เมนูของเรา

อิบนฺ สะบาอฺ : สาเหตุที่มีการปฏิเสธความมีอยู่จริงของอิบนฺ สะบาอฺ

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 7/6/2007 14:57:24 (4284 ครั้งที่อ่าน)
อิบนฺ สะบาอฺ

แปลและเรียบเรียงโดย อับดุลมาลิก สงวนธรรม

เมื่อเราศึกษาความรู้สึกนึกคิดของคนที่กล่าวว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺไม่เคยมีอยู่จริง เราพบว่าคนพวกนี้มีความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายบางประการ นั่นคือ ต้องการจะพิสูจน์ว่าอัช-ชีอะฮฺนั้นมีอยู่ในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ แล้ว หรืออย่างน้อยที่สุดก็ในช่วงที่ท่านรสูลสิ้นชีวิต(วะฟาต) นักปราชญ์บางท่าน เช่น ฮุสเซน บัคชฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "อิมามัตและมุลูกียะฮฺ" ฉบับพิมพ์เป็นภาษาอุรฺดู ความว่า "แท้ที่จริงแล้วหลักความเชื่อของชีอะฮฺเริ่มต้นในวันที่ท่านอิมามอะลีปฏิเสธไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออำนาจและทำการท้าทายอำนาจดังกล่าว วันที่ท่านทำให้เป็นที่ชัดเจนถึงสิทธิของท่านในการสืบการปกครองโดยแสดงพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ รัฐบาลในสมัยนั้นไม่สามารถแก้ตัวกับหลักฐานดังกล่าวได้" (จากหนังสือ อิมามัตและมุลูกียะฮฺ ฉบับภาษาอุรดู โดยฮุสเซน บัคชฺ หน้า 66)

นักปราชญ์บางคนอ้างว่า คำว่า "ชีอะฮฺ" เป็นคำที่รู้จักกันดีในสมัยท่านรสูล ศ็อลฯ และอัต-ตะชัยยุอฺนี้ดำรงอยู่ตั้งแต่สมัยของท่านรสูลแล้ว พวกเขากล่าวว่า ผู้ให้กำเนิดอัต-ตะชัยยุอฺในอิสลามนั้น แท้ที่จริงก็คือผู้ให้กำเนิดอัช-ชารีอะฮฺ(หรือระบอบอิสลาม)นั่นเอง ที่พูดอย่างนี้ก็หมายความว่า เมล็ดพันธุ์ของอัต-ตะชัยยุอฺได้ถูกเพาะลงพร้อมกับเมล็ดพันธุ์ของอิสลามเคียงคู่กันมาและเท่าเทียมกัน (จากหนังสือ อะหฺลิ อัช-ชีอะฮฺและจุดเริ่มต้นของอัช-ชีอะฮฺ โดยมุฮัมมัด อัล-ฮุสเซน หน้า 87)

ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ "อัช-ชีอะฮฺในประวัติศาสตร์" โดย มุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-เซฺน กล่าวว่า "อัต-ตะชัยยุอฺปรากฏในสมัยของท่านศาสดาแห่งอิสลาม ด้วยโอวาททั้งหลายของท่าน ท่านได้บ่มเพาะหลักความเชื่อของอัต-ตะชัยยุอฺไว้สำหรับท่านอะลีและครอบครัวของท่าน พร้อมกับสถาปนามันขึ้นในหัวใจของบรรดามุสลิมทั้งหลาย แท้จริงแล้วท่านได้สั่งให้มีอัต-ตะชัยยุอฺอยู่บ่อยๆ ในหลายวาระด้วยกัน" (จากหนังสืออัช-ชีอะฮฺในประวัติศาสตร์ โดยมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-เซฺน หน้า 29)

อัล-อิมาม อัล-มุซซัฟฟะรีย์คิดว่า "การเรียกร้องไปสู่ตะชัยยุอฺเริ่มต้นขึ้นในทันทีที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ผู้ช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ได้ป่าวประกาศก้องในตรอกซอยเมืองมักกะฮฺ และบนภูเขาทั้งหลาย ด้วยการเปล่งถ้อยคำว่า ‘ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ’" (จากหนังสือประวัติศาสตร์ของชีอะฮฺ โดยมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-มุซซัฟฟะรีย์ หน้า 8, 9)

เชคมุฮัมมัด กาชิฟ อัล-ฆิตะฮฺ อ้างหะดีษหลายตอนเพื่อจะพิสูจน์ว่าอัต-ตะชัยยุอฺนี้มีต้นกำเนิดในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ และท่านรสูลเองนั่นแหละที่เป็นผู้หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ของอัต-ตะชัยยุอฺด้วยตัวท่านเอง หนึ่งในหะดีษเหล่านี้ได้แก่ "ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า บุรุษผู้นี้และบรรดาผู้สนับสนุนของเขา(นั่นคือชีอะฮฺของเขา)จะเป็นผู้ได้รับชัยชนะในวันอวสาน" อีกตอนหนึ่งปราชญ์ชีอะฮฺผู้นี้ได้ยกข้อความจากอัล-กุรฺอานมาเป็นหลักฐาน ดังความว่า "แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำสิ่งดีงามต่างๆ พวกเหล่านั้นเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐที่สุด" (98 : 7)

เมื่ออายะฮฺดังกล่าวถูกประทานลงมา ท่านรสูล ศ็อลฯ ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า "เจ้าและบรรดาผู้สนับสนุนของเจ้าจะยืนขึ้นในวันอวสานอย่างอิ่มอกอิ่มใจและเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง"

สิ่งที่ทำให้เชคกาชิฟ อัล-ฆิตะฮฺยืนกรานว่า หลักความเชื่อของชีอะฮฺได้ปรากฏในสมัยของท่านศาสดา ศ็อลฯ แล้วนั้น ได้แก่ข้อพิสูจน์ที่ว่ามีเศาะฮาบะฮฺบางคนให้การสนับสนุนและรักท่านอะลี เชคกาชิฟมิได้มองความรัก และการสนับสนุนดังกล่าวในลักษณะธรรมดาๆ แต่ได้ตีความพฤติกรรมดังกล่าวไปจนไกลสุดกู่ ท่านเชคคิดว่าการสนับสนุนของพวกเขาคือการมุ่งหมายให้ท่านอะลีเป็นอิมาม อิมามผู้ที่จะมาพูดเพื่อท่านรสูล ศ็อลฯ มาอรรถาธิบายและตีความคำสั่งต่างๆ ของท่าน ตลอดจนมาเปิดเผยความลึกลับเกี่ยวกับการปกครองและวิทยปัญญาของท่าน (จากหนังสืออะหฺลิ อัช-ชีอะฮฺและจุดเริ่มต้นของอัช-ชีอะฮฺ โดยเชคมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-กาชิฟ อัล-ฆิตะฮฺ หน้า 54,55)

ถ้าเราพิจารณาความคิดเห็นที่กล่าวมาข้างต้นอย่างพินิจพิเคราะห์ เราจะเห็นอย่างชัดเจนว่า ความคิดเห็นดังกล่าวปราศจากความจริงหรือความถูกต้องโดยสิ้นเชิง ความคิดของชาวชีอะฮฺตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสำคัญๆ ของพวกเขา ไม่มีร่องรอยอยู่ในยุคสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ หรือแม้ภายหลังวะฟาตของท่านเลยแม้แต่น้อย ข้อเท็จจริงก็คือ แนวความคิดของชีอะฮฺได้รับอิทธิพลมาจากข้อคิดเห็นของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ ซึ่งนำทรรศนะแปลกปลอมนี้มาจากยะมัน โดยหวังจะทำการแก้แค้นมุสลิม เพราะมุสลิมเคยใช้มาตรการบางอย่างจัดการกับพวกยะฮูดีในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ และภายหลังวะฟาตของท่าน ทั้งนี้เนื่องมาจากการกระทำที่เป็นภัยของพวกเขา ดังนั้นเราจึงเห็นว่าชาวชีอะฮฺจะให้การสนับสนุนอย่างท่วมท้นต่ออิบนฺ สะบาอฺและพลพรรคของเขาที่เป็นกบฎต่อท่านอุษมาน รอฎิฯ ตัวอย่างเช่น อัลละมาอฺ ฮุสเซน บัคชฺ นักปราชญ์ชีอะฮฺท่านหนึ่งได้วิจารณ์การสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ เอาไว้ว่า "การประหารอุษมานมิใช่อาชญากรรมแต่อย่างใด การประหารเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเพื่อความสำเร็จของสังคมอิสลาม ฝ่ายท่านอะลีนั้น ท่านไม่พอใจที่จะปกป้องอุษมาน" (จากหนังสืออะหฺลิ อัล-ชีอะฮฺและจุดเริ่มต้นของอัล-ชีอะฮฺ โดยเชคมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-กาชิฟ อัล-ฆิตะฮฺ หน้า 54, 55)

ลำพังประโยคนี้เพียงประโยคเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่า ชีอะฮฺเห็นด้วยกับอาชญากรรมที่อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺและพรรคพวกของเขาก่อขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า เขาเป็นผู้ก่อตั้งแนวทางให้กับชาวชีอะฮฺนั่นเอง สำหรับความคิดความรู้สึกที่ปฏิเสธการมีอยู่จริงของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ โดยอ้างว่าอัต-ตะชัยยุอฺมีอยู่แล้วในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ หรือหลังจากท่านวะฟาตได้ไม่นานนัก การกล่าวอ้างเช่นนี้ช่างไร้ความจริงเสียเหลือเกิน แม้แต่ในหมู่ชาวชีอะฮฺด้วยกัน ที่จริงมีบางคนไม่ยอมรับเรื่องนี้เสียด้วยซ้ำไป ตัวอย่างเช่น อิบนุล นะดีมคิดว่าการก่อตั้งชีอะฮฺเกิดขึ้นในวันที่มีการทำสงครามอูฐ(อัล-ญะมาล) เขากล่าวว่า “เมื่อฏอลหะฮฺและซุเบรฺขัดแย้งกับท่านอะลี และปฏิเสธแนวทางแก้ไขปัญหาทุกประการ นอกจากการล้างแค้นให้กับโลหิตของอุษมาน ท่านอะลีถูกบีบบังคับให้ทำการสู้รบกับพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะสำนึกผิด และหันกลับมาเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ ศุบหฯ บุคคลที่สนับสนุนท่านอะลีนั้นเรียกว่าอัช-ชีอะฮฺ(ผู้สนับสนุน)" (จากหนังสืออิมามัตและมุลูกียะฮฺ ฉบับภาษาอุรดู โดยอัลละมาอฺ ฮุสเซน บัคชฺ หน้า 123)

ชาวชีอะฮฺบางคนกล่าวว่า "นาม(ว่าชีอะฮฺนั้น)เกิดขึ้นในวันที่มีการทำสงครามฮุเนน" (หนังสือดรรชนี โดยอิบนุล นะดีม หน้า 249) อิบนฺ ฮัมซะฮฺและอบู ฮาติม ตลอดจนชีอะฮฺบางคนเป็นผู้ยืนยันความเห็นข้างต้น

ถ้าเรายอมรับข้อคิดเห็นดังกล่าวที่ว่าอัช-ชีอะฮฺเริ่มต้นในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ ท่านรสูลเองเป็นผู้ริเริ่มเรียกร้องเชิญชวนไปสู่การสนับสนุน(อัต-ตะชัยยุอฺ)ท่านอะลี รอฎิฯ และว่า อัต-ตะชัยยุอฺ นี้ได้ดำเนินเคียงคู่ไปกับการเรียกร้องไปสู่ "พยานหลักฐานสองประการ" (อัล-กุรฺอานและสุนนะฮฺ)ดังความเห็นของมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-มุซซัฟฟะรีย์แล้ว เมื่อนั้นเราเห็นจะต้องยอมรับว่า ภารกิจของท่านรสูล ศ็อลฯ มิได้มีอะไรเลย นอกจากจะเป็นการจัดตั้ง “พรรค" หนึ่งให้กับท่านอะลี รอฎิฯ และยังทำหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อให้กับพรรคดังกล่าวเสียด้วย (ขออัลลอฮฺ ศุบหฯ อภัยโทษให้เราด้วยที่ต้องสมมุติเช่นนี้)

ข้อเท็จจริงก็คือ มุฮัมมัด ศ็อลฯ ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ของเราช่างห่างไกลจากการมีความคิดที่คับแคบอะไรเช่นนั้น ภารกิจของท่านคือการอบรมพร่ำสอนเรื่องความรัก ความห่วงใยและความร่วมมือในระหว่างมนุษย์ คำสอนของท่านเชื่อมโยงมวลมุสลิมทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันในภราดรภาพ จัดได้ว่าเรื่องนี้เป็นความสำเร็จของภารกิจที่ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้กระทำไว้ ทำให้มันแตกต่างๆ กับศาสนาอื่นๆ อัลลอฮฺ ศุบหฯ ทรงถือว่าภราดรภาพเป็นหนึ่งในความเมตตาที่พระองค์ประทานให้กับมวลมุสลิม ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในอัล-กุรอานความว่า "และพวกเจ้าจงระลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่ทรงประทานแก่พวกเจ้า เมื่อครั้งพวกเจ้าเคยเป็นศัตรูต่อกัน แล้วพระองค์ได้ทรงประสานระหว่างหัวใจของพวกเจ้า ต่อมาพวกเจ้าก็เปลี่ยนมาเป็นพี่น้องกันโดยความกรุณาของพระองค์" (3 : 103)

สมมุติว่าอัช-ชีอะฮฺดำรงอยู่ในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ และท่านเองเป็นผู้ก่อตั้งพรรคดังกล่าวด้วยตัวของท่านเองแล้ว คำถามก็คือ เกียรติคุณของพรรคนี้อยู่ตรงไหนในประวัติศาสตร์ แล้วทำไมพี่น้องมุสลิมถึงเลือกท่านอบูบักรและท่านอุมัร รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺด้วยความเต็มใจ ทำไมพวกเขาถึงไม่ปฏิเสธท่านผู้นำทั้งสอง ถ้าพวกเขาขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำด้วยความไม่ชอบธรรม เมื่อไม่ชอบธรรมแล้ว ทำไมพวกเขาถึงไม่พยายามทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องเสียเล่า

มวลมุสลิมทั้งปวงจะต้องแสดงออกซึ่งความคิดเห็น เหมือนกับที่พวกอัล-เคาะวาริจญ์แสดงความคิดเห็นของพวกเขาออกไปโดยปราศจากการลังเล มิใยว่าทัศนคติของพวกเขาจะมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลก็ตามที

โดยสรุปก็คือ การปฏิเสธการมีอยู่จริงของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺนั้นมิได้ตั้งอยู่บนข้อพิสูจน์หรือหลักฐานแต่ประการใด ดังพยานหลักฐานที่เราคัดมาจากหนังสือตำรับตำราของนักปราชญ์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เราเห็นว่าการปฏิเสธนั้นไม่ได้ดำเนินไปตามความจริง ดังนั้น เราจึงสามารถกล่าวได้อย่างหนักแน่นว่า อัต-ตะชัยยุอฺนั้นถือกำเนิดและเติบโตขึ้นมาจากความคิดของยะฮูดี คนกลุ่มแรกที่หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ของอัต-ตะชัยยุอฺ คนกลุ่มแรกที่ก่อตั้งอัต-ตะชัยยุอฺ แล้ววางหลักการพื้นฐานให้กับมันได้แก่พวกยะฮูดีนั่นเอง อาทิ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ และนักโฆษณาชวนเชื่อกลุ่มหนึ่งที่ปฏิบัติงานทั้งโดยลับและเปิดเผย

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺมีบทบาทในประวัติศาสตร์อย่างใหญ่หลวง ทุกวันนี้อิสลามยังคงต้องเจ็บช้ำเพราะความคิดความเห็นของเขา ซึ่งเป็นเหตุให้เอกภาพของมุสลิมต้องพินาศไป มุสลิมแบ่งแยกแตกออกเป็นกลุ่มเป็นนิกายที่ต่างทำสงครามและเย้ยหยันซึ่งกันและกัน โดยทั้งหมดนี้ต่างก็ทำในนามของอิสลามด้วยกันทั้งนั้น



Source :

1. หนังสือของ Dr.Mohammad Yousof Al-Nagrami, Al Shi'aa on The Scale, translated by Ahmad Ibrahim Al Shareef, 1989, printed by unknown publisher, pp. 48-64

2. เว็บไซต์ www.ansar.org

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา