เมนูของเรา

อิบนฺ สะบาอฺ : อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺในหนังสือของนักบูรพาคดี

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 7/6/2007 15:05:57 (4858 ครั้งที่อ่าน)
อิบนฺ สะบาอฺ

แปลและเรียบเรียงโดย อับดุลมาลิก สงวนธรรม

หนังสือของพวกนักบูรพาคดีไม่เพียงจะกล่าวถึงอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ เท่านั้น แต่หนังสือเหล่านี้ยังวิเคราะห์ชีวิตของเขาในแง่มุมต่างๆ อีกด้วย นักบูรพาคดีได้ศึกษาปัจจัยต่างๆ ซึ่งผลักดันให้เขาสามารถเผยแพร่แนวคิดที่เป็นภัยในหมู่พี่น้องมุสลิม แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงความคิดเห็นและทรรศนะของบรรดานักบูรพาคดีที่มีต่ออิบนฺ สะบาอฺ เราควรจะมาดูก่อนว่า นักบูรพาคดีพยายามพิสูจน์ถึงความมีตัวตนของอิบนฺ สะบาอฺอย่างไรและในลักษณะไหน เพราะเรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาอยู่ในความคิดของนักวิจัยบางคน


ก่อนอื่นเราต้องรำลึกอยู่เสมอว่า พวกนักบูรพาคดีเกลียดชังอิสลามและมุสลิม พวกเขาเล็งลูกศรแห่งการใส่ร้ายป้ายสีและการประณามหยามเหยียดมาที่อิสลาม และความสำเร็จของพี่น้องมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกครองในยุคอุมัยยะฮฺ ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ว่าด้วยการศึกษาโลกตะวันออก เราจะเห็นสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน การเหยียดหยามและการใส่ร้ายนี้เป็นผลมาจากชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของมุสลิมที่มีส่วนคุกคามต่อการดำรงอยู่ของโลกคริสเตียน

บรรดาดินแดนแว่นแคว้นทั้งหลายที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอุมัยยะฮฺได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา ความจริงอุมัยยะฮฺได้พยายามที่จะรวบรวมมุสลิมทั้งมวลเข้าอยู่ใต้ร่มธงเดียวกัน น่าเสียดายที่เอกภาพดังกล่าวอยู่ได้ไม่นานนัก ในยุคของอับบาสิยะฮฺและฟาฏิมียะฮฺ เอกภาพของมุสลิมก็อันตรธานไปโดยสิ้นเชิง ฝ่ายอับบาสิยะฮฺทำการปกครองโลกอิสลามได้เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยอาศัยข้อผูกมัดทางศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว โลกอิสลามจึงได้ผูกสัมพันอยู่กับเคาะลีฟะฮฺของอับบาสิยะฮฺ ด้วยเหตุนี้นักปราชญ์จึงสามารถสังเกตุออกถึงความเห็นอกเห็นใจที่บรรดานักบูรพาคดีมีต่ออับบาสิยะฮฺและฟาติมียะฮฺอย่างน่าทึ่ง ในทำนองเดียวกัน นักบูรพาคดีเหล่านี้กลับมีทัศนคติต่ออุมัยยะฮฺในทางลบ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มิได้ขัดขวางพวกเขาไม่ให้พูดความจริงเกี่ยวกับการมีตัวตนของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ และเปิดโปงการปิดบังที่ซ่อนเร้นอยู่ในงานเขียนบางเล่มให้เป็นที่กระจ่าง

เพื่อเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ เราขอแนะนำหนังสือชื่อ "The Caliphate : Its Ascendance and Fall" หรือ "ระบบเคาะลีฟะฮฺ : ความรุ่งเรืองและการตกต่ำ" โดย เซอร์ วิลเลี่ยม เนอร์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ชอบทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลามและมุสลิมอยู่เสมอ เป็นข้าหลวงอังกฤษประจำแคว้นตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียในสมัยที่อินเดียยังคงอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษ ท่านเซอร์ วิลเลี่ยมได้กล่าวไว้ในหนังสือดังกล่าวว่า :

"อิบนฺ สะบาอฺ ผู้ที่รู้จักกันในนามว่า อิบนฺ เซาดะฮฺ เป็นผู้อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของคาบสมุทรอาหรับ เขาเป็นยิวและเปลี่ยนมารับอิสลาม หลังจากนั้น สภาพความจริงของเขาก็ปรากฏจนเป็นที่ประจักษ์ว่า เขามีความคิดที่จะปฏิวัติรัฐบาลในสมัยของเขา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องถูกเนรเทศออกจากเมืองอัล-กูฟะฮฺและดามัสกัสหลายครั้งด้วยกัน เพื่อเป็นการลงโทษสำหรับความคิดที่จะทำการปฏิวัติของเขา ท้ายที่สุด เขาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอียิปต์ ดินแดนที่เขาเริ่มต้นเผยแพร่ความคิดต่อต้านหลักศรัทธาของอิสลาม อาทิ การกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่งของมุฮัมมัดเหมือนกับการกลับมาของพระเยซูคริสต์ อะลีเป็นผู้รับมรดกการปกครองของศาสดา อุษมานเป็นผู้แย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ความยุติธรรมและสัจธรรมเรียกร้องให้มีการโค่นล้มรัฐบาลของเขา(อุษมาน) โดยข้อเท็จจริงแล้ว ทรรศนะเหล่านี้ได้รับความเห็นชอบและการยอมรับจากประชาชนบางคน" (อ้างอิงมาจากหนังสือเล่มเดียวกัน ฉบับแปลเป็นภาษาอุรฺดู, หน้า 216-217)

หนังสือ "History of The Arabs" หรือ "ประวัติศาสตร์อาหรับ" โดยศาสตราจารย์ นิโคลสัน มีบทหนึ่งเขียนถึงเรื่องชีอะฮฺเป็นการเฉพาะ ความตอนหนึ่งมีอยู่ว่า "อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นชาวเมืองสะนาอฺ อัล-ยะมัน เขาเข้ารับอิสลามในสมัยการปกครองของอุษมาน ก่อนหน้านี้เขาเป็นยิว บรรดานักประวัติศาสตร์กล่าวว่า เขาเคยไปเยือนดินแดนฮิญาซฺ อัล-บัสเราะฮฺและอัล-กูฟะฮฺ สุดท้ายเขาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอียิปต์ ที่นี้แหละ เขาได้เริ่มทำการการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับการกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่งของมุฮัมมัดในแบบเดียวกับการกลับมาของพระเยซูคริสต์ เขาอ้างว่าศาสดานั้นมีจำนวนเป็นพัน แต่ละท่านล้วนมีผู้รับมรดกการปกครองคนหนึ่ง และผู้รับมรดกการปกครองของมุฮัมมัดคืออะลี แต่อบูบักร อุมัรและอุษมานได้แย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺไปจากอะลี" (หน้า 215)

ดร. วอลเทอร์ซี่ คเลนี่ เมื่อครั้งที่ท่านจัดพิมพ์คำแปลหนังสือ "กิตาบุล อิบานะ อันอุซูล อัล ดัยนา" ที่ท่านแปลเองเป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1940 ดร.วอลเทอร์ซี่เขียนบทนำให้กับคำแปลนี้เสียยาวเหยียด ตอนหนึ่งมีความว่า "อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นคนยิวคนหนึ่ง เขาได้พบกับอะลี และพูดกับอะลีด้วยการใช้ ‘คำพูด’ หนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาได้จินตนาการว่าอะลีเป็นพระเจ้า ด้วยเหตุนี้อะลีจึงเนรเทศเขาออกไป เพราะประโยคดังกล่าวจัดได้ว่าเป็นมุรฺตัด หรือตกศาสนาแล้ว แต่ความคิดเช่นนี้กลับหยั่งรากลึกลงในพลพรรคของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ รวมทั้งความคิดที่ว่าอะลีจะกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ เขายังเทศนาอีกว่า พระเจ้ามาปรากฏอยู่ในร่างของอะลี ดร.วอลเทอร์ซี่เชื่อว่า ชาวชีอะฮฺถือว่าอิมามะฮฺนั้นสูงส่งกว่าความเป็นนบี(ศาสดา)เสียอีก พวกเขาอธิบายอิสลามในลักษณะที่แปลกประหลาดมาก ซึ่งแสดงให้เห็นความศรัทธาของพวกเขาที่ว่า มุฮัมมัดแม้จะป็นคนเมตตาการุณอยู่ก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยมีความตั้งใจที่จะทำความดีงามให้กับมนุษยชาติ" (หน้า 7, 8)

ดร.กาย ทาฮาลสเตอร์ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "Al-Shiaa in India" หรือ "ลัทธิชีอะฮฺในประเทศอินเดีย" ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 ใจความตอนหนึ่งมีอยู่ว่า "อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นบุคคลแรกที่โฆษณาชวนเชื่อสนับสนุนอะลี เขาเป็นยิวในเมืองสะนาอฺ และประกาศเข้ารับอิสลามในระหว่างสมัยเคาะลีฟะฮฺอุษมาน เขาออกตระเวนเที่ยวไปหลายเมืองและเผยแพร่ความคิดของเขาว่า มุฮัมมัดจะกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง และว่าอะลีเป็นผู้รับมรดกการปกครองของมุฮัมมัด เขา(อิบนฺ สะบาอฺ)ยังยืนยันว่าเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกเป็นผู้แย่งชิง(ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺไปจากอะลี) ความศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในตัวมุฮัมมัดถูกถ่ายทอดต่อไปยังอะลีภายหลังการสิ้นชีวิตของผู้เป็นศาสดา ความคิดเช่นนี้ได้รับการต้อนรับจากบรรดาผู้ที่ไม่พอใจการปกครองของอุษมาน"

ในกรุงลอนดอน ดวิกท์ เอ็ม. โดนัลด์สันได้จัดพิมพ์หนังสือ "The Sheit Religion of Islam" หรือ "ศาสนาชีอะฮฺอิสลาม" จัดเป็นหนังสือเกี่ยวกับลัทธิชีอะฮฺที่สำคัญเล่มหนึ่ง โดนัลด์สันเป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียงที่เคยอาศัยอยู่ในเมือง "มัชฮาด" เป็นเวลานานถึง 16 ปี เขาได้รับความช่วยเหลือในการเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ้างอิงมากมาย เฉพาะรายชื่อของหนังสืออ้างอิงเหล่านี้ก็กินเนื้อที่ถึง 16 หน้าทีเดียว เขายกบทหนึ่งให้กับเรื่องของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ และยังพูดถึงบุคลิกภาพกับความคิดของอิบนฺ สะบาอฺได้อย่างชัดเจน โดนัลด์สันกล่าวว่า "มีข้อคิดเห็นอยู่หลากหลาย แต่ในบรรดาข้อคิดเห็นเหล่านี้ มีความคิดหนึ่งดำรงอยู่ด้วย นั่นคือว่าอะลีได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าให้มาดูแลกิจการทางการเมืองและทางศาสนาของรัฐอิสลาม ผู้ให้กำเนิดความคิดนี้ก็คือ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ ตามที่พบรายงานอยู่ในหนังสือของอัต-เฏาะบารีย์ บุคคลผู้นี้ได้ท่องเที่ยวไปทั่วจักรวรรดิอิสลามและเทศนาสั่งสอนมุสลิมให้หลงไปสู่แนวทางต่างๆ ก่อนที่จะประกาศรับอิสลามเขาเคยเป็นยิวมาก่อน ดั้งเดิมเขาเป็นคนมาจากเมืองสะนาอฺ อัล-ยะมัน เมื่อเที่ยวเยือนไปตามรัฐอิสลามทั้งหลายแล้ว เขาจึงตั้งถิ่นฐานอยู่ในอียิปต์ ณ สถานที่นี้ เขาได้เริ่มต้นโฆษณาชวนเชื่อเพื่ออะลี และแถลงความคิดเห็นของเขาออกไปว่าอบูบักร อุมัรและอุษมานแย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ(ไปจากอะลี) นอกจากนี้ เขายังป้ายสีอุษมานว่า อุษมานเป็นคนทุจริตและเป็นอันตราย เขายืนยันว่ามุฮัมมัดจะกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับพระเยซู และยังยืนยันอีกว่าศาสดา(นบี)ทุกท่านล้วนมีผู้รับมรดกการปกครองด้วยกันทั้งนั้น และว่าอะลีเป็นผู้รับมรดกการปกครองของมุฮัมมัด แต่ทว่าสาวกบางคนของมุฮัมมัดกลับไม่ยอมเคารพในคำสั่งเสียของผู้เป็นศาสดาและดังนั้นพวกเขาจึงได้กระทำฉ้อฉลต่ออะลี มุสลิมทั้งหลายควรจะให้การสนับสนุนอะลี และควรจะกดดันบรรดาผู้แย่งชิงทั้งหลายเพื่อที่จะกอบกู้สิทธิของอะลีให้กลับคืนมา นอกจากนี้ เขายังยืนยันอีกว่าความศักดิ์สิทธิ์นั้นได้ถูกถ่ายทอดจากผู้เป็นศาสดาไปยังอะลีขณะกำลังสิ้นใจ"

ศาสตราจารย์ฮิตตีพูดถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ "History of the Arabs" หรือ "ประวัติศาสตร์ชาติอาหรับ" ที่ท่านเขียนเองด้วยสไตล์วิทยาศาสตร์ ฮิตตีกล่าวว่า "มันเป็นเรื่องยากที่จะไล่ติดตามผลกระทบจากลัทธิต่างๆ ของอิหร่านและคริสเตียนที่มีต่อลัทธิชีอะฮฺในช่วงที่ลัทธิชีอะฮฺเริ่มต้นและพัฒนาเรื่อยมา แนวความคิดเรื่องมะฮฺดีผู้ที่ถูกรอคอยนั้นนำมาจากความคิดของคริสเตียนหรือความคิดของศาสนาอื่น บุคลิกภาพของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺออกจะแปลกประหลาด และถูกแวดล้อมอยู่ด้วยเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มิอาจเข้าใจได้ เขาเข้ารับอิสลามในสมัยของอุษมาน เขาเป็นต้นเหตุทำให้อะลีต้องกระสับกระส่ายอยู่ไม่วาย เพราะความคิดอันแปลกประหลาดของเขา ดังนั้น อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ จึงเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มชีอะฮฺสุดโต่งขึ้น พวก Gnostics หรือพวกคริสเตียนในยุคแรกๆ มีบทบาทอย่างใหญ่หลวงในการทำให้เกิดความคิดเรื่องอิมามะฮฺในชีอะฮฺ"

ข้อความที่นำมาอ้างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ มีตัวตนอยู่จริง และที่แน่ๆ ก็คือ เขาเป็นผู้ก่อตั้งแนวทาง(ลัทธิ)นี้อย่างแน่นอน



Source :

1. หนังสือของ Dr.Mohammad Yousof Al-Nagrami, Al Shi'aa on The Scale, translated by Ahmad Ibrahim Al Shareef, 1989, printed by unknown publisher, pp. 48-64

2. เว็บไซต์ www.ansar.org

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา