เมนูของเรา

ความขัดแย้ง : สะกีฟะฮฺ บนีสะอีดะอฺ : ความจริงที่ถูกบิดเบือน

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 24/5/2007 21:49:28 (4306 ครั้งที่อ่าน)
ความขัดแย้ง

เหตุการณ์เกี่ยวกับการประชุมที่สะกีฟะฮฺ(แปลว่าเพิง) ของพวกบนีสะอีดะฮฺเป็นเรื่องที่พวกเราไม่ค่อยได้ยินเท่าไรนัก เพราะไม่มีปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์อิสลามทั่วไป(ภาษาไทย) แต่สำหรับคนที่เคยอ่าน “หนังสือเฉพาะ” บางเล่มจะพบเรื่องนี้ถูกอ้างอยู่บ้างเหมือนกัน หนังสือเหล่านั้นจะบรรยายว่า เมื่อท่านรสูล ศ็อลฯ เพิ่งจากไปสู่ความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺ ศุบหฯ นั้น ได้เกิดการแย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺขึ้นในระหว่างเศาะหาบะฮฺคนสำคัญ ประเด็นขัดแย้งเรื่องนี้ ยั่วยวนบรรดาเศาะหาบะฮฺที่สนิทที่สุดของท่านรสูล จนคนเหล่านั้นลุ่มหลง ลุกลามเลยเถิด จนกระทั่งศพของท่านรสูล ศ็อลฯ ถูกปล่อยให้นอนอยู่ในบ้านของท่านโดยไม่มีใครเหลียวแล เพราะพวกเขามัวยุ่งอยู่กับการแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของรัฐอิสลามจนไม่มีเวลาว่าง

หนังสือเหล่านั้นสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ว่า ท่านอบูบักรและอุมัร รอฎิฯมีความรักในทรัพย์สมบัติและอำนาจ มากกว่าการจากไปของท่านรสูล ศ็อลฯ แต่ขณะเดียวกัน ท่านอะลี รอฎิฯ และบุคคลอื่น ๆ จากตระกูลฮาชิมเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่รู้สึกกระทบกระเทือนไปกับเหตุการณ์อันน่าเศร้านั้น มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เป็นห่วงเป็นใยต่อการสูญเสียญาติและผู้นำของพวกเขาจริง ๆ ไม่มีใครเลยที่รักษาหน้าที่ของตนเอง นอกจากคนกลุ่มนี้เท่านั้น และเพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่มีเวลา ไม่มีแนวโน้มที่จะคิดถึงเรื่องอื่น และไม่คิดที่จะฉวยโอกาสจากสถานการณ์แม้แต่น้อย

ถ้าจะมองกันอย่างผิวเผิน เรื่องที่แต่งเติมขึ้นนั้นดูน่าจะเชื่อถือว่าเป็นความจริง มีชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺมากมายที่หลงเชื่อการบิดเบือนดังกล่าว และส่วนใหญ่จำนนต่อเอกสารและตำราประวัติศาสตร์ที่นำมาอ้างโดยปราศจากการพิเคราะห์อย่างรอบคอบ

การศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เป็นบันทึกเหตุการณ์ในระยะแรก ซึ่งเป็นต้นฉบับดั้งเดิมจากนักประวัติศาสตร์ หรือผู้รายงานประวัติศาสตร์จึงมีความจำเป็นสำหรับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง จากการสำรวจเอกสารประวัติศาสตร์อันเก่าแก่พบว่า เริ่มมีการบันทึกเหตุการณ์ที่สะกีฟะฮฺอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรกประมาณ ฮ.ศ. 150 ตรงกับสมัยปกครองของเคาะลีฟะฮฺสองท่านแรกของอาณาจักรอับบาสิยะฮฺ ช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ความบาดหมางและความขัดแย้งทางแนวความคิดระหว่างอะหฺลุซซุนนะฮฺ-ชีอะฮฺหยั่งรากลึกลงในประชาชาติ

นักประวัติศาสตร์มุสลิมคนสำคัญที่ทำการบันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างเป็นระบบได้แก่ มุฮัมมัด อิบนิ อิสหาก อิบนิ ยาซารฺ (มีอายุอยู่ระหว่าง ฮ.ศ. 85-151) บันทึกเรื่องนี้ในหนังสือ สีเราะฮฺ รสูลุลลอฮฺ ท่านที่สอง คืออบูอับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด อิบนิ สะอฺด (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ฮ.ศ. 168-230) แต่งหนังสืออ้างอิงทางประวัติศาสตร์ชื่อ กิตาบ อัต-ตะบากอด อัล-กะบีรฺ ท่านที่สามคือ อะหฺมัด อิบนิ ยะฮฺยา อิบนิ ญาบิร อัล-บะลาดูรีย์ (ตายใน ฮ.ศ. 279) ท่านที่สี่คือ อิบนิ วาดีฮฺ อัล-ยะกูบีย์ (ตายใน ฮ.ศ. 284) และท่านที่ห้าคือ มุฮัมมัด อิบนิ ญะรีร อัต-เฏาะบารีย์ (ตายใน ฮ.ศ. 311)

หนังสือ “จุดกำเนิดและพัฒนาการยุคต้นของชีอะฮฺอิสลาม” เขียนโดย สัยยิด ฮุสเซน เอ็ม ญัฟรี (พิมพ์ที่เมืองกุม, อิหร่าน ค.ศ. 1976) จำแนกสำนักความคิดของนักประวัติศาสตร์ทั้งห้าเอาไว้ว่า อิบนิ อิสหาก,อัล-ยะกูบีย์ มีแนวสนับสนุนความคิดของชีอะฮฺ ส่วนอิบนิ สะอฺด และอัล-บะลาดูรีย์ สนับสนุนแนวทางของอะหฺลุซซุนนะฮฺ ส่วนที่กล่าวว่า อัต-เฏาะบารีย์ เป็นอะหฺลุซซุนนะฮฺนั้น เรื่องนี้ดูจะเป็นการสรุปที่ผิดพลาดของสัยยิด ฮุสเซ็น เพราะบรรดานักปราชญ์ฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺเองมีความคิดเห็นว่า อัต-เฏาะบารีย์เป็นชีอะฮฺมากกว่า

ตามบันทึกของอิบนิ อิสหาก ปรากฏรายงานจากท่านอัซ-ซุฮฺรีย์และอับดุลลอฮฺ อิบนิ กะอฺบ มาลิก จากอับดุลลอฮฺ อิบนิ อับบาสว่า ในวันนั้นอะลีออกมาจากบ้านของท่านรสูล ผู้คนจึงเข้าไปรุมถามเขาว่า “ท่านรสูลเป็นอย่างไรบ้าง” และเขาตอบว่า “ขอชุโกร (ขอบคุณ) ต่ออัลลอฮฺ ท่านมีอาการดีขึ้นแล้ว” อับบาสจับมือของเขา (อะลี) แล้วกล่าวว่า “อะลี สามคืนนับจากนี้ไป เจ้าจะกลายเป็นทาสคนหนึ่ง ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ดูจากสีหน้าของท่านรสูล ฉันรู้สึกถึงความตาย (ที่ท่านจะต้องประสบ) เหมือนกับที่ฉันมีความรู้สึกอย่างนี้จากสีหน้าของบรรดาลูก ๆ ของอับดุลมุตฏอลิบ ดังนั้น ขอให้เราไปยังท่านรสูล ถ้าอำนาจการปกครองจะตกอยู่กับพวกเรา เราก็จะได้ทราบเรื่องนี้ และถ้าอำนาจการปกครองนั้นจะได้แก่ผู้อื่น พวกเราก็จะได้ขอร้องให้ท่านกำชับประชาชนให้ปฏิบัติต่อพวกเราด้วยดี” อะลีตอบว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะไม่ (ทำเช่นนั้นเพราะ) ถ้าท่าน รสูลไม่ยอมให้อำนาจการปกครองแก่พวกเรา ภายหลังจากท่านแล้ว จะไม่มีใครนำมันมาให้แก่พวกเราได้”

นี่คือบันทึกเหตุการณ์ก่อนการประชุมที่สะกีฟะฮฺซึ่งสัยยิด ฮุสเซ็น เอ็ม ญัฟรี ไม่กล้าคัดลอก ลงในหนังสือ “จุดกำเนิดและพัฒนาการยุคต้นของชีอะฮฺอิสลาม” ของเขา ทั้ง ๆ ที่เขาคัดลอกส่วนอื่น ๆ ของบันทึกอิบนิ อิสหากลงตีพิมพ์อย่างยืดยาว พร้อมกับแสดงความคิดเห็นว่า “วิธีการที่ดีที่สุดในการประกอบเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สะกีฟะฮฺเข้าด้วยกันนั้น ได้แก่การอาศัยอิบนิ อิสหากเป็นพื้นฐาน” (หนังสือจุดกำเนิดฯ หน้า 41)

สาเหตุที่นักเขียนร่วมสมัยอย่างสัยยิด ฮุสเซ็น เอ็ม ญัฟรีไม่กล้าคัดลอกรายงานดังกล่าวให้ผู้อ่านทั้งหลายได้วิเคราะห์นั้นก็เพราะว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสวนทางกับข้ออ้างของเขาโดยสิ้นเชิง รายงานนี้เปิดเผยให้เห็นว่ามุสลิมกลุ่มแรกที่พูด คิดและมีความปรารถนาเกี่ยวกับอำนาจการปกครองนั้นได้แก่ คนในตระกูลบนีฮาชิมนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า เท่าที่มีเอกสารทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ คนในตระกูลบนีฮาชิมเป็นมุสลิมกลุ่มแรกที่นำปัญหาการปกครองสืบต่อจากท่านรสูล ศ็อลฯ มาพูดกัน นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า เรื่องการประกาศแต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็นเคาะลีฟะฮฺ หรือเป็นอิมามโดยท่านรสูล ศ็อลฯ นั้นยังไม่เป็นที่รับรู้ของคนในตระกูลบนีฮาชิม แม้แต่ท่านอับบาสยังไม่เอ่ยถึงประเด็นดังกล่าวเลย ไม่ว่าจะเป็นเฆาะดีรฺ คุม หรือการทำพินัยกรรมก็ดี ยิ่งท่านอะลี รอฎิฯ ด้วยแล้ว ดูจะตะขิดตะขวงใจแม้แต่จะไปถามท่านรสูล ศ็อลฯ ว่า ท่านจะมอบอำนาจการปกครองให้แก่ใคร จะมอบให้แก่พวกคนในตระกูลบนีฮาชิมหรือไม่ นี่แหละคือคุณลักษณะอันประเสริฐของคนที่มีอิมาน(ศรัทธา) และตักวา (ยำเกรง) ต่อพระองค์อัลลอฮฺ ศุบหฯ อย่างท่านอะลี รอฎิฯ โดยที่เขาจะไม่มีความอยากหรือโลภในตำแหน่งใด ๆ นอกเสียจากว่าอัลลอฮฺและรสูลประสงค์และกำหนดให้กับเขา ถ้าท่านอะลี รอฎิฯ เคยได้รับการแต่งตั้งจริงดังที่อ้างกันแล้ว ท่านก็คงจะไม่มีปฏิกิริยาสนองตอบต่อคำร้องขอของท่านอับบาส รอฎิฯ ไปในลักษณะเช่นนั้น ในกรณีนั้น ท่านคงจะกล่าวว่า “ลุงลืมการแต่งตั้งที่เฆาะดีรฺ คุมไปแล้วหรือ เรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปถามท่านรสูล ศ็อลฯ อีกแล้ว” แต่ท่านก็ไม่กล่าวเช่นนี้ออกมา

เราเชื่อในรายงานตอนนี้ก็เพราะว่า ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อับบาส เป็นผู้รายงานเรื่องนี้ ท่านเป็นคนในตระกูลบนีฮาชิม เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านอะลี รอฎิฯ เอง นอกจากนี้เรื่องนี้ยังปรากฏในหนังสือหะดีษของท่านอิมาม บุคอรี บทที่ว่าด้วยการล้มป่วยของท่านรสูล ศ็อลฯ และในหนังสือฟัตหุลบารีย์ (หนังสืออธิบายหะดีษในอัล-บุคอรี) เรียบเรียงโดยท่านอัล-หาฟิซ อบุลฟัฎลิ ซะฮาบุดดีน อะหฺมัด อิบนิ อะลี อิบนิ ฮัจญ์รด้วยเช่นกัน

ต่อมาอิบนิ อิสหากได้รายงานถึงต้นกำเนิดของการประชุมที่สะกีฟะฮฺ บนีสะอีดะฮฺให้เราได้ทราบดังใจความว่า เมื่อท่านรสูลสิ้นชีวิตลง พวกอันศอรฺนี้ได้ชุมนุมกันอยู่รอบ ๆ สะอฺด อิบนิ อุบาดะฮฺ ที่สะกีฟะฮฺ(เพิง)ของบนีสะอีดะฮฺ ส่วนอะลี, อัซ-ซุเบรฺ บิน อัล-เอาวาม และตอลหะฮฺ อิบนิ อุบัยดุลลอฮฺ ได้แยกตัวเองอยู่ในบ้านของฟาฏิมะฮฺ ขณะที่พวกมุฮาญิรีนที่เหลือได้ชุมนุมกันอยู่กับอบูบักร มีอุสัยดฺ อิบนิ ฮุดัยรฺ และบนูอับดุลอัชฮาลอยู่ด้วย แล้วก็มีบางคนมายังอบูบักรและอุมัร แจ้งให้พวกเขาทราบว่า พวกอันศอรฺนี้ได้ชุมนุมกันอยู่รอบ ๆ สะอฺดที่สะกีฟะฮฺ บนีสะอีดะฮฺ “ถ้าท่านต้องการได้การบังคับบัญชาของประชาชน ดังนั้นจงดำเนินการเสียก่อนที่การกระทำของพวกเขาจะร้ายแรงขึ้น” ตอนนี้(มัยยิดของ)ท่านรสูลยังคงอยู่ในบ้านของท่าน การเตรียมพิธีฝังศพยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และครอบครัวของท่านก็ปิดประตูบ้านแล้ว อุมัรกล่าวว่า “ฉันพูดกับอบูบักรว่า ขอให้เราไปหาพี่น้องชาวอันศอรฺของเราเหล่านี้กันเถอะ เพื่อดูว่าพวกเขากำลังทำอะไร”

ประเด็นที่อยากจะเน้น ณ ที่นี้ก็คือ ข้อความที่ระบุว่าท่านอะลี อัซ-ซุเบรฺและตอลหะฮฺ รอฎิฯ ไปรวมตัวกันอยู่ที่บ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ ในเวลาเดียวกันกับที่ชาวอันศอรฺชุมนุมกันอยู่ที่สะกีฟะฮฺ ตามบันทึกของท่านอิบนิ อิสหากบรรยายสถานการณ์ตอนนั้นด้วยคำว่า “ได้แยกตัวเอง” และคำว่า “พวกมุฮาญิรีนที่เหลือ” แสดงให้เห็นว่าท่านอะลี รอฎิฯ ผู้สนับสนุนของท่านและคนในตระกูลบนีฮาชิมได้ปลีกตัวออกจากประชาชนหรือเหล่าเศาะหาบะฮฺที่เฝ้าอยู่ที่บ้านของท่าน รสูล ศ็อลฯ ในเวลาช่วงเดียวกันยังมีคนอีกส่วนหนึ่งคือชาวมุฮาญิรีนที่เหลือจับกลุ่มอยู่กับท่านอบู บักร

การวิเคราะห์ว่ามุสลิมเหล่านั้นแตกแยกออกเป็นกลุ่มการเมืองสามกลุ่มที่ต่างก็ต่อต้านซึ่งกันและกันออกจะเป็นการลงความเห็นที่เกินความเป็นจริง สิ่งที่เป็นไปในเวลานั้นก็คือ มีการจับกลุ่มและการชุมนุมอันเนื่องมาจากการสนิทสนมและความใกล้ชิดของส่วนบุคคล แต่ทั้งนี้อาจจะมีพื้นฐานบางอย่างร่วมกัน เช่น ความเป็นญาติ หรือมาจากตระกูลเดียวกัน การเป็นเผ่าเดียวกัน หรือมาจากท้องถิ่นเดียวกัน ดังการชุมนุมของชาวอันศอรฺและคนในตระกูลบนีฮาชิม อย่าลืมว่าบุคคลเหล่านั้นคือกลุ่มชนที่อัล-กุรฺอานกล่าวว่า “และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา(ท่านรสูล)มีความองอาจต่อพวกปฏิเสธ อ่อนโยนในระหว่างพวเขาเอง” (48:29) และ “ดังนั้นเราได้ทำให้พวกเจ้าทั้งหลายเป็นอุมมะฮฺที่ดำเนินสายกลาง เพื่อว่าเจ้าทั้งหลายจะได้เป็นสักขีพยานแก่มนุษย์ชาติ และรสูล(ศาสนทูต)เองจะเป็นสักขีพยานให้แก่พวกเจ้าทั้งมวล” (2:143) เราไม่เชื่อว่าบุคคลที่อัล-กุรอานระบุว่า “อ่อนโยนในระหว่างพวกเขาเอง” และดำเนินชีวิตโดยยึดหลัก “สายกลาง” จะเป็นบุคคลที่ตั้งหน้าตั้งตาห้ำหั่นกัน ต่อต้านและเป็นปฏิปักษ์ต่อกันจนลืมความเป็นภราดรภาพที่ท่านรสูล ศ็อลฯ พร่ำสอนอยู่เสมอ ถ้าหากว่าบุคคลเหล่านี้ขาดขันติธรรม ความอะลุ้มอล่วย ความเห็นอกเห็นใจต่อกัน การอภัยให้แก่กันและการยอมรับซึ่งกันและกัน ดังความหมายว่า “อ่อนโยนในระหว่างพวกเขาเอง” แล้วไซร้ บุคคลเหล่านี้จะพัฒนาไปเป็นประชาชาติตัวอย่างที่ทำหน้าที่เป็น “สักขีพยาน” แก่มนุษย์ชาติทั้งหลาย และขณะเดียวกันท่านรสูล ศ็อลฯ ยังเป็น “สักขีพยาน” ให้กับพวกเขาอีกทอดหนึ่งได้อย่างไร

จากหลักฐานต่าง ๆ ที่เรากล่าวข้างต้น ก่อนการสิ้นชีวิตของท่านรสูล ศ็อลฯ ท่านไม่ได้สั่งเสียให้ผู้ใดเป็นผู้นำสืบต่อจากท่าน จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่บรรดามุสลิมที่มีชีวิตอยู่ในนครมะดีนะฮฺขณะนั้น จะจับกลุ่มกันปรึกษาหารือเกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำสืบต่อจากท่านรสูล ศ็อลฯ และการจับกลุ่มนั้นก็เป็นไปตามความสัมพันธ์และพื้นฐานทางธรรมชาติของพวกเขา การที่พวกเขาปรึกษาหารือในเรื่องนี้มันผิดตรงไหน บุคคลที่ประกอบเป็นประชาชาติสายกลาง เป็นแบบอย่างและสักขีพยานแก่มนุษย์ทั้งหลายที่ท่านรสูล ศ็อลฯ ฝึกอบรมขึ้นมา ไม่มีอารยธรรมและความเจริญเพียงพอกับการปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องผู้นำของตนเองกระนั้นหรือ

ถ้าหากว่าใครบางคนตำหนิและประณามบุคคลที่จับกลุ่มอยู่กับท่านสะอฺด อิบนิ อุบาดะฮฺที่สะกีฟะฮฺ (โปรดสังเกตว่า ตามรายงานที่กล่าวมา ขณะนั้นชาวอันศอรฺนำเรื่องผู้นำมาปรึกษาหารือกันแล้ว) หรือที่จับกลุ่มอยู่กับท่านอบูบักร รอฎิฯ ว่าเป็นพวกที่กระหายได้อำนาจและอิทธิพลทางโลก เป็นกลุ่มคนที่น่าประณามแล้ว ท่านจะว่าอย่างไรกับกรณีการชุมนุมของคนในตระกูลบนีฮาชิมที่บ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ นอกจากนี้ยังมีคำถามเกิดขึ้นตามมาว่า ใครกันแน่ที่อยู่เฝ้าและจัดการศพของท่านรสูล ศ็อลฯ ขอให้ท่านทั้งหลายทบทวนคำว่า “ตอนนี้(มัยยิดของ)ท่านรสูลยังคงอยู่ในบ้านของท่าน การเตรียมพิธีฝังศพยังไม่สมบูรณ์ และครอบครัวของท่านก็ปิดประตูบ้านแล้ว”

เราทราบมาว่ามีการกล่าวหาว่า ท่านอบูบักรและอุมัร รอฎิฯ ตลอดจนท่านอบู อุบัยดะฮฺ อิบนิ อัล-ญัรฺรอหฺ และเศาะหาบะฮฺคนอื่น ๆ อีกบางคนไม่ได้อยู่ร่วมจัดการศพของท่านรสูล ศ็อลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอบูบักรและท่านอุมัรได้จับมือกันสร้างสมอำนาจและอิทธิพลในหมู่เศาะหาบะฮฺ คนกลุ่มนี้ได้วางแผนกันล่วงหน้าที่จะช่วงชิงอำนาจการปกครองมาเป็นของพวกตน

ปรากฏตามบันทึกของอัต-เฏาะบารีย์ (เล่ม 1 หน้า 1683) กล่าวเอาไว้ว่า หลังจากท่านอบูบักรยืนยันเรื่องการวะฟาต(การสิ้นชีวิต)ของท่านรสูล ศ็อลฯ ต่อประชาชนที่มาเฝ้าอยู่ที่บ้านของท่านรสูลแล้ว ท่านอบูบักร อุมัรและอบู อุบัยดะฮฺ รอฎิฯ ได้ไปยังบ้านหลังหนึ่ง ตามรายงานไม่ได้ระบุว่าเป็นบ้านของใคร เพียงคาดคะเนว่า คงจะเป็นบ้านของท่านอบู อุบัยดะฮฺเอง ในระหว่างนั้นเกิดมีคนเข้ามาขัดจังหวะ และแจ้งให้เศาะหาบะฮฺทั้งสามทราบว่าชาวอันศอรฺชุมนุมกันอยู่ที่สะกีฟะฮฺ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายอุบัติขึ้น เศาะหาบะฮฺทั้งสามจึงตัดสินใจเดินทางไปยังสะกีฟะฮฺในทันที

เกี่ยวกับสถานที่อยู่ของท่านอบูบักรและอุมัร รอฎิฯ ก่อนที่จะไปยังสะกีฟะฮฺนั้น เราทราบจากรายงานของท่านอบู ยะอฺลา ในหนังสือฟัตหุลบารีย์ (เล่ม 7 หน้า 23) ระบุเอาไว้ว่าพวกท่านอยู่ที่บ้านของท่านรสูล ศ็อลฯ อย่างชัดเจน มิใช่การคาดคะเนด้วยความไม่แน่ใจของอัต-เฏาะบารีย์ รายงานดังกล่าวระบุว่า

“อุมัรรายงานว่า ขณะที่พวกเรากำลังนั่งอยู่ภายในบ้านของท่านรสูล ศ็อลฯ เกิดมีคนตะโกนเข้ามาจากข้างหลังกำแพงว่า “โอ้ท่านอุมัร อิบนิ ค็อตตอบ โปรดออกมาเร็ว” ฉันกล่าวว่า “จงอย่ารบกวนพวกเรา พวกเรากำลังยุ่งอยู่กับการฝังศพของท่านรสูล” ชายคนนั้นกล่าวว่า “เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นแล้ว ชาวอันศอรฺร่วมชุมนุมกันอยู่ที่สะกีฟะฮฺ บนีสะอีดะฮฺ โปรดไปที่นั่นเดี๋ยวนี้เลย มิฉะนั้นแล้ว พวกเขาอาจจะตัดสินใจทำอะไรลงไป จนลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้” ฉันจึงบอกอบูบักรให้ออกไปในทันใด”

เราได้ประจักษ์จากบันทึกประวัติศาสตร์ข้างต้นแล้วว่า ท่านอบูบักรและอุมัร รอฎิฯ ขณะที่กำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมพิธีฝังศพของท่านรสูล ศ็อลฯ อยู่นั้น มีชายคนหนึ่งตะโกนเข้ามาจากภายนอกบ้านของท่านรสูลแจ้งข่าวการประชุมของชาวอันศอรฺ ณ สะกีฟะฮฺ ให้คนทั้งหลายทราบด้วยเสียงอันดัง เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ภายในบ้านของท่านรสูล ศ็อลฯ ในขณะนั้นจะต้องทราบเรื่องนี้อย่างแน่นอน การที่ท่านอบูบักรและอุมัร ตลอดจนเศาะหาบะฮฺบางคนตัดสินใจไปร่วมประชุมหารือกับชาวอันศอรฺย่อมมีบุคคลมากมายที่ทราบเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ก็ในเมื่อมีคนที่อยู่ในบ้านของท่านรสูล ศ็อลฯ ทราบเรื่องนี้แล้ว เราจะลงความเห็นได้อย่างไรว่าเศาะหาบะฮฺเหล่านั้นลอบดำเนินการอย่างลับ ๆโดยปิดบังไม่ให้ท่านอะลี รอฎิฯ รับทราบ ณ จุดนี้เราอยากจะสรุปว่า ท่านอะลี รอฎิฯ จะต้องทราบเรื่องที่ท่านอบูบักร อุมัรและเศาะหาบะฮฺอื่น ๆ บางท่านเดินทางไปยังสะกีฟะฮฺอย่างแน่นอน ถ้าขณะนั้นท่านอะลีอยู่ภายในบ้านของท่านรสูล ศ็อล ฯ ด้วย และพวกเขาคงจะชักชวนท่านอะลีไปด้วย แต่ถ้าท่านอะลีไม่อยู่ ก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะรีบรุดไปโดยไม่บอกกล่าวให้ท่านอะลีทราบเสียก่อน

การที่เศาะหาบะฮฺเหล่านั้นเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เป็นที่คาดกันว่าพวกเขาเหล่านั้น(เศาะหาบะฮฺ)เกรงว่าถ้าขืนปล่อยให้ชาวอันศอรฺดำเนินการในเรื่องผู้นำตามลำพังแล้ว เหตุร้ายและความไม่สงบภายในอาณาจักรใหม่ที่เพิ่งสถาปนาขึ้นโดยท่านรสูล ศ็อลฯ อาจจะอุบัติขึ้นได้

ต่อจากนั้นท่านอิบนิ อิสหากได้รายงานต่อไปว่า “ฉัน(อุมัร รอฎิฯ)บอกกับอบูบักรว่า พวกเราควรไปยังชาวอันศอรฺ พี่น้องของเรา ดังนั้นพวกเราจึงไปยังพวกเขาในขณะที่มีสหายผู้ซื่อสัตย์สองคนพบพวกเรา(ในระหว่างทาง) และบอกพวกเราเกี่ยวกับการลงความเห็นที่ประชาชนกระทำขึ้น พวกเขาถามเราว่าพวกเรากำลังไปที่ไหน เมื่อเราแจ้งให้พวกเขาทราบ พวกเขากล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นที่พวกเราจะไปยังพวกเขา(ชาวอันศอรฺ) และพวกเราจะต้องให้มีการตัดสินใจของเราเอง ฉัน(อุมัร)กล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พวกเราจะไปหาพวกเขา” แล้วพวกเราก็มาพบพวกเขาที่เพิงของพวกบนีสะอีดะฮฺ มีชายห่มคลุมผ้าอยู่ตรงกลางของพวกเขา พวกเขาตอบคำถามของฉันว่า ชายคนนั้นคือ สะอฺด อิบนิ อุบาดะฮฺ และบอกด้วยว่าเขาล้มป่วย ครั้นพวกเรานั่งลงแล้ว โฆษกของพวกเขาก็กล่าวคำปฏิญาณตัว(ชะฮาดะฮฺ) และสรรเสริญอัลลอฮฺตามที่สมควรจะสรรเสริญพระองค์ จากนั้นเขาได้กล่าวสืบไปว่า “พวกเราคือผู้สนับสนุนช่วยเหลือของอัลลอฮฺและเป็นกองทหารของอิสลาม โอ้ชาวมุฮาญิรีน ท่านคือครอบครัวหนึ่งของพวกเรา มีคณะหนึ่งจากหมู่ชนของท่านได้มาตกลง” (อุมัร)กล่าวว่า “ดูสิ พวกเขากำลังพยายามตัดพวกเราออกจากต้นกำเนิดของเรา และยื้อแย่งอำนาจบังคับบัญชาไปจากพวกเรา” เมื่อเขาพูดจบลง ฉัน(อุมัร)ต้องการพูดเพราะฉันได้เตรียมคำพูดไว้ในใจของฉันแล้ว ซึ่งจับใจฉันมากทีเดียว ฉันต้องการนำมันออกมา(พูด)ต่อหน้าอบูบักร เพื่อลดทอนความหยาบกระด้างของเขา(โฆษกชาวอันศอรฺ) แต่อบูบักรกล่าวว่า “สงบใจไว้ อุมัร” ฉันไม่ต้องการทำให้เขา(อบูบักร) โกรธ แล้วเขาก็เป็นผู้พูดขึ้น(แทนพวกเรา) เขาเป็นผู้ที่มีความรู้และมีเกียรติมากกว่าฉัน และขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เขาพูดเหมือนกับที่ฉันคิดไว้(ว่าจะพูด)ไม่ผิดแม้แต่คำเดียว และเขาได้พูดในแบบที่ไม่สามารถเลียนตามอย่างได้ดีกว่าที่ฉันสามารถทำได้เสียอีก”

เขา(อบูบักร)กล่าวว่า “ที่ท่านพูดถึงความดีทั้งปวงของพวกท่านนั้นก็สมควรอยู่แล้ว แต่บรรดาชาวอาหรับจะยอมรับอำนาจบังคับบัญชาเฉพาะจากเผ่ากุรอยชฺนี้เท่านั้น พวกเขาเป็นชาวอาหรับที่ดีที่สุดในแง่ของสายเลือดและภูมิลำเนา”

บะลาดูรีย์ (เล่ม 1 หน้า 582) บันทึกคำกล่าวปราศรัยของท่านอบูบักร รอฎิฯ เพิ่มเติมว่า “เราเป็นหมู่ชนแรกในอิสลาม มีเชื้อสายประเสริฐที่สุด พวกเรายังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับท่านนบี ศ็อลฯ มากกว่า พวกท่านคือพี่น้องในอิสลามของเรา และเป็นหุ้นส่วนในศาสนาของพวกเรา พวกท่านช่วยเหลือพวกเรา ปกป้องพวกเราและสนับสนุนพวกเรา ขอพระองค์อัลลอฮฺได้โปรดประทานรางวัลที่ดีที่สุดของพระองค์ให้แก่พวกท่าน เพราะเหตุนี้พวกเราจึงเป็นผู้ปกครอง(อุมะรอ) ส่วนพวกท่านคือผู้มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วย(วุซุรอ) บรรดาชาวอาหรับจะไม่ยอมอ่อนน้อมตัวเอง(ให้กับผู้ใด) นอกจากชนเผ่ากุรอยชฺนี้เท่านั้น ที่จริงชนกลุ่มหนึ่งจากพวกท่านทราบดีว่า ท่านนบี ศ็อลฯ เคยกล่าวว่า “บรรดาผู้นำนั้นมาจากพวกกุรอยชฺ” (อัลอะอิมมะตุ มิน อัลกุรอยชฺ) เพราะฉะนั้นขอได้โปรดอย่าแข่งขันกับชาวมุฮาญิรีนพี่น้องของพวกท่านในสิ่งที่อัลลอฮฺ ศุบหฯ ได้ทรงประทานให้กับพวกเขา”

อิบนิ อิสหากรายงานต่อไปว่า “(อบูบักรกล่าวว่า) ฉันจึงขอเสนอหนึ่งในชายสองคนนี้ จงยอมรับคนที่พวกท่านพอใจ” กล่าวแล้วเขาก็จับมือของฉันและของอบู อุบัยดะฮฺ อิบนิ อัล-ญัรฺรอหฺ ซึ่งนั่งอยู่ระหว่างกลางพวกเรา(ระหว่างอบูบักรกับอุมัร) “สิ่งที่เขาพูดมา ไม่มีสิ่งใดทำให้ฉันไม่พอใจมากกว่านั้น(อุมัรไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของอบูบักรในเรื่องนี้) ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ถ้าไม่เป็นบาปแล้ว ฉันน่าจะก้าวออกไปข้างหน้า และให้คนอื่นบั่นศีรษะของฉันดีเสียกว่าจะปกครองเหนือประชาชนซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่อบูบักร”

ในหนังสือของยะกูบีย์ (เล่ม 2 หน้า 123) ระบุว่า “(อบูบักรกล่าวว่า)ชาวกุรอยชฺมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับมุฮัมมัด ศ็อลฯ มากกว่าพวกท่าน นี่คือ อุมัร อิบนิ ค็อตตอบ ซึ่งเป็นผู้ที่ท่านนบีขอดุอาอฺให้ว่า “โอ้อัลลอฮฺ โปรดให้อีมานของเขามั่นคง” และอีกคนหนึ่งได้แก่อบู อุบัยดะฮฺ ซึ่งเป็นผู้ที่ท่านนบีประกาศว่าเป็น “ผู้ที่ไว้วางใจได้ดีที่สุดของอุมมะฮฺ” จงเลือกคนใดคนหนึ่งที่พวกท่านชอบ และจงบัยอะฮฺให้กับเขา” แต่คนทั้งสองปฏิเสธแล้วกล่าวว่า “เราไม่สามารถถือสิทธิพิเศษเหนือท่านได้ ท่านคือผู้ติดตามของท่านศาสดา ศ็อลฯ และเป็นคนที่สองในสองคน(เมื่อครั้งท่านนบีอพยพและได้หลบพวกมุชริกีนไปอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง)”” ตรงจุดนี้บะลาดูรีย์มีรายงานเสริม (เล่ม 1 หน้า 582) ว่า เมื่ออบูบักรเสนอชื่อของอุมัรแล้ว อุมัรถึงกับอุทาน (ด้วยความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงขึ้นว่า) “ขณะที่ท่านยังอยู่กระนั้นหรือ(อุมัรยอมรับไม่ได้เด็ดขาด) ใครจะสามารถเบียดท่านออกไปจากตำแหน่งของท่านที่ท่านรสูล ศ็อลฯ มอบหมายให้ท่านได้กระนั้นหรือ” ส่วนยะกูบีย์ (เล่ม 2 หน้า 123) รายงานว่า อบู อุบัยดะฮฺกล่าวว่า “โอ้ชาวอันศอรฺพวกท่านคือชนหมู่แรกที่ช่วยเหลือ(อิสลาม) เพราะฉะนั้น จงอย่าเป็นคนแรกที่ผิดเพี้ยนและเปลี่ยนแปลง”

บันทึกของยะกูบีย์รายงานต่อไปว่า จากนั้นอับดุรเราะหฺมาน บินเอาฟฺได้ยืนขึ้นกล่าวว่า “พวกท่านก็มีข้อดีของพวกท่าน แต่พวกท่านไม่มี(บุคคล)ที่เหมือนกับอบูบักร อุมัรและอะลี(อยู่ในหมู่พวกท่าน)” เกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาวอันศอรฺคนหนึ่งคือ อัล-มุนฎิรฺ อิบนิ อัรฺกอม โต้กลับว่า “เราไม่ได้ปฏิเสธคุณความดีที่ท่านกล่าวถึง แท้จริงในหมู่พวกท่านนั้นมีบุคคลหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้เลย ถ้าเขาปรารถนาที่จะได้อำนาจบังคับบัญชานี้แล้ว และชายคนนั้นก็คือ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ”

ณ จุดนี้เราไม่แปลกใจแต่ประการใดที่นักประวัติศาสตร์(ชีอะฮฺ)อย่างยะกูบีย์จะบันทึกเรื่องนี้เอาไว้ เรามิได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ แน่นอนท่านอะลี รอฎิฯ ย่อมจะเป็นบุคคลที่หลายคนในสมัยนั้นเคารพยกย่องและเลื่อมใส แต่ประเด็นที่อยากจะให้ท่านทั้งหลายพิจารณาก็คือ อัล-มุนฎิรฺมิได้อ้างถึงเรื่องที่เฆาะดีรฺ คุม และการแต่งตั้งท่านอะลี รอฎิฯ ให้เป็น “อิมาม” แต่ประการใด การที่เขาพูดว่า “ถ้าเขา(อะลี)ปรารถนาที่จะได้อำนาจบังคับบัญชานี้แล้ว จะไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้เลย” นั้นเพียงแสดงถึงคุณลักษณะของท่านและการยอมรับที่ชาวอันศอรฺบางส่วนมีให้กับท่าน กระนั้นอัล-มุนฎิรฺยังไม่ทราบเลยว่าท่านอะลี รอฎิฯ จะแสวงหาอำนาจปกครองประชาชนด้วยหรือไม่ ถ้าการแต่งตั้งจากท่านรสูล ศ็อลฯ มีจริงแล้ว อัล-มุนฎิรฺคงจะไม่โต้ตอบไปในลักษณะดังกล่าวอย่างแน่นอน

ส่วนอิบนิ อิสหาก ได้รายงานเหตุการณ์ในตอนนั้นต่อไปว่า “ชาวอันศอรฺคนหนึ่งกล่าวว่า “ขอให้พวกเรามีผู้ปกครองคนหนึ่ง และพวกท่านมีผู้ปกครองของท่านอีกคนหนึ่ง โอ้ชาวกุรอยชฺ” แล้วการโต้เถียงกันเริ่มเผ็ดร้อนยิ่งขึ้นและมีเสียงดังมากขึ้น จนกระทั่งกลัวกันว่าความบาดหมางจะเกิดขึ้นจริง ๆ ฉัน(อุมัร)จึงกล่าวขึ้นว่า “จงยื่นมือของท่านออกมาสิ อบูบักร” เขาก็ยื่นมือออกมา แล้วฉันก็ได้ให้บัยอะฮฺแก่เขา ชาวมุฮาญิรีน(ที่อยู่ ณ ที่นั้น)ก็ให้บัยอะฮฺตาม และต่อมาก็เป็นชาวอันศอรฺ (ในการทำเช่นนั้น)เราได้ตำหนิท่านสะอฺด อิบนิ อุบาดะฮฺ และบางคนได้พูดว่าเราได้จบชีวิตเขาแล้ว ฉันพูดกลับไปว่า “อัลลอฮฺทรงจบชีวิตเขาต่างหาก”

อิบนิ อิสหาก อ้างอัซ-ซุฮฺรีย์ (นักหะดีษคนสำคัญคนหนึ่ง) จากรายงานของอนัส บินมาลิกว่า “หลังจากมีการบัยอะฮฺให้กับท่านอบูบักรที่สะกีฟะฮฺแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ท่านอบูบักรจึงขึ้นนั่งบนมิมบัร(ที่มัสญิดของท่านรสูล) อุมัรยืนขึ้นและปราศรัยเบื้องหน้าเขา และหลังจากกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺตามที่สมควรจะสรรเสริญพระองค์แล้ว เขาจึงกล่าวว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย เมื่อวานนี้ฉันได้กล่าวบางสิ่งบางอย่างซึ่งฉันไม่พบในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ท่านรสูล ศ็อลฯ ไม่ได้สั่งฉันไว้ แต่ฉันคิดว่าท่านรสูล ศ็อลฯ จะ(มีชีวิตอยู่เพื่อ)ออกคำสั่งเกี่ยวกับกิจการของเรา(จนกระทั่ง)ท่านเป็น(คนที่มีชีวิตอยู่)คนสุดท้ายของพวกเรา อัลลอฮฺทรงทิ้งคัมภีร์ของพระองค์ไว้กับพวกท่าน โดยคัมภีร์นี้แหละที่พระองค์ทรงนำทางรสูลของพระองค์ และถ้าพวกท่านยึดมั่นในคัมภีร์แล้ว อัลลอฮฺก็จะทรงนำทางพวกท่าน เช่นที่พระองค์ทรงนำทางแก่ท่านรสูล ศ็อลฯ อัลลอฮฺทรงวางกิจการของพวกท่านไว้ในมือของบุคคลที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน ผู้ติดตามท่านรสูล ศ็อลฯ(ในระหว่างอพยพ) เป็นคนที่สองในสองคนเมื่อพวกเขาอยู่ภายในถ้ำ ดังนั้นจงยืนขึ้นแล้วบัยอะฮฺให้แก่เขา” หลังจากนั้นประชาชนจึงเข้ามาบัยอะฮฺให้แก่อบูบักรเป็นหมู่ ๆ ภายหลังจากการบัยอะฮฺซึ่งเกิดขึ้น ณ สะกีฟะฮฺ”

ท่านอบูบักรหลังจากสรรเสริญอัลลอฮฺแล้ว ได้กล่าวด้วยความถ่อมตัวว่า “ฉันได้รับอำนาจบังคับบัญชาเหนือพวกท่าน แต่ฉันมิใช่คนที่ดีที่สุดของพวกท่าน ถ้าฉันทำดี จงช่วยฉัน และถ้าฉันทำสิ่งไม่ดีแล้ว ดังนั้นจงแก้ไขฉันให้ถูกต้องด้วย สัจจะนั้นมีอยู่ในความภักดี และความเท็จนั้นมีอยู่ในการทรยศ คนอ่อนแอในหมู่พวกท่านจะเป็นผู้ที่แข็งแรงในสายตาของฉันจนกระทั่งฉันได้รักษาสิทธิของเขาไว้ ถ้าอัลลอฮฺทรงประสงค์ และคนแข็งแรงในหมู่พวกท่านจะเป็นผู้ที่อ่อนแอในสายตาของฉัน จนกระทั่งฉันได้ดึงสิทธิไปจากเขา ถ้าคนทั้งหลายเพิกเฉยต่อการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะทรงประทานความอัปยศให้แก่พวกเขา ความชั่วร้ายจะไม่แพร่กระจายในหมู่ผู้คน แต่อัลลอฮฺจะทรงนำความหายนะมาสู่พวกเขาทั้งหมด(เพราะผลของการละทิ้งการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ) จงเชื่อฟังฉันตราบใดที่ฉันเชื่อฟังอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และถ้าหากฉันไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์แล้ว พวกท่านไม่จำเป็นจะต้องเชื่อฟังฉัน จงยืนขึ้นละหมาดกันเถอะ ขออัลลอฮฺประทานความเมตตาให้แก่พวกท่าน”

ทั้งหมดนี้คือบรรยากาศของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ สะกีฟะฮฺ บนีสะอีดะฮฺ และการบัยอะฮฺให้แก่ท่านอบูบักร รอฎิฯ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอบูบักรนั้นเกิดจากการสนับสนุนของชาวอันศอรฺและชาวมุฮาญิรีน เมื่อมีการบัยอะฮฺโดยมุสลิมจำนวนหนึ่งที่สะกีฟะฮฺแล้ว ในวันรุ่งขึ้นจึงมีประชาชนมุสลิมจำนวนมากมายมาบัยอะฮฺให้แก่ท่านที่มัสญิดนบีอีกวาระหนึ่ง การขึ้นสู่ตำแหน่งของท่านจึงเกิดจากการยอมรับ และการสนับสนุนของคนส่วนใหญ่เป็นมติเอกฉันท์ มิใช่การยึดอำนาจที่กระทำโดยชนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่ท่านอบูบักร รอฎิฯ คาดหวังจากประชาชนก็คือการสนับสนุนท่าน เมื่อประชาชนเห็นว่าท่านปฏิบัติถูกต้องตามคำสั่งของอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ ท่านยังเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถชี้แนะสิ่งที่ถูกต้องให้แก่ท่าน หากเห็นว่าท่านปฏิบัติผิดพลาด นอกจากนั้นท่านยังให้อิสระแก่ประชาชน หากเห็นว่าท่านมิได้ตามอัลลอฮฺและรสูลในการปฏิบัติหน้าที่

รายงานของท่านอิบนิ อิสหากที่เกี่ยวข้องกับการประชุมที่สะกีฟะฮฺโดยตรงมีเพียงเท่านี้ อย่างไรก็ตามการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้เหมาะสมจะเป็นผู้นำนั้นมิได้เกิดขึ้น ณ สะกีฟะฮฺที่เดียวเท่านั้น ดังที่เรากล่าวในตอนแรกแล้วว่า ท่านอะลี รอฎิฯ ผู้สนับสนุนท่านและคนของตระกูลบนีฮาชิมได้ไปชุมนุมกันที่บ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ สัยยิด ฮุสเซน เอ็ม ญัฟรี ยอมรับในหนังสือ “จุดกำเนิดและพัฒนาการยุคต้นของชีอะฮฺอิสลาม” หน้า 50 ว่า พวกเขาประชุมกันที่บ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ จริง เพียงแต่คาดคะเนว่าเกิดขึ้นเมื่อเวลามีการบัยอะฮฺให้แก่ท่านอบูบักรที่มัสญิดนบีอีกวาระหนึ่ง โดยอ้างว่าเอกสารทางประวัติศาสตร์ในยุคต้นที่กล่าวมานั้นกล่าวถึงเหตุการณ์ที่สะกีฟะฮฺไม่ต่อเนื่อง มีลักษณะกระโดดไปกระโดดมา ทำให้การลำดับก่อนหลังของเหตุการณ์เป็นไปได้ยาก ที่จริงเรื่องนี้เป็นเพราะสัยยิด ฮุสเซ็นมีความเชื่อในเบื้องต้นอยู่และมีทัศนะว่า “ท่านอะลี รอฎิฯ ไม่ทราบการเคลื่อนไหวของกลุ่มท่านอบูบักรเลย เพราะพวกเขากระทำเป็นการลับเนื่องด้วยเจตนาที่จะกีดกันท่านอะลี รอฎิฯ เอาไว้ และเพื่อปล้นตำแหน่งของท่านอะลีที่ได้รับการแต่งตั้งจากท่านรสูล ศ็อลฯ ณ ตำบลเฆาะดีรฺ คุม ขืนปล่อยให้ท่านอะลีและคนในตระกูลบนีฮาชิมทราบและไปด้วยแล้ว ชาวอันศอรฺเหล่านั้นจะเทคะแนนเสียงให้แก่ท่านอะลีอย่างแน่นอน” นี่เป็นเพียงทัศนะของสัยยิด ฮุสเซ็นเท่านั้น

เรื่องการรับรู้ของท่านอะลี รอฎิฯ ขณะที่มีคนมาแจ้งข่าวการประชุมของชาวอันศอรฺโดยตะโกนด้วยเสียงอันดังนั้น เราได้กล่าวไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมากล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งแต่ประการใด ส่วนการประชุมที่บ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺนั้น ตามรายงานของอิบนิ อิสหากก็ระบุอยู่แล้วว่าเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการจับกลุ่มของชาวอันศอรฺห้อมล้อมท่านสะอฺด อิบนิ อุบาดะฮฺ และพวกมุฮาญิรีนที่เหลือจับกลุ่มอยู่กับท่านอบูบักร รอฎิฯ ลักษณะการจับกลุ่มนี้เกิดขึ้นภายหลังการสิ้นชีวิตของท่านรสูล ศ็อลฯ ใหม่ ๆ

จากรายงานของอิบนิ อิสหาก ทำให้เราเห็นภาพบรรยากาศที่ทำให้หลายคนในขณะนั้นวิตกไปต่าง ๆ นานา อิบนิ อิสหากบันทึกเรื่องนี้จากอัซ-ซุฮฺรีย์ ซึ่งอ้างการรายงานของอุรฺวะอฺ อิบนิ อัซ-ซุเบรฺว่า ชายสองคนที่ท่านอบูบักรและอุมัร รอฎิฯ พบระหว่างทางไปยังสะกีฟะฮฺได้แก่ อุวัยมฺ อิบนิ สะอีดะฮฺ และมะอฺน อิบนิ อะดีย์ รายงานนั้นกล่าวว่า อุวัยมฺเป็นคนหนึ่งที่ท่านรสูล ศ็อลฯ ระบุว่า “เขารักที่จะชำระขัดเกลาตัวเอง และอัลลอฮฺทรงรักผู้ที่ชำระขัดเกลาตัวเอง” (ตามอัล-กุรอาน 9:108) ส่วนมะอฺน “เราได้ยินว่าเมื่อประชาชนหลั่งน้ำตาให้กับการจากไปของท่านรสูล ศ็อลฯ และกล่าวว่าพวกเขาปรารถนาที่จะให้ตนเองตายไปก่อนท่านรสูล เพราะพวกเขาหวั่นเกรงว่าพวกเขาจะแตกแยกออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย มะอฺนกล่าวว่าเขาไม่อยากตายก่อนท่านรสูล เพื่อเขาจะได้สามารถเป็นพยานถึงสัจธรรมของท่านรสูลในยามที่ท่านตายจากไป เพื่อให้เหมือนกับการเป็นพยานที่เขากระทำในระหว่างที่ท่านรสูลยังมีชีวิตอยู่ มะอฺนถูกฆ่าตายในวันของอัล-ยะมามะฮฺ เป็นชะฮีดในสมัยของท่านเคาะลีฟะฮฺอบูบักร ในวันของสงครามกับมุซัยลิมะฮฺ จอมโกหก”

จากรายงานข้างต้นเราจึงสรุปได้ว่า การจับกลุ่มของคนในส่วนต่าง ๆ นั้นมีอยู่อย่างแน่นอน และเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไป เสียงที่ร่ำร้องตะโกนข้ามกำแพงบ้านของท่านรสูล ศ็อลฯ ที่ว่า “เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นแล้ว” จะต้องเป็นข่าวเรื่องชาวอันศอรฺปรึกษาหารือเกี่ยวกับผู้นำคนใหม่อย่างแน่นอน มิใช่ข่าวการจับกลุ่มกันธรรมดา ๆ

แต่สิ่งที่แปลกก็คือ บันทึกของอิบนิ คุตัยบะฮฺ ในหนังสือ “ตอรีคุลคุละฟาอฺ” เล่ม 1 หน้า 19 กล่าวเอาไว้ว่า ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺได้ไปยังที่ประชุมของชาวอันศอรฺ เพื่อขอความร่วมมือให้พวกเขาสนับสนุนสามีของนาง พวกนั้นได้กล่าวว่า “โอ้บุตรของท่านรสูล พวกเราได้รับรองท่านอบูบักรแล้ว หากว่าญาติและสามีของนางได้มาทาบทามเราก่อนหน้านี้แล้ว เราก็จะสนับสนุนเขา” เรารู้สึกแปลกใจกับรายงานดังกล่าวมาก อย่างน้อยก็ทำให้เราคิดว่าคนในตระกูลบนีฮาชิมคงจะต้องติดตามข่าวคราวการประชุมที่สะกีฟะฮฺอย่างใกล้ชิด จนแม้กระทั่งบุตรสาวที่ท่านรสูล ศ็อลฯ รักที่สุดยังต้องเคลื่อนไหวด้วยตนเอง ประเด็นที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ ขอร้องต่อชาวอันศอรฺได้แก่การสนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ คำถามก็คือทำไมต้องขอร้องให้สนับสนุนด้วย เพราะการสนับสนุนย่อมเกิดจากการขาดพื้นฐานบางอย่าง ทำไมท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ ไม่อ้างเรื่องการแต่งตั้งท่านอะลีเป็นอิมาม ณ ตำบลเฆาะดีรฺ คุม ทำไมไม่เตือนสติชาวอันศอรฺถึงเรื่องนี้ ถ้าเรื่องเฆาะดีรฺ คุม ตามที่อ้างเป็นความจริง

นอกจากนี้ ตามบันทึกของอิบนิ คุตัยบะฮฺดังกล่าวมา ยังส่อให้เห็นว่าเรื่องการแต่งตั้งอิมามโดยท่านรสูล ศ็อลฯ ยังไม่เป็นที่รับรู้ของชาวอันศอรฺเลย เพราะขนาดท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ ออกมาแสดงความเห็นด้วยตนเอง แล้วทำไมไม่ปรากฏรายงานว่า พวกเขาเกรงกลัวว่าจะถูกตำหนิเกี่ยวกับการไม่เชื่อฟังอิมามคนใหม่ และทำไมไม่มีรายงานว่าท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ โกรธเคืองและประณามพวกเขา ด้วยเหตุที่พวกเขาหลงลืมและไม่ปฏิบัติตามอิมามที่พวกเขาได้บัยอะฮฺให้ ณ ตำบลเฆาะดีรฺ คุม

อุลามะฮฺของอะหฺลุซซุนนะฮฺส่วนใหญ่ปฏิเสธรายงานเรื่องการใช้กำลังข่มขู่และการคุกคามจะเผาบ้านท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ดังต่อไปนี้ เพราะแม้กระทั่งอิบนิ อิสหาก หรืออิบนิ สะอฺด ซึ่งเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์ในยุคแรก ๆ ยังไม่ปรากฏว่าได้รายงานเรื่องดังกล่าวเลย ต้นตอจริง ๆ ของเรื่องนี้มาจากหนังสือ “ตอรีคุลคุละฟาอฺ” ของอิบนิ กุตัยบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 18 ข้อความนั้นมีอยู่ว่า

ในระหว่างที่ประชาชนบัยอะฮฺให้แก่ท่านอบูบักรที่มัสญิดนบีนั้น ท่านอะลีและคนในตระกูลบนีฮาชิมไม่ได้อยู่ ณ ที่นั้นด้วย ท่านอบูบักรจึงให้คนไปตามพวกเขามา แต่ปรากฏว่าคนเหล่านั้นไม่ยอมมาตามคำขอของท่านอบูบักร ท่านอุมัรจึงแนะนำให้ท่านอบูบักรทำอะไรบางอย่างก่อนที่จะสายเกินกาล ด้วยเหตุนี้ท่านอบูบักรและอุมัร รอฎิฯ จึงไปยังบ้านของท่านอะลี รอฎิฯ พร้อมด้วยคนกลุ่มหนึ่งที่มีอาวุธครบมือ พวกนั้นรายล้อมบ้านของท่านอะลีไว้ พร้อมกับขู่ว่าจะเผาบ้าน ถ้าท่านอะลีและผู้สนับสนุนของท่านไม่ออกมาบัยอะฮฺให้กับเคาะลีฟะฮฺที่เพิ่งจะสถาปนาขึ้น ท่านอะลี รอฎิฯ ออกมาอยู่หน้าบ้านและพยายามจะพูดทัดทานด้วยการอ้างถึง “สิทธิ” ของท่าน และปฏิเสธที่จะยอมให้บัยอะฮฺแก่ท่านอบูบักรตามคำขู่บังคับ บรรยากาศขณะนั้นส่อเค้าความรุนแรงขึ้น ดาบหลายเล่มถูกชักออกจากฝัก ท่านอุมัรและคนของเขาพยายามที่จะบุกผ่านประตู(รั้วด้านนอก)เข้าไป ทันใดนั้น ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ ก็มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าพวกเขาด้วยความโกรธจนถึงขีดสุด ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺตำหนิพวกเขาออกไปว่า

“พวกท่านละทิ้งศพของท่านรสูลแห่งอัลลอฮฺไว้กับพวกเรา แล้วพวกท่านก็ได้ตัดสินใจในระหว่างพวกท่านกันเอง โดยไม่ยอมปรึกษาหารือกับพวกเรา และยังไม่ยอมเคารพสิทธิต่าง ๆ ของพวกเราอีกด้วย ฉันขอบอกต่อหน้าอัลลอฮฺ พวกท่านต้องออกไปจากที่นี่ในทันที หรือไม่เช่นนั้น ด้วยผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงของฉัน ฉันจะอุทธรณ์ต่ออัลลอฮฺ” นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่เรายังยืนยันตามข้อความที่อ้างมานั้นว่า ไม่มีการอ้างสิทธิโดยอาศัยการแต่งตั้งตำแหน่งอิมาม ณ ตำบลเฆาะดีรฺ คุม คำว่า “สิทธิต่าง ๆ” นั้นไม่ได้บอกเลยว่าคือสิทธิจากการได้รับการแต่งตั้งแต่ประการใด แต่ที่ชัดเจนก็คือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ ไม่ชอบใจพวกเขาเพราะ “ไม่ยอมปรึกษาหารือ” กับท่านอะลีและพรรคพวกมากกว่า

จุดยืนของท่านฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ และคนในตระกูลบนีฮาชิมซึ่งเป็นญาติของท่านรสูล ศ็อลฯ นั้นเราให้ความเคารพและยอมรับ แน่นอนที่สุดพวกเขาเหล่านั้นย่อมให้การสนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ อย่างเต็มที่ เพราะเหตุที่ท่านอะลี รอฎิฯ เป็นผู้ศรัทธาอันเปี่ยมล้น เป็นนักรบในอิสลามที่เก่งกล้าสามารถ เป็นผู้มีวิชาความรู้เป็นอย่างมาก และที่สำคัญคือท่านอะลี รอฎิฯ ยังเป็นที่รักและโปรดปรานของท่านรสูล ศ็อลฯ อย่างยิ่ง นอกเหนือจากนั้นความเป็นวงศ์ญาติ เป็นบุตรเขยและเป็นคนแรกที่เข้ารับอิสลาม(ชาวอะหฺลุซซุนนะฮฺกล่าวว่า ท่านเป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลาม) ทำให้พวกเขาไม่ยอมรับการนำจากบุคคลอื่น

ปรากฏรายงานเพิ่มเติมว่า ณ ที่ประชุมของคนในตระกูลบนีฮาชิม ท่านอับบาส รอฎิฯ กล่าวกับท่านอะลี รอฎิฯ ว่า “จงยื่นมือของท่านออกมาสิ แล้วข้าฯ จะให้การบัยอะฮฺแก่ท่าน เพื่อโลกทั้งมวลจะได้กล่าวขานกันว่า ลุงของศาสดาได้ให้บัยอะฮฺแสดงความภักดีต่อลูกของลุงอีกคนหนึ่งของศาสดา หลังจากนั้นแล้วจะไม่มีบุคคลใดสามารถปฏิเสธท่านในการเป็นเคาะลีฟะฮฺ” ท่านอับบาส รอฎิฯ ยังหันไปกล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมว่า “โอ้บรรดาลูกหลานของอับดุลมะนาฟ ท่านเป็นอะไรไปแล้วหรือ การที่ชายคนหนึ่งจากตระกูลบนีตะมีมขึ้นเป็นผู้นำของท่านนั้น ท่านพอใจได้อย่างไร” (แล้วหันไปกล่าวกับท่านอะลีว่า) ”ถ้าหากท่านอ้างสิทธิในการเป็นเคาะลีฟะฮฺเพื่อตัวท่านเองแล้ว ข้าฯ ก็พร้อมแล้วที่จะถมบรรดาหุบเขาทั้งหลายให้เต็มไปด้วยกำลังพลพร้อมอาวุธที่จะเข้ามาช่วยพวกเรากำจัดความปวดหัวนี้” ท่านอะลีปฏิเสธและเตือนสติผู้เข้าร่วมประชุมว่า “สิ่งที่พวกท่านเสนอมานั้นได้แก่การให้พวกเราทำให้บรรดามุสลิมทั้งหลายเป็นศัตรูต่อกัน และก่อให้เกิดความแตกแยกและการจราจล”

เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านอับบาส รอฎิฯ มิได้อ้างถึงเรื่องการแต่งตั้งท่านอะลีเป็นอิมาม ณ ตำบลเฆาะดีรฺ คุมเลย แถมยังไม่ได้พูดพาดพิงถึงการสั่งเสียของท่านรสูล ศ็อลฯ ก่อนที่ท่านจะสิ้นชีวิตแม้แต่น้อย ในที่ประชุมของพวกเขา ประเด็นที่ถูกนำมาอ้างในฐานะ “สิทธิของการเป็นเคาะลีฟะฮฺ” นั้นมาจากพื้นฐานของตระกูลและความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับท่านรสูล ศ็อลฯ อย่างชัดเจน เพราะท่านอับบาสย้ำคำว่า “ลุงของท่านศาสดา” นอกจากนี้ยังเกิดจากความรู้สึกว่าตระกูลเป็นสิ่งสำคัญ คนในตระกูลบนีฮาชิมมีความรู้สึกว่าพวกตนเป็นชนชั้นสูง ส่วนท่านอบูบักร รอฎิฯ นั้นมาจากตระกูลตะมีม ซึ่งเป็นตระกูลที่ต่ำที่สุดในบรรดาพวกกุรอยชฺ เพราะฉะนั้นคนในตระกูลบนีฮาชิมโดยลึก ๆ แล้วย่อมรับท่านอบูบักรไม่ได้

นอกจากท่านอับบาส รอฎิฯ แล้ว ท่านอัซ-ซุเบรฺซึ่งมารดาของท่าน(ท่านหญิงเศาะฟียะฮฺ บินตุ อับดุลมุตฏอลิบ)เป็นป้าของท่านรสูล ศ็อลฯ ยังเป็นอีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนท่านอะลีอย่างเต็มที่ในขณะนั้น จากบันทึกของนักประวัติศาสตร์หลายท่านระบุว่า เขาสนับสนุนท่านอะลีอย่างแข็งขันและกระตือรือร้นที่สุด จนขณะที่คณะของท่านอบูบักรและอุมัร รอฎิฯ มายังบ้านของท่านอะลี อัซ-ซุเบรฺ ชักดาบออกมาจากฝักแล้วร่ำร้องว่า “ข้าฯ จะไม่สอดดาบกลับคืนเข้าฝัก นอกเสียจากจะมีการบัยอะฮฺต่อมือของอะลี”

จากการที่เราสำรวจเอกสารทางประวัติศาสตร์ของฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺและฝ่ายอื่นๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้เราสรุปสถานการณ์ในขณะนั้นได้อย่างแน่นอนว่าในระหว่างการประชุมปรึกษาหารือของเหล่าเศาะหาบะฮฺและมุสลิมในระยะแรก ๆ เมื่อท่านรสูล ศ็อลฯ เพิ่งจากไป บุคคลที่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นเคาะลีฟะฮฺนั้นมีสองท่านด้วยกัน คือท่านอบูบักรและท่านอะลี รอฎิฯ ท่านอบูบักรได้รับการบัยอะฮฺให้เป็นเคาะลีฟะฮฺที่สะกีฟะฮฺ บนีสะอีดะฮฺ และที่มัสญิดนบี โดยประชาชนจำนวนมากเป็นมติเอกฉันท์ ในอีกส่วนหนึ่ง คนในตระกูลบนีฮาชิมและผู้สนับสนุนท่านอะลี รอฎิฯ ไม่เห็นด้วยกับการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านอบูบักร และแสดงความต้องการให้ท่านอะลีเป็นโดยอ้างคุณลักษณะต่าง ๆ ของท่านอะลี แต่ยืนยันได้ ณ ที่นี้เลยว่า หลักฐานและเอกสารทางประวัติศาสตร์ในยุคต้น ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือไม่ได้ระบุเชื่อมโยง “สิทธิต่าง ๆ” ที่ท่านอะลีและคนในตระกูลบนีฮาชิมอ้างเข้ากับการแต่งตั้ง ณ ตำบลเฆาะดีรฺ คุมเลย

เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ผลของมติดังกล่าวและประเด็นที่ว่า ท่านอะลี รอฎิฯ และคนในตระกูลบนีฮาชิมได้บัยอะฮฺให้กับท่านอบูบักรหรือไม่และอย่างไร เราจะได้นำเสนอการศึกษาเรื่องนี้ในอันดับต่อไป

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา