เมนูของเรา

อิมามมะฮฺดี : อิมามมะฮฺดี......... เร้นกายหรือยังไม่เกิด ตอนที่ 1

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 23/5/2007 23:09:31 (4992 ครั้งที่อ่าน)
อิมามมะฮฺดี

โดย อาจารย์ปราโมทย์ ศรีอุทัย

อารัมภบท

بســـــم اللـــه الرحمــن الرحــــــيم
ان الحمـد للـه، نحمـده ونسـتعينـه، ونصـلي ونسـلم عـلي محمـدوعـلي الـه وصحـبه،
امـا بعد :............

เรื่องของความเชื่อ เป็นเรื่องที่พูดและอธิบายกันยาก ....
ความเชื่อบางอย่าง... ในสายตาและความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วๆไป เป็นเรื่องตลกและขาดเหตุผล แต่ก็ยังมีคนเชื่อในเรื่องนั้นอยู่ดี ...... บางครั้ง มีบางคนถูกมองว่าเชื่อในเรื่องที่ “ไร้เหตุผล” สำหรับบุคคลบางกลุ่ม แต่ขณะเดียวกัน ก็มีคนอื่นอีกจำนวนเป็นล้านหรือหลายๆล้านคนด้วยซ้ำที่เชื่อในเรื่องนั้นด้วย .....

ดังนั้น เรื่องของความเชื่อ จึงเป็นเรื่องของการดำริชอบและเป็น “สิทธิส่วนบุคคล” ที่ใครๆจะไปดูหมิ่นดูแคลนหรือล่วงละเมิดมิได้ ........... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าความเชื่อดังกล่าว เป็นเรื่องความเชื่อที่เกี่ยวกับศาสนาหรือในลัทธิใดๆของศาสนาเข้าด้วยแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ผู้ไม่เชื่อถือในเรื่องนั้นๆ จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการก้าวล่วงเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ เพราะอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงตามมาได้, ดังเหตุการณ์ที่เราได้รู้เห็นอยู่บ่อยๆในหลายๆประเทศตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน........

ก็อย่างสำนวนที่ชอบพูดกันอยู่เสมอว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ... นั่นแหละ ........ จำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อน ผมเดินทางไปเที่ยวจังหวัดพังงาพร้อมกับเพื่อนฝูง ไกด์เรือนำเที่ยวที่นำพวกเราไปชมทัศนียภาพของอ่าวพังงา....ได้อธิบายภาพและลายเส้นสีแดงที่ปรากฏอยู่ที่ “เขาเขียน”ว่า เป็นมนตร์เรียกเนื้อเรียกปลาที่นางยักษ์พันธุรัตน์ เขียนไว้ให้พระสังข์ก่อนตาย .....

ทีแรก ผมเข้าใจว่าแกพูดเล่น, แต่พอเพื่อนคนหนึ่งพูดขัดขึ้นว่า เรื่องที่แกเล่าเป็นเพียง
นิทานในวรรณคดีเรื่องสังข์ทองหรอก, มิใช่เรื่องจริงซักหน่อย ..... เท่านั้นแหละ ไกด์คนนั้นออกอาการโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ, แถมยืนยันด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวอย่างมีอารมณ์ว่า เรื่องที่แกเล่าเป็นเรื่องจริง ไม่ได้พูดเล่น ..... ผมเห็นท่าไม่ดี เลยสะกิดเพื่อนนักขัดคอคนนั้นว่า เงียบเหอะ, เราไม่เชื่อก็อยู่เฉยๆดีกว่า เดี๋ยวแกโมโหมากๆขึ้นมา เราจะกลับบ้านลำบาก เพราะกำลังอยู่ในเรือของแก ...

เพราะฉะนั้น คราวหน้าคราวหลัง หากเราบังเอิญไปเห็นใครสักคนกำลังไหว้หมาพิการเกิดมามี 5 ขา ปลกๆเพื่อขอหวยเบอร์ละก็ จงอย่ารีบด่วนไปพูดแซวหรือขัดคอเป็นอันขาด, แต่จงถือเสียว่า เป็นสิทธิของเขาที่จะมีความเชื่อว่า หมาพิการตัวนั้น ให้ลาภกับเขาได้.... หากไปแสดงอาการขัดคอเพราะไม่เชื่อ ก็อาจจะถูกมองว่า เป็นตัวขัดลาภ เพราะกำลังมองเห็นเลขเด็ดอยู่รำไรแล้ว ..... ดีไม่ดี อาจจะเจ็บตัวฟรี (หรืออาจจะถึงแก่ชีวิตก็ได้) เพราะการชอบขัดคอโดยไม่ดูตาม้าตาเรือนี่แหละ.......

ผมชอบใจข้อเขียนของคุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” ในคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันที่ 28 พฤษภาคม 2548 ที่ผ่านมา .... คุณ ลม เปลี่ยนทิศ ได้อ้างถึงข้อเขียนของคุณ บัณฑูร ล่ำซำ หรือเสี่ยปั้น ซีอีโอใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย ที่เขียนในวารสาร “การเงินธนาคาร” ฉบับเดือน พ.ค. 48 เกี่ยวกับเรื่องของ ฮวงจุ้ย ...

คำว่า “ฮวงจุ้ย” นี่ หลายคนอาจไม่ทราบความหมายอย่างชัดเจนว่า หมายถึงอะไร ?..... “ฮวงจุ้ย” หมายถึงความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องภูมิทัศน์ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล เช่น ตึกรามบ้านช่อง, ทิศทาง, ใบหน้า, ทรงผม, เครื่องแต่งกาย, สีสัน, ไปตลอดจนถึงลายเซ็น เป็นต้น ว่ามันจะดีหรือไม่ดี, เหมาะหรือไม่เหมาะอย่างไร ...... คุณลม เปลี่ยนทิศ เขียนเล่าว่า ......

“ผมเคยถามคุณปั้นว่า มีเหตุผลอะไรจึงมีความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยค่อนข้างมาก ? ทำแล้วดีขึ้นจริงหรือ ?.... คุณปั้นตอบเปรี้ยงเลยว่า ไม่มีเหตุผลอะไร, เมื่อเชื่อแล้วก็คือเชื่อ ไม่ต้องถามหาเหตุผล, ถ้าเชื่อแล้วถามหาเหตุผล ก็คือไม่เชื่อ ............. อ่านข้อเขียนนี้ทีไร แล้วต้องนึกถึงเรื่อง “อิมาม มะฮฺดี” ตามความเชื่อของพวกชีอะฮฺขึ้นมาทุกที ..............

เพราะในความรู้สึกส่วนตัว, หลังจากที่ได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกๆด้านแล้ว มีความรู้สึกคล้ายๆกับว่า การอ่านเรื่องกำเนิดอิมามมะฮฺดีตามความเชื่อของชีอะฮฺ ก็เหมือนๆกับกำลังอ่าน นิยายอาหรับราตรีเรื่อง “พันหนึ่งทิวา” ไม่มีผิด .... แต่ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า แม้มันจะดูเป็นเรื่องพิลึกกึกกือ, มหัศจรรย์พันลึก, เหลือเชื่อและขาดเหตุผลอย่างใดก็ตาม แต่เราก็ปฏิเสธมิได้เช่นกันว่า ยังมีชาวชีอะฮฺจำนวนหลายสิบล้านที่ยังศรัทธาเชื่อถือเกี่ยวกับเรื่องเล่าอิมามมะฮฺดีตามแนวทางของพวกเขาอย่างฝังใจ.. และสุดหัวใจ ......... เรียกว่า การฝึกให้ศัตรูคู่แค้นตลอดกาลอย่างสุนัขและแมว มากินด้วยกัน, นอนด้วยกัน, ดูดนมแม่เดียวกัน, สมสู่กัน,.. ยังดูจะง่ายกว่าการให้ชาวชีอะฮฺ เลิกเชื่อถือเรื่องนี้หลายเท่านัก ..

ดังนั้น การที่ผมได้เขียนเรื่อง “อิมามมะฮฺดี,.. เร้นกายหรือยังไม่เกิด ?” ขึ้นมาในครั้งนี้ จึงมิได้มีเป้าหมายเพื่อเป็นการโจมตี, ประณามว่าเพ้อฝันหรืองมงาย, หรือหักล้างความเชื่อถือของชาวชีอะฮฺเพื่อให้ละเลิกความเชื่อถือของพวกเขาในเรื่องนี้แต่อย่างใด...... แต่เจตนารมณ์ที่แท้จริงของผม นอกจากจะเป็นการตอบคำถามของผู้ที่มีคำถามมาแล้ว ก็เพื่อต้องการแสดงหลักฐานและชี้ให้เห็นว่า เพราะเหตุใด ชาวซุนหนี่หรือซุนนะฮฺ จึงไม่ยอมรับเรื่องอิมามมะฮฺดีตามแนวคิดเพ้อฝันของชีอะฮฺ ? ......

ความจริง เรื่องของอิมามมะฮฺดีตามแนวความเชื่อของชาวชีอะฮฺนี้ เคยมีนักวิชาการฝ่ายซุนนะฮฺหลายท่าน อาทิเช่น อาจารย์ดิเรก กุลศิริสวัสดิ์, อาจารย์มูนีรฺ มูหะหมัด, วารสารสายสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งนักวิชาการชีอะฮฺเอง คือ ซัยยิด สุไลมาน เป็นต้น ได้เขียนกันมาก่อนแล้ว ดังนั้นข้อเขียนของผมครั้งนี้จึงอาจจะไม่แตกต่างไปจากข้อเขียนของพวกท่านนักวิชาการที่ได้กล่าวนามมาแล้วมากนักในด้านจุดกำเนิดของท่านอิมามมะฮฺดี ..... แต่สิ่งที่ผมอาจจะมีเพิ่มเติมไปบ้างก็คือ การเสนอหลักฐาน... ทั้งจากเนื้อหาและข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องนี้จากตำราของชีอะฮฺเอง เท่าที่ความรู้ความสามารถอันน้อยนิดของผมจะพึงทำได้เท่านั้น..

ก็ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงประการหนึ่งให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบไว้ก่อนก็คือ การวิเคราะห์หะ
ดีษของชีอะฮฺนั้น เป็นเรื่องยุ่งยากลำบากและแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการวิเคราะห์หะดีษของฝ่ายซุนนะฮฺ ทั้งนี้ เนื่องจากความแตกต่างในด้านมาตรฐานวิชาการหะดีษของทั้ง 2 ฝ่ายมีอยู่หลายประการด้วยกัน แต่ที่สำคัญและมองเห็นข้อแตกต่างกันอย่างชัดเจน จะมี 2 ประการด้วยกัน คือ ...

(1). ในด้านความเข้มงวดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้รายงาน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นักวิชาการฝ่ายซุนนะฮฺมีความเข้มงวดและละเอียดถี่ถ้วนกว่าฝ่ายชีอะฮฺมาก บทพิสูจน์ในเรื่องนี้ก็คือ ในสายรายงานของตำราหะดีษระดับ “สุดยอด” ของชีอะฮฺ คือหนังสือ “อัล-กาฟีย์” ของกุลัยนีย์นั้น จะมีการอ้างรายงานด้วยสำนวน ว่า ---“ สหายของฉันจำนวนหนึ่งได้บอกฉัน” --- ซึ่งการรายงานในลักษณะนี้จะมีปรากฏอยู่เป็นจำนวนมิใช่น้อยในหนังสืออัล-กาฟีย์ ... หรือการรายงานด้วยสำนวนที่ว่า ---“จากผู้ที่บอกเล่าเขา” --- “จากชาวเมืองมะดาอินบางคน” ...... “จากผู้ที่เขาได้เจอ” เป็นต้น..... (เท่าที่ผมได้ตรวจสอบดูเพียงคร่าวๆจากหนังสือ “อุศูล อัล-กาฟีย์ ” เล่มที่ 1 หน้า 320-333 แค่ 13 หน้า ก็พบว่า มีสายรายงานในลักษณะนี้หรือคล้ายๆกันนี้อยู่ถึง 12 หะดีษแล้ว) ........

สายรายงานในลักษณะดังกล่าวนี้ ถ้าเป็นตำราหะดีษของฝ่ายซุนนะฮฺ จะถือว่าเป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟทันที เพราะคำว่า – “สหายของฉันจำนวนหนึ่ง” – หรือคำว่า – “ผู้ที่บอกเล่าเขา”หรือคำว่า “ชาวเมืองมะดาอินบางคน” ถือเป็นบุคคลที่ “มัจญฮูล” คือ เป็นบุคคลนิรนามและไม่รู้ว่า มีคุณสมบัติและความทรงจำพอจะเชื่อถือได้หรือไม่ ...... หะดีษที่ผู้รายงานมีลักษณะอย่างนี้จึงขาดความน่าเชื่อถือ และนำมาอ้างเป็นหลักฐานไม่ได้......

นอกจากนี้ ผู้รายงานหะดีษบางคนของชีอะฮฺ ที่อ้างรายงานหะดีษมาจากอิมามท่านที่ 5 คือ ท่านมุหัมมัด อัล-บากิรฺ, และจากอิมามท่านที่ 6 คือท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก หรือจากอิมามท่านอื่นๆของชีอะฮฺ..... ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าขาดคุณสมบัติอย่างร้ายแรง ตัวอย่างเช่น ........

1. ญาบิรฺ บิน ยะซีด อัล-ญุอฺฟีย์ ผู้อ้างว่า ได้รายงานหะดีษมาจากท่านมุหัมมัด อัล-บากิรฺมาร่วม 70000 หะดีษ (หนังสือ “ริญาลุ้ล กะชีย์” หน้า 194) ถูกท่านอบู หะนีฟะฮฺและท่านลัยษ์ บิน อบีย์สุลัยม์ วิจารณ์ว่า เป็น “จอมโกหก” ..... (ดูหนังสือ “ตะฮฺซีบุต ตะฮฺซีบ” เล่มที่ 10 หน้า 403, และหนังสือ “มีซาน อัล-เอี๊ยะอฺติดาล” เล่มที่ 1 หน้า 380) ...

2. สุรอเราะฮฺ บิน อะอฺยัน ผู้มีมารยาททรามถึงกับกล่าวว่า เคยตดใส่เคราของท่านอิมามญะอฺฟัรฺมาแล้ว (หนังสือ “ริญาลุ้ล กะชีย์” หน้า 159), และเคยถูกท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกกล่าวสาปแช่งถึง 3 ครั้ง (หนังสือ “ริยาลุ้ล กะชีย์” หน้า 147) ... และกล่าวว่า “เขาคือ ชาวนรก” (หนังสือ “มีซาน อัล-เอี๊ยะอฺติดาล” เล่มที่ 2 หน้า 69) ......

3. อบู บะศีรฺ (ชื่อจริงคือ ลัยษ์ อัล-บุคตะรีย์) ผู้ชอบดื่มของมึนเมาเป็นอาจินต์จนท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกต้องสั่งระงับ ... (หนังสือ “ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์” เล่มที่ 6 หน้า 411-412 กิตาบ อัล-อัชริบะฮฺ) .....

4. อัล-มุฟัฎฎ็อล บิน อุมัรฺ ผู้ซึ่งท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกเคยกล่าวประนามว่า เป็นกาฟิรฺ
และเป็นมุชริก ... (หนังสือ “มุคตะศ็อรฺ ตุ๊ห์ฟะติ้ลอิษนัย อะชะรียะฮฺ” หน้าที่ 2 จากอารัมภบท)....

5. บุร็อยด์ บิน มุอาวิยะฮฺ อัล-อัจญลีย์ เคยถูกท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก กล่าวสาปแช่งมาพร้อมๆกับซุรอเราะฮฺ บิน อะอฺยัน.... (หนังสือ “ริยาลุ้ล กะชีย์” หน้า 148) ....

6. เอาฟ์ อัล-อุก็อยลีย์ มีรายงานประวัติมาว่า เป็น “ค็อมมารฺ” คือ คอทองแดง, คนขี้เหล้า, อะไรทำนองนี้ ... (หนังสือ “ริยาลุ้ล กะชีย์” หน้า 90) .....

7. หัมมาด บิน อีซา ถูกท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก ตำหนิว่า ไม่เอาไหน, เพราอายุ 60 กว่าปีแล้ว ยังทำนมาซไม่ถูกต้องเลย.... (หนังสือ “อัล-วากิฟะฮฺ ดิรอซะฮฺ ตะห์ลีลียะฮฺ” เล่มที่ 1 หน้า 317).....

8. อัซ-ซัยยิด อิบนุ มุหัมมัด อัล-หุมัยรีย์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “กวีแห่งอะหฺลุลบัยตฺ” ดื่มเหล้าจัด, มีรายงานว่า ตอนที่ป่วยหนักและใกล้จะสิ้นใจนั้น มีดวงหน้าดำคล้ำ, ตาฝ้าฟางจนดูเป็นสีน้ำเงินและมีอาการกระหายน้ำจัด ซึ่งน่าจะเกิดจากพิษสุราเรื้อรัง .... (หนังสือ “เราเฎาะตุ้ล ญันนาต” เล่มที่ 1 หน้า 104, และหนังสือ “ริยาลุ้ล กะชีย์” หน้า 242-245) .....

9. อะลีย์ บิน อบีย์หัมซะฮฺ อัล-บิฏออินีย์ มีประวัติโดยย่อว่า เป็นจอมโกหกคนหนึ่ง, เป็นคนเลว, ถูกสาปแช่ง, และเคยยักยอกทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ท่านมูซา อัล-กาศิม (อิมามท่านที่ 7) ได้ส่งไปให้บุตรชายของท่าน คือ ท่านอะลีย์ อัรฺ-ริฎออฺ (อิมามท่านที่ 8)... (หนังสือ “อัล-วากิฟะฮฺ ดิรอยะฮฺ ต๊ะห์ลีลียะฮฺ” เล่มที่ 1 หน้า 418-428) .......

บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นนี้ สำหรับในด้านของฝ่ายซุนนะฮฺแล้ว ถือว่ามีความบกพร่องและขาดความน่าเชื่อถือเป็นอย่างร้ายแรงจนไม่อาจยอมรับหะดีษที่พวกเขารายงานได้, .... แต่ขณะเดียวกัน กลับปรากฏว่า บุคคลเหล่านี้ คือผู้รายงานหะดีษที่ได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างสูงสำหรับชีอะฮฺ..., เพราะถือว่าเป็นสหายและเป็นผู้รายงานหะดีษมาจากท่านมุหัมมัด อัล-บากิรฺ และท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกหรือจากอิมามท่านอื่นๆของพวกเขา, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลในลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 3 นับว่า เป็นผู้รายงานหะดีษจำนวนมากในหนังสือ “อัล-กาฟีย์” อันเป็นตำราหะดีษที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจากบรรดาตำราหะดีษทั้งหลายของชาวชีอะฮฺ อิษนา อะชะรียะฮฺ หรือชีอะฮฺ 12 อิมาม......

ดังนั้น ข้ออวดอ้างในหนังสือ “อะหฺลุลบัยตฺ” (หน้า 91-94) หรือหนังสือ “อัล-กาฟีย์” เล่มที่ 1 หน้า 6 ที่กล่าวว่า บรรดาผู้รายงานหะดีษทั้งหลายของชาวชีอะฮฺ จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ
มาอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด จึงจะเป็นที่ยอมรับได้... นั้น ถือว่า เป็นแค่เพียงคำพูดหรูๆที่ถูกเสกสรรขึ้นมาให้ดูน่าเชื่อถือ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เป็นสิ่งที่ถูกละเลยอย่างสิ้นเชิง .....

(2). ในด้าน “ปลายทาง” ของสายรายงานหะดีษสำหรับซุนนะฮฺก็คือ จะจบที่ “คำพูด, การกระทำ, หรือการยอมรับของท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม .. อย่างใดอย่างหนึ่ง” .. เท่านั้น, หากไปสิ้นสุดที่บุคคลอื่นใด แม้กระทั่งเป็นเศาะหาบะฮฺผู้ใกล้ชิดก็ตาม รายงานดังกล่าวนั้น สำหรับพวกเราชาวซุนนะฮฺถือว่า มิใช่เป็นหลักฐานชี้ขาดของศาสนา ....

แต่สำหรับชาวชีอะฮฺแล้ว ปลายทางของสายรายงานหะดีษส่วนใหญ่,.... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือ อัล-กาฟีย์ของท่านกุลัยนีย์, จะไปจบลงที่บรรดาอิมามๆของพวกเขา,.... ที่ถือว่ามากที่สุดก็คือ การรายงานมาจากท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก อิมามท่านที่ 6.. และท่านมุหัมมัด อัล-บากิรฺ อิมามท่านที่ 5,............

จะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่อ้างไปถึงท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ........... ฝ่ายชีอะฮฺจะอนุมานเอาเองว่า การรายงานมาจากอิมาม ก็คือการรายงานมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, โดยอ้างหะดีษของพวกเขาบางบทที่บันทึกโดยท่านซัยยิด มุห์ซิน อัล-อะมีน ในหนังสือ “อะอฺยานุช ชีอะฮฺ” เล่มที่ 3 หน้า 34, และหะดีษที่บันทึกโดยท่านกุลัยนีย์ในหนังสือ “อุศูล อัล-กาฟีย์” เล่มที่ 1 หน้า 58, โดยรายงานคำพูดของท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก ที่กล่าว (ซึ่งในที่นี้เป็นสำนวนจากการบันทึกของท่านกุลัยนีย์)ว่า ....

عَنْ فُتَيْبَةَ فَالَ : سَـاَلَ رَجُلٌ اَبَاعَبْدِاللَّـهِ عَلَيْهِ السَّلاَمُ عَنْ مَسْاَلَةٍ، فَاَجَـابَهُ فِيْهَا،... فَقَالَ اْلرَجُلُ : اَرَاَيْتَ اِنْ كَانَ كَذَا وَكَذَا مَايَكُوْنُ الْقَوْلُ فِيْهَا ؟ فَقَالَ لَهُ : مَـهْ! مَا اَجَبْتُكَ فِيْهِ مِنْ شَيْءٍ فَهُوَ عَنْ رَسُوْلِ اللَّـهِ صَلَّي اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ، لَسْنَا مِنْ :" اَرَاَيْتَ" فِيْ شَيْءٍ....

“จากท่านกุตัยบะฮฺซึ่งกล่าวว่า ... ชายผู้หนึ่ง ได้ถามท่านอบู อับดิลลาฮ์ (หมายถึงท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก) ถึงปัญหาหนึ่ง, ซึ่งท่านก็ตอบเขาในปัญหานั้น, แล้วชายผู้นั้นก็กล่าวต่อไปว่า ..ท่านจะว่าอย่างไร ถ้าหากว่าเกิดมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา โดยที่ไม่เคยมีคำกล่าว(ทัศนะ)ใดๆในเรื่องนั้นๆมาก่อน? ... ท่านญะอฺฟัรฺจึงกล่าวว่า .. อะไรกัน ! สิ่งใดก็ตามที่ฉันตอบท่านไปแล้ว ล้วนมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ทั้งนั้น, พวกเรา (อะหฺลุลบัยตฺ) ไม่มีคำว่า “ท่านจะว่าอย่างไร?” .. ไม่ว่าในเรื่องใดๆก็ตาม” ..... (จากหนังสือ อัล-กาฟีย์” เล่มที่ 1 หน้า 58)

นักวิชาการหะดีษสายสุนหนี่หรือซุนนะฮฺ จะไม่ยอมรับหะดีษที่อ้างการรายงานมาจากผู้อื่นที่มิใช่ท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมดังที่ได้อธิบายมาแล้ว, ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นท่านอะลีย์ ร.ฎ.เอง หรือเชื้อสายรุ่นถัดๆมาของท่านที่ชีอะฮฺถือว่าเป็นอิมามของพวกเขาตาม....

การไม่ยอมรับดังกล่าวมิได้หมายความว่า ฝ่ายซุนนะฮฺไม่ให้ความเชื่อถือต่อท่านอะลีย์ ร.ฎ.และเชื้อสายของท่าน ตรงกันข้าม นักวิชาการทุกคนจะให้เกียรติและยกย่องต่อทุกท่านที่เป็นเชื้อสายของท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมอย่างสูงยิ่ง และจะยอมรับหะดีษทุกบทที่พวกท่านรายงานมา โดยมีเงื่อนไขอันเป็นหลักการทั่วๆไปว่า ต้องผ่านตรวจสอบดูแล้วว่า ผู้รายงานในสายรายงานของหะดีษดังกล่าว – ตั้งแต่จากตัวผู้บันทึกไปจนถึงตัวท่านอิมามเหล่านั้น – เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ และมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามเงื่อนไขของหะดีษเศาะเหี๊ยะฮฺ และเนื้อหาของหะดีษไม่มีส่วนใดบกพร่อง....

และเกือบจะ .. หรืออาจจะทั้งหมดของหะดีษที่มีสายรายงานถูกต้องจากบรรดาอิมามเหล่านั้นก็มักจะเป็นหะดีษบทเดียวกัน.....กับหะดีษที่มีสายรายงานถูกต้องมาจากเศาะหาบะฮฺท่านอื่นๆของฝ่ายซุนนะฮฺ.... อาทิเช่นท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ, ท่านอนัส อิบนุมาลิก, ท่านอิบนุ อุมัรฺ ท่านอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด, ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร.ฎ.ฯลฯ.... โดยรายงานมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม......แล้วนักวิชาการหะดีษฝ่ายซุนนะฮฺก็ได้บันทึกหะดีษเหล่านั้นไว้ ..ในตำราหะดีษของท่านบุคอรีย์, ท่านมุสลิม, ท่านอบูดาวูด, ท่านนะซาอีย์, ท่านติรฺมีซีย์ และนักบันทึกหะดีษท่านอื่นๆ ....

และก็เพราะ ความเขลา, การไม่เคยอ่านแม้กระทั่งตำราของฝ่ายตนเอง บวกความอคติ, ของนักวิชาการชีอะฮฺทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศหลายท่านที่มีต่อบรรดาเศาะหาบะฮฺ โดยเฉพาะ, ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ ร.ฎ. จึงได้เขียนตำราประณามและโจมตีท่านว่าเป็นผู้กุหะดีษขึ้นมาหลายบท – ทั้งๆที่บรรดาหะดีษเหล่านั้นถูกบันทึกไว้ในหนังสือเศาะเหี๊ยะฮฺบุคอรีย์หรือเศาะเหี๊ยะฮฺมุสลิม หรือตำราหะดีษอื่นๆที่ฝ่ายซุนนะฮฺตรวจสอบแล้วว่า เป็นหะดีษที่ถูกต้องก็ตาม ... โดยหารู้ไม่ว่า หะดีษเศาะเหี๊ยะฮฺดังกล่าวเหล่านั้นเกือบทั้งหมด นักวิชาการฝ่ายชีอะฮฺเองได้บันทึกไว้เช่นกัน, ในตำราหะดีษของพวกเขา, โดยรายงานมาจากอิมามๆของพวกเขา, ..ด้วยสายรายงานที่พวกเขาเองถือว่า ถูกต้อง..

ดังนั้น การโจมตีและประณามของพวกชีอะฮฺต่อท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ และเศาะหาบะฮฺบางท่าน ในกรณีดังกล่าว จึงมีผลย้อนกลับไปหาอิมามๆของพวกเขาเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้, เพราะถ้าหากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺหรือเศาะหาบะฮฺท่านใดโกหกหรือกุหะดีษบทใดขึ้นมา ก็ย่อมหมายถึงว่า อิมามบางท่านของพวกเขาที่รายงานหะดีษนั้นมา ก็เป็นคนโกหกและเป็นผู้กุหะดีษบทนั้นขึ้นมาเหมือนกัน เพราะเป็นหะดีษบทเดียวกันและมีข้อความเหมือนกัน,... ไม่ว่าจะเป็นการรายงานมาจากอิมามของชีอะฮฺหรือรายงานมาจากเศาะหาบะฮฺของซุนหนี่ ... ซึ่งผมจะไม่เสนอตัวอย่างหรือรายละเอียดไว้ ณ ที่นี้

สรุปแล้ว ความไม่เชื่อถือและไม่ยอมรับหะดีษของชีอะฮฺจากนักวิชาการซุนนะฮฺส่วนใหญ่ จึงมาจากสาเหตุหลัก 3 ประการด้วยกันคือ ....

1. เพราะเป็นหะดีษที่ชีอะฮฺรายงานมาเพียงฝ่ายเดียว และมีเนื้อหาสนับสนุนแนวคิด, อุดมการณ์,ความเชื่อ, หรือหลักปฏิบัติของชีอะฮฺโดยเฉพาะ .....

2. เพราะมีผู้รายงานหะดีษจำนวนมากที่ชีอะฮฺให้ความเชื่อถือ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีคำวิจารณ์จากผู้ร่วมสมัยของผู้รายงานท่านนั้นๆแม้กระทั่งจากตัวอิมามของชีอะฮฺเองในด้านการขาดความน่าเชื่อถือ, เช่น เป็นคนขี้เหล้า, เป็นจอมโกหก, เป็นชาวนรก, และคำวิจารณ์เหล่านี้ส่วนมาก ก็ยังถูกบันทึกไว้ในตำราของชีอะฮฺเอง ดังตัวอย่างที่ผ่านมาแล้ว ....

3. และสาเหตุของการไม่ยอมรับหะดีษที่มีลักษณะดังข้อที่ 1 ของชีอะฮฺ ก็เพราะสัญชาติญาณของปุถุชนโดยทั่วๆไปที่ขาดคุณธรรมนั้น เมื่อเกิดฝักใฝ่หรือคลั่งไคล้ในสิ่งใด ก็สามารถจะกระทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการพูดเท็จ, การกุหะดีษเท็จ, หรือแม้กระทั่งการเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม เพื่อสนับสนุนต่อแนวคิดหรือต่อสิ่งที่ตนเองคลั่งไคล้นั้น, ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกข้อมูลยืนยันไว้มากมายว่าเป็นเรื่องจริงมาทุกยุคทุกสมัย....

ผู้ที่กุหะดีษขึ้นมาเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตนเองในลักษณะนี้ มิใช่จะมีเฉพาะในกลุ่มชีอะฮฺเท่านั้น เพราะแม้กระทั่งผู้ที่คลั่งไคล้ในบางมัษฮับของฝ่ายซุนนะฮฺเอง เช่น ผู้ที่สังกัดมัษฮับหะนะฟีย์ และมัษฮับชาฟิอีย์ เป็นต้น ก็ยังมีการกุหะดีษขึ้นมาเพื่อสนับสนุนมัษฮับที่ตนเองสังกัดอยู่เช่นเดียวกัน….

เพราะฉะนั้น จึงมิใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากผู้ซึ่งถูกวิจารณ์พฤติการณ์ในทางลบ, หรือบุคคลอื่นใด ที่คลั่งไคล้อยู่กับแนวคิดชีอะฮฺหลายท่านเหล่านั้น จะทำการกุหะดีษขึ้นมา เพื่อสนับสนุนและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ต่อแนวคิดที่ตนเองคลั่งไคล้นั้น,...... ไม่ว่าในเรื่องของอิมามมะฮฺดีหรือเรื่องอะไรก็ตาม..........

สำมะหาอะไรกับบุคคลธรรมดาๆที่มีคุณสมบัติต่ำกว่ามาตรฐานเหล่านั้น จะกุหะดีษใดๆขึ้นมาเพื่อสนับสนุนแนวคิดชีอะฮฺที่ตนเองคลั่งไคล้อยู่ไม่ได้.... ก็ขนาดบุคคลพิเศษ คือบรรดาเศาะหาบะฮฺผู้ใกล้ชิดของท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมที่พระองค์อัลลอฮฺ ซ.บ. ทรงรับรองความศรัทธาของพวกท่านและความเลอเลิศของพวกท่านในอัล-กุรฺอ่านหลายต่อหลายโองการ,.... มีคุณสมบัติและมีคุณธรรมสูงส่งเหนือกว่าบุคคลเหล่านี้อย่างเทียบกันไม่ได้,.. และไม่เคยปรากฏหลักฐานชัดเจนเลยว่า พวกท่านจะฝักใฝ่ฝ่ายใด,.... ก็ยังถูกฝ่ายชีอะฮฺกล่าวหาว่า หะดีษทั้งหมดที่พวกท่านรายงานมา ไม่มีความหมายแม้เพียงกะผีกริ้น (คือ ถูกกุขึ้นมาทั้งสิ้น) ยกเว้นบางเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชีอะฮฺเท่านั้นที่ไม่เท็จ ( ดูหนังสือ “อัศลุช ชีอะฮฺ” ของกาชิฟ อัลฆิฏออ์ หน้า 79).....

ความจริงแล้ว กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของหะดีษที่พวกท่านรายงาน ล้วนเป็นเรื่องของอิบาดะฮฺ, เรื่องของอะกีดะฮฺ, เรื่องของการแต่งงาน, เรื่องการทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเพื่อนมนุษย์, เรื่องของอาคิเราะฮฺ, เรื่องของสัญญาณกิยามะฮฺ และอะห์กามอื่นๆ, พูดง่ายๆก็คือ แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของอำนาจหรือตำแหน่งคอลีฟะฮฺแต่อย่างใด ...

ชีอะฮฺพอจะช่วยบอกเหตุผลได้หน่อยไหมว่า ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺก็ดี ท่านอิบนุ อุมัรฺก็ดี, ท่านอนัส บินมาลิกก็ดี, ท่านอับดุลลอฮฺ บินมัสอูดก็ดี, ท่านหญิงอาอิชะฮฺก็ดี, ท่านอิบนุ อับบาสก็ดี ฯลฯ พวกท่านเหล่านั้นได้กุหะดีษเท็จในเรื่องการนมาซ, การถือศีลอด, การทำหัจญ์, การค้าขาย, การนิกาห์, เรื่องอาคิเราะฮฺ, ฯลฯ ขึ้นมาเพื่อประโยชน์อันใด ?, หรือเพื่อต้องการสนองตัณหาใคร ?..

และ บรรดาเคาะลีฟะฮฺที่อื่นจากท่านอะลีย์อีก 3 ท่านนั้นเล่า ? ..... พวกเขาพลอยได้รับผลานิสงส์ชนิดใดจากการกุหะดีษเท็จโดยเศาะหาบะฮฺท่านอื่นในเรื่องการนมาซ, เรื่องนิกาห์, เรื่องการถือศีลอด, หรือเรื่องอะห์กามอื่นๆเหล่านั้น?.... ทำไมชีอะฮฺจึงมองหะดีษแค่ “รายงานมาจากบรรดาอิมาม?.., ทำไมไม่มองต่อไปถึงคุณสมบัติของ “สามัญชน”ท่านอื่นที่ “อ้าง” รายงานมาจากอิมามดูบ้างว่า น่าเชื่อถือได้แค่ไหน ? ....

จะเอาบรรดาสามัญชนเหล่านี้ที่เป็นคนขี้เหล้า, เป็นจอมโกหก, ถูกอิมามสาปแช่ง, และมารยาททรามถึงขนาดเคยตดใส่เคราอิมามของตัวเอง... นำไปเทียบเคียง.. แล้วก็พากันเทเครดิตให้ และโมเมตัดสินกันเองว่า สามัญชนคุณภาพต่ำเหล่านี้ มีความน่าเชื่อถือกว่าพิเศษชนอย่างบรรดาเศาะหาบะฮฺ ที่พระองค์อัลลอฮฺ ซ.บ. ทรงยกย่องในอัล-กุรฺอ่าน.. มันจะไม่มากไปหน่อยหรือ ? .

โองการที่ 8 ในซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ ซึ่งมีข้อความว่า ......

وَلاَ يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَئَانُ قَوْمٍ عَلَي اَلاَّ تَعْدِلُوْا اِعْدِلُوْا هُوَاَقْرَبُ لِلتَّقْوَى .....

มีความหมายว่า ... “และจงอย่าให้การเกลียดชังต่อชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ทำให้สูเจ้าทั้งหลายขาดความเป็นธรรม, จงเที่ยงธรรมเถิด, (เพราะ)มันเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดต่อการยำเกรงมากที่สุด” ....

........พวกท่านจะเอาไปวางไว้ตรงไหน ? .......



( คลิกเพื่ออ่านต่อ อิมามมะฮฺดี......... เร้นกายหรือยังไม่เกิด ตอนที่ 2 )

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา