เมนูของเรา

อิมามมะฮฺดี : อิมามมะฮฺดี......... เร้นกายหรือยังไม่เกิด ตอนที่ 4

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 23/5/2007 22:53:09 (6379 ครั้งที่อ่าน)
อิมามมะฮฺดี

โดย อาจารย์ปราโมทย์ ศรีอุทัย

อิมามมะฮฺดี ตามความเชื่อของชีอะฮฺ


อย่างที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ความเชื่อเรื่องการปรากฏกายของท่านมะฮฺดีในยุคสุดท้ายของโลก เป็นความเชื่อที่ตรงกันทั้งฝ่ายซุนนะฮฺและฝ่ายชีอะฮฺ ...... แต่จุดแตกต่างของความเชื่อในเรื่องนี้ของทั้ง 2 ฝ่าย ก็มีข้อขัดแย้งกันในหลายๆประเด็น ซึ่งเท่าที่นักวิชาการฝ่ายซุนนะฮฺได้รวบรวมข้อมูลความขัดแย้งในเรื่องนี้แล้ว ปรากฏว่า จะมีอยู่ประมาณ 9 หรือ 10 ประเด็นด้วยกัน .......

ดังนั้น ข้ออ้างของเช็คอัต-ตีญานีย์ นักวิชาการชีอะฮฺที่กล่าวในหนังสือ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” ฉบับคำแปลภาษาไทย หน้า 347 ที่ว่าความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่ายมีเพียงประการเดียว คือในเรื่องสภาพและวาระการกำเนิดของท่านมะฮฺดีเท่านั้น ... จึงเป็นเรื่องของการ “หมกเม็ด” และอำพราง ข้อเท็จจริงโดยเจตนา เพื่อหลอกลวงผู้อ่านให้เข้าใจผิด อันถือว่า เป็น “งานหลัก” ของนักวิชาการชีอะฮฺผู้นี้ในการเขียนหนังสือทั้ง 4 เล่มของเขาที่ฝ่ายชีอะฮฺภูมิใจนักภูมิใจหนาอยู่ในขณะนี้ ......

ต่อไปนี้ คือความเชื่อเรื่องอิมามมะฮฺดี .... ตามทัศนะของชีอะฮฺ ......

1. กำเนิดอิมามมะฮฺดีของชีอะฮฺ

ตามความเชื่อของชาวชีอะฮฺนั้น ท่านอิมามมะฮฺดี(ของพวกเขา)ได้ถือกำเนิดมาแล้วตั้งแต่วันที่ 15 เดือนชะอฺบาน ฮ.ศ. 255 ในเมืองซามารอ ประเทศอิรัก ......(จากหนังสือ “อิมามมะฮฺดี ความหวังใหม่ของโลก” หน้า 9 เขียนโดยนักวิชาการชีอะฮฺท่านหนึ่ง).. และขณะนี้ กำลังอยู่ในภาวะเร้นตัวเพื่อรอโอกาสปรากฏกายอีกครั้งเมื่อถึงวาระ ....... ก็ต้องขออนุญาตคัดลอกข้อเขียนตอนนี้จากหนังสือดังกล่าว หน้าที่ 9 มาให้อ่านกันดังนี้ ....

ชีวประวัติ

ชื่อของท่าน : เป็นคำสั่งเสียจากบรรดาอิมามมะอฺศูม ไม่ให้เรียกชื่อเต็มของท่าน ตราบใดที่ท่านยังไม่ปรากฏ และให้เรารู้แต่เพียงว่าชื่อของท่านเหมือนกับชื่อของท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉายาเดียวกันกับรอซูลุลลอฮฺ
ฉายาต่างๆ ของท่าน : ฉายาที่ดังและเป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ “มะฮฺดี” “กออิม” “ฮุจญัต” “บะกียะตุ้ลลอฮฺ”

บิดาของท่าน : คือท่านอิมามฮะซัน อัสกะรี (อ) อิมามที่ 11

มารดาของท่าน: ท่านหญิงผู้ทรงเกียรติ หลานสาวของไกเซอร์แห่งโรม มีนามว่า “นัรฺญิส”

สถานที่กำเนิด : เมืองซามารอ ประเทศอิรัก วันที่ 15 เดือนชะอฺบาน ฮิจเราะฮฺที่ 255 (ซึ่งจนถึงปัจจุบัน อายุได้หนึ่งพันหนึ่งร้อยหกสิบปี และอายุของท่านจะยืนยาวต่อไปตราบเท่าที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ จนกระทั่งถึงวันแห่งการปรากฏตัวของท่าน เพื่อนำความสันติและยุติธรรมมาสู่ชาวโลก)

นี่คือ ชีวประวัติโดยย่อของท่านอิมามมะฮฺดีจากข้อเขียนของนักเขียนชีอะฮฺในเมืองไทย..

และก่อนที่เราจะได้รับรู้ประวัติการกำเนิดอันพิสดารของท่านมะฮฺดี....ก็อยากให้เราลองมาอ่านดูเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้เป็นบิดามารดาของท่านก่อนการแต่งงานกัน..... จากตำราของชีอะฮฺเองเสียก่อน ดังต่อไปนี้....... อ่านแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่จงรับรู้เพียงว่าชีอะฮฺมีความเชื่อของเขาอย่างนี้จริงๆ .... แล้วหลังจากนั้น หากเราจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงอย่างที่ชีอะฮฺเชื่อ ก็ไม่ว่ากัน ......

ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าบิดาของท่านมะฮฺดีตามความเชื่อของชีอะฮฺมิได้มีนามว่า “อับดุลลอฮฺ” ดังความเชื่อของชาวซุนนะฮฺ, แต่มีชื่อว่า “อิมามหะซัน อัล-อัสกะรีย์” ซึ่งชาวชีอะฮฺถือว่า เป็นอิมามท่านที่ 11 ของพวกเขา ....... ส่วนผู้เป็นมารดาของท่านซึ่งอ้างกันว่า เป็นหลานสาวของไกเซอร์ กษัตริย์แห่งกรุงโรมตามข้อเขียนของซัยยิดสุไลมานข้างต้นนั้น ปรากฏว่า มีการรายงานชื่อมาแตกต่างกันดังนี้ ......

1. ชื่อ “นัรฺญิส..... (จากหนังสือ “อัล-อิรฺชาด” ของอัล-มุฟีด หน้า 346, และหนังสือ “อะอฺลาม อัล-วะรออ์” ของท่านฏ็อบริสีย์ หน้า 418) ......

2. ชื่อ “เศาะกีล..... หรือ “ศ็อยกิล” (จากหนังสือ “กัชฟุ้ล ฆุมมะฮฺ” ของอัล-อัรฺดะบีลีย์เล่มที่ 3 หน้า 227) ..

3. ชื่อ “ซูซัน”..... (จากหนังสือ “อัล-ฆ็อยบะฮฺ” ของท่านฮัฏ-ฏูสีย์ หน้า 141) ....

4. ชื่อ “ร็อยหานะฮฺ”..... (จากหนังสือ “อิกมาลุดดีน” ของท่านมุหัมมัด บิน หุซัยน์ บิน บาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์ หน้า408) ....

5. ชื่อ “มุลัยกะฮฺ”..... บุตรีของท่านโจชัวซึ่งเป็นบุตรของท่านไกเซอร์ กษัตริย์แห่งกรุงโรม (จากหนังสือ “อุศูล มัษฮับ อัช-ชีอะฮฺ” เล่มที่ 2 หน้า 841) .......

แต่นามที่ชาวชีอะฮฺรู้จักกันแพร่หลายที่สุดก็คือ “นัรฺญิส” ............ จุดนี้ ทางฝ่ายชีอะฮฺอาจจะอ้างได้ว่า เพราะเจ้าหญิงนัรฺญิสมีหลายชื่อ, แต่ทางฝ่ายซุนนะฮฺก็อาจจะอ้างได้เช่นกันว่า เพราะชีอะฮฺวาง “พล็อตเรื่อง” ไม่แนบเนียนและรัดกุมเพียงพอ ชื่อมารดาของอิมามในนิยายเรื่องนี้จึงขัดแย้งกันอย่างที่เห็น ........... ถือว่า แต่ละฝ่ายจะเชื่ออย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ใครๆก็ตำหนิมิได้...

สำหรับประวัติความเป็นมาของ “นัรฺญิส” ผู้ถูกอ้างว่าเป็นมารดาของท่านมะฮฺดี .. และการแต่งงานระหว่างท่าน กับท่านอิมามหะซัน อัล-อัสกะรีย์นี้ นักวิชาการชีอะฮฺท่านหนึ่ง คือเช็คอัล-บากิรฺ อัล-มัจญลิสีย์ ได้บันทึกไว้ในตำราของท่าน 2 เล่มด้วยกัน คือหนังสือ “ญะลาอุ้ล อุยูน”และหนังสือ “หักกุ้ล ยะกีน” .... โดยอ้างการรายงานมาจากนักวิชาการสำคัญของชีอะฮฺ 2 ท่าน คือ อิบนุ บาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์, และเช็ค อัฏ-ฏูสีย์... ซึ่งทั้งสองท่านนี้ ได้อ้างการรายงานเรื่องนี้มาจากท่าน “บิชรฺ บิน สุลัยมาน” ซึ่งอ้างว่า ได้รับฟังเรื่องนี้มาจากท่านนัรฺญิสด้วยตนเอง ดังจะได้กล่าวต่อไป ......

ต่อมา นักวิชาการชีอะฮฺยุคหลังท่านหนึ่ง คือเช็คมุหัมมัด อัศ-ศ็อดริ” ได้นำประวัติดังกล่าวมาเรียบเรียงใหม่ในหนังสือชื่อ “ตารีค อัล-ฆ็อยบะฮฺ อัศ-ศุฆรออ์”.......... ประวัติดังกล่าวมีความยาวและพิสดารตื่นเต้นชวนอ่านเป็นอย่างยิ่งซึ่งผมจะขอนำมาเล่าให้ฟังย่อๆ ดังนี้ ........

เมื่อท่านอิมามอฺลีย์ อัล-ฮาดี (อิมามท่านที่ 10 ตามความเชื่อของชีอะฮฺ) ต้องการจะแต่งงานบุตรชายของท่าน คือท่านอิมามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ (อิมามท่านที่ 11) ท่านอิมามอฺลีย์ฯ ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ที่เมืองซาร์มัรฺรอ(ซามารอ) ก็ได้เรียกคนศิษย์คนสนิทคนหนึ่งของท่าน ชื่อ “บิชรฺ บิน สุลัยมาน” เข้ามาพบ ... บุคคลผู้นี้มีอาชีพค้าทาส .....

เมื่อบิชรฺ บิน สุลัยมานเข้ามาพบแล้ว ท่านอิมามฯก็มอบหน้าที่อย่างหนึ่งให้เขา นั่นคือ ให้เขาเดินทางจากเมืองซาร์มัรฺรอไปเมืองบุฆดาด (ที่คนไทยเรียกว่า กรุงแบกแดด, เมืองหลวงของประเทศอิรักในปัจจุบัน) เพื่อไปซื้อทาสสาวคนหนึ่งมาให้ท่าน โดยที่ท่านอิมามฯได้กำหนดระยะเวลาและสถานที่ตลอดจนลักษณะของทาสสาวคนนั้นให้บิชรฺ รับทราบอย่างละเอียด ......

ส่วนหนึ่งจากลักษณะของทาสสาวคนนั้นตามที่ท่านอิมามฯแนะนำบิชรฺไปก็คือ นางจะถูกนำมาในเรือของพ่อค้าทาสคนหนึ่งและจอดอยู่ริมตลิ่ง...... สัญลักษณ์ของนางก็คือ จะปิดหน้า, จะพยายามหลีกเลี่ยงจากการแตะเนื้อต้องตัวของผู้ที่จะซื้อทาส, และเมื่อถูกพ่อค้าทาสตี นางก็จะร้องเสียงดังเป็นภาษาโรมัน แต่ขณะเดียวกัน นางก็สามารถที่จะพูดภาษาอรับได้เป็นอย่างดีอีกด้วย.........

ท่านอิมามฯได้มอบจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเขียนและจ่าหน้าซองเป็นภาษาโรมัน,... มีการประทับตราประจำตัวท่านเป็นการเฉพาะ, พร้อมกับถุงเงินจำนวนหนึ่งให้แก่บิชรฺไป (บางรายงานบอกว่าเป็นเหรียญทองจำนวน 200 เหรียญ) แล้วบิชรฺก็ออกเดินทางไปกรุงบุฆดาดตามคำสั่งและพบว่า ทุกอย่าง เป็นไปตามคำบอกเล่าของท่านอิมามฯทุกประการ อาทิเช่น เวลามีผู้ซื้อทาสจะแตะเนื้อต้องตัว นางก็จะหลบเลี่ยงด้วยสัญชาติญาณอันเคยชิน พร้อมกับกล่าวว่า “ต่อให้ท่านปรากฏตัวในบุคลิกของท่านนบีย์สุลัยมาน และนั่งมาบนวอประทับเยี่ยงท่านสุลัยมาน ข้าก็ไม่ปรารถนาท่านหรอก” (1)

ถึงตอนนี้ บิชรฺจึงได้เข้าไปหาพ่อค้าทาสคนนั้น แล้วมอบจดหมายให้เขานำไปมอบให้กับนาง เมื่อนางอ่านจดหมายจบ อากัปกิริยาของนางก็เปลี่ยนไปทันทีอย่างน่าพิศวง คือ ร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนักพร้อมกับกล่าวแก่นายทาสว่า “ท่านจงขายฉันให้แก่เจ้าของจดหมายนี้เถิด, หากท่านปฏิเสธ ฉันก็จะฆ่าตัวตาย” .... นางได้กล่าวสาบานอย่างแข็งขันว่าจะทำตามที่กล่าวไว้จริงๆ ........

เมื่อพ่อค้าทาสเห็นดังนั้น จึงถือโอกาสโก่งราคาทาสสาวคนนั้นกับบิชรฺทันที, ได้มีการต่อรองราคากันอยู่นาน ในที่สุดก็ตกลงราคากันได้เท่าจำนวนเงินที่ท่านอิมามฯมอบให้ไปพอดี แล้วบิชรฺก็นำนางกลับไปกรุงบุฆดาดและเข้าพักอยู่ในห้องที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว........

“อะไรคือข้อความในจดหมาย ? ... นางมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อเจ้าของจดหมาย คือท่านอิมามฯอย่างไร จึงร้องให้อย่างหนักและขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย หากเจ้านายของนางไม่ยอมขายนางให้แก่เจ้าของจดหมายนั้น?”..... นี่คือ ปริศนาที่ก่อเกิดเป็นคำถามในหัวใจของบิชรฺ และยิ่งฉงนมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่า ทันทีที่นางเข้าไปพำนักในห้องที่บุฆดาดแล้ว นางก็รีบควักจดหมายฉบับนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วจูบมันอย่างปลาบปลื้มหลายครั้ง แล้วเอามันไปแนบแก้มและประทับไว้กับเปลือกตาแล้วนำไปลูบไล้ทั่วสารพางค์กาย........

เมื่ออดทนต่อความสงสัยไม่ไหว บิชรฺจึงกล่าวถามนางตามตรงว่า ทำไมเธอจึงจูบจดหมายที่เธอเองยังไม่รู้เลยว่า ผู้ใดคือเจ้าของมัน ? .......

นางจึงเล่าให้บิชรฺฟังว่า นางคือมุลัยกะฮฺ บุตรีของโจชัวซึ่งเป็นโอรสของไกเซอร์ กษัตริย์แห่งกรุงโรม, .. มารดาของเธอสืบเชื้อสายมาจากซิมโอน (ซีโมนปีเตอร์) ซึ่งเป็นวะศี้ย์ (ผู้สืบทอดหรือศิษย์)ของพระเยซู ...

นางเล่าต่อไปว่า .... เมื่อนางอายุได้ 13 ปี ปู่ของนางก็ได้จัดการแต่งงานนางกับหลานชายของพระองค์คนหนึ่ง โดยจัดพิธีแต่งงานอย่างหรูหรา แต่แล้ว พอถึงตอนที่มีการนำไม้กางเขนไปวางบนแท่นแล้วให้เจ้าบ่าวขึ้นนั่งบนแท่นนั้นโดยมีบาทหลวงยืนเข้าแถวเพื่อประกอบพิธิ ปรากฏว่า ไม้กางเขนก็ร่วงหล่นลงมาระเนระนาดและเสาต่างๆเกิดอาการอ่อนตัวล้มลง เจ้าบ่าวถึงกับเป็นลมหมดสติ..... กษัตริย์ไกเซอร์และหัวหน้าบาดหลวง (ก็คงจะเป็นโป้ปในปัจจุบัน) เห็นว่า สิ่งนี้เป็นลางร้ายและความอัปมงคล จึงสั่งล้มเลิกพิธีแต่งงานนั้นเสีย ....... ต่อมา ปู่ของนางก็ได้จัดการแต่งงานนางกับหลานชายอีกคนหนึ่งของพระองค์ แต่ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเหมือนเดิม .........

แล้วในคืนหนึ่ง นางก็ฝันว่า มีการจัดธรรมมาสน์อันมีรังสีเรืองรองขึ้นในพระราชวังคุณปู่ของนาง แล้วท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, และลูกๆตลอดจนวะศี้ย์ คือทายาทผู้สืบทอดของท่านอันได้แก่ท่านอฺลีย์และบรรดาอิมามอื่นๆก็เดินเข้ามา,.... พร้อมๆกันนั้น พระเยซู (ท่านนบีย์อีซา อะลัยฮิส สลาม) พร้อมด้วยวะศี้ย์ของท่าน คือท่านซิมโอนและสานุศิษย์อื่นๆอีกจำนวนมากก็ปรากฏกายเข้ามาด้วย เมื่อมาเผชิญหน้ากัน ท่านนบีย์อีซา อะลัยฮิส สลามก็สวมกอดท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, แล้วท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้กล่าวแก่นบีย์อีซาว่า .... “ที่ฉันมานี่ ก็เพื่อจะสู่ขอมุลัยกะฮฺ บุตรีของซิมโอนผู้เป็นวะศี้ย์ของท่านให้แก่ลูกชายของฉันคนนี้”... แล้วท่านก็ชี้มือไปที่ท่านอิมามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ซึ่งนั่งอยู่ด้วย ณ ที่นั้น .........

ท่านนบีย์อีซา อะลัยฮิส สลามจึงหันไปหาซิมโอนแล้วกล่าวว่า.... “เกียรติยศอันยิ่งใหญ่ได้มาเยือนท่านแล้วจากการที่สายเลือดของท่าน มีส่วนสัมพันธ์กับสายเลือดของท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม” .. ท่านซิมโอนก็ตอบตกลงด้วยความยินดี ทั้งหมดจึงขึ้นไปบนมิมบัรฺ(ธรรมาสน์) แล้วท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้อ่านคุฏบะฮฺและทำการนิกาห์ฉันกับท่านหะซัน โดยมีท่านนบีย์อีซาและลูกหลานของท่านนบีย์มุหัมมัด ตลอดจนสานุศิษย์ทั้งหมดร่วมเป็นพยาน......

นางเล่าต่อไปว่า ... หลังจากคืนนั้นแล้ว ความรักที่มีต่อท่านอิมามหะซันก็ท่วมท้นหัวใจของนาง ทำให้นางปราศจากความสุขโดยสิ้นเชิง, จนกระทั่งคืนหนึ่ง นางก็ได้ฝันเห็นพระแม่มาเรีย (ท่านมัรฺยัม บุตรีท่านอิมรอน) และท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร.ฎ. เข้ามาหานางพร้อมปวงนางฟ้าจำนวนนับพัน, พระแม่มาเรียได้แนะนำนางให้รู้จักท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร.ฎ.ว่า ... “นี่คือ ท่านฟาฏิมะฮฺ ประมุขแห่งปวงสตรีทั้งหลาย ผู้เป็นมารดาของสามีเจ้า” ..... เมื่อนางรู้ดังนั้น นางก็เข้าไปกอดท่านแล้วร้องให้ฟูมฟายและฟ้องว่า ... “ลูกของแม่ (หมายถึงอิมามหะซัน) ไม่เคยมาเยี่ยมดิฉันบ้างเลย” ..........

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร.ฎ. จึงชี้แจงว่า ... “เหตุที่ลูกของฉัน (หะซัน) ไม่เคยมาเยี่ยมเจ้า ก็เพราะเจ้าตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮฺโดยการถือศาสนาคริสต์อยู่” .... แล้วท่านก็สั่งให้นางกล่าวกะลีมะฮฺ ชะฮาดะฮฺ, ซึ่งนางก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งนี้ นางจึงเข้ารับอิสลามในโลกแห่งความฝันนั้น และเมื่อท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร.ฎ.ได้ยินนางกล่าวกะลีมะฮฺ ชะฮาดะฮฺ ท่านก็เกิดความปลาบปลื้มยินดีจนถึงกับดึงนางเข้าไปกอดประทับไว้แนบอก และสัญญาว่า ต่อไป ท่านอิมามหะซันก็จะต้องมาหานางแน่นอน .......

ท่านนัรฺญิสหรือมุลัยกะฮฺได้เล่าให้บิชรฺฟังต่อไปว่า ...... หลังจากคืนนั้นแล้ว ก็ปรากฏว่าไม่มีคืนไหนอีกเลยที่ท่านอิมามหะซันจะไม่ได้มาหานางในความฝัน แล้วแสดงความรักต่อนางอย่างดูดดื่ม และบอกกับนางว่า สาเหตุที่ท่านล่าช้าในการมาหานาง มิใช่เพราะอื่นใด นอกจากการตั้งภาคีของนางเท่านั้น, ตอนนี้ เมื่อนางรับอิสลามแล้ว ท่านจึงมาหานางทุกคืนได้ ...........

และเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์แห่งความเป็นจริง มิใช่เป็นเพียงความฝัน ท่านนัรฺญิสเล่าว่า นางจึงหาวิธีให้ได้เข้าร่วมอยู่ในกองทัพแห่งกรุงโรมที่ยกกองทัพไปทำสงครามกับมุสลิม, เมื่อกองทัพมุสลิมตีกองทัพโรมันแตกพ่าย นางก็ถูกจับเป็นเชลยร่วมกับผู้หญิงและเชลยศึกคนอื่นๆ, และด้วยวิธีการอย่างนี้ นางจึงได้มีโอกาสมาถึงที่นี่, ได้พบกับท่านอิมามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ผู้เป็นสามี (ในฝัน) ตรงตามจุดประสงค์ทุกอย่าง ......... และแล้ว ท่านอิมามอฺลีย์ อัล-ฮาดี ก็ได้จัดการแต่งงานนางกับท่านอิมามหะซัน อัล-อัสกะรีย์จริงๆในที่สุด .......

นี่คือ เรื่องราวอันเป็นตำนานแห่งความรัก-ความพิศวาสระหว่างท่านอิมามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ กับท่านนัรฺญิส, บิดาและมารดาของท่านมะฮฺดี(ตามความเชื่อของชีอะฮฺ) ซึ่งย่อมาจากหนังสือ “ญะลาอุ้ล อุยูน” และหนังสือ “หักกุล ยะกีน” ของท่านอัล-บากิรฺ อัล-มัจญลิสีย์, .... และหนังสือ “ตารีค อัล-ฆ็อยบะฮฺ อัศ-ศุฆรออ์” ของอุสตาซมุหัมมัด อัศ-ศ็อดริ ซึ่งเป็นนักวิชาการชีอะฮฺ .......

ใครจะอ่านแล้วเชื่อว่า “เป็นเรื่องจริง”..... หรืออ่านแล้วไม่เชื่อ เพราะมองว่าเป็นเพียง “นิทาน”เริ่องหนึ่ง เหมือนนิทานอื่นๆในชุดนิยายอาหรับราตรีที่มีขายดาษดื่นตามท้องตลาด ก็ถือว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ใครๆจะตำหนิหรือล่วงละเมิดมิได้ด้วยประการทั้งปวง ......... เพราะปกติ “ความจริง” กับ “ความเชื่อ”..... ก็ใช่ว่าจะต้องมีส่วนสัมพันธ์กันเสมอไป...

บ่อยครั้งที่เป็นเรื่องจริง........ แต่คนไม่เชื่อ .......
แต่ก็มีมิใช่น้อยที่คนจำนวนมากเชื่อ.... ทั้งๆที่มิใช่เรื่องจริง …


ส่วนการกำเนิดของท่านอิมามมะฮฺดีตามตำราของชีอะฮฺซึ่งมีความมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเรื่องราวข้างต้นเสียอีก มีการรายงานมาดังนี้ ........

ท่านมูซา บิน มุหัมมัด บินอัล-กอซิม บิน หัมซะฮฺ ได้กล่าวว่า : ท่านหญิงหะกีมะฮฺ บุตรีของท่านอิมามมุหัมมัดญะวาด (อิมามท่านที่ 9 ของชีอะฮฺ, มีศักดิ์เป็นน้าสาวของอิมามหะซัน อัล-อัสกะรีย์) ได้กล่าวว่า .......

ท่านอิมามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ ได้สั่งให้ฉันมาหา แล้วกล่าวว่า “ท่านน้าจ๋า ! คืนนี้ท่านน้าละศีลอดที่บ้านฉันนี่แหละ เพราะมันเป็นคืนนิศฟูชะอฺบาน ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ ซ.บ.จะให้ทรงปรากฏในคืนนี้ ผู้ซึ่งเป็นหุจญะฮฺ (ข้อพิสูจน์) ของพระองค์ในโลกนี้,”... ท่านหะกีมะฮฺกล่าวต่อไปว่า .. ฉันจึงถามว่า “แม่ของเด็กคือใคร ?” .. ท่านอิมามหะซันก็ตอบว่า “คือ นัรฺญิส” ... ฉันจึงกล่าวว่า “ขออัลลอฮฺให้ฉันเป็นพลีแก่ท่าน ฉันยังไม่เห็นร่องรอยการตั้งครรภ์ใดๆจากนางเลย”... ท่านอิมามหะซันกล่าวตอบว่า “แต่มันจะเป็นอย่างที่ฉันบอกท่านนี่แหละ” .......

ท่านหะกีมะฮฺกล่าวต่อไปว่า .... ฉันจึงเข้าไปหานาง เมื่อฉันให้สล่ามและนั่งลง นางก็เข้ามาถอดรองเท้าให้ฉัน แล้วกล่าวว่า “นายท่านเป็นอย่างไรบ้างคืนนี้ ?” .... ฉันจึงตอบว่า “โอ ! ไม่หรอก เธอต่างหากที่เป็นนายของฉันและของครอบครัวฉัน” ท่านหะกีมะฮฺเล่าต่อไปว่า ... นางแสดงอาการคัดค้านคำพูดของฉันและกล่าวว่า “อะไรกันนี่ ?” ..... ฉันจึงบอกกับนางว่า .. “ลูกเอ๋ย ! คืนนี้แหละที่พระองค์อัลลอฮฺจะประทานบุตรให้แก่เธอ, ซึ่งเขาจะเป็นผู้นำทั้งโลกนี้และโลกหน้า” ..... ซึ่งนางก็แสดงอาการเอียงอาย .......

คืนนั้น เมื่อฉันนมาซอิชาอ์และละศีลอดแล้ว ฉันก็เข้าไปนอน พอเที่ยงคืน ฉันจึงลุกขึ้นนมาซ(ตะฮัจญุด) ... เมื่อฉันนมาซเสร็จ ก็เห็นนางยังยืนอยู่ (ตามปกติ) โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย ฉันจึงเข้าไปนอนต่อ ..... เมื่อฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นนางนอนหลับอยู่ .. แล้วนางก็ลุกขึ้นมาทำนมาซ เสร็จแล้วก็นอนต่ออีก ....

ท่านหะกีมะฮฺเล่าต่อไปว่า : ฉันจึงออกมามองดูแสงอรุณ ก็มองเห็นแสงอรุณแรกทอดยาวคล้ายหางสิงโต โดยที่นางยังนอนหลับอยู่ ฉันจึงเกิดความฉงนในใจหลายประการ ท่านอิมามหะซันก็ตะโกนมาจากที่นอนของท่านว่า .... “ท่านน้าอย่าเพิ่งรีบร้อน ! ตอนนี้ทุกอย่างใกล้จะถึงกำหนดอยู่รอมร่อแล้ว” ... ฉันจึงนั่งลงแล้วอ่านซูเราะฮฺ “อะลีฟ, ลาม, มีม อัส-ซัจญดะฮฺ” และซูเราะฮฺ “ยาซีน”... แล้วจู่ๆฉันก็เกิดสะดุ้งขึ้นมา ฉันจึงผลุนผลันเข้าไปหานาง แล้วกล่าวว่า “พระนามของอัลลอฮฺคุ้มครองเธอด้วย, รู้สึกอย่างไรบ้าง ?” นางก็ตอบว่า “ใช่จ๊ะ !” ...... ฉันจึงกล่าวแก่นางว่า : “กลั้นลมหายใจของเธอไว้ และทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้, นี่แหละคือสิ่งที่ฉันได้เคยบอกกับเธอไว้แล้ว” .........

ท่านหะกีมะฮฺกล่าวต่อไปว่า ... หลังจากนั้น ความเงียบก็เข้ามาปกคลุมเราทั้งสองอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วฉันก็รู้สึกว่านายหญิงของฉันมีอาการ ฉันจึงเปิดผ้าออกจากตัวเธอดู ทันใดนั้น ก็มองเห็นท่าน(อิมามมะฮฺดีซึ่งเป็นทารก) กำลังก้มสุญูดอยู่ที่พื้น ฉันจึงอุ้มท่านขึ้นมากอดไว้ และทันทีนั้นฉันก็รู้สึกว่า ตัวเองรู้สึกสะอาดสะอ้านจากการอุ้มท่านนั้น......

แล้วท่านอิมามหะซันก็ตะโกนเข้ามาว่า ... “ท่านน้าจ๋า, นำลูกมาให้ฉันซิ !”.... ฉันจึงนำทารกนั้นไปให้ท่าน ท่านก็เอามือทั้งสองรองที่ก้นและหลังของทารกนั้น โดยให้ฝ่าเท้าทั้งสองของเด็กวางอยู่บนอกของท่าน ต่อมา ท่านก็ดุนลิ้นของท่านลงไปในปากของทารก และลูบไล้มือของท่านที่ตาทั้งสอง, ที่หู และข้อต่อต่างๆของทารกนั้นพลางกล่าวว่า ... “พูดซิ ลูกพ่อ !” ... เด็กทารกก็พูดขึ้นว่า “ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ,.. และฉันขอปฏิญาณอีกว่า ท่านนบีย์มุหัมมัด เป็นรอซู้ลของอัลลอฮฺ” .... แล้วทารกนั้นก็กล่าวอวยพรแก่ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน (หมายถึงท่านอฺลีย์ ร.ฎ.) และบรรดาอิมามทั้งหมด จนมาถึงบิดาของตนเองแล้วจึงยุติ.......

แล้วท่านอิมามหะซันก็พูดว่า ... “ท่านน้าจ๋า, ช่วยนำเด็กไปให้แม่เขาหน่อยซิ เพื่อเขาจะได้ให้สล่ามแม่ของเขา แล้วค่อยนำกลับมาให้ฉันอีกที ” .... ฉันจึงนำเด็กทารกนั้นไปให้นาง, เด็กนั้นก็กล่าวสล่าม(แก่มารดาของเขา) แล้วฉันจึงนำกลับมาวางไว้ ณ ที่เดิม .......

ท่านอิมามหะซันกล่าวอีกว่า ... “ท่านน้าจ๋า, เมื่อครบเจ็ดวันแล้ว ให้ท่านมาหาเราอีกครั้งนะ”... ท่านหะกีมะฮฺเล่าต่อไปว่า พอตอนเช้า ฉันก็ไปเพื่อให้สล่ามแก่ท่านหะซันตามปกติ แล้วฉันก็เปิดม่านขึ้นเพื่อมองหาเจ้านายตัวน้อยๆแต่ก็ไม่เห็น ฉันจึงกล่าวแก่ท่านอิมามหะซันว่า “ขอให้ฉันเป็นพลีแก่ท่าน, เจ้านายตัวน้อยอยู่ที่ไหน ?” ท่านอิมามหะซันก็ตอบว่า “ฉันได้ฝากเขาไว้ที่พระองค์ผู้ซึ่งมารดาของท่านนบีย์มูซาได้เคยฝากมูซาไว้” .......

ท่านหะกีมะฮฺเล่าต่อไปอีกว่า ... พอครบวันที่เจ็ด ฉันก็ไปแล้วให้สล่ามแก่ท่านอิมามหะซัน ท่านจึงกล่าวแก่ฉันว่า “ไปเอาลูกของฉันมาซิ !” .. ฉันจึงนำเจ้านายตัวน้อยซึ่งกำลังอยู่บนเศษผ้ามาให้ ท่านก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนตอนแรก(ที่เพิ่งคลอด) คือ ดุนลิ้นเข้าไปในปากของเขาคล้ายๆกับจะให้นมหรือน้ำผึ้งรวงแก่เขา แล้วกล่าวว่า... “พูดซิ ลูกพ่อ !” ... เด็กคนนั้นก็กล่าวปฏิญาณ แล้วกล่าวเศาะละวัตแก่ท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม,.. และแก่ท่านอฺลีย์ และแก่บรรดาอิมามๆ จนจบที่บิดาของตนเอง หลังจากนั้น ก็อ่านโองการที่ว่า .... “และเราปรารถนาที่จะให้ความโปรดปรานแก่บรรดาผู้อ่อนแอทั้งหลายในแผ่นดิน และเราจะทำให้พวกเขาเป็นผู้นำ(หัวหน้า) และทำให้พวกเขาเป็นผู้รับมรดก, ... และเราจะให้พวกเขามีอำนาจในแผ่นดิน และเราจะทำให้ฟิรฺอูน, ฮามาน และไพร่พลของเขาทั้งสอง ได้เห็นสิ่งซึ่งพวกเขาเหล่านั้นหวาดกลัว” (โองการที่ 5-6 ซูเราะฮฺอัล-เกาะศ็อศ) ...

(จากหนังสือ “อะอฺลาม อัล-วะรออ์” ของท่านฏ็อบริสีย์ หน้า 418-420) ....



( คลิกเพื่ออ่านต่อ อิมามมะฮฺดี......... เร้นกายหรือยังไม่เกิด ตอนที่ 5 )

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา