เมนูของเรา

อิมามมะฮฺดี : อิมามมะฮฺดี......... เร้นกายหรือยังไม่เกิด ตอนที่ 2

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 23/5/2007 23:04:20 (6904 ครั้งที่อ่าน)
อิมามมะฮฺดี

โดย อาจารย์ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม :
อิมามมะฮฺดีในทางซุนนะฮฺ มีหลักฐานอย่างไร ? ..... อาจารย์ช่วยอธิบายให้ละเอียดด้วย เพราะมีผู้รู้กล่าวว่าอิมามมะฮฺดีเวลาปรากฏกายมานั้น มือหนึ่งถือธงดำ, มือหนึ่งถือดาบ..... มาจากเมืองคุราซานซึ่งเป็นเมืองหนึ่งของโซเวียต อยู่ใกล้อัฟกานิสถาน .... จาก อิมามสะพานดำ หาดใหญ่

ตอบ : อิมามมะฮฺดี คือใคร ?

“มะฮฺดี” มิใช่ชื่อจริง, แต่เป็นฉายานามของมหาบุรุษหนึ่งซึ่งจะมาปรากฏกายขึ้นในฐานะเป็นเคาะลีฟะฮฺผู้เที่ยงธรรมและปราดเปรื่องท่านสุดท้าย เพื่อปักธงชัยแห่งอิสลามในยุคสุดท้ายของโลก (ที่เรียกกันว่า อาคิริสซะมาน), .... นามจริงของท่าน ตรงกันกับนามของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และชื่อบิดาของท่านก็ตรงกับชื่อบิดาของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม .........

เพราะฉะนั้น นามจริงของท่านอิมามมะฮฺดีก็คือ มุหัมมัด บุตรของอับดุลลอฮฺ, .. สืบเชื้อสายมาจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร.ฎ. บุตรีของท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และท่านอฺลีย์ บิน อบีย์ฏอลิบ ร.ฎ. .....

ท่านถูกพระผู้เป็นเจ้าส่งมา เพื่อสร้างความเป็นธรรม, ความยุติธรรม, ความสงบสุข, ความร่มเย็น, ความมั่งคั่ง, ความอุดมสมบูรณ์, ความเสมอภาค, ภราดรภาพ, และสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกภายใต้รากฐานแห่งความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า เป็นระยะเวลา 7-8 ปี, ...เพราะก่อนหน้านั้น โลก นี้จะมีแต่ความเดือดร้อนและความปั่นป่วน, ความอยุติธรรมและการกดขี่ข่มเหง, การเอารัดเอาเปรียบ, การรบราฆ่าฟัน, ความลามกอนาจาร และความวุ่นวายต่างๆ ฯลฯ ..

โลกในยุคสุดท้ายจะสงบร่มเย็นลงระยะหนึ่งก็เพราะท่านผู้นี้,... (มีหะดีษเศาะเหี๊ยะฮฺรายงานมาว่า .... แล้วหลังจากนั้น โลกนี้ก็จะเกิดความระส่ำระสายอีกครั้งเมื่อท่านจากไป)....... และ ผู้ที่จะสร้างสันติสุขอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นในโลกนี้ได้... ตามรูปการณ์จึงต้องเป็นผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเป็นเลิศในด้าน “รัฐศาสตร์” หรือการปกครอง,... และจะต้องเป็นนักบริหารชั้นยอดที่เก่งกาจอย่างชนิดที่โลกนี้ไม่เคยมีมาก่อน, นอกเหนือจากความเก่งกล้าสามารถในการสู้รบ......

ความศรัทธาในเรื่องการปรากฏกายของอิมามมะฮฺดีในยุคสุดท้าย เป็นความศรัทธาที่ตรงกันในระหว่างมุสลิมฝ่ายซุนหนี่ (ซุนนะฮฺ) และฝ่ายชีอะฮฺ...... แต่จุดแตกต่างที่มองเห็นเด่นชัดในระหว่างสองกลุ่มนี้เกี่ยวกับอิมามมะฮฺดีก็คือ ความขัดแย้งในเรื่องผู้เป็นบิดาของอิมามฯ, การกำเนิดของท่าน, บุคลิกภาพของท่าน, เป้าหมายในการปรากฏกายของท่าน และอีกหลายๆเรื่องดังที่ท่านผู้อ่านจะได้เห็นต่อไป .....

ดังนั้น คำพูดของเช็ค อัต-ตีญานีย์ ในหนังสือที่แปลภาษาไทยชื่อ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” หน้า 349 ที่ว่า ...... “ความขัดแย้งที่ยังเหลืออยู่ มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คือ คำสอนของชีอะฮฺที่ว่า ท่านได้เกิดแล้ว, แต่คำสอนของซุนนะฮฺนั้น ถือว่า ท่านจะเกิดในอนาคต” .......คำพูดดังกล่าวนี้. จึงเป็นเรื่องของการหลอกลวงผู้อ่านทั้งสองฝ่ายที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างชัดแจ้ง .... นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับอิมามมะฮฺดีที่ผู้เขียน คือเช็คอัต-ตีญานีย์ ได้อ้างเรื่องเท็จในลักษณะ “โมเมเอาเอง” ให้แก่ฝ่ายซุนนะฮฺ, โดยวิธีการเขียนเรื่องราวอิมามมะฮฺดีตามแนวทางความเชื่อของชีอะฮฺ แล้วแอบอ้างอย่างปราศจากความละอายว่า สิ่งนั้นๆก็เป็นความเชื่อของชาวซุนนะฮฺด้วยเหมือนกัน .......

ดังนั้น ในตอนท้ายของหนังสือนี้ หากมีเวลาพอและไม่เป็นการยืดเยื้อเกินไป ผมจะนำเอา “การหลอกลวง” ของชีอะฮฺผู้นี้เกี่ยวกับเรื่องของอิมามมะฮฺดีมาตีแผ่ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นว่า เขาเขียนหนังสืออย่างเจตนาร้ายต่อฝ่ายซุนนะฮฺอย่างปราศจากยางอายอย่างไรบ้าง อินชา อัลลอฮฺ .......

ที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งก็คือ แม้ว่านักวิชาการหะดีษฝ่ายซุนนะฮฺจำนวนหลายท่าน ได้บันทึกเรื่องราวของอิมามมะฮฺดีไว้ในตำราของพวกท่านดังจะได้กล่าวต่อไป แต่ท่านบุคอรีย์, นักบันทึกหะดีษที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดของฝ่ายซุนนะฮฺ กลับไม่มีการรายงานหะดีษเรื่องอิมามมะฮฺดีไว้อย่างชัดเจนเลยแม้แต่บทเดียว, นอกจากจะมีรายงานมาบทหนึ่งจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ ร.ฎ. อันเป็นหะดีษที่ 3449, กิตาบอัล-อัมบิยาอ์, บาบที่ 49 เรื่องการลงมาของนบีย์อีซา ซึ่งมีข้อความว่า ......

فَالَ رَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّي اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ :كَيْفَ اَنْتُمْ اِذَانَزَلَ ابْنُ مَرْيَـمَ فِيْكُمْ، وَاِمَـامُكُمْ مِنْكُمْ؟

ท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “พวกท่านจะเป็นอย่างไร เมื่ออีซา บุตรของมัรฺยัม ได้ลงมายังพวกท่าน และผู้นำของพวกท่าน ก็มาจากพวกท่าน” .....

สำนวนของหะดีษที่ว่า “วะ อิมามุกุม มินกุม” ซึ่งแปลว่า “และผู้นำของพวกท่านก็มาจากพวกท่าน” ท่านอัล-ญูซะกีย์ ได้อ้างการอธิบายจากนักวิชาการยุคแรกๆบางท่านว่าหมายถึง “ท่านนบีย์อีซา อะลัยฮิส สลาม จะตัดสินด้วยหลักการจากอัล-กุรฺอ่าน, มิใช่ตัดสินด้วยหลักการจากคัมภีร์อินญีล” .... (ฟัตหุ้ล บารีย์” เล่มที่ 6 หน้า 494) ...... ซึ่งก็สอดคล้องกับการรายงานมาอีกสำนวนหนึ่ง จากการบันทึกของท่านมุสลิม หะดีษที่ 246/155, โดยท่านอัล-วะลีด บินมุสลิม ได้รายงานมาจากท่านอิบนุ อบีย์ซิบิน แล้วรายงานต่อไปจนถึงท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ ร.ฎ. ซึ่งมีข้อความว่า ....

ท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า .........

"كَيْفَ اَنْتُمْ اِذَا نَزَلَ فِيْكُمْ ابْنُ مَرْيَمَ فَاَمَّكُمْ مِنْكُمْ ؟ .............. فَالَ ابْنُ اَبِيْ ذِئْبٍ " تَدْرِىْ مَااَمَّكُمْ مِنْكُمْ ؟ قُلْتُ : تُخْـِبْرُنِيْ ؟ قَالَ " فَاَمَّكُمْ بِكِتَابِ رَبِّكُمْ تَبَارَكَ وَتَعَالَي، وَسُـَّنةِ نَبِيِّـكُمْ صَلَّي اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ "...

“พวกท่านจะเป็นอย่างไร เมื่อ(อีซา) บุตรของมัรฺยัมได้ลงมายังพวกท่าน, แล้วเขาได้นำพวกท่าน จาก(คัมภีร์)พวกท่าน ?” ......... ท่านอิบนุ อบีย์ซิบินได้กล่าวต่อไปว่า “พวกท่านรู้ไหมว่า คำว่า “โดยที่เขาได้นำพวกท่านจากพวกท่าน หมายความว่าอย่างไร ?” ฉัน (ท่านอัล-วะลีด บิน มุสลิม) จึงกล่าวว่า.. “ก็ท่านจะบอกฉันไหมล่ะ ?” ท่านอิบนุ อบีย์ซิบินจึงอธิบายว่า “คือ ท่าน(นบีย์อีซา) จะนำพวกท่านด้วยคัมภีร์แห่งพระผู้อภิบาลของพวกท่าน (หมายถึงคัมภีร์อัล-กุรฺอ่าน) และซุนนะฮฺของท่านนบีย์ของพวกท่าน ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม” ..............

จากคำอธิบายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าข้อความของหะดีษบทนี้ เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับท่านนบีย์อีซาโดยเฉพาะ,... ไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์กับอิมามมะฮฺดีเลยดังที่บางคนเข้าใจ, และในหนังสือหะดีษเศาะเหี๊ยะฮฺบุคอรีย์ ก็ไม่มีหะดีษบทใดอีกเลยที่พอจะตีความว่า หมายถึงเรื่องท่านอิมามมะฮฺดี .......

ดังนั้น ในหนังสือ “อิมามมะฮฺดี ความหวังใหม่ของโลก” ซึ่งเขียนโดยนักวิชาการชีอะฮฺในเมืองไทยท่านหนึ่ง, หน้า 15 ซึ่งปรากฏข้อความว่า ........ “อุละมาอ์สุนหนี่ และชีอะฮฺ ได้บันทึกหะดีษที่เกี่ยวกับท่านอิมามมะฮฺดีไว้อย่างมากมาย จาก “มุสนัดอะห์มัด อิบนิ ฮัมบัล” และ “เศาะหี้ห์ บุคอรี” เป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือหะดีษที่มาตรฐานของอะฮฺลิสซุนนะฮฺ ที่ได้เขียนขึ้นก่อนการถือกำเนิดของท่านอิมามมะฮฺดี และหนังสือทั้งสองเล่มนี้ก็ได้รายงานหะดีษต่างๆที่เกี่ยวกับอิมามมะฮฺดีๆไว้เป็นจำนวนมาก”.......

ข้อความดังกล่าวข้างต้นนี้ จึงเห็นได้ว่า เป็นการเขียนในลักษณะ “โมเม” หรือเขียนข้อมูลเท็จโดยเจตนา ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความใจผิดให้แก่ผู้อ่านที่เป็นชาวซุนนะฮฺ (หรือแม้กระทั่งชีอะฮฺ)ที่ไม่มีตำราหะดีษของท่านบุคอรีย์เข้าใจว่า ในหนังสือเล่มนี้ได้บันทึกเรื่องราวของท่านอิมามมะฮฺดีไว้อย่างมากมายดังที่ถูกอ้าง................. นี่ก็เป็นอีกประการหนึ่งที่ชาวซุนนะฮฺพึงระวังเกี่ยวกับความไม่ซื่อตรงจากฝ่ายชีอะฮฺ,.....

นอกจากนั้น หนังสือเล่มดังกล่าวนี้ ยังได้ “หมกเม็ด” ไว้ในหัวข้อเรื่อง “ตัวอย่างจากหะดีษของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ” หน้า 17-20 ..... ซึ่งท่านผู้เขียนได้นำเอาหะดีษจำนวน 9 บทมาเป็นตัวอย่างให้ผู้อ่านเข้าใจว่า เป็นหะดีษที่ถูกบันทึกโดยฝ่ายซุนนะฮฺทั้งหมด........

แต่ความจริงแล้ว มีอยู่ 5 บทจากหะดีษ 9 บทนั้น, เป็นหะดีษที่ถูกบันทึกโดยนักวิชาการชีอะฮฺ จากตำราของชีอะฮฺ, คือ หะดีษที่ 3, 5, 6, 8, 9 ....... เพราะข้อมูลดังกล่าว อ้างการบันทึกมาจากหนังสือ “ยะนาบีย์อุ้ล มะวัดดะฮฺ” ซึ่งเขียนโดยนักวิชาการชีอะฮฺชื่อ เช็ค สุไลมาน บิน เช็ค อิบรอฮีม อัล-หุซัยนีย์ อัล-บัลคีย์

นี่คือ “ตัวอย่าง” เพียงเล็กน้อยจากจำนวนร้อยๆตัวอย่างที่นักเขียนของชีอะฮฺแสดงความไม่โปร่งใสและไม่สุจริตในการเขียนหนังสือ, และนักวิชาการฝ่ายซุนนะฮฺซึ่งพอจะ “มีตำรา”และมีความรู้อยู่บ้าง ก็สามารถ “จับเท็จ”ได้ไม่ยากจากตำราของชีอะฮฺที่มีให้อ่านกันอย่างแพร่หลายทั่วไป .....

แล้วอย่างนี้ จะให้พวกเรา, ชาวซุนนะฮฺ ไว้วางใจในเรื่องความมี “อะมานะฮฺหรือความซื่อตรง และความอิคลาศหรือความบริสุทธิ์ใจ”..... ของนักวิชาการชีอะฮฺได้อย่างไร ? .....



( คลิกเพื่ออ่านต่อ อิมามมะฮฺดี......... เร้นกายหรือยังไม่เกิด ตอนที่ 3 )

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา