีสิ่งใดทำให้เขาพอใจ เขาเคยกล่าวว่า อัลลอฮฺและรสูลของพระองค์กล่าวไว้สมจริงแล้ว ประชาชนของอิรักแสดงท่าทีต่อต้านท่าน และทำให้สิ่งต่างๆ เลวร้าย" (หนังสือมุสนัดของอะหฺมัด, เล่ม 6, หน้า 86-87)

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบเสงี่ยม และมิได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองนับตั้งแต่นั้นมา นางมีความสุขใจอยู่กับการรายงานหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ การอุทิศชีวิตให้กับงานทางด้านวิชาการในแง่นี้ ทำให้นางได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นตำรับวิชาหะดีษด้วยคนหนึ่ง

ท่านอะลีได้อะไรจากชัยชนะในสงครามอูฐ

ชัยชนะในสงครามญะมัลของท่านอะลี รอฎิฯ ทำให้เกียรติศักดิ์ของท่านอะลี รอฎิฯ สูงส่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หัวเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่นซีเรียยังคงไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของท่านอะลี รอฎิฯ อยู่เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม จากชัยชนะเหนือบัสเราะฮฺครั้งนี้ ท่านอะลี รอฎิฯ คาดหวังว่าจะเป็นบันไดทอดไปสู่ชัยชนะเหนือกรุงดามัสกัส แต่ความจริงเหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ในระยะยาวแล้ว ชัยชนะครั้งนี้เป็นเพียงภาพที่เลือนลางเท่านั้น สงครามทำให้ผู้คนล้มหายตายจากมากมายเหลือเกิน เรียกได้ว่าเกือบทุกครอบครัวของทั้งสองฝ่ายมีคนเสียชีวิตหนึ่งคน หรือมากกว่าหนึ่งคนแทบทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าประชาชนจะบัยอะฮฺแสดงการยอมรับท่านอะลี รอฎิฯ แล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็หาได้มีความรู้สึกเป็นสุขไม่ ความไม่พอใจโดยทั่วๆ ไปยังคงคุกรุ่นอยู่ในจิตใจของประชาชน

ตามปกติแล้ว ชัยชนะเหนือบัสเราะฮฺครั้งนี้น่าจะช่วยเสริมตำแหน่งของท่านอะลี รอฎิฯ ให้เข้มแข็งขึ้น และข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามให้กลัวจนหงอ แต่จนแล้วจนรอด เหตุการณ์มิได้เป็นไปในทำนองนั้น ถ้ามีการรักษาข้อตกลงสันติภาพที่เมืองบัสเราะฮฺเอาไว้ได้ พร้อมกันนั้น ท่านตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ ก็ให้การยอมรับการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี รอฎิฯ ตำแหน่งของท่านอะลี รอฎิฯ ก็จะเข้มแข็งขึ้น ความตายของเศาะหาบะฮฺทั้งสองมีผลทำให้มุอาวิยะฮฺได้เปรียบมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าบุคคลทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ มุอาวิยะฮฺก็ต้องต่อสู้ช่วงชิงกับคู่แข่งถึงสามคนด้วยกัน คือท่านอะลี ตอลหะฮฺและซุเบรฺ รอฎิฯ แต่หลังสงครามบัสเราะฮฺแล้ว มุอาวิยะฮฺต่อสู้ช่วงชิงกับท่านอะลี รอฎิฯ เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เป็นประโยชน์ต่อมุอาวิยะฮฺเป็นอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ มุอาวิยะฮฺรู้สึกพอใจกับการต่อสู้ด้วยสงครามเย็น เขาไม่ยอมจับอาวุธขึ้นสู้โดยตรง เพราะหวั่นเกรงว่าการเป็นกบฏต่อเคาะลีฟะฮฺโดยเปิดเผยจะทำให้พี่น้องมุสลิมไม่สนับสนุน การสู้รบที่เมืองบัสเราะฮฺเปิดช่องทางให้มีการใช้อาวุธเพื่อตัดสินชี้ขาดปัญหาการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ทำให้มุอาวิยะฮฺนำมาใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนตนเองบ้าง กล่าวคือถ้าประชาชนบัสเราะฮฺสามารถต่อสู้กับท่านอะลี รอฎิฯ ได้ ประชาชนซีเรียย่อมจะสามารถทำได้เช่นกัน

ชัยชนะเหนือบัสเราะฮฺของท่านอะลี รอฎิฯ แทนที่จะทำให้อำนาจของท่านอะลี รอฎิฯ เพิ่มพูนขึ้น ในระยะยาวกลับเป็นต้นเหตุแห่งความอ่อนแอของท่าน ชาวกูฟะฮฺและบัสเราะฮฺที่เข้าร่วมรบในกองทัพของท่านส่วนใหญ่มีความหวังว่า จะสามารถกอบโกยทรัพย์สมบัติได้จากการปล้นสะดมภ์ประชาชนที่พ่ายแพ้สงคราม แต่เมื่อท่านอะลี รอฎิฯ สั่งห้ามไม่ให้มีการปล้นสะดมภ์ พวกเขาจึงเพาะความไม่พอใจเอาไว้ในใจ บรรดาคนที่มีส่วนร่วมในการสู้รบเริ่มจะมีความรู้สึกว่า พวกเขาไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลยจากการต่อสู้เพื่อท่านอะลี รอฎิฯ ความรู้สึกดังกล่าวทำให้ท่านอะลี รอฎิฯ พบกับความยุ่งยากในการจัดทัพไปสู้รบกับฝ่ายมุอาวิยะฮฺในเวลาต่อมา

แท้ที่จริงแล้ว สงครามที่เมืองบัสเราะฮฺครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะการเสี้ยมเขาโดยพวกอาชญากรที่มีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของท่านอะลี รอฎิฯ เป็นอย่างยิ่ง ชัยชนะที่ได้รับทำให้พวกอาชญากรมีอำนาจมากยิ่งขึ้น เรื่องนี้ทำให้ท่านอะลี รอฎิฯ ต้องอึกอักขวยเขินมากพอดู เพราะที่เมืองบัสเราะฮฺ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ได้จัดการประหารเหล่าอาชญากรจนไม่มีเหลือ เรื่องนี้มุอาวิยะฮฺและศัตรูรายอื่นๆ ของท่านอะลี รอฎิฯ ได้ยกขึ้นมาเป็นข้อพิสูจน์ว่า ท่านอะลีมีส่วนร่วมในการสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ เพราะท่านอะลี รอฎิฯ ไม่ได้ดำเนินการใดๆ กับพวกอาชญากรแถมยังปกป้องพวกเหล่านี้เสียด้วย

ขณะที่มีการเจรจาสันติภาพที่เมืองบัสเราะฮฺก่อนสงครามจะอุบัติขึ้น ในเวลานั้นท่านอะลี รอฎิฯ เองก็มีความคิดที่จะจัดการกับเหล่าอาชญากรเหมือนดังที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ ได้ดำเนินการกับพวกอาชญากรในเมืองบัสเราะฮฺ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ทำให้สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับท่านอะลี รอฎิฯ ความจริงคนเหล่านี้มีลักษณะกบฏเป็นสันดาน พวกเขาทำให้ท่านอะลี รอฎิฯ ต้องปวดหัวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อครั้งท่านอะลี รอฎิฯ แต่งตั้งอับดุลลอฮฺ บิน อับบาส ลูกพี่ลูกน้องของท่านเป็นข้าหลวงประจำบัสเราะฮฺ พวกอาชญากรเหล่านี้บังอาจติเตียนการแต่งตั้งดังกล่าวโดยไม่หวั่นเกรงสิ่งใด พวกเขาตำหนิว่า “ถ้าเคาะลีฟะฮฺต้องมาแต่งตั้งญาติพี่น้องของตนไปเป็นข้าหลวง แล้วเช่นนั้นทำไมเราต้องฆ่าอุษมานด้วย" ครั้นเวลาผ่านไป วิกฤติการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้น พวกอาชญากรเหล่านี้ได้สั่งสมอำนาจและความสำคัญมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ท่านอะลี รอฎิฯ ทั้งๆ ที่มีความอาจหาญ ความมั่นคงและคุณลักษณะประเสริฐอื่นๆ ก็ตาม ท่านยังไม่วายที่จะตกเป็นนักโทษอยู่ในอุ้งมือของอาชญากรเหล่านั้น



Source :

1. Prof. Masudul Hasan, Hadrat Ali (r.a.), Islamic Publications (Pvt.) Ltd., 1988, pp 165-237

2. Allama Saiyid Sulaiman Nadvi, Hazrat Ayesha Siddiqa : Her Life & Works, Islamic Book Publishers, 1982, pp. 36-45

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา