เมนูของเรา

ความแตกต่าง : การทำมุตอะฮฺ(การแต่งงานชั่วคราว)

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 21/5/2007 21:42:59 (10809 ครั้งที่อ่าน)
ความแตกต่าง

แปลและเรียบเรียงโดย อามีนะฮฺ บินติ อิบรอฮีม

มุตอะฮฺเป็นคำศัพท์ภาษาอาหรับมีความหมายว่า “ความสุขสำราญ” และสำหรับชาวชีอะฮฺแล้วมันมีความหมายทางศาสนาที่ลึกซึ้งมาก ในหนังสือ“หะดีษ“ และ “ฟิกฮฺ“ ที่แต่งโดยนักปราชญ์ชีอะฮฺให้คำจำกัดความของมุตอะฮฺว่าเป็น “การแต่งงานชั่วคราวที่มีการตกลงหรือสัญญากันเป็นมั่นเหมาะว่าจะอยู่ด้วยกันนานเท่าไรและมอบค่าตอบแทนให้ฝ่ายหญิงเป็นจำนวนเท่าไร“ การยึดมั่นในความสูงส่งและคุณค่าของมุตอะฮฺถือเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธาในหมู่ชีอะฮฺด้วยเช่นเดียวกัน ตรงกันข้าม อุมมะฮฺมุสลิมในส่วนอื่นๆ ถือว่ามุตอะฮฺเป็นซินาอฺ(การผิดประเวณี)อย่างหนึ่งนั่นเอง

ชาวชีอะฮฺให้เหตุผลว่าความเชื่อในเรื่องมุตอะฮฺนี้มีบรรทัดฐานจากอายะฮฺอัล-กุรฺอานสนับสนุน พวกเขาอ้างว่าอายะฮฺต่อไปนี้ถูกประทานลงมาเพื่อประกาศถึงความสูงส่งของมุตอะฮฺเป็นกรณีพิเศษ :

“และ(ห้ามมิให้พวกเจ้าสมรสกับ)หญิงที่มีสามี ยกเว้น(ทาสหญิง)ที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองอยู่ (ข้อห้ามนี้)เป็นบัญญัติของอัลลอฮฺสำหรับพวกเจ้า และเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเจ้าได้แก่สิ่งที่นอกเหนือไปจากนี้ (ถ้า)พวกเจ้าจะแสวงหา(หญิงมาแต่งงาน)ด้วยทรัพย์สินของพวกเจ้าโดยปรารถนาความบริสุทธิ์ผุดผ่อง(1) มิใช่โดยการมักมากเสพกาม ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้ามีความสุขกับพวกนางแล้ว จงมอบสินตอบแทน(2)แก่พวกนางตามข้อกำหนด“ (4:24)

ชาวชีอะฮฺอ้างว่ามุตอะฮฺนั้นเป็นสิ่งที่มีการปฏิบัติกันอย่างเปิดเผยในสมัยที่ท่านนบี ศ็อลฯ ยังมีชีวิตอยู่ แต่เคาะลีฟะฮฺอุมัร รอฎิฯ ได้ประกาศยกเลิกโดยใช้กำลังบังคับ พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้จนถึงกับมีคำพูดกล่าวขานว่า “ผู้ศรัทธาจะแกร่งกล้าสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้ลิ้มรสมุตอะฮฺแล้วเท่านั้น“(3)

ชาวซุนนีย์ยอมรับว่ามุตอะฮฺนั้นเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในแผ่นดินอาหรับระหว่างยุคญาฮิลียะฮฺก่อนการอุบัติขึ้นของอิสลาม เรื่องนี้ปรากฏเป็นรายงานอยู่ในหนังสือหะดีษของท่านอัต-ติรฺมิซีย์ในบทว่าด้วยเรื่องการแต่งงานว่า เมื่อผู้ชายเดินทางไปยังหมู่บ้านอื่นที่เขาไม่มีความคุ้นเคย เขาจะแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งเป็นระยะเวลานานเท่าที่เขาคิดว่าเขาจะพำนักอยู่ในหมู่บ้านนั้น เพื่อผู้หญิงคนนั้นจะได้คอยปรนนิบัติและช่วยดูแลข้าวของของเขา การปฏิบัติเช่นนี้ปรากฏอยู่ในระยะแรกๆ ของอิสลามด้วยเช่นเดียวกัน จนกระทั่งอัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงมีโองการกำหนดคุณสมบัติของผู้ศรัทธาลงมาความว่า :

“...... และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้รักษาอวัยวะลับของพวกเขา(ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง) ยกเว้นกับบรรดาภริยาของพวกเขา หรือ(ทาสหญิง)ที่มือขวาของเขาครอบครองอยู่ ในกรณีเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ถูกตำหนิ” (23:5-6)

สารานุกรมอิสลามฉบับย่อ (The Shorter Encyclopaedia of Islam)ยังระบุว่ามุตอะฮฺเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันในหมู่นักเดินทางชาวอาหรับ ซึ่งดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 “เมื่อคนแปลกหน้ามายังหมู่บ้านหนึ่ง และเขาไม่มีสถานที่พัก เขาจะแต่งงานกับสตรีผู้หนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อเธอจะได้เป็นคู่นอนบนเตียงของเขา และดูแลข้าวของของเขา” เซทานี (Caetani)ยังกล่าวว่าในยุคป่าเถื่อนนั้น มุตอะฮฺเป็นการขายตัวทางศาสนารูปแบบหนึ่งที่กระทำกันในเทศกาลฮัจญ์ (4)

ดังนั้นมุตอะฮฺจึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีอยู่ในอารเบียระหว่างยุคญาฮิลียะฮฺก่อนการอุบัติขึ้นของอิสลาม เพราะเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมานาน มุตอะฮฺจึงยังคงมีอยู่ในระยะแรกๆ ของอิสลามด้วยเช่นเดียวกัน ท่านนบี ศ็อลฯ เคยได้อนุมัติให้ทำมุตอะฮฺในกรณีพิเศษสองกรณี แต่เป็นชั่วเวลาสั้นๆ ภายใต้เงื่อนไขที่เคร่งครัดและไม่ธรรมดา นั่นคือในระหว่างพิชิตคัยบัร และในระหว่างการยึดนครมักกะฮฺกลับคืนมา เป็นเพราะท่านกลัวว่ามุสลิมที่ศรัทธายังไม่เข้มแข็งอาจจะไปทำผิดประเวณีในระหว่างการญิฮาด ชาวชีอะฮฺเองได้อ้างหะดีษมากมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อยกมาเป็นหลักฐานสนับสนุนว่า มุตอะฮฺยังเป็นสิ่งอนุมัติแม้จนปัจจุบัน ชาวซุนนีย์ยอมรับในหะดีษเหล่านี้ แต่ก็แย้งว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นก่อนที่อายะฮฺอัล-กุรฺอานจะถูกประทานลงมาทั้งหมด และก่อนที่ระบอบอิสลามจะสมบูรณ์(5)

บรรดานักประวัติศาสตร์และนักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานและหะดีษมีความเห็นตรงกันว่าอิสลามได้กำจัดความชั่วร้ายทางสังคมส่วนใหญ่โดยวิธีการที่ค่อยเป็นค่อยไป เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าการพนัน การดื่มสุราและการบริโภคเนื้อสุกรและเลือดนั้นเป็นเรื่องธรรมดาๆ ในสมัยต้นๆ แต่ก็ได้ถูกสั่งห้ามทีละเล็กทีละน้อย ในทำนองเดียวกันก็เป็นไปได้ที่การทำมุตอะฮฺถูกสั่งห้ามเป็นครั้งแรกสำหรับคนที่อยู่ที่คัยบัรในปี ฮ.ศ. 7 และต่อมาได้ถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดแก่ทุกๆ คน เมื่อมักกะฮฺถูกพิชิตใน ฮ.ศ. 8 ซึ่งฝ่ายซุนนีย์ถือว่าคำสั่งห้ามในครั้งหลังนี้เป็นคำสั่งที่เด็ดขาดและถือว่ามุตอะฮฺจะกระทำไม่ได้อีกต่อไป

หะดีษของท่านนบี ศ็อลฯ เกี่ยวกับเรื่องมุตอะฮฺมีมากมาย และส่วนหนึ่งได้แก่หะดีษต่อไปนี้ :

ท่านอะลี รอฎิฯ รายงานว่า “ในวันที่คัยบัรถูกพิชิตนั้น ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ห้ามเรื่องมุตอะฮฺและ(การบริโภค)เนื้อลา(ที่เลี้ยงตามบ้าน)“ (เศาะเฮียะฮฺ มุสลิม)

ศ็อบเราะฮฺ บิน มะบาด อัล-ญุฮานีย์รายงานว่า “ฉันได้ร่วมไปกับกองทัพของท่านนบี ศ็อลฯ เพื่อยึดนครมักกะฮฺ และท่านได้อนุมัติให้พวกเราทำมุตอะฮฺกับผู้หญิงได้ แต่(เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นและ)พวกเรายังไม่ทันออกจากเมืองเลย ท่านก็สั่งห้ามมิให้มีการทำมุตอะฮฺเสียแล้ว“ (เศาะเฮียะฮฺ มุสลิม)(6)

ตามทัศนะของอัล-บัยหากีย์, ญะอฺฟัร อัศ-ศอดิก อิมามคนที่ 6 ของชาวชีอะฮฺ ถือว่ามุตอะฮฺเป็นการลักลอบประเวณี(7) อัด-ดารกุตนีย์รายงานว่าท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวว่า มุตอะฮฺถูกยกเลิกเมื่ออายะฮฺอัล-กุรฺอานที่เกี่ยวกับการแต่งงาน, การหย่าร้าง, อิดดะฮฺ(8) และมรดกถูกประทานลงมา(9) นอกจากนี้ในเศาะเฮียะฮฺ อัล-บุคอรี บทที่ว่า “ในที่สุดท่านนบีก็สั่งห้ามมิให้ทำมุตอะฮฺ “มีบันทึกหะดีษอยู่ทั้งหมด 4 หะดีษ ในจำนวนนี้มี 3 หะดีษที่เล่าถึงเรื่องมุตอะฮฺในสมัยก่อนอิสลาม ในหะดีษที่ 4 ท่านอะลี รอฎิฯ กล่าวกับอิบนุ อับบาสว่า ในวันคัยบัรท่านนบี ศ็อลฯ ได้สั่งห้ามมิให้มีการทำมุตอะฮฺ และห้ามบริโภคเนื้อลาที่เลี้ยงตามบ้าน ในเศาะเฮียะฮฺ มุสลิมปรากฏหะดีษจำนวนหนึ่งระบุว่า ศ็อบเราะฮฺ บิน มะบาดยืนยันว่าท่านนบี ศ็อลฯ อนุมัติให้มีการทำมุตอะฮฺในปีที่มีการพิชิตมักกะฮฺ ศ็อบเราะฮฺและเพื่อนไปหาผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งคู่เสนอให้เสื้อคลุมตัวหนึ่งแก่เธอเพื่อแลกเปลี่ยนกับการมุตอะฮฺ ผู้หญิงคนนั้นเลือกคนที่หนุ่มกว่าที่สวมเสื้อคลุมปอนๆ(คือศ็อบเราะฮฺนั่นเอง)และหลับนอนกับเขาอยู่สามคืน ศ็อบเราะฮฺรายงานว่า แต่หลังจากนั้นท่านนบี ศ็อลฯ ได้สั่งห้ามมิให้มีการทำมุตอะฮฺอีกต่อไป(10)

ชาวชีอะฮฺคงจะปฏิเสธข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้เพราะมีการอ้างอิงหลักฐานจากฝ่ายซุนนีย์ อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่ว่า อัล-กุรฺอานเองเป็นฝ่ายที่ปฏิเสธแนวคิดเรื่องมุตอะฮฺของชาวชีอะฮฺ เราจะต้องทำการตรวจสอบอายะฮฺ 4:24 ที่ชาวชีอะฮฺนำมาอ้างเป็นหลักฐานสนับสนุนการทำมุตอะฮฺให้กระจ่างในอันดับแรก แต่จุดที่น่าสังเกตุและควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือข้อความส่วนท้ายของอายะฮฺดังกล่าวซึ่งมีใจความว่า :

“และเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเจ้าได้แก่สิ่งที่นอกเหนือไปจากนี้ (ถ้า)พวกเจ้าจะแสวงหา(หญิงมาแต่งงาน)ด้วยทรัพย์สินของพวกเจ้า โดยปรารถนาความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มิใช่โดยการมักมากเสพกาม ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้ามีความสุขกับพวกนางแล้ว จงมอบสินตอบแทน(มะฮัรฺ)แก่พวกนางตามข้อกำหนด“ (4:24)(11)

อายะฮฺส่วนนี้เน้นให้เห็นแนวคิดเรื่องความบริสุทธิ์ผุดผ่องโดยอาศัยการแต่งงานอย่างเห็นได้ชัด ในทางตรงกันข้าม มุตอะฮฺเป็นใบอนุญาตที่ให้มีการแสวงหาความสุขทางเพศได้อย่างอิสระกับผู้หญิงจำนวนเท่าไรก็ได้ ตราบเท่าที่ผู้นั้นมีเงินจ่าย ผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับมุตอะฮฺเป็นผู้หญิงที่ถูกว่าจ้าง ดังนั้นมุตอะฮฺจะทำกับผู้หญิงแบบไหนก็ได้ ไม่จำกัดเรื่องอายุ บุคลิกลักษณะ พฤติกรรม หรือแม้แต่ศาสนา เวลาตกลงทำมุตอะฮฺไม่ต้องมีพยานรับรู้ ไม่มีข้อกำหนดว่าผู้ชายจะต้องจัดหาอาหารและที่พักอาศัยให้กับผู้หญิง สำหรับลูกที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวนั้นมิต้องพูดถึงเลย เงื่อนไขแรกเริ่มมีเพียงประการเดียวเท่านั้น นั่นก็คือฝ่ายผู้หญิงจะต้องเห็นด้วยกับจำนวนค่าตอบแทน และระยะเวลาของการทำมุตอะฮฺเสียก่อน และผู้ชายจะต้องจ่ายค่าตอบแทนเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับเธอแล้ว พอมาถึงตรงนี้เราคงจะมองออกแล้วว่า การกระทำดังกล่าวนั้นจะนำไปสู่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องดังกล่าวในอายะฮฺ 4:24 หรือไปสู่ความสำส่อน ตัณหาราคะและการมักมากในกามกันแน่

นักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานของฝ่ายชีอะฮฺอ้างว่าในอายะฮฺ 4:24 มีคำอยู่สองคำที่เป็นหลักฐานบ่งบอกว่ามุตอะฮฺเป็นสิ่งอนุมัติ คำแรกคือคำว่า “อุญูร“ (หรือ“อัจญ์ร”ในรูปพหูพจน์) ซึ่งหมายถึงค่าตอบแทน คำที่สองคือ “อิสตัมตะอฺตุม“ซึ่งสามารถแปลได้ว่า “ที่เจ้าได้เสพสุข“ ดังนั้น ตรงส่วนท้ายของอายะฮฺนี้เราอาจจะแปลได้ดังนี้คือ “แต่จงมอบค่าตอบแทนให้แก่พวกนางตามที่พวกเจ้าได้เสพสุขกับพวกนาง(เพื่อรักษาคำมั่นสัญญาของพวกเจ้า)” นักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานของฝ่ายชีอะฮฺอ้างว่า อัจญ์ร นี้หมายถึงค่าตอบแทนของการทำมุตอะฮฺตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน ในขณะที่ฝ่ายซุนนีย์ยืนยันว่า มันหมายถึง มะฮัรฺ(ของขวัญการแต่งงานที่เจ้าบ่าวมอบให้แก่เจ้าสาวในพิธีการแต่งงานที่ถูกต้องตามหลักศาสนา)(12) ในทำนองเดียวกัน คำว่า “อิสตัมตะอฺตุม “นั้นชาวชีอะฮฺอธิบายว่า มันหมายถึงการกระทำให้เกิดความสุขสุดยอดโดยการสังวาส อย่างไรก็ตาม เราพบว่าคำศัพท์คำเดียวกันนี้ยังปรากฏอยู่ในอายะฮฺอื่นๆ หลายแห่งด้วยกัน และโดยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราสามารถสรุปได้ว่าคำดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการแต่งงานประเภทหนึ่งตามที่กล่าวอ้างกันแต่อย่างใด

“แล้วพวกเขาก็ได้หาความสำราญ(ฟัสตัมตะอู)ในสิ่งที่เป็นส่วนได้ของพวกเขา(สำหรับชีวิตในโลกนี้) และพวกเจ้าก็ได้หาความสำราญ(ฟัสตัมตะอฺตุม)ในสิ่งที่เป็นส่วนได้ของพวกเจ้าเช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่อยู่ในสมัยก่อนพวกเจ้าก็ได้หาความสำราญ(อิสตัมตะอะ)ในสิ่งที่เป็นส่วนได้ของพวกเขามาแล้ว” (9:69)

“บรรดามนุษย์ผู้เป็นมิตรของพวกมัน(มารร้าย)จะกล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา พวกเรา(ทั้งมนุษย์และมารร้าย)ต่างก็แสวงหาประโยชน์(อัสตัมตะอะ)จากกันและกัน แต่พวกเราก็ได้ถึงกำหนดเวลาของพวกเราที่พระองค์ได้ทรงกำหนดเอาไว้สำหรับพวกเราแล้ว“ (6:128)

“และวันที่บรรดาผู้ปฏิเสธจะถูกนำมาอยู่ต่อหน้าไฟนรก(จะมีเสียงกล่าวแก่พวกเขาว่า) พวกเจ้าได้ใช้สิ่งดีงามในชีวิตของโลกนี้ไปหมดแล้ว และพวกเจ้าก็ได้เพลิดเพลิน(วัสตัมตะอฺตุม)กับมันมาแล้ว” (46:20)

อายะฮฺอัล-กุรฺอานที่กล่าวมาข้างต้นประกอบด้วยคำๆ เดียวกันที่ปรากฏในรูปแบบต่างๆ แต่กระนั้น ไม่มีคำไหนเลยที่ส่อความหมายเหมือนกับที่ชาวชีอะฮฺตีความ แท้จริงแล้วชาวชีอะฮฺมิได้นำคำของอายะฮฺเหล่านี้ไปสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องมุตอะฮฺของพวกตนแต่อย่างใด

ยังมีอัล-กุรฺอานอายะฮฺอื่นๆ อีกที่ประกอบด้วยคำที่แตกสาขาไปจากรากเดียวกัน(มีม ตา อีน) กับคำว่า “มุตอะฮฺ“ (ตามตัวอักษรแปลว่า ความสุขสำราญ) เช่นคำว่า “ตะมัตตะอะ“ (สำราญ) และ “มัตตะอะ" (ให้ความสำราญ) ตัวอย่างเช่น :

“เจ้าไม่เห็นดอกหรือ หากเราให้พวกเขารื่นเริง(มัตตะอฺนาฮุม)ต่อไปอีกเป็นปีๆ แล้วสิ่งที่พวกเขาถูกสัญญาไว้(การลงโทษ)ก็ได้เกิดขึ้นแก่พวกเขา สิ่งที่พวกเขาได้ถูกให้รื่นเริ่ง(ยุมัตตะอูนะ)นั้นจะไม่อำนวยประโยชน์อันใดแก่พวกเขาเลย“ (26:205-207)

“เราจะให้เวลาพวกเขาสนุกสนาน(นุมัตติอุฮุม)กันเพียงเล็กน้อย แล้วเราจะไล่ต้อนพวกเขาสู่การลงโทษที่รุนแรง“ (31:24)

ข้ออ้างใดก็ตามที่ระบุว่า คำซึ่งหมายถึงความสุขสำราญ หรือปัจจัยแห่งความสุขในความหมายทั่วไปที่กล่าวอยู่ในอายะฮฺข้างต้น จะมีความหมายพิเศษไปในลักษณะที่สัมพันธ์กับการแต่งงานแล้ว ขอให้ปฏิเสธไปได้เลย เพราะอายะฮฺที่จะนำเสนอต่อไปนี้ไม่เพียงจะสัมพันธ์กับประเด็นที่ยกขึ้นมาเป็นปัญหาเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยคำที่แตกสาขาไปจากคำๆ เดียวกันอย่างแท้จริง อายะฮฺต่อไปนี้ได้แก่ :

“ไม่มีบาปใดๆ แก่พวกเจ้าถ้าพวกเจ้าหย่าหญิง โดยที่พวกเจ้ายังมิได้สัมผัส(หลับนอนกับ)พวกนาง หรือยังมิได้กำหนดมะฮัรฺใดๆ แก่พวกนาง และจงให้พวกนางได้รับสิ่งอำนวยประโยชน์(มัตติอูฮุนนะ) สำหรับผู้มั่งมีให้ตอบแทนตามกำลังความสามารถของเขา และสำหรับผู้ยากจนก็ให้ตอบแทนตามกำลังความสามารถของเขา เป็นการให้ประโยชน์(มะตาอัน)โดยชอบธรรม เป็นสิทธิเหนือผู้กระทำดีทั้งหลาย“ (2:236)

“โอ้นบีเอ๋ย! จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้าเถิดว่า หากพวกเธอปรารถนาการมีชีวิตในโลกนี้และความเพลิดแพร้วของมัน ก็จงมาเถิด ฉันจะจัดหา(การเลี้ยงชีพ)ให้แก่พวกเธอ(อุมัตติอฺกุนนะ)และจะปล่อยพวกเธอให้ออกไปอย่างงดงาม“ (33:28)

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! เมื่อพวกเจ้าได้สมรสกับบรรดาหญิงผู้ศรัทธา แล้วพวกเจ้าได้หย่าพวกเธอก่อนที่พวกเจ้าจะสัมผัส(ร่วมหลับนอนกับ)พวกเธอ ดังนั้นพวกเจ้าไม่มีสิทธิ์(ที่จะหน่วงเหนี่ยวให้พวกเธออยู่)ในอิดดะฮฺ โดยพวกเจ้าคอยนับเวลาการอยู่ในอิดดะฮฺ ฉะนั้น พวกเจ้าจงให้ผลประโยชน์แก่พวกเธอ(มัตติอูฮุนนะ)บ้าง แล้วปล่อยให้พวกเธอจากไปโดยดีงาม“ (33:49)

ดังนั้นจากการตรวจสอบคำว่า “อิสตัมตะอะ”และคำที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่อยู่ในอัล-กุรฺอานอย่างระมัดระวัง เราจะพบว่ามันไม่มีเค้าให้สันนิษฐานได้เลยว่าอายะฮฺ 2:24 จะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับการแต่งงานชั่วคราว ถ้าเราอ่านอายะฮฺ 25 ซึ่งเป็นอายะฮฺถัดมา เรื่องนี้คงจะกระจ่างขึ้นอย่างแน่นอน (เพราะอายะฮฺเหล่านี้มีข้อความต่อเนื่องกันและรวมอยู่ในเนื้อหาเดียวกัน - ผู้แปล) เป็นอายะฮฺหนึ่งที่ชีอะฮฺชอบที่จะทำเป็นหลงลืม :

"..... ดังนั้นจงแต่งงานกับพวกนางด้วยการอนุมัติจากผู้เป็นนายของพวกนาง และจงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนของพวกนาง(อุญูเราะฮุนนะ)โดยคุณธรรม ....“ (4:25)

ทั้งๆ ที่อายะฮฺนี้กล่าวถึงการแต่งงานกับทาสสาวก็ตาม แต่ข้อปฏิบัติทั้งหมดก็เหมือนกับการแต่งงานหรือนิกาฮฺตามปกติทุกอย่าง จะกล่าวว่านี่เป็นมุตอะฮฺกับทาสสาวก็ไม่ได้ เพราะการขออนุญาตไม่จำเป็นสำหรับการทำมุตอะฮฺ ขณะที่ชาวชีอะฮฺชอบที่จะตีความอัล-กุรฺอานโดยยึดอายะฮฺเดียวโดดๆ มาใช้เป็นหลักฐานในประเด็นใดประเด็นหนึ่งเหมือนในกรณีนี้ อุมมะฮฺมุสลิมกลับมีมติเป็นเอกฉันท์ร่วมกันว่า มุตอะฮฺได้ถูกยกเลิกโดยอายะฮฺอัล-กุรฺอานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน, การหย่าร้าง, มรดก, มะฮัรฺ, คำอนุญาตจากผู้ปกครอง, อิดดะฮฺของหญิงที่ถูกหย่าร้างและหญิงหม้าย ฯลฯ

ยิ่งกว่านั้น อายะฮฺที่ระบุคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาต่อไปนี้เป็นตัวชี้ให้เห็นว่ามุตอะฮฺนั้นเป็นสิ่งหะรอมโดยมิพึงต้องสงสัย

“และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้รักษาอวัยวะลับของพวกเขา(ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง) ยกเว้นกับบรรดาภริยาของพวกเขา หรือ(ทาสหญิง)ที่มือขวาของเขาครอบครองอยู่ ในกรณีเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ถูกตำหนิ“ (23:5-6)

ท่านอิบนุ อับบาสเคยอธิบายเกี่ยวกับอายะฮฺข้างต้นว่า “การมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ ทั้งหมดเป็นที่ต้องห้าม ยกเว้นสองอย่างนี้เท่านั้น“ (ตัฟซีรรายงานโดยท่านอัต-ติรฺมีซีย์)

ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า ชาวชีอะฮฺอ้างว่ามุตอะฮฺเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันอย่างเปิดเผยในสมัยของท่านนบี ศ็อลฯ และท่านอบูบักร รอฎิฯ แต่กลับมาถูกสั่งห้ามโดยท่านอุมัร รอฎิฯ ฝ่ายซุนนีย์เรายอมรับว่าท่านอุมัร รอฎิฯ ได้ประกาศสั่งห้ามจริง แต่มิใช่ว่าท่านอุมัร รอฎิฯ จะกระทำไปโดยพละการ หรือเป็นการสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด(13) ท่านอุมัร รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺคนที่สองและดำรงตำแหน่งภายหลังท่านนบี ศ็อลฯ จากไปได้สองปีครึ่ง รอบๆ ตัวท่านมีสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี ศ็อลฯ และบรรดาซอฮาบะฮฺมากมาย ถ้าสิ่งที่ท่านอุมัร รอฎิฯ ประกาศขัดแย้งกับแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลฯ แล้ว บรรดาผู้ที่รายล้อมท่านคงต้องออกมาคัดค้านเรื่องนี้อย่างแน่นอน กระนั้นประวัติศาสตร์อิสลามไม่ปรากฏบันทึกคำคัดค้านในเรื่องนี้ให้พบเห็นเลย ยิ่งกว่านั้น ภายหลังสมัยของท่านอุมัร รอฎิฯ ท่านอุสมานและท่านอะลี รอฎิฯ ได้ปกครองต่อกันมา ถ้าคำสั่งห้ามของท่านอุมัร รอฎิฯ ขัดแย้งกับซุนนะฮฺของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ แล้ว ไม่คนใดคนหนึ่งในทั้งสองคงจะประกาศลบล้างคำสั่งดังกล่าว และรื้อฟื้นการทำมุตอะฮฺกลับขึ้นมาอีกครั้งอย่างแน่นอน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เราไม่พบการรื้อฟื้นดังกล่าวเลย แต่ที่แปลกเป็นอย่างยิ่งก็คือ เราไม่พบว่าหนังสือ”นะหฺญุลบะลาเฆาะฮฺ" (กล่าวกันว่าเป็นหนังสือรวบรวมคุตบะฮฺ, และโอวาทต่างๆ ของท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งท่านนำเสนออิสลามในแง่มุมต่างๆ และรัฐมุสลิม)มีข้อความสนับสนุนการทำมุตอะฮฺแม้เพียงสักคำหนึ่ง ถ้าท่านอุมัร รอฎิฯ เป็นฝ่ายผิดในเรื่องนี้ คงไม่มีอะไรมาสะกัดกั้นมิให้ท่านอะลี รอฎิฯ ประณามความผิดดังกล่าวอย่างแน่นอน ข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่ว่า ในเวลาที่ท่านนบี ศ็อลฯ จากไปนั้น อุมมะฮฺมุสลิมมีทัศนะที่เป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับข้อห้ามเรื่องมุตอะฮฺ แต่ดูเหมือนว่าบางคนยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้ได้ถูกสั่งห้ามไปแล้ว และหลังจากที่ท่านนบี ศ็อลฯ ได้จากไปแล้ว อาจจะยังคงปฏิบัติกันอยู่ เพราะเหตุผลนี้ เมื่อท่านอุมัร รอฎิฯ ทราบเรื่องนี้เข้า ท่านจึงทำการประกาศให้สาธารณะทราบว่ามุตอะฮฺเป็นสิ่งต้องห้าม และบังใช้กฎเกณฑ์นี้ในฐานะที่ท่านเป็นเคาะลีฟะฮฺและประมุขของรัฐอิสลาม

เชิงอรรถ :

(1) ตรงคำว่า “โดยปรารถนาความบริสุทธิ์ผุดผ่อง“นั้น สำนวนแปลภาษาไทยหลายฉบับใช้คำว่าโดยการสมรส หรือที่คล้ายคลึงกัน และคำว่า “การมักมากเสพกาม”หลายๆ ฉบับใช้คำว่าการลักลอบมีประเวณี หรือการผิดประเวณี (ผู้แปล)

(2)ได้แก่มะฮัรฺ หรือของขวัญที่มอบให้แก่เจ้าสาวตามที่สัญญากันไว้ เป็นข้อกำหนดสำหรับฝ่ายชายในการแต่งงาน

(3)Shorter Encyclopaedia of Islam, หน้า 419

(4)เล่มเดียวกัน, หน้า 419

(5)เหตุผลที่มีการอนุญาตให้ทำมุตอะฮฺได้ในตอนต้นของการเผยแพร่อิสลามนั้นก็เพราะว่าในช่วงนั้นมุสลิมกำลังผ่านสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงจากสภาพญาฮิลียะฮฺไปสู่อิสลาม ซึ่งในช่วงนั้นการผิดประเวณีเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นสิ่งที่แพร่หลายในหมู่ชนอาหรับก่อนอิสลาม หลังจากที่อิสลามได้มาปรากฏแล้ว ในบางครั้งมุสลิมต้องออกไปทำการรบในที่ไกลๆ ทำให้พวกเขาต้องได้รับความกดดันเพราะอยู่ห่างไกลจากภรรยาเป็นเวลานาน ในบรรดาคนเหล่านี้ก็มีทั้งมุสลิมที่มีศรัทธาอันเข้มแข็ง และผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลามซึ่งศรัทธายังอ่อนแอรวมอยู่ด้วยกัน พวกที่อ่อนแอนั้นเกรงว่าตัวเองอาจจะถูกเย้ายวนให้ทำผิดประเวณีซึ่งเป็นบาปใหญ่อย่างหนึ่ง ในขณะที่ผู้มีศรัทธาเข้มแข็งนั้นพร้อมที่จะ “ตอน“ ตัวเอง ดังที่ท่านอิบนุ มัศอูดรายงานว่า :

ครั้งหนึ่งเราได้ออกไปในกองทัพของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ และเรามิได้พาภรรยาของเราไปด้วย ดังนั้นเราจึงไปถามท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ว่า “เราจะไม่ตอนตัวเองหรือ“ ท่านได้ห้ามเรามิให้ทำเช่นนั้น แต่ได้อนุญาตให้เราแต่งงานกับผู้หญิงจนถึงวันที่กำหนดไว้โดยให้เสื้อผ้าเธอเป็นสิ่งตอบแทน (เศาะเฮียะฮฺ อัล-บุคอรีและมุสลิม)

ดังนั้นการแต่งงานชั่วคราวจึงเป็นการแก้ปัญหาในภาวะล่อแหลมที่ผู้มีศรัทธาอ่อนแอและแข็งแกร่งพบด้วยตัวเอง มันเป็นบันไดขั้นหนึ่งในการแก้ไขปัญหาของท่านนบี ศ็อลฯ เพราะท่านเองต้องการใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไปในเรื่องเพศ โดยในตอนแรกได้อนุญาตให้แต่งงานชั่วคราวได้ เพื่อเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การห่างไกลจากการผิดประเวณีและการมีชู้ ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นการเข้ามาใกล้ความสัมพันธ์ของการนิกาฮฺที่ถาวร แล้วในเวลาต่อมาท่านได้ห้ามมันโดยเด็ดขาด(ผู้แปลคัดมาจาก ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวีย์, อัล-หะลาล วัล-หะรอม ฟิลอิสลาม)

(6)อีกกระแสหนึ่งของหะดีษข้างต้นมีข้อความเพิ่มเติมว่า : ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “อัลลอฮฺได้ทรงทำให้มันเป็นสิ่งหะรอมจนถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพ“ (เศาะเฮียะฮฺ มุสลิม)

(7)ฟัตหุลบารีย์, หน้า 173

(8)ช่วงเวลาแห่งการรอคอยและการครองตนก่อนที่หญิงหม้าย หรือหญิงที่ถูกหย่าร้างจะสามารถแต่งงานใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง

(9)มุตอะฮฺ โดยเอ็ม. มุศลิฮุดดีน, หน้า 11

(10)บรรดาซอฮาบะฮฺส่วนใหญ่มีทัศนะว่า หลังจากที่กฎหมายอิสลามมีความสมบูรณ์แล้ว การทำมุตอะฮฺเป็นสิ่งหะรอมโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าอิบนุ อับบาส, อุบัย บิน กะอับ, ซาอิด บิน ญุบัยร์ เคยอ่านอายะฮฺ 4:24 โดยเติมข้อความว่า “ในช่วงระยะหนึ่งตามที่กำหนด“ทำให้เป็นที่เข้าใจว่าอายะฮฺนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องมุตอะฮฺ อย่างไรก็ตามอุลามะฮฺ นักตัฟซีร(นักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอาน) นักหะดีษส่วนใหญ่ถือว่าเรื่องนี้จะนำมาอ้างเป็นข้อโต้แย้งไม่ได้ เพราะพระดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหฯ มนุษย์จะต่อเติมเสริมแต่งไม่ได้

สำหรับท่านอิบนุ อับบาสนั้นความจริงท่านมีความเห็นแตกต่างไปจากซอฮาบะฮฺคนอื่นๆ โดยท่านอนุญาตให้ทำมุตอะฮฺได้ในภาวะจำเป็น อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเมื่อท่านเห็นผู้คนหละหลวมกันในเรื่องนี้ และได้ทำมุตอะฮฺกันโดยไม่จำเป็น ท่านจึงได้ยกเลิกกฎเกณฑ์และเปลี่ยนความคิดเห็นของท่าน (อิบนุ กอยยิม, ซาด อัล-มะอฺาด, เล่ม 4 หน้า 6)

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า เมื่ออายะฮฺ”และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้รักษาอวัยวะลับของพวกเขา(ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง) ยกเว้นกับบรรดาภริยาของพวกเขา หรือ(ทาสหญิง)ที่มือขวาของเขาครอบครองอยู่ ในกรณีเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ถูกตำหนิ“ (23:5-6) ถูกประทานลงมา อิบนุ อับบาสกล่าวว่า “การมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ ทั้งหมดเป็นที่ต้องห้าม ยกเว้นสองอย่างนี้เท่านั้น“ (อัต-ติรฺมีซีย์) นั่นคือภรรยาที่แต่งอย่างถูกต้องและทาสสาว(ผู้แปล)

(11) เพราะอายะฮฺก่อนหน้าคืออายะฮฺที่ 22 และ 23 กล่าวถึงเรื่องการแต่งงาน อัล-กุรฺอานใช้คำว่า “นิกาฮฺ “อย่างชัดแจ้ง โดยในอายะฮฺทั้งสองอัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงระบุว่าสตรีฐานะไหนบ้างที่ห้ามไม่ให้เราแต่งงาน

นอกจากนี้ในอายะฮฺ 25 ยังมีข้อความระบุว่า “และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าไม่มีความสามารถที่จะแต่งงาน(นิกาฮฺ)กับบรรดาหญิงอิสระที่มีศรัทธาได้ ก็จงแต่งงานกับเด็กสาวของพวกเจ้าที่เป็นผู้ศรัทธาในหมู่(ทาสสาว)ที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองอยู่ ...... นั่นสำหรับผู้ในหมู่พวกเจ้าที่กลัวการทำชั่ว และการที่พวกเจ้าอดกลั้นไว้ได้นั้น เป็นการดีกว่าสำหรับพวกเจ้า และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ“ (4:25)

นี่ทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอายะฮฺที่ 24 อยู่ในกลุ่มของอายะฮฺที่ 22 ถึง 25 และมีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบัญญัติว่าด้วยการแต่งงาน(นิกาฮฺ)ทั้งสิ้น ไม่มีส่วนใดระบุถึงมุตอะฮฺหรือการแต่งงานชั่วคราวตามที่ชาวชีอะฮฺกล่าวอ้างเลย

อย่างไรก็ตามชาวชีอะฮฺโต้แย้งว่า ในฝ่ายนักปราญ์ของซุนนีย์มีบางส่วนที่เชื่อว่าอายะฮฺ 4:24 นั้นเกี่ยวกับเรื่องมุตอะฮฺ เป็นความจริงที่พวกเขาบางส่วนมีความเห็นเช่นนั้น แต่อย่าลืมว่านักปราชญ์กลุ่มดังกล่าวล้วนมีความเห็นตรงกันว่า มุตอะฮฺได้ถูกยกเลิกในเวลาต่อมาเมื่อมีอายะฮฺที่ว่าด้วยการแต่งงาน การหย่าร้าง อิดดะฮฺและมรดกถูกประทานลงมา

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทัศนะของนักปราชญ์ฝ่ายซุนนีย์นั้นมีอยู่ว่า ส่วนใหญ่พวกเขาลงความเห็นว่าอายะฮฺ 4:24 นั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมุตอะฮฺเลย อายะฮฺที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับการแต่งงานทั่วๆไป

หัวใจสำคัญที่เราอยากให้ทุกท่านไคร่ครวญให้หนักก็คือข้อความว่า “โดยปรารถนาความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มิใช่โดยการมักมากเสพกาม“ และส่วนท้ายของอายะฮฺที่ 25 “นั่นสำหรับผู้ในหมู่พวกเจ้าที่กลัวการทำชั่ว และการที่พวกเจ้าอดกลั้นไว้ได้นั้นเป็นการดีกว่าสำหรับพวกเจ้า“ จะมีผู้ใดบ้างที่คิดว่าข้อความเหล่านี้สนับสนุนการตอบสนองความต้องการทางเพศแบบชั่วครั้งชั่วคราวอย่างที่กล่าวอ้างกัน(ผู้แปล)

(12)ซึ่งฝ่ายชายจะต้องจ่ายให้ครบถ้วน ถ้าฝ่ายชายได้ร่วมหลับนอนกับฝ่ายหญิงแล้ว สำหรับในกรณีที่ฝ่ายชายยังไม่ได้หลับนอนกับฝ่ายหญิง เกิดต้องการหย่าร้าง ฝ่ายชายจะไม่จ่ายให้ครบถ้วนก็ได้ (ผู้แปล)

(13)เพราะความจริงเรื่องนี้ท่านนบี ศ็อลฯ เองได้เคยสั่งห้ามมาแล้วในระหว่างที่มีการยึดครองนครมักกะฮฺกลับคืนมาจากพวกกุรอยส์ ตามหะดีษที่รายงานโดยศ็อบเราะฮฺ บิน มะบาด

นักหะดีษหลายท่าน เช่น เชากานีย์, ซัรกอนีย์, อัล-อุสกาลานีย์และนะวาวีย์อธิบายว่า คำสั่งห้ามของท่านนบี ศ็อลฯ อาจจะไม่ได้เป็นที่รับรู้กันหมดทุกคน ดังนั้นจึงพบว่ายังมีซอฮาบะฮฺบางคนปฏิบัติอยู่ เช่น ญาบิร, อิบนุ มัศอูด, อบู สะอีด, มุอาวิยะฮฺ, อิบนุ อับบาส, สะลามะฮฺ, มะอฺบาดและอุมัร บิน หุรัยษ์ ตามรายงานของอิบนุ ฮัซม์ แต่บุคคลเหล่านี้มาเข้าใจแจ่มแจ้ง และยุติการทำมุตอะฮฺเมื่อท่านอุมัร รอฎิฯ ประกาศห้ามมุตอะฮฺอีกครั้งหนึ่ง เป็นคำสั่งห้ามตามคำสั่งห้ามของท่านนบี ศ็อลฯ มิใช่การสร้างกฎขึ้นมาใหม่ (อัล-อุสกาลานีย์ในหนังสือฟัตฮฺ อัล-บารีย์, เล่ม 9 หน้า 166-174)

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าท่านอะลี รอฎิฯ ได้ยินมาว่า อิบนุ อับบาส มองไม่เห็นความผิดที่เกิดจากการทำมุตอะฮฺกับผู้หญิง และท่านยังได้ยินมาว่าอิบนุ อับบาสได้ออกฟัตวาอนุญาตให้มีการทำมุตอะฮฺได้ ท่านจึงไปหาอิบนุ อับบาส และบอกเขาว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง บางรายงานระบุว่าท่านอะลี รอฎิฯ ขอให้อิบนุ อับบาสถอนคำฟัตวาดังกล่าว(ฟัตฮฺ อัล-บารีย์) (ผู้แปล)

Source : Sunni & Shi'ah Perspectives on Islam by Dr. Abdullah Salamah, Darussalam Publishers & Distributors, Riyadh, 1998

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา