เมนูของเรา

อิบนฺ สะบาอฺ : อับดุลลอฮฺ บิน ซะบาอฺ : ที่มาของการใส่ร้ายเศาะหาบะฮฺ

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 7/6/2007 14:48:52 (4212 ครั้งที่อ่าน)
อิบนฺ สะบาอฺ

อัน-นุบัคตี ได้เขียนในหนังสือของเขาชื่อ "ฟิรอกุช-ชีอะฮฺ" ว่า บุคคลแรกที่ใส่ร้ายท่านอบูบักร, อุมัรและอุษมานนั้นคืออับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ

การกล่าวถึงเศาะหาบะฮฺเหล่านั้นในด้านลบ การกล่าวหา การโจมตี การประณามและการใส่ร้ายเศาะหาบะฮฺทั้งสาม(รวมถึงท่านหญิงอาอิชะฮฺ, ฮัฟเซาะฮฺ, ฏ็อลฮะฮฺ, ซุบัยรฺ ฯลฯ) นั้นยังคงมีเหลืออยู่ในคนบางกลุ่มในปัจจุบัน มิหนำซ้ำพวกนี้เชื่อว่า การใส่ร้ายดังกล่าวนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงการศรัทธาที่แท้จริง ผู้ใดไม่ใส่ร้ายและไม่กล่าวหาเคาะลีฟะฮฺทั้งสามถือว่าไม่ใช่สาวกที่ศรัทธามั่นคง ทั้งๆ ที่เคาะลีฟะฮฺทั้งสามเป็นผู้ช่วยเหลือท่านนบีฯ อย่างซื่อสัตย์ และเป็นที่รักใคร่ของท่านนบีฯ

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ เป็นใคร

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ เป็นยิวชาตินิยม-ศาสนานิยมจัด เป็นมุนาฟิกที่อันตรายยิ่ง และเป็นศัตรูของอิสลามที่ทำงานได้ผลพอสมควร

อัล-กาซี ได้เขียนไว้ในหนังสือ "ริญาลุล-กาซี" หน้า 100 ว่า : รายงานจากซัยนุล-อาบิดีน อะลี บุตรของหุเซน ได้กล่าวว่า : "หวังว่าอัลลอฮฺทรงละอฺนัต(สาปแช่ง)ผู้ที่กล้ากล่าวเท็จต่อตัวฉัน อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺเป็นบุคคลหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีการกล่าวถึง-บุคคลผู้นี้แล้ว-ทำให้ฉันขนลุกทั่วตัว เพราะความน่าเกลียด น่าขยะแขยง เขาได้พูดเรื่องที่ไม่เป็นความจริง หวังว่าอัลลอฮฺทรงละอฺนัตแก่เขา แท้จริง ท่านอะลี รอฎิฯเป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่ศอลิหฺ(กัลญาณชน) และเป็นญาติสนิทของท่านนบีฯ ท่านอะลีได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺเนื่องจากความเชื่อฟังของท่านต่ออัลลอฮฺ และต่อท่านรสูล และครอบครัวของท่านก็ได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺ เนื่องจากความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและต่อท่านรสูล"

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ กับพรรคพวกได้แกล้งเข้ามารับนับถือศาสนาอิสลามหลังจากที่พวกเขาเห็นว่า ไม่มีทางบ่อนทำลายอิสลามซึ่งๆ หน้าแล้ว การพ่ายแพ้ของพรรคพวกของพวกเขาคือ พวกบนีกุร็อยเซาะฮฺและบนีนะฎีรฺนั้นสร้างความเจ็บใจแก่เขาเป็นอย่างยิ่ง

พวกยิวดังกล่าวได้วางระเบิดเวลาเพื่อทำลายอิสลามในยุคสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮฺที่ 3 (อุษมาน บินอัฟฟาน) แล้วพวกเขารอจังหวะวินาทีของการระเบิดนั้น เพื่อพวกเขาจะได้จู่โจมชาวมุสลิมจากภายใน แผนอันร้ายกาจของพวกเขาก็คือ พวกเขาได้เอาชื่อท่านอะลีเป็นโล่ห์สำหรับปกป้องผลประโยชน์อันร้ายกาจที่ได้สุมอยู่ในตัวของพวกเขามานมนาน วิธีของพวกเขาก็คือ ให้สัตย์สาบานและยกท่านอะลีเป็นผู้นำสูงสุด โดยขณะนั้นท่านอะลีเองไม่รู้เรื่อง พวกเขาได้หาเสียงด้วยการโฆษณาชวนเชื่อในหมู่ชาวมุสลิมบางพวกอย่างได้ผล จนมีการขบถต่อท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน ทั้งๆ ที่ท่านอุษมานเป็นนักต่อสู้ที่เป็นผู้อุ้มชูอิสลามและชาวมุสลิมด้วยการอุทิศทรัพย์สินทั้งหมดของท่าน รวมทั้งอุทิศตัวท่านเองซึ่งไม่เคยมีใครทำอย่างนี้มาก่อนเลย แม้แต่ท่านนบีฯ เองก็เคยกล่าวว่า "มา ฎ็อรฺเราะ อุษมานุ มา อุมิละ บะอฺดัล-เยาว์ม - ไม่มีคนใดอีกแล้วที่จะเทียบได้กับการกระทำของอุษมาน” (ฮะดีษ บันทึกโดยอะหฺมัดและติรมิซี)

ในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งชื่อ "เราว์เฎาะตุศ-เศาะฟา" ฉบับภาษาเปอร์เซีย พิมพ์ที่อิหร่าน เล่ม 2 หน้า 292 ได้กล่าวถึงคำสอนของอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺว่า :

"หนึ่งในหลายๆ เรื่องที่เขา(อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ) ได้เทศนาไว้ก็คือ นบีทุกท่านมีผู้รับสืบทอดที่ได้รับการสั่งเสีย(วะศียัต) หลังจากนบีนั้นๆ ได้สิ้นชีวิตแล้ว ท่านนบีมุฮัมมัดก็เช่นกัน ซึ่งได้สั่งเสียเกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดแก่ท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งในทัศนะของท่านนบีฯ เห็นว่า ท่านอะลีมีวิชาความรู้สูง ชำนาญในเรื่องการตัดสินข้อชี้ขาดต่างๆ (ฟัตวา) มีความกล้าหาญและมีเกียรติ เป็นคนที่มีความไว้วางใจ(อะมานะฮฺ)และตักวา หลังจากนั้นอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺได้เทศนาว่า : "แท้จริงชาวมุสลิมได้ทรยศต่อท่านอะลี รอฎิฯ และได้ทำลายสิทธิของท่านอะลี คือสิทธิแห่งการเป็นเคาะลีฟะฮฺและผู้นำ (อิมาม) บัดนี้ถึงเวลาแล้วสำหรับชาวมุสลิมที่จักต้องช่วยเหลือและสนับสนุนท่านอะลี ด้วยการจัดตั้งองค์กรฝ่ายตรงข้ามกับ(เคาะลีฟะฮฺ)อุษมาน และถอนคำกล่าวสัตยาบัน" ผลของการเทศนาของอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺนี้ทำให้สังคมชาวอียิปต์เป็นจำนวนมากได้ถอนคำสัตย์สาบานที่เคยให้ไว้แก่ท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน รอฎิฯ"

หลังจากก่อการขบถและสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมานแล้ว พวกดังกล่าวก็ได้เผยแพร่ความคิดที่จะทำลายอิสลาม พวกเขาได้จัดตั้งกลุ่มที่อ้างชื่ออิสลาม พวกเขาประดิษฐ์คำสอนเองแล้วบอกว่าเป็นคำสอนของอิสลาม

พวกเขาบอกว่าเป็นชีอะฮฺ(พลพรรคของท่าน)อะลี ทั้งๆ ที่ท่านอะลีเองไม่เคยสนับสนุนพวกเขา มิหนำซ้ำขณะที่ท่านอะลีเป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านได้ประณามพฤติกรรมดังกล่าว เช่นเดียวกับลูกและหลานของท่านอะลี ทั้งประณามและสาปแช่งพวกดังกล่าวนี้

ในอดีตกาล ยิวสามารถปลอมแปลงเป็นสาวกของท่านนบีอีสา(พระเยซู)และพยายามปลอมแปลง แก้ไข ตัดตอน เพิ่มเติมคัมภีร์อินญีล (หนังสือกิตติคุณของพระคริสต์) จนในที่สุดได้รับความสำเร็จ(แม้แต่คัมภีร์โตราห์ หรือเตารอฮฺของพวกเขาเอง พวกเขาก็แก้ไขเพิ่มเติม)

ชาวคริสเตียนในระยะหลัง(รวมถึงปัจจุบันด้วย)เกือบไม่รับรู้และไม่รู้คำสอนของนบีอีสาที่ผ่านทางสาวกที่แท้จริงของท่านเลย แต่พวกเขากลับยึดคำสอนของเปาโลที่อ้างว่าเป็นสาวกของนบีอีสา ทั้งๆ ที่ขณะที่นบีอีสายังมีชีวิตอยู่นั้น เปาโลเป็นศัตรูที่ร้ายกาจของคริสเตียน เมื่อนบีอีซาจากไปแล้ว เปาโลก็อ้างว่า เขาเป็นอัครสาวกของนบีอีสา และเขาได้ประกาศศาสนาที่เขาได้ประดิษฐ์ขึ้นมา และอ้างว่านั่นคือคำสอนของนบีอีสาที่แท้จริง คัมภีร์อินญีลที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ล้วนแต่หรือเกือบทั้งหมดเป็นผลงานของเปาโลกับลูกศิษย์ของเขา (ไม่ใช่จากสาวกที่แท้จริงของนบีอีสา)

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับเปาโลของคริสเตียน คือ : เปาโลได้สร้างภาพพจน์ให้กับนบีอีสาซึ่งไม่ใช่ภาพพจน์ที่แท้จริงของนบีอีสาเลย อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ ก็ได้สร้างภาพพจน์ใหม่ให้กับท่านอะลี ซึ่งไม่ใช่ภาพพจน์ที่แท้จริงของท่านอะลี บุตรของอบู ฏอลิบ แต่อย่างใด

นบีอีสา บุตรของมัรยัม เป็นนบีและรสูลจากอัลลอฮฺสำหรับบนีอิสรออีล ไม่ได้สิ้นชีวิตที่ไม้กางเขน แต่เยซูของเปาโลนั้นคือบุตรของพระเจ้า เป็นนบี-รสูลสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล ถูกจับไปตรึงที่ไม้กางเขนจนสิ้นชีวิตเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ แล้วถูกยกขึ้นไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ ฯลฯ

ในทำนองเดียวกัน ท่านอะลี เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เป็นบุตรของอบู ฏอลิบ ซึ่งเป็นลุงของท่านนบีฯ คงจะเป็นเพราะท่านลุงคนนี้ได้เคยชุบเลี้ยงท่านนบีฯ มาแล้ว เมื่อท่านอะลีคลอดออกมา เพื่อแบ่งเบาภาระของท่านลุงซึ่งมีฐานะไม่ค่อยดีนัก ท่านนบีฯ จึงรับท่านอะลีมาเลี้ยง ที่ท่านอะลีได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺเนื่องมาจากการตักวาของท่านเอง ไม่ใช่เนื่องมาจากเป็นลูกพี่ลูกน้องหรือลูกเขยของท่านนบีฯ ท่านอะลีเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่ยังเป็นเด็ก คืออายุประมาณ 10 ขวบนับเป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ต่อมาได้เป็นเคาะลีฟะฮฺคนที่ 4 ของอิสลาม

แต่ท่านอะลีที่อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺวาดภาพให้มานั้น เป็นมนุษย์วิเศษเหนือมนุษย์ทั้งหลาย มีฐานะเท่าเทียมกับท่านนบีฯ เว้นแต่ในด้านการเป็นนบีเท่านั้นเพราะท่านนบีฯ เป็นนบีคนสุดท้าย ความมหัศจรรย์และความวิเศษ/พิเศษต่างๆ ของท่านอะลีที่อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺได้วาดไว้ ซึ่งคนบางพวกได้สืบทอดเจตนารมณ์ของอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺมานั้น เช่น :

เมื่อแม่ของท่านอะลีมีท้องแก่แล้วก็ไปเคารพภักดีอัลลอฮฺที่กะอฺบะฮฺ ขณะนั้นกะอฺบะฮฺแตกเป็นรอยร้าว แล้วแม่ของท่านอะลีก็มุดตัวเข้าไปตามรอยร้าวนั้น เข้าไปในกะอฺบะฮฺอย่างอัศจรรย์ แล้วคลอดท่านอะลีในกะอฺบะฮฺนั้น จนถึงปัจจุบันนี้รอยแตกของกะอฺบะฮฺยังมีให้เห็นอยู่ (ตามทัศนะของมุสลิมบางคนอ้างว่า รัฐบาลสะอูดีฯ พยายามซ่อมแซมบูรณะเท่าไหร่ๆ รอยร้าวนั้นก็ยังไม่หาย) เมื่อแม่ของท่านคลอดท่านอะลีออกมาแล้ว แม่ของท่านอะลีก็อุ้มทารกน้อยจากกะอฺบะฮฺไปยังบ้านของท่านนบีฯ เมื่อพบท่านนบีฯ แล้ว ทารกน้อยอะลีก็ให้สลามแก่ท่านนบีฯ ว่า "อัส-สลามุ อะลัยกุม ยา รสูลุลลอฮฺ - ขอความสันติจงมีแด่ท่าน โอ้ท่านรสูลแห่งอัลลอฮฺ” (ขณะนั้นท่านนบีฯ อายุประมาณ 30 ปี ยังไม่ได้เป็นรสูล เพราะท่านนบีฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรสูลเมื่ออายุ 40 ปี คือขณะที่ท่านอะลีอายุประมาณ 10 ขวบ ) ดังนั้นท่านอะลีจึงเป็นทารกที่สามารถพูดได้ ทักทายสลามได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่เป็นเรื่องประหลาดที่ทารกอะลีทักทายท่านนบีฯ อย่างกะว่า ขณะนั้นท่านนบีฯ เป็นนบี/รสูลแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นที่ยอมรับกัน ไม่ว่าฝ่ายสุนนะฮฺหรือฝ่ายไหนๆ ว่า ท่านนบีฯ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนบี ในขณะที่ท่านนบีฯ อายุ 40 ปี ซึ่งขณะนั้นท่านอะลีอายุประมาณ 10 ขวบ หากท่านอะลีทักทายอย่างนั้นจริง ท่านนบีฯ ก็น่าจะรู้ล่วงหน้าว่า ท่านจะได้เป็นนบี/รสูล แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ว่าท่านนบีฯ รู้ล่วงหน้าตั้ง 10 ปีว่า ท่านจะเป็นนบี/รสูล แม้ได้รับวะหฺยูครั้งแรกแล้ว ท่านนบีฯ ก็ยังไม่ทราบว่าผู้นำวะหฺยูมาครั้งแรกให้ท่านนบีฯ "อ่าน" นั้นเป็นใครและมีจุดประสงค์อย่างไร ท่านอะลีเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่คลอดออกมาดูโลก ทั้งๆ ที่ขณะนั้นท่านนบีฯ อายุ 30 ปี ยังไม่ประกาศศาสนาอิสลามเลย ท่านอะลีคือตัวตนของท่านนบีฯ หมายถึงร่างกายของท่านอะลีนั้นคือร่างกายของท่านนบีฯ สามารถแทนกันได้ เช่นในกรณีที่มีการเตรียมตัวจะทำ "มุบาฮะละฮฺ" กับพวกคริสเตียนนั้น ท่านอะลีเป็นตัวตนของท่านนบีฯ ที่เข้าไปในที่ที่จะทำมุบาฮะละฮฺ(ขอดุอาอ์เพื่อให้พระเจ้าสาปแช่งฝ่ายผิด) ทั้งๆ ที่ท่านนบีฯ ก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ฯลฯ

พฤติการณ์ของอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺนี้ทำให้ท่านอะลีไม่พอใจมาก จึงสั่งให้จับและตัดสินให้ประหารชีวิต แต่มีผู้คนที่อยู่ในที่พิจารณาพิพากษาตัดสินคดีนั้นได้คัดค้าน โดยกล่าวว่าการที่อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺเป็นเช่นนั้นเพราะเขารักท่านอะลีและอะหฺลุลบัยตฺ(ครอบครัวของท่านนบีฯ) เป็นอย่างมาก เขาเป็นผู้สนับสนุนท่านอะลีอย่างแข็งขัน และเป็นผู้คัดค้านฝ่ายตรงข้ามท่านอะลีอย่างขนาดหนัก เมื่อได้ยินดังนี้ ท่านอะลีจึงได้พิพากษาตัดสินใหม่โดยให้เนรเทศอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺให้ไปอยู่ที่เมืองมะดาอิน(เซซิโฟน) เมืองหลวงอิหร่านในขณะนั้น

การเนรเทศอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺไปยังอิหร่านเหมือนกับการปล่อยปลาลงน้ำ เขาได้เผยแพร่ความคิดของเขาต่อไป ทำให้ความคิดของเขาแพร่ในหมู่ชาวอิหร่านอย่างมาก จนได้กลายมาเป็นนิกายทางศาสนา

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺอยู่ที่มะดาอินไม่นานก็ได้รับข่าวว่า ท่านอะลีถูกสังหารเสียแล้ว ทุกคนที่ได้รับข่าวนี้โศกเศร้ามาก อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺก็ผิดหวังกับข่าวนี้เช่นกัน แต่เนื่องจากเขาเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมาก จึงได้ประกาศว่า "แม้พวกท่านเอาศีรษะของท่านอะลีมาให้พวกเราดู และพวกท่านนำสักขีพยานเจ็ดสิบคนมายืนยันว่า ท่านอะลีได้สิ้นชีวิตแล้ว ฉันก็ไม่เชื่อ ท่านทั้งหลายโกหก แท้จริงท่านอะลีจักไม่ตายก่อนที่ท่านจะได้ครอบครองโลกทั้งโลกนี้ไว้" (ดูหนังสือของอัน-นุบัคตี "ฟิรอกุช-ชีอะฮฺ" สำนักพิมพ์ อัล-ฮัยดารียะฮฺ, นะญัฟ, 1959, หน้า 43-44)

Source : วรสารอัล-ญิฮาด, ปีที่ 21, อันดับที่ 184-185, มี.ค. - เม.ย. 28, หน้า 111-115

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา