เมนูของเรา

อิบนฺ สะบาอฺ : อิบน ซะบาอฺกับกำเนิดลัทธิชีอะฮฺ

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 7/6/2007 14:52:07 (4291 ครั้งที่อ่าน)
อิบนฺ สะบาอฺ

แปลและเรียบเรียงโดย อับดุลมาลิก สงวนธรรม

ด้วยความฉลาดแกมโกง อิบนฺ ซะบาอฺรู้อยู่เต็มอกว่า การที่จะทำลายความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของอิสลามทีละน้อยๆ ตามแผนการร้ายระยะยาวนั้น สิ่งที่จำเป็นจะต้องทำก็คือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานของอิสลามถึงกับพิการลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการว่าด้วยเอกภาพของอัลลอฮฺ(เตาฮีด)และภาวะศาสดาของรสูลท่านสุดท้าย ศ็อลฯ เขาได้คิดค้นแนวความคิดใหม่ๆขึ้นมา ซึ่งต้องการจะให้แนวคิดเหล่านี้เป็นอิสระจากข้อห้ามและข้อจำกัดทางศีลธรรมทั้งปวง บรรดามุสลิมที่เชื่ออยู่แล้วว่าท่านนบีอีซาจะลงมายังโลกนี้อีกครั้งก่อนวันอวสานของโลก อิบนฺ ซะบาอฺก็ไปเทศนากับพวกเขาว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ศาสดาแห่งอิสลามจะกลับมาปรากฏอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน เพื่อจะมาปรับปรุงและเสริมสร้างศรัทธาให้เข้มแข็งขึ้นตราบจนอวสานของโลก

อิบนฺ ซะบาอฺเสนอความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺ

อิบนฺ ซะบาอฺรู้จักจิตวิทยาของมนุษย์เป็นอย่างดี และเขายังรู้ว่าเมื่อไรและที่ไหนควรทำอย่างไร เขาเสนอหลักความเชื่อว่าภายหลังท่านศาสดา ศ็อลฯ จากไปแล้ว ท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องและเป็นบุตรเขยของท่านนั้นเป็นบุคคลที่ประเสริฐที่สุดเมื่อ เปรียบเทียบกับบรรดาชนชั้นนำทั้งหลายของอิสลามในขณะนั้น เขาเที่ยวสาธยายหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ ที่เกี่ยวกับการยกย่องท่านอะลี รอฎิฯ มากมายหลายหะดีษ ในบรรดาหะดีษเหล่านี้มีหะดีษปลอมที่เขากุขึ้นเองก็มากเหมือนกัน เมื่อลูกศิษย์และสมัครพรรคพวกของเขาเกิดความเชื่อในสถานภาพอันสูงส่งขอ งท่านอะลี รอฎิฯ ในฐานะที่เป็นบุคคลที่ประเสริฐที่สุดภายหลังการจากไปของท่านศาสดา ศ็อลฯ แล้ว เขาจึงเสนอหลักความเชื่อใหม่ขึ้นอีกประการหนึ่ง กล่าวว่าศาสดาทุกท่านต่างก็มี " วะซี " (คนสนิท)ด้วยกันทั้งนั้น วะซีผู้นี้คือคนที่รักษาความลับสำคัญๆ ที่ศาสดาแต่ละท่านจะมอบเอาไว้ให้ด้วยความไว้วางใจ วะซีของท่านนบีมูซาได้แก่ท่านยูซะ(โยชัว) บุตรของนูน ส่วนวะซีของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้แก่ท่านอะลี อิบนฺ อบีตอลิบ เขายังเน้นย้ำว่าการมีศรัทธาในหลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺนั้นเป็นสิ่งจำเป็น(วายิบ)เป็นอย่างมากเหมือนกับการศรัทธาในหลักเตาฮีดและภาวะศาสดาของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ สำหรับคนที่ด้อยปัญญาและหลอกลวงได้ง่าย เขาจะบอกโดยลับว่า ท่านอะลีมีปาฏิหารย์เหนือมนุษย์ทั้งหลาย ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เขาประกาศว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้าที่จุติลงมาเกิด

ในหมู่มุสลิมนั้น มีหลายคนที่ไม่พอใจตระกูลบนูอุมัยยะฮฺ และให้การสนับสนุนบนูฮาชิม คนเหล่านี้จึงตอบรับการโฆษณาชวนเชื่อของอิบนฺ ซะบาอฺได้ในฉับพลัน ทั้งๆที่หลายคนของพวกเขาเป็นผู้มีความรู้และมีไหวพริบดี อิบนฺ ซะบาอฺและพลพรรคของเขาได้ทำงานอย่างลับๆ และหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อที่จะเผยแพร่แนวความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺและความยิ่งใหญ่ของท่านอะลี รอฎิฯ ในท่ามกลางมุสลิมสมัยนั้น

อิบนฺ ซะบาอฺมีความระมัดระวังในการเลือกช่วงเวลาและโอกาสอันเหมาะสมสำหรับปฏิบัติการและป่าวประกาศสิ่งใดก็ตาม เมื่อจำนวนคนที่เชื่อในเรื่องอิมามะฮฺมีเพิ่มมากขึ้น เขาจึงบอกคนเหล่านั้นว่าท่านศาสดา ศ็อลฯ ได้มอบมรดกการสืบต่ออำนาจปกครองแทนท่านให้กับท่านอะลี รอฎิฯ เอาไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นท่านอะลี รอฎิฯ จึงเป็นเคาะลีฟะฮฺท่านแรกต่อจากท่านศาสดา ศ็อลฯ และยังเป็นอิมามคนแรกของบรรดามุสลิมทั้งหลาย เขายังเผยแพร่ต่อไปอีกว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ(มิตรสนิท)ของท่านศาสดา ศ็อลฯ จงใจละเลยและไม่นำพาต่อพินัยกรรมของท่านศาสดา ศ็อลฯ เกี่ยวกับการสืบอำนาจผู้นำของท่านอะลี รอฎิฯ นอกจากนี้เขายังป่าวประกาศอีกว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺเป็นผู้ฉ้อฉลสิทธิการสืบอำนาจปกครองอันเป็นมรดกของท่านอะลี รอฎิฯ เศาะหาบะฮฺเป็นคนที่หลงไหลในผลประโยชน์และตำแหน่งหน้าที่ทางโลก เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงสมควรได้รับคำประณามหยาบเหยียดเพราะเหตุดังกล่าวนั้น อิบนฺ ซะบาอฺผู้นี้แหละเป็นคนแรกที่เริ่ม " ตะบัรฺเราะฮฺ " (การใส่ร้ายป้ายสีบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านศาสดา ศ็อลฯ) หลังจากนั้นเขาได้ดำเนินตามแผนการร้ายอีกขั้นหนึ่ง กล่าวคือเขาได้ยุยงให้พลพรรคของเขาเปลี่ยนท่านอะลี รอฎิฯ มาดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแทนที่ท่านอุษมาน รอฎิฯ หนทางที่จะทำให้ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺอย่างแน่นอนนั้น อาจจะสำเร็จได้โดยการสร้างความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมา แล้วปลดท่านอุษมาน รอฎิฯ ออกจากตำแหน่ง หรืออาจจะสำเร็จได้โดยการสังหารชีวิตท่าน เขาทำการปลุกปั่นยุยงประชาชนให้ต่อต้านรัฐบาลของท่านอุษมาน รอฎิฯ โดยโจมตีเรื่องการแต่งตั้งมัรวานเป็นเลขาธิการใหญ่ ซึ่งมัรวานเองได้อาศัยอำนาจในตำแหน่งทำการบรรจุคนจากตระกูลเดียวกับตน (บนูอุมัยยะฮฺ)เข้าไปยึดครองตำแหน่งหน้าที่ต่างๆในรัฐบาลจนหมดสิ้น อิบนฺ ซะบาอฺโหมโฆษณาว่า มีการใช้อำนาจบาตรใหญ่และความอยุติธรรมอยู่ทุกหนทุกแห่ง และสถานการณ์เลวร้ายในขณะนั้นเรียกร้องให้ประชาชนก่อการปฏิวัติ

ทฤษฎีอิมามะฮฺ

ทฤษฎี "อิมามะฮฺ" นี้เป็นเรื่องอุปโลกน์ที่อับดุลลอฮฺ บินซะบาอฺเสกสรรปั้นแต่งขึ้นอย่างแท้จริง เขาสร้างมันให้เป็นหลักความเชื่อพื้นฐานสำหรับชาวชีอะฮฺโดยตรง ชีอะฮฺทุกกลุ่มต่างก็ยึดถือทฤษฎีนี้ในฐานะที่เป็นรากฐานของศาสนาของพวกเขา ทั้งๆที่หลักความเชื่อนี้ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ในอัล-กุรฺอานหรือในหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ ซึ่งเป็นต้นตอของคำสอนต่างๆในอิสลามแต่อย่างใด อัล-กุรฺอานมิได้ให้การสนับสนุนทฤษฎี "อิมามะฮฺ" แม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม อัล-กุรฺอานได้ปฏิเสธทฤษฎีดังกล่าวเสียด้วยซ้ำไป เมื่อไม่พบหลักฐานใดจากอัล-กุรฺอานและหะดีษมาสนับสนุนหลักศรัทธาพื้นฐานของพวกเขา ชาวชีอะฮฺจึงกล่าวหาบรรดาผู้รวบรวมบันทึกอัล-กุรฺอานในยุคต้นว่าทำการดัดแปลงอัล-กุรอาน โดยป้ายสีพวกเขาว่าตัดทอนอายะฮฺต่างๆ ที่สนับสนุนหลักศรัทธาของพวกเขาออกจากอัล-กุรฺอานไปจนหมดสิ้น โดยเฉพาะทฤษฎีอิมามะฮฺ จุดยืนที่บรรดาสาวกของอิบนฺ ซะบาอฺยึดอยู่ได้แก่ การกล่าวว่าอัล-กุรฺอานขนานแท้และดั้งเดิมนั้นมีอยู่ 70,000 อายะฮฺ แต่ถูกตัดทอนลงเหลือเพียง 6,666 อายะฮฺเท่านั้น พวกเขากล่าวหาว่ามีอัล-กุรฺอานมากกว่าครึ่งหนึ่งถูกปิดบังเอาไว้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหาหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ใดๆมาสนับสนุนคำกล่าวหา ของตนเองได้ นอกจากการอ้างว่าอิมามอัล-ฆอยบฺ(ผู้หลบซ่อน)หรืออิมามคนที่ 12 ของพวกเขาเป็นผู้เก็บรักษาอัล-กุรฺอานฉบับสมบูรณ์ขนานแท้และดั้งเดิมที่มีอยู่ 70,000 อายะฮฺเอาไว้ และท่านจะมอบอัล-กุรฺอานดังกล่าวคืนให้กับโลกเมื่อท่านได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งก่อนวันอวสานของโลกนี้

เมื่ออัล-กุรฺอานมิได้สนับสนุนทฤษฎีอิมามะฮฺ ชาวชีอะฮฺจึงกุหะดีษปลอมขึ้นโดยอ้างเท็จให้กับท่านศาสดา ศ็อลฯ ในทำนองว่าหลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺถูกสอนให้กับท่านอะลีแต่เพียงผู้เดียว และเป็นไปอย่างเร้นลับเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะสนับสนุนความเชื่อของพวกเขา ชาวชีอะฮฺมักจะอ้างอิมามบากิรฺและอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกอยู่เป็นประจำ พวกเขายัดเยียดข้อความต่อไปนี้ว่าเป็นคำพูดของท่านอิมามบากิรฺเกี่ยวกับเรื่องอิมามะฮฺ "อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งทรงบอกความลับเรื่องวิลายะติลลาฮฺ(อำนาจการปกครองของพระเจ้า)ให้ญิบรีล อะลัยฮิสสะลาม รับทราบ แล้วญิบรีลได้บอกความลับเรื่องนี้ให้ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ รับทราบ จากท่านนบี ศ็อลฯ เรื่องนี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นความลับต่อไปยังท่านอะลี ซึ่งท่านอะลีได้บอกความลับเรื่องนี้ต่อไปยังบุคคลที่ท่านต้องการ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พวกท่าน(ชีอะฮฺ)จะต้องประกาศให้คนทั่วไปได้รับรู้" เรื่องนี้ท่านอิมามบากิรฺจะล่วงรู้หรือไม่ว่ามีการยัดเยียดคำพูดให้กับตัวท่านอย่างไร้ความจริงเกิดขึ้นแล้ว!

ขอให้รับทราบกัน ณ บัดนี้เลยว่า ทฤษฎีอิมามะฮฺนั้นเป็นความลับที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีมาโดยตลอด ในหมู่มลาอิกะฮฺ มีเพียงญิบรีล อะลัยฮิสสะลาม เท่านั้นที่ทราบเรื่อง ในบรรดานบีทั้งหลาย มีเพียงนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ เท่านั้นที่ทราบเรื่อง ในท่ามกลางเหล่าเศาะหาบะฮฺ มีเพียงท่านอะลีเท่านั้นที่ทราบเรื่อง แต่จากตำราอ้างอิงที่น่าเชื่อถือทั้งหลาย ท่านอะลีจะบอกความลับเรื่องนี้ให้บุคคลใดรับทราบบ้างนั้น ยังไม่เป็นเรื่องที่รู้กันแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ขอให้เราพยายามมองให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ทฤษฎีอิมามะฮฺนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ ในเมื่อความเชื่อในหลักการข้อนี้เป็นสิ่งจำเป็นหลักของศาสนาสำหรับมวลมนุษยชาติทั้งหลาย แล้วทำไมถึงต้องเก็บเป็นความลับมากขนาดนั้น พิจารณาตามเหตุผลแล้ว จะต้องประกาศเรื่องนี้ออกไปให้คนทั้งหลายได้รับรู้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าโองการอะไรก็ตามที่พระเจ้าประทานลงมาเพื่อมวลมนุษยชาติ โองการนั้นมิใช่จะมุ่งหมายไปยังบุคคลหนึ่งๆเป็นการเฉพาะ หรือคนของชนชั้นใดเป็นพิเศษ ถ้าคำสอนใดก็ตามที่มุ่งหมายเพื่อมนุษยชาติทั้งหลาย แต่กลับมีลักษณะเร้นลับ คำสอนนั้นย่อมจะไม่สมเหตุผล และให้ถือได้เลยว่าคำสอนนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า สัจธรรมย่อมจะสมเหตุผลเสมอ สิ่งใดก็ตามที่ดูไร้เหตุผล สิ่งนั้นย่อมเป็นความเท็จ

ตามหนังสือ "มัญจฺมะ บิฮารุล อันวารฺ" บันทึกเอาไว้ว่า ในยามที่ท่านศาสดา ศ็อลฯ จากโลกนี้ไป ขณะนั้นเศาะหาบะฮฺของท่านมีจำนวน 124,000 คน ในหมู่เศาะหาบะฮฺ มีจำนวน 7,500 คนที่เคยนำหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ มาใช้อ้างหรือสั่งสอน เรารู้จักพวกเขาในนามของผู้รายงานหะดีษ แต่ไม่มีเศาะหาบะฮฺสักคนเดียวที่รายงานหะดีษเกี่ยวกับทฤษฎีอิมามะฮฺให้เรารับทราบกัน

ชาวชีอะฮฺเชื่อว่าตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ(ผู้สืบทอดอำนาจการปกครองเหนือบรรดามุสลิม)เป็นสิทธิของอิมามผู้บริสุทธิ์และปราศจากความบาปทั้งมวลเหมือนกับนบีไม่มีผิด การเชื่อฟังอิมามเป็นภาระที่มุสสลิมจะต้องกระทำ อิมามได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ ศุบหฯ และจากคุณสมบัติดังกล่าวของอิมาม อิมามจึงเป็นเคาะลีฟะฮฺของบรรดามุสลิม แต่ท่านอบูบักรฺ ซิดดีก ท่านอุมัรฺและท่านอุษมาน รอฎิฯล้วนขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺโดยการบัยอะฮฺ(การให้สัตยาบันแสดงการยอมรับในตัวผู้นำ)ของประชาชน สิ่งสำคัญที่ควรจะให้ความสังเกตุ ณ ที่นี้ก็คือว่า ท่านอะลี รอฎิฯ เสนอบัยอะฮฺให้กับเคาะลีฟะฮฺสามคนก่อนหน้าท่าน(คือท่านอบูบักร อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ)ด้วยความสมัครใจและจากความยินดี สำหรับชาวชีอะฮฺแล้ว ในบรรดาเคาะลีฟะฮฺสามคนนี้ไม่มีใครสักคนที่บริสุทธิ์และปราศจากบาปเช่นนบีของพระเจ้า ดังนั้นท่านทั้งสามจึงไม่มีความเหมาะสมสำหรับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแต่อย่างใด

สิ่งที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่งก็คือ ท่านอะลี รอฎิฯ อิมามคนแรกของชาวชีอะฮฺเองไม่เคยกล่าวสักคำว่า เคาะลีฟะฮฺสามคนก่อนหน้าท่านขาดคุณสมบัติในการเป็นเคาะลีฟะฮฺ อีกทั้งท่านยังไม่เคยปฏิเสธที่จะยอมรับภาวะเคาะลีฟะฮฺที่แท้จริงในตัวท่านทั้งสามอีกด้วย ถ้าจะว่ากันตามที่ชาวชีอะฮฺอ้างว่าท่านอะลีรับทราบเกี่ยวกับเรื่องอิมามะฮฺแล้ว ในขณะที่ท่านอบูบักร รอฎิฯได้รับการคัดเลือกให้เป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกของท่านศาสดา ศ็อลฯนั้น ท่านอะลีก็ควรจะประกาศเรื่องนี้ออกไปโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย

เนื่องจากท่านอะลี รอฎิฯยอมรับและเสนอบัยอะฮฺให้กับท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัรและท่านอุษมาน รอฎิฯ จึงสรุปได้ว่าท่านไม่เคยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีนี้เลย หรือไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงเสียด้วย ท่านอาจจะเคยสอนทฤษฎีนี้อย่างน้อยที่สุดให้แก่ผู้ใกล้ชิดที่สุดและเป็นที่รักมากที่สุดในยุคสมัยเดียวกับท่าน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ทฤษฎีนี้ไม่เคยมีอยู่จนกระทั่งท่านอะลี รอฎิฯได้เป็นเคาะลีฟะฮฺ ส่วนตัวหลักความเชื่อเองถูกอุปโลกน์ขึ้นภายหลังจากนั้นเป็นเวลานาน

จิตใจที่ฉลาดแกมโกงของอิบนฺ ซะบาอฺกุลัทธิความเชื่อนี้ขึ้นเพื่อจะบ่อนทำลายคำสอนและหลักศรัทธาของอิสลามตรงรากฐาน ลูกศิษย์สาวกและคนสนิทของเขายังอุปโลกน์หะดีษจำนวนมากมายหลายร้อยหะดีษ บางหะดีษยังเป็นการยัดเยียดให้กับท่านศาสดาแห่งอิสลามอย่างผิดๆ รายงานปลอมเหล่านี้ถูกนำมาผสมปนเปกับหะดีษแท้ จนมีชาวสุนนีย์หลายคนหลงไปยอมรับรายงานเก๊พวกนั้น ในระหว่างสมัยของมะมูน อัรฺ-รอชีด อับบาซี มีชายคนหนึ่งอวดอ้างว่าตนเป็นนบี เคาะลีฟะฮฺมีคำสั่งให้ตัดหัวนบีปลอมผู้นั้น คนที่เป็นนบีปลอมกล่าวว่า "ท่านกำลังจะประหารข้าฯ แต่หะดีษจำนวนพันๆรายงานที่ข้าฯ กุมันขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้อง และข้าฯได้แพร่กระจายมันออกไปจะยังคงอยู่ต่อไป"

ออกจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสามัญสำนึกและขัดแย้งกับสติปัญญาธรรมดาๆ ถ้าหากว่าหลักความเชื่อสำคัญซึ่งกล่าวกันว่าเป็นรากฐานของศาสนามิได้เป็นที่ รับทราบของบรรดาสาวกและเศาะหาบะฮฺจำนวนพันๆคน เพื่อที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้ดูกระจ่างขึ้น ผู้สนับสนุนหลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺจึงสร้างลักษณะอันลี้ลับให้กับเรื่องนี้ ชาวชีอะฮฺคิดว่าพวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคที่คอยขัดขวางมิให้มุสลิมส่วน ใหญ่ยอมรับหลักความเชื่อดังกล่าว แต่พวกเขาคิดผิดถนัด เพราะคนมีสติที่สนใจในการแสวงหาความจริงย่อมจะปฏิเสธหลักความเชื่อนี้โดยสิ้นเชิง ความเท็จและการทุจริตต่อศาสนาเป็นอาชญากรรมที่มีลักษณะเลวร้ายที่สุด มันไม่สามารถจะซ่อนเร้นอยู่เป็นเวลานานๆอย่างเด็ดขาด ตรงกันข้ามพระเจ้าเองทรงทำให้ความจริงหรือสัจจธรรมเป็นที่รักและหยั่งราก ลึกลงในธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งชิงชังและปฏิเสธความเท็จทั้งมวล ถึงแม้ว่ามันจะถูกซ่อนเร้นกลบเกลื่อนอยู่ก็ตาม ความเท็จนั้นย่อมจะมลายไปในที่สุด หลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺมิได้มีที่มาจากอัล-กุรฺอานและหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ เป็นเรื่องที่ขาดความเชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นจากจิตใจที่ฉลาดแกมโกงของอิบนฺ ซะบาอฺอย่างแท้จริง

อุปนิสัยของอิบนฺ ซะบาอฺ

ดังที่กล่าวไว้ในย่อหน้าต้นๆแล้วว่า ท่านอิมามญะอฺฟัรฺ ศอดิกได้ขอการสาปแช่งของอัลลอฮฺให้ประสบกับอิบนฺ ซะบาอฺ และยังกล่าวว่าเขา(อิบนฺ ซะบาอฺ)เจตนายัดเยียดสภาพของพระเจ้าให้กับท่านอะลี รอฎิฯ และอวดอ้างว่าตนเองเป็นนบี ทั้งๆที่ท่านอะลีพยายามสั่งสอนและเกลี้ยกล่อมเป็นอย่างดี แต่อิบนฺ ซะบาอฺก็ยังคงไม่ยอมสำนึกผิดในการดูหมิ่นศาสนาที่เขาบังอาจทำขึ้น จากการที่เขาเผยแพร่แนวความคิดนอกรีตดังกล่าว เขาจึงเปลี่ยนสภาพไปเป็นกาฟิรฺ(ผู้ปฏิเสธ)และไม่ใช่มุสลิมอีกต่อไป

กรณีนี้ก็เหมือนกับมุซัยละมะฮฺจอมโกหกซึ่งอวดอ้างเป็นนบีในสมัยของเคาะลี ฟะฮฺอบูบักร อิบนฺ ซะบาอฺย่อมอยู่นอกสังกัดของศาสนาอิสลามอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาหมิ่นศาสนาโดยการประกาศว่า ท่านอะลีเป็นพระเจ้าลงมาจุติและตัวเขาเป็นนบีคนหนึ่ง เขายังพยายามที่จะหลอกลวงท่านอะลีโดยการอ้างว่าพระเจ้ามีพระโองการลงมาบอกว่า ท่านอะลีเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งที่ควรค่าแก่การเคารพบูชา เขาช่างอาจหาญและหลักแหลมอะไรเช่นนั้น! แต่ทว่าเขาไม่สามารถจะลวงล่อท่านอะลี รอฎิฯให้ตกเป็นเครื่องมือได้ อย่างไรก็ตาม เล่ห์เพทุบายของเขากลับสัมฤทธิ์ผลกับบรรดามุสลิมธรรมดาๆจำนวนหลายพัน คนซึ่งหน้ามืดตามัวยอมทำตัวเป็นสาวกของเขา เพียงเพราะเขาประกาศว่ารักครอบครัวของท่านศาสดา ศ็อลฯ หรืออะหฺลุลบัยตฺเท่านั้น

ความจริงนั้นมีอยู่ว่า อิบนฺ ซะบาอฺมิได้มีความรักต่อท่านอะลี รอฎิฯ หรือต่อลูกหลานของท่านศาสดา ศ็อลฯ แม้แต่น้อย เขามิได้มีความเคารพความนับถือในความเคร่งครัดศาสนา ความรู้และฐานะทางจิตวิญญาณอันสูงส่งของท่านอะลีแต่ประการใด ถ้าหากว่าเขามีความเคารพอยู่บ้าง เขาก็ควรจะเชื่อฟังสิ่งที่ท่านอะลีสั่งสอนและแนะนำให้กับเขา โดยหวังว่าเขาจะสำนึกผิดจากการหมิ่นประมาทศาสนา การที่อิบนฺ ซะบาอฺประกาศว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้าเป็นเพียงการแหกตาและหลุมพรางสำหรับใช้หลอกลวงบรรดามุสลิมหัวอ่อนทั้งหลายที่มีแนวโน้วจะเดินตามก้นอิบนฺ ซะบาอฺอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น โดยหารู้ไม่ว่าอิบนฺ ซะบาอฺผู้นี้แหละกำลังทำงานต่อต้านหลักการพื้นฐานของอิสลามและหลักการสำคัญว่าด้วยเอกภาพของพระเจ้า(เอกภาพของพระเจ้า) โดยซ่อนเร้นอยู่ภายใต้คราบของความรักที่มีต่อท่านอะลีและอะหฺลุลบัยตฺ เขาเป็นคนยะฮูดีผู้มีความชิงชังและความอาฆาตแค้นอิสลามเหมือนกับพวกยะ ฮูดีทั้งหลาย การกระทำนั่นแหละที่จะเผยให้เห็นความลับของการพูดว่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ และจะพิสูจน์ให้ทราบความจริงว่าเป็นอย่างไร

ความเคารพและความรักต่อท่านอะลี รอฎิฯย่อมจะสามารถบีบบังคับให้เขาเชื่อฟังปฏิบัติตามท่านอะลี รอฎิฯ ในการพิทักษ์ปกป้องหลักการสำคัญว่าด้วยเอกภาพของพระเจ้าและการเป็นนบี ท่านสุดท้ายของมุฮัมมัด ศ็อลฯ แต่เพราะเจตนาลับๆของเขาที่จะทำลายรากฐานของอิสลามยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง เขาจึงไม่เคยที่จะสดับฟังคำแนะนำจากความจริงใจของท่านอะลีแม้สักนิดหนึ่ง แล้วคนประเภทนี้จะอ้างว่าเป็นมุสลิมได้อย่างไร ยิ่งการอ้างว่าเป็นผู้รักท่านอะลีและอะหฺลุลบัยด้วยแล้ว อย่าพูดถึงเลย เขาเป็นได้แค่นักต้มตุ๋นตัวใหญ่และเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์ที่กล้าได้กล้าเสี ย ก็เหมือนกับชัยฏอนที่ไม่ยอมทำความเคารพท่านนบีอาดัม

อิบนฺ ซะบาอฺเองก็ไม่ยอมละทิ้งทัศนะแบบพวกมุชริกีนในส่วนที่เกี่ยวกับพระเจ้าและนบีท่านสุดท้าย และยิ่งเหมือนชัยฏอนเข้าไปใหญ่เมื่อเขาทำให้บรรดามุสลิมจำนวนมากหลงทาง และการเผยแพร่สิ่งชั่วร้ายที่ทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าหลงทางยังคงดำรงอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สงสัยว่า ท่านอะลี รอฎิฯเผาเขาจนตายจริงหรือ? จากข้อสนับสนุนบางประการทำให้มองได้ว่า เขาได้หลบหนีการลงทัณฑ์ไปอาศัยอยู่ที่เมืองมะดาอินและอะซัรฺบัยญาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเพียรพยายามเทศนาสั่งสอนเรื่องราวที่ถูกบิดเบือนของอิส ลาม นอกจากนี้เขายังพยายามที่จะเพาะความเป็นศัตรู ความแตกแยกและความเกลียดชังในหมู่มุสลิมกลุ่มต่างๆ เพื่อให้สาแก่ใจสำหรับความเป็นปฏิปักษ์ของคนยะฮูดีที่มีต่ออิสลาม

จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของอิบนฺ ซะบาอฺ

จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของอิบนฺ ซะบาอฺนั้นลึกล้ำมากเหลือเกิน จุดมุ่งหมายสูงสุดของศัตรูอิสลามผู้น่าสะพรึงกลัวผู้นี้ได้แก่ การขุดรากถอนโคนรากฐานของอิสลามและการกวาดล้างร่องรอยของศรัทธาอันแท้จริงที่มีต่อพระเจ้าให้สูญสิ้นไปจากหน้าโลก ที่ว่าน่าสะพรึงกลัวก็เพราะยะฮูดีผู้นี้ทำงานอย่างชาญฉลาดและซ่อนเร้นอยู่ภาย ใต้คราบของความเป็นมุสลิม จิตใจที่มีเล่ห์กระเท่ห์ของเขาเฝ้าจับจ้องหาช่วงเวลาและโอกาสอันเหมาะสมสำหรับจู่โจมทำลายรากฐานของอิสลามอยู่เสมอ เพื่อที่จะให้จุดมุ่งหมายของตนสัมฤทธิผล เขาไม่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยว่าวิธีการที่ตนเองนำมาใช้จะสะอาดหรือสก ปรกหรือไม่ ก็เหมือนกับปีศาจร้ายทั้งหลาย เขาค่อยๆชอนไชวิธีการของเขาเข้าสู่หัวใจของคนมุสลิมธรรมดาสามัญ และภายใต้คำพูดหวานชื่นที่ว่ารักท่านอะลี รอฎิฯและลูกหลานของท่านศาสดา ศ็อลฯ เขากลับหยิบยื่นยาขมที่เป็นลัทธิบูชาพระเจ้าหลายองค์(การชิริกต่ออัลลอฮฺ ศุบหฯ) และการปฏิเสธคำสั่งห้ามคำสั่งใช้ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในอัล-กุรฺอาน เขาสามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขโครงสร้างของบทบัญญัติและคำสอนของอิสลามทั้งหมดได้ราวกับว่ามันเป็นการสะกดจิตอย่างนั้น

กิจกรรมที่เป็นภัยของอิบนฺ ซะบาอฺ

หลักเตาฮีดหรือหลักการว่าด้วยเอกภาพของพระเจ้าเป็นแก่นและเป็นรากฐานของอิสลาม อิบนฺ ซะบาอฺได้พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อจะบิดเบือนแนวความคิดขนานแท้ดั้งเดิมของหลักการดังกล่าว เขาเริ่มต้นเกมอันชั่วช้าของเขาโดยการยกยอท่านอะลี รอฎิฯ และวาดภาพท่านอะลีให้ดูโดดเด่นสูงส่งกว่าบุคคลสำคัญอื่นๆทั้งหมดของอิสลาม ซึ่งเป็นบุคคลร่วมสมัยของท่าน เขายกย่องสรรเสริญท่านอะลี รอฎิฯจนเกินความเป็นจริง เป็นการพูดเกินความเป็นจริงมากเสียจนน่าเกลียด จนถึงขนาดที่ว่าสถานภาพของท่านอะลี รอฎิฯดูเหมือนจะสูงส่งกว่าสถานภาพของบรรดานบีทั้งหลาย เขาได้กุเรื่องท่านอะลีแสดงปาฏิหารย์มากมายหลายเรื่องด้วยกัน ลักษณะของปาฏิหารย์นั้นก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพเหนือมนุษย์ และประชาชนที่อยู่ใต้อิทธิพลของเขาจะได้เชื่อว่า ท่านอะลี รอฎิฯเป็นมนุษย์วิเศษที่มีพลังของพระเจ้า

ในเวลาต่อมาอิบนฺ ซะบาอฺได้บอกอย่างลับๆกับบรรดาสาวกที่ใกล้ชิดของเขาว่า ท่านอะลี รอฎิฯมีสภาพพระเป็นเจ้า และสมควรที่จะขนานนามว่าเป็นพระเจ้าจุติลงมา ชาวอาหรับก๊กซฺาตจำนวน 70 คนเชื่อมั่นในหลักศรัทธาดังกล่าวจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น จนแม้กระทั่งท่านอะลี รอฎิฯต้องตัดสินประหารพวกเขาทั้งหมดให้ตายด้วยไฟ

แต่ความเชื่อผิดๆดังกล่าวมิได้ตายไปพร้อมกับการดับชีวิตของคนนอกรีตจำนว น 70 คนนั้น ความเชื่อแบบมุชริกีนนี้ได้เผยแพร่ออกไปท่ามกลางผู้คนจำนวนมากมายโดย สามารถเล็ดลอดหูตาของผู้เจริญรอยตามอิสลามอันบริสุทธิ์ดั้งเดิมไปได้ จนแม้ปัจจุบัน ชาวชีอะฮฺกลุ่มนุซัยรียังมีความเชื่อว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้าจุติลงมา อาจมีคนมากมายไม่กล้ายอมรับอย่างเปิดเผย แต่ลึกๆกลับศรัทธาว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้าจุติลงมาจริง ทั้งนี้ก็เพราะว่าความเชื่อเป็นบางสิ่งบางอย่างที่มิได้เกิดจากความคิดด้วยเหตุผลเสมอไป

อิบนฺ ซะบาอฺมีความเบิกบานใจเป็นอย่างมากที่พบว่า แม้ภายหลังท่านอะลี รอฎิฯจะประหารชีวิตคนจำนวน 70 คนเพราะความเลื่อมใสในหลักการนอกรีตดังกล่าว แต่ผู้เลื่อมใสในหลักการนอกรีตก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง แถมแผนการของอิบนฺ ซะบาอฺที่จะเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนหลักเตาฮีตของอิสลามยังประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง อิบนฺ ซะบาอฺเป็นบุคคลแรกที่เรียกท่านอะลีว่าเป็นพระเจ้า นั่นหมายความว่าเขาเป็นคนบุกเบิกแผ้วถางทางให้กับหลักการนอกรีตอันอุบาทว์ดังกล่าว ต่อมาจึงมีบรรดาผู้นำทางศาสนาหลายคนเกิดไปหลงเชื่อหลักศรัทธาที่เป็นพิษภัยเข้า แล้วเผยแพร่และเทศนาออกไปอย่างเปิดเผย

การบ่อนทำลายหลักเตาฮีตอันบริสุทธิ์ขยายตัวออกไปจนถึงกับว่า อิมามที่สืบทอดตำแหน่งจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งยังเชื่อกันว่ามีอำนาจและส ถานภาพของพระเจ้าด้วยเหมือนกัน ความเชื่อต่อๆมายังแพร่กระจายออกไปว่า อิมามมีความเป็นอมตะเหมือนพระเจ้า อิมามไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปที่ต้องประสบกับความตาย ถึงแม้ว่าอิมามจะมีเรือนร่างและทรวดทรงเป็นมนุษย์ก็ตาม มีการเผยแพร่ว่าท่านอะลี รอฎิฯยังมีชีวิตอยู่(เหมือนพระเจ้าเอง)และท่านมิอาจตายได้ เพราะว่าไม่มีอิมามท่านใดถึงแก่ความตาย ชาวชีอะฮฺบางกลุ่มยังคิดและเชื่อถึงขนาดว่าท่านอะลีมิได้ถูกฝัง และยังอยู่บนหมู่เมฆ ท่านจะลงมาจากหมู่เมฆและสังหารบรรดาศัตรูของท่านในตอนใกล้อวสานของ โลก ชีอะฮฺบางกลุ่มก็เชื่อว่าอิมามที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากท่านอะลีนั้นก็ยังคงดำรงอยู่เหมือนท่านอะลีไม่มีผิด

ใครคือผู้รับผิดชอบต่อการตั้งให้ท่านอะลีเป็นพระเจ้า

อิบนฺ ซะบาอฺแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบต่อการอุปโลกน์ การเทศนาและเผยแพร่หลักศรัทธาอันเลวร้ายที่เชื่อว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้า หลักศรัทธาดังกล่าวเป็นเท็จไม่ใช่หรือ? และตรงกันข้ามกับแนวความคิดอิสลามเรื่องเตาฮีด อัลลอฮฺ ศุบหฯพระเจ้าองค์เดียว พระเจ้าผู้ทรงควรค่าแก่การเคารพภักดี ผู้เป็นเจ้านายของจักรวาลแต่เพียงผู้เดียว พระเจ้าผู้สร้างและผู้อภิบาลแต่เพียงลำพังไม่ใช่หรือ?

การที่พวกยะฮูดีทั้งหลาย เช่น มิตรสหายและหุ้นส่วนของอิบนฺ ซะบาอฺ จะแสดงความยินดีกับอิบนฺ ซะบาอฺเพราะความสำเร็จในการบ่อนทำลายอิสลามของเขา ย่อมเป็นสิ่งที่สมควรอยู่มิใช่หรือ? อิบนฺ ซะบาอฺทำการเซาะศรัทธาของมุสลิมจำนวนมากโดยการฉกฉวยเอาแนวความ คิดและศรัทธาอันแท้จริงในเตาฮีด หรือเอกภาพของอัลลอฮฺ ศุบหฯไปจากพวกเขาอย่างลับๆมิใช่หรือ? คนอย่างอิบนฺ ซะบาอฺมิใช่หรือที่ดับชีวิตนิรันดร์ของมุสลิมจำนวนพันๆคนด้วยคำสอน " ชิริก " ซึ่งเป็นผลให้ผู้ที่ทำชิริก(การตั้งภาคีต่อพระเจ้า)ต้องถูกเผาไหม้ในไฟนรก

ความเป็นพระเจ้าของท่านอะลีและอิมามท่านอื่นๆ

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือคำสอนของอิบนฺ ซะบาอฺยังคงมีผลกระทบระยะยาวอยู่จนถึงทุกวันนี้ ชาวชีอะฮฺส่วนใหญ่มีความเชื่อในความเป็นพระเจ้าของท่านอะลี รอฎิฯ และอิมามท่านอื่นๆที่เป็นลูกหลานของท่าน แม้แต่พวกสุนนีย์บางส่วนยังมีความเชื่อในเรื่องนี้เหมือนกัน มีการกุเรื่องปาฏิหารย์และกระจายเรื่องนี้ออกไปยังประชาชนที่เชื่องมงายและไ ม่รู้เรื่องรู้ราว ดังตัวอย่างเช่นมีรายงานหนึ่งกล่าวว่า ในระหว่างค่ำคืนเมี๊ยอฺรอจญ์ ท่านศาสดา ศ็อลฯได้พบเห็นสิงโตตัวหนึ่งในระหว่างทาง ท่านศาสดาได้นำแหวนของท่านใส่เข้าไปในปากสิงโตตัวนั้น ณ บริเวณใกล้ๆกับซิดร่อตุ้ลมุนตะฮา มีมือหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากอาณาจักรของพระเจ้า ดูซิ! มือศักดิ์สิทธิ์ข้างนั้นสวมใส่แหวนวงที่ท่านศาสดา ศ็อลฯใส่เข้าไปในปากของสิงโตตัวที่ท่านพบเห็นในระหว่างเดินทางไปเข้าเฝ้า อัลลอฮฺ ศุบหฯ หลังจากคืนเมี๊ยอฺรอจญ์ผ่านไปแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ท่านศาสดา ศ็อลฯได้เห็นแหวนวงเดียวกันนั้นใส่อยู่ในมือของท่านอะลี รอฎิฯ ที่กล่าวมานี้คือคำอธิบายและภูมิหลังของสมญานาม "ราชสีห์ของพระเจ้า" และ "หัตถ์ของพระเจ้า" ที่ใช้เรียกขานท่านอะลี รอฎิฯ

ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนคติงมงายไร้เหตุผลย่อมจะปราศจากขอบเขตใดๆ ชาวชีอะฮฺมิได้เชื่อเพียงว่าราชสีห์ของพระเจ้า(ท่านอะลี รอฎิฯ)เป็นพลังที่เข้ามาขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากต่างๆเท่านั้น แต่ท่านอะลี รอฎิฯยังได้รับการยึดถือว่าเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองที่แท้จริง ซึ่งตามคำสอนของอิสลามที่บริสุทธิ์และดั้งเดิมถือว่าเป็นซีฟัตหรือพระคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ศุบหฯแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องกุขึ้นมากมายเกี่ยวกับท่านอะลี รอฎิฯ เช่นมีเรื่องหนึ่งเล่าขานกันว่า ก่อนที่ท่านอะลีจะไปจุติเป็นเวลาแสนนานนั้น ท่านอะลี รอฎิฯมีหน้าที่คอยช่วยเหลือนบีหลายต่อหลายคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนบีนูฮฺ คือในขณะที่ท่านและประชาชาติของท่านกำลังประสบกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ ซึ่งพระเจ้าบันดาลให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการลงโทษมนุษย์ที่กำลังทำบาปหยาบช้าอ ยู่ในสมัยนั้น เรื่องเล่านี้ช่างขัดแย้งกับโองการอัล-กุรฺอานโดยสิ้นเชิง เพราะอัล-กุรฺอานระบุอย่างชัดเจนว่า ท่านนบีนูฮฺก็ดี หรือนบีลูตก็ดี หรือจะเป็นนบียูนุส(อะลัยฮิสสะลาม) ก็ตาม ทุกท่านล้วนแล้วแต่ร้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ศุบหฯเท่านั้น และพระองค์เองนั่นแหละที่ทรงช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากความยุ่งยากทั้งหลาย

ชิริกนั้นเข้าเกาะกุมจิตใจของชาวชีอะฮฺจนแกะไม่ออก ถึงขนาดที่พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือจากท่านอะลี รอฎิฯ แม้ในยามที่พวกเขาประสบกับปัญหาขี้ปะติ๋วเหมือนกับเด็กๆเดินล้มเปาะล้มแ ปะ ริมฝีปากของพวกเขาจะรีบเปล่งออกมาทันทีว่า "ยาอะลี!" หรือโอ้อะลี เพื่อร้องขอความช่วยเหลือ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการฝ่าฝืนคำสอนอันชัดแจ้งของอัล-กุรฺอานที่ระบุว่า "นอกจากอัลลอฮฺแล้ว ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือพวกเจ้า หรือเป็นผู้สนับสนุนของพวกเจ้า" อัลลอฮฺ ศุบหฯทรงตรัสไว้ในอัล-กุรฺอานซูเราะฮฺยูนุส เพื่อห้ามเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดว่า "และเจ้าอย่าได้วิงวอนนอกเหนือไปจากอัลลอฮฺ แก่สิ่งที่ไม่ให้คุณและโทษแก่เจ้า ดังนั้นหากเจ้ากระทำ(เช่นนั้น) แน่นอนเจ้าก็เป็นผู้หนึ่งจากบรรดาผู้ฉ้อฉลทันที" (10 : 106)

ชาวชีอะฮฺทำชิริกในหลายรูปแบบด้วยกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะชิริกได้กลายไปเป็นความเชื่อความศรัทธาที่ยังมีอิทธิพลอยู่ มีเรื่องแปลกมากๆเรื่องหนึ่งคือ ชาวชีอะฮฺเชื่อว่าสิ่งที่ท่านนบีมูซา อะลัย ฮิสสะลาม พบเห็นบนภูเขาสีนายนั้น ที่จริงเป็นเพียงแสงสะท้อนจากแสงของท่านอะลี รอฎิฯเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน ขณะที่ท่านศาสดา ศ็อลฯเดินทางไปถึงบัลลังก์ของอัลลอฮฺ ศุบหฯในค่ำคืนเมี๊ยอฺรอจญ์ ที่จริงท่านศาสดาพบท่านอะลีอยู่หลังม่าน โดยเชื่อว่าท่านอะลีและอัลลอฮฺ ศุบหฯนั้นเท่าเทียมกัน และเป็นเพียง " ชื่อสองชื่อจากความเป็นจริงที่เป็นหนึ่งเดียวกัน " (ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ศุบหฯ ที่ต้องอ้างข้อความเช่นนี้)

"อิมาม ซฺะมีน" เป็นการทำชิริกอีกแบบหนึ่งที่ชาวชีอะฮฺทั้งที่มีการศึกษาและไม่มีการศึกษาถือว่ามีความสำคัญ ก่อนที่จะเดินทาง "อิมาม ซฺะมีน" จะปลุกปลอบใจผู้ที่กำลังจะออกเดินทางหรือผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์(ฮุจญาต)ให้มีความมั่นใจว่า "อิมาม" (ไม่ใช่อัลลอฮฺ ศุบหฯ)จะปกป้องคุ้มครองเขาให้พ้นจากความยุ่งยากลำบากทั้งมวลที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง การทำชิริกแบบนี้ได้กลายเป็นสิ่งสากลในสังคมมุสลิมไปเสียแล้ว

อำนาจการโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกจัดระเบียบ

รากฐานและหลักการสำคัญของลัทธิชีอะฮฺ อาทิ อิมามะฮฺ ความเป็นพระเจ้าของท่านอะลี การปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่งของท่านศาสดาแห่งอิสลามในฐานะของมะฮฺดี อาคิรุสซฺะมาน การสืบทอดอำนาจการปกครองของท่านอะลีในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกของท่านศาสดา ศ็อลฯ ทั้งหมดนี้คือการจัดการอันชาญฉลาดของอิบนฺ ซะบาอฺและเป็นผลลัพธ์ของการโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกจัดระเบียบมาเป็นอย่างดี นักปราชญ์ชีอะฮฺ เช่น อุมัรฺ บินอับดุลอะซีซฺ (ผู้แต่งริญาล กาชิ) อบูมุฮัมมัด บินมูซา เนาบัคตี (ผู้แต่งฟัรฺกุสชีอะฮฺ) อัลละมะอฺ นีอฺมะตุ้ลลอฮฺ อัล-ญะซัยริ และมิรฺซา มุฮัมมัด ตากี (ผู้แปลนาชิคุต ตะวาริค) ทุกท่านต่างยอมรับในหนังสือของพวกเขาว่า อับดุลลอฮฺ บินซะบาอฺเป็นคนยะฮูดี มีความรู้ทางศาสนาเป็นอย่างดี เขาเข้ารับอิสลามในสมัยปกครองของท่านอะลี รอฎิฯ เขาทำความผิดอย่างมหันต์จนทำให้ท่านอะลีไม่พอใจเป็นอย่างมากและได้เนร เทศเขาไปยังเมืองมะดาอิน

โดยอาศัยหลักความเชื่อที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้น เช่น อิมามะฮฺ การเป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกของท่านอะลี รอฎิฯ การปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่งของท่านศาสดาแห่งอิสลามในฐานะของอิมามที่ 12 หรือมะฮฺดี อาคิรุสซฺะมาน อันมีที่มาจากรังก่อการร้ายของอิบนฺ ซะบาอฺ ยะฮูดีเจ้าเล่ห์ที่เข้ารับอิสลามด้วยเจตนาที่จะทำลายและขุดรากถอนโคนโครงสร้างทางอุดมการณ์ของอิสลาม ชีอะฮฺเองได้ดำเนินการเพื่อโค่นล้มอิสลามที่บริสุทธิ์ดั้งเดิมเป็นเวลานานหลายศตวรรษมาแล้ว พวกเขาได้กระทำให้จุดมุ่งหมายอันชั่วช้าของอิบนฺ ซะบาอฺสัมฤทธิ์ผล โดยหารู้ไม่ว่าตนเองได้เผลอไผลไปรับ ”ยาหอม" ที่พรรณนาเกี่ยวกับ "มุฮับบัต อะหฺลิลบัยตฺ" หรือความรักในลูกหลานของท่านศาสดา ศ็อลฯ เข้าอย่างเต็มเปา ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะอิบนฺ ซะบาอฺมีความเชี่ยวชาญในงานโฆษณาชวนเชื่อ และมองออกว่าจะยกประเด็นไหนขึ้นมาใช้จึงจะบังเกิดผล เขาจึงเลือกที่จะเผยแพร่เรื่องสถานภาพอันสูงส่งของท่านอะลี รอฎิฯ ที่บรรลุถึงขั้นเป็นพระเจ้า ตลอดจนเรื่องการสืบอำนาจการปกครองของท่านในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกสุดของท่านศาสดา ศ็อลฯ

หลักการของชีอะฮฺที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นว่าด้วยเรื่องอิมามะฮฺ การสืบอำนาจปกครองเป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกของท่านอะลี รอฎิฯ และการปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งของท่านศาสดาแห่งอิสลามในฐานะของอิมามชีอะฮฺคนที่ 12 เป็นฉนวนให้เกิดสิ่งต่อไปนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

1. การประณามและใส่ร้ายป้ายสีเคาะลีฟะฮฺสามคนแรกของอิสลาม ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือเป็นอย่างสูงจากเหล่ามุสลิมสุนนีย์ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในโลกอิสลาม

2. การดูหมิ่นเหยียดหยามบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านศาสดา ศ็อลฯอย่างเปิดเผย ทั้งๆที่ท่านศาสดา ศ็อลฯเป็นผู้เรียกบุคคลเหล่านี้ว่าเป็น " แสงไฟกระโจมของทางนำ "

3. ประเด็นปัญหาที่ชาวชีอะฮฺขัดแย้งจะมีการตีความอายะฮฺอัล-กุรฺอานบิดเบือนออกไป

4. มีการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงคำสอนพื้นฐานของอิสลาม อาทิ ละหมาด ซะกาตและคำสั่งห้าม-คำสั่งใช้ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความผิดใหญ่ๆและคำสอนหลักๆ

หลักการนอกศาสนาเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค้ำจุนโดยกลไกการโฆษณาชวน เชื่ออันทรงพลังของชาวชีอะฮฺเป็นเวลานานหลายศตวรรษมาแล้ว กลไกนี้มุ่งที่จะทำลายล้างผู้เจริญรอยตามอิสลามที่แท้จริง ซึ่งช่างเหมือนกับสิ่งที่พวกตาร์ตาร์กระทำไม่มีผิด โดยที่ครั้งนั้นชีอะฮฺตูซี่เป็นผู้เชื้อเชิญให้พวกตาร์ตาร์เข้ามาเข่นฆ่าสังหารพี่น้องมุสลิมเอง

เพื่อที่จะบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานของอิสลามให้ได้ อับดุลลอฮฺ บินซะบาอฺแบ่งการดำเนินงานออกเป็นสองระยะด้วยกัน เขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการใช้แผนอันชั่วร้ายโจมตีหลักการเตาฮีดอันบริสุทธิ์ ด้วยการยกย่องให้ท่านอะลี รอฎิฯเป็นพระเจ้า ในระยะที่สอง เขาจึงตั้งเป้าโจมตีไปที่แนวความคิดอันบริสุทธิ์และดั้งเดิมว่าด้วยสถานภาพของศาสดาในอิสลาม

วิธีปฏิบัติงานของเขาช่างเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและแผ่กระจายออกไปอย่างลึก ล้ำ เขาหยิบยื่นแนวความคิดเรื่องอิมามะฮฺให้แก่พี่น้องมุสลิมที่หลงไปเป็นสาวกของเขา กล่าวได้ว่าเขาเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่บอกว่าการศรัทธาในอิมามะฮฺของ ท่านอะลี รอฎิฯเป็นวายิบ(สิ่งจำเป็น)ทางศาสนา ต่อมาเขาก็ค่อยๆนำเอาแนวความคิดใหม่นี้มาผนวกเข้ากับบทบัญญัติของอิสลาม อันดับแรก เขาบอกกับประชาชนว่าศาสดาทุกท่านล้วนมี " วะซี " หรือคนสนิทด้วยกันทั้งนั้น ยูซะ (โยชัว) บินนูนเป็นคนสนิทของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสะลาม ในทำนองเดียวกัน ท่านอะลี รอฎิฯเป็นคนสนิทของท่านศาสดา ศ็อลฯ

ต่อมาเขาก็บอกกับประชาชนว่าหลังจากท่านศาสดา ศ็อลฯจากไป ประชาชนต้องมีอิมาม หรือผู้สืบทอดทางจิตวิญญาณและทางโลกโดยชอบธรรมของท่านศาสดา ศ็อลฯ เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็บอกกับประชาชนอีกว่า "วะซีของท่านศาสดา" นั้นเสมอด้วยตำแหน่งศาสดา(นบี)และมีความสามารถที่จะรับวะฮียฺ(การเปิดเผย)ของอัลลอฮฺ ศุบหฯ อิมามในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดทางจิตวิญญาณของท่านศาสดา ศ็อลฯ นอกจากจะรับวะฮียฺของอัลลอฮฺ ศุบหฯแล้ว อิมามยังมีอำนาจที่จะแสดงมั๊วยิซาต(ปาฏิหารย์)เหมือนกับศาสดาอีกด้วย นอกจากนี้อิมามยังเป็นผู้บริสุทธิ์ไร้บาปและมลทินทั้งปวง(มะอฺซูม)เช่นเดียวกับศาสดา การเชื่อฟังอิมามเป็นวายิบ(จำเป็น)เหนือประชาชนที่อยู่รอบๆท่าน มุสลิมทุกคนจำเป็นต้องศรัทธาในอิมามะฮฺเหมือนกับที่จำเป็นต้องศรัทธาในส ภาวะศาสดา(นุบุวะฮฺ) ดังนั้นบุคคลใดก็ตามที่ไม่ยอมศรัทธาในอิมามะฮฺถือได้ว่าอิมาน(ความเชื่อ)ของเขายังบกพร่องอยู่ ท่านอะลีดำรงอยู่ในสถานภาพเดียวกันกับสถานภาพของท่านศาสดาแห่งอิสลาม ถือได้ว่าอิมามคือบุคคลที่อัลลอฮฺ ศุบหฯทรงคัดเลือกเช่นเดียวกับศาสดา และโลกนี้จะปราศจากอิมามที่มีชีวิตมิได้ จำนวนอิมามที่พระเจ้ากำหนดไว้มี 12 ท่าน อิมามที่ 11 คือท่านหะซัน อัสการีถึงแก่กรรมในปี ฮ.ศ. 260 และอิมามที่ 12 บุตรชายของท่านหะซัน อัสการีหายตัวไป และจะกลับมาทำหน้าที่อิมามของประชาชนอีกครั้งหนึ่งในตอนใกล้อวสานของโลก

ดังที่เราได้กล่าวไว้ในตอนต้นๆแล้วว่า อิบนฺ ซะบาอฺได้ยกย่องท่านอะลี รอฎิฯจนถึงระดับของพระเจ้า พร้อมกับอวดอ้างตัวเองว่าเป็นนบี ด้วยเจตนาที่จะบิดเบือนและทำลายหลักการพื้นฐานของอิสลามอย่างชัดแจ้ง เขายกย่องสถานภาพและความคิดความเชื่อในตัวอิมามจนสูงเกินความเป็นจริง จนถึงขนาดว่าความเป็นนบีนั้นเริ่มจะกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญรองลงมา จนเกือบจะไม่สำคัญเอาเสียเลย เขาได้เทศนาและเผยแพร่ว่า อิมามมีความรู้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต เขาทำให้ประชาชนมีความเชื่อว่าอิมามมีอำนาจของพระเจ้าที่จะประกาศว่าสิ่งนี้หะลาลหรือหะรอม มุสลิมส่วนใหญ่เชื่ออย่างมั่นคงว่ากฎชะรีอะฮฺที่บัญญัติว่าสิ่งใดหะลาลและหะรอมนั้น ท่านศาสดา ศ็อลฯได้กำหนดไว้สมบูรณ์แล้วในครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย ดังนั้นจึงไม่มีผู้มีอำนาจคนใดมีอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงชะรีอะฮฺได้

อิบนฺ ซะบาอฺเป็นยะฮูดี เขาเห็นพลเมืองยะฮูดีและศาสนายูดายต้องตกต่ำเพราะศาสนาอิสลาม ไฟแห่งการแก้แค้นปะทุขึ้นในหัวใจของเขาและลุกโชนขึ้นเป็นเปลวเพลิงกองใหญ่ เขาต้องการเผาอิสลามและมุสลิมให้ไหม้เป็นจุล

แผนการร้ายของเขาที่จะบิดเบือนพื้นฐานของอิสลามประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เขาสร้างนิกายหนึ่งขึ้นในท่ามกลางมุสลิมที่มีการกระทำและการแสดงตัวในลักษณะต่อต้านคำสอนพื้นฐานของอิสลาม ชาวชีอะฮฺทอดทิ้งกฎชะรีอะฮฺตามที่ตราไว้ในอัล-กุรฺอานและหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ แล้วประมวลกฎหมายของตนเองขึ้นตามคำสอนของอิบนฺ ซะบาอฺ

คำสอนของอิสลามนำมาซึ่งวิถีแห่งความเจริญรุ่งเรือง ไม่เหมือนกับพวกคริสเตียนที่เชื่อว่าท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสะลามเป็นพระเจ้าที่ต้องเคารพสักการะ และไม่เหมือนกับพวกยะฮูดีที่ดูถูกเหยียดหยามและสังหารศาสดาของพระเจ้า อิสลามยกย่องและให้เกียรติแก่ท่านศาสดา ศ็อลฯ แต่มุสลิมก็มิได้นับถือท่านในฐานะพระเจ้าที่ต้องเคารพสักการะ ฝ่ายสาวกของอิบนฺ ซะบาอฺยึดถือบรรดาอิมามของพวกเขาเสมอด้วยพระเจ้า ผู้ทรงบัญญัติกฎหมายและคู่ควรแก่การเคารพภักดี นอกจากนี้ยังวิงวอนขอความช่วยเหลือต่ออิมามในยามที่พวกเขาประสบความยากลำบาก แน่นอนที่สุด ภารกิจของอิบนฺ ซะบาอฺสัมฤทธิ์ผลอย่างยิ่ง

คำตักเตือนของท่านอะลี รอฎิฯ

โอ้ชีอะฮฺทั้งหลาย! ในเมื่อพวกท่านอ้างว่าตนเองเป็นผู้รักท่านอะลี รอฎิฯอย่างสุดซึ้ง แต่ความรักที่ปราศจากการเชื่อฟังอย่างถูกต้องเหมาะสมทั้งในคำพูดและการกระทำย่อมเป็นการอวดอ้างที่ปราศจากแก่นสารใดๆ ท่านอะลี รอฎิฯได้กล่าวตักเตือนไว้ในหนังสือ "นะหฺญุลบะลาเฆาะฮฺ" ของท่านว่า

"ในไม่ช้าชนสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับตัวฉันจะพบกับความพินาศอันเนื่องมาจาก พฤติกรรมที่ไม่ชอบธรรม ชนกลุ่มแรกจะอวดโอ่ว่ารักฉันมากจนเลยเถิด และความรักของพวกเขาจะรุกล้ำขอบเขตของความชอบธรรม ชนกลุ่มที่สองจะแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อฉัน และความเป็นปฏิปักษ์ของพวกเขาจะไม่ชอบธรรม เกี่ยวกับตัวฉัน แนวทางที่ดีที่สุดได้แก่ทางสายกลาง (ฉัน)ขอแนะนำให้พวกท่านอาศัยและเคร่งครัดต่อทางสายกลาง และให้พวกท่านเข้ากับคณะมุสลิมที่ใหญ่ที่สุด เพราะพระหัตถ์แห่งความเมตตาและการช่วยเหลือของพระเจ้าจะอยู่กับมุสลิม คณะใหญ่ที่สุดเสมอ ระวัง! จงอย่าแยกตัวออกจากมุสลิมคณะใหญ่ที่สุด เพราะว่าบุคคลใดก็ตามที่แยกตัวออกไปจากมุสลิมคณะใหญ่ที่สุด เขาจะตกเป็นเหยื่อความเลวร้ายของซัยฏอน นี่ก็เหมือนกับแพะที่หลงออกจากฝูงแล้วกลายเป็นเหยื่อของสุนัขป่าที่เฝ้าตะครุบอยู่ บุคคลใดก็ตามที่มาขอให้พวกท่านละทิ้งความสัมพันธ์กับมุสลิมคณะใหญ่ที่สุด จงกุดหัวของเขา แม้ว่าหัวนั้นจะอยู่ภายใต้ผ้าโพกหัวของฉัน"

ชาวชีอะฮฺซึ่งอ้างตัวว่าเสียสละเพื่อท่านอะลี รอฎิฯ น่าจะพิจารณาคำตักเตือนดังกล่าวของท่านอะลีอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาพวกเขามิได้แยกตัวเองออกจากคณะมุสลิมที่ใหญ่ที่สุด แล้วไปสร้างนิกายขึ้นมาใหม่อันเป็นการสวนทางกับคำตักเตือนของท่านอะลี รอฎิฯ มิใช่หรือ? ประการที่สอง คำแนะนำอันชาญฉลาดดังกล่าวของท่านอะลี รอฎิฯเรียกร้องให้ดำเนินสายกลางในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรักและการเคารพนับถือ แต่ช่างน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่สวนทางกับคำสอนและคำแนะนำดังกล่าว ชาวชีอะฮฺยกท่านขึ้นเป็นพระเจ้าจริงๆ และเชื่อว่าท่านมีอำนาจเหนือธรรมชาติ และเป็นอำนาจของพระเจ้า พวกเขาเรียกท่านอะลี รอฎิฯว่าเป็น " มุชกิล กุชา " หรือผู้ขจัดปัดเป่าความยุ่งยากทั้งปวง ทั้งๆที่อำนาจแก้ไขความยุ่งยากทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีอยู่กับอัลลอฮฺ ศุบหฯเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ชาวชีอะฮฺจะหันมาพิจารณาโอวาทดังกล่าวของท่านอะลี รอฎิฯอย่างเคร่งเครียดจริงจัง พร้อมกับยกเลิกการให้ความรักและความเคารพนับถือชนิดที่ทำกันอย่างเลยเถิด และหยุดมองว่าท่านเป็นบุคคลเหนือธรรมชาติที่ควรจะนับถือเป็นพระเจ้าได้เสียที


ที่มา : History of the Shia Creed, Written under active guidance of Imam Ahl-e-Sunnat Maulana Abdus Shakoor Farooqi of Lucknow, published by Sipah-e-Sahabah of Pakistan, pp. 13-30

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา