เมนูของเรา

อะหฺลุลบัยตฺ : อายะฮฺฏอฮิรฺและหะดีษกิสาอฺไม่ใช่ข้อยืนยันเรื่องภาวะไร้บาป

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 7/6/2007 14:44:21 (4014 ครั้งที่อ่าน)
อะหฺลุลบัยตฺ

โดย มุฮัมมัด อัล-คิดิรฺ
แปลและเรียบเรียงโดย มาลิกี บิน อิบรอฮีม


อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงมีพระดำรัสในอัล-กุรฺอานความว่า : “และจงประจำอยู่แต่ในเรือนของพวกเธอ และอย่าปรากฏตัวอย่างเปิดเผยตามอย่าง(การปรากฏตัวใน)ยุคญาฮิลียะฮฺดั้งเดิม จงดำรงทำละหมาด จงบริจาคซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์(อัรฺ-ริจญ์ซฺ)ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์(ยุเฏาะฮฺฮิร่อกุม)ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง” (33:33)

มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ออกไปในตอนเช้า(วันหนึ่ง)ในสภาพมีผ้าคลุมผมท่านอยู่ เมื่อท่านเห็นอัล-หะซัน อิบนฺ อะลี ปรากฏตัว ท่านก็เอาผ้าคลุมเขาไว้ ต่อจากนั้นหุเซนก็มา และเข้ามายังท่าน เมื่ออะลีและฟาฏิมะฮฺ ภรรยาของเขาเข้ามา ท่านก็ใช้ผ้าคลุม(พวกเขาไว้) และท่านกล่าวว่า :

“……แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์(อัรฺ-ริจญ์ซฺ)ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์(ยุเฏาะฮฺฮิร่อกุม)ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง”

มุสลิมบางคนอ้างว่าสมาชิกทุกคนในครอบครัวของท่านศาสดา ตลอดจนทายาทของพวกท่านเป็นผู้ปราศจากบาป(มะอฺศูม) ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามพวกท่าน เพราะพวกท่านคู่ควรแก่การเป็น “อิมาม” คนเหล่านั้นนำอายะฮฺดังกล่าวและหะดีษของท่านศาสดามาสนับสนุนข้ออ้างของพวกเขาอย่างเต็มที่ แต่ข้ออ้างของพวกเขาเป็นความจริงกระนั้นหรือ?

คำอธิบาย :

1.ความจริงแล้วอายะฮฺฏอฮิรฺ(ความบริสุทธิ์)นี้ถูกประทานลงมาเพื่อบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ดังพระดำรัสของอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาในอัล-กุรฺอาน ความว่า :

“โอ้บรรดาภริยาของนบี! พวกเธอหาได้มีฐานะเหมือนบรรดาสตรีทั้งหลายไม่ หากพวกเธอมีความยำเกรง ก็อย่าได้ใช้วาจาอ่อนหวาน(กับชายอื่น) อันจะเป็นเหตุให้ชายที่มีความป่วยไข้ในหัวใจพากันมุ่งหวัง(ในตัวเธอ) และพวกเธอจงใช้วาจาที่ดี”

“และจงประจำอยู่แต่ในเรือนของพวกเธอ และอย่าปรากฏตัวอย่างเปิดเผยตามอย่าง(การปรากฏตัวใน)ยุคญาฮิลียะฮฺดั้งเดิม จงดำรงละหมาด จงบริจาคซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์(อัรฺ-ริจญ์ซฺ)ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์(ยุเฏาะฮฺฮิร่อกุม)ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง”

” และจงรำลึกถึงโองการของอัลลอฮฺและวิทยปัญญาที่ถูกอ่านอยู่ในเรือนของพวกเธอ แท้จริงอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อาทรยิ่ง ทรงเป็นผู้ตระหนักยิ่ง” (33:32-34)

ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่ใคร่ครวญอายะฮฺเหล่านี้ด้วยจิตใจที่แจ่มใสและไม่ลำเอียง โดยปราศจากอคติย่อมจะสรุปได้ว่า พระโองการเหล่านี้ถูกประทานลงมาเพื่อบรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เป็นการเฉพาะเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราเข้าใจข้อความ “และจงประจำอยู่แต่ในเรือนของพวกเธอ…..“ อย่างละเอียด ย่อมจะค้นพบได้ว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความในอายะฮฺเดียว และบรรดาภรรยาของท่านรสูลคือเหล่าบุคคลที่ถูกอายะฮฺนี้กล่าวเอาไว้เท่านั้น

แต่นี่ก็อาจจะทำให้เราต้องถามตัวเองได้ว่า : ถ้าอายะฮฺนี้กล่าวถึงบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เพียงกลุ่มเดียวแล้ว ทำไมจึงไม่ใช้คำสรรพนามเพศหญิง แทนที่จะใช้คำสรรพนามที่แสดงถึงพหูพจน์ของเพศชาย ตรงนี้เราควรที่จะเข้าใจว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นเป็นหัวหน้าของครอบครัว ดังนั้นเพื่อที่จะนับเอาท่านรวมเข้าไว้ด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องใช้คำสรรพนามว่า มีม ซึ่งมีนัยว่ากำลังพูดถึงกลุ่มผู้ชายกลุ่มหนึ่งอยู่ เพราะเขาเป็นผู้ชายและเป็นหัวหน้าของครอบครัวของเขา เพื่อที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างยิ่งขึ้น เราขออ้างถึงอายะฮฺหนึ่งที่อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงกล่าวถึงท่านนบีอิบรฮีม อะลัยฮิสสะลาม เอาไว้ดังความว่า :

“พวกเขากล่าวว่า เธอแปลกใจต่อพระบัญชาของอัลลอฮฺหรือ ความเมตตาของอัลลอฮฺ และความจำเริญของพระองค์จงประสบอะลัยกุม(แด่พวกท่าน) โอ้อะหฺลุลบัยตฺ(ของอิบรอฮีม)แท้จริงพระองค์เป็นผู้ควรคู่แก่การสรรเสริญและทรงประเสริฐยิ่ง" (11 : 73)

เนื่องจากท่านนบีอิบรอฮีมได้ถูกนับรวมเข้าไว้ในครอบครัวด้วยคนหนึ่ง อัล-กุรฺอานจึงได้กล่าวถึงภรรยาของท่านด้วยการใช้คำที่อยู่ในรูปพหูพจน์เพศชาย โดยมีคำสรรพนามว่า มีม อยู่ด้วยตามธรรมเนียมของไวยกรณ์ภาษาอาหรับ ตามกฎเกณฑ์ของภาษาอาหรับที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่โบราณนั้น แม้จะมีผู้ชายเพียงคนเดียวอยู่ในกลุ่มของผู้หญิงมากมายก็ตาม ต้องเรียกใช้ด้วยคำที่อยู่ในรูปพหูพจน์เพศชาย ยิ่งกว่านั้น ในภาษาอาหรับ ภรรยาเพียงคนหนึ่งยังถูกเรียกด้วยคำว่า อะหฺลิ ซึ่งหมายถึง “คนหลายคน” เช่นที่มีกล่าวอยู่ในอายะฮฺที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงมีพระดำรัสถึงท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสะลาม

อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงมีพระดำรัสว่า “ครั้นเมื่อมูซาได้ปฏิบัติครบกำหนดแล้ว และได้เดินทางไปพร้อมกับอะหฺลิ(สมาชิกในครอบครัว)ของเขา เขาได้มองเห็นไฟลุกอยู่ข้างภูเขาฏูรฺ เขาจึงพูดกับอะหฺลิ(สมาชิกในครอบครัว)ของเขาว่า จงอยู่ที่นี่ก่อน ที่จริงฉันเห็นไฟ บางทีฉันจะนำข่าวจากที่นั่นมาอาติกุม(ให้พวกท่าน) หรือเอาเชื้อไฟมาละอัลละกุม(เพื่อพวกท่าน)จะได้อบอุ่นขึ้น" (28 : 29)

ดังนั้น คุณเห็นอะไรที่แปลกประหลาดบ้างไหม ทั้งๆ ที่อายะฮฺเหล่านี้พูดถึงบรรดาภรรยาของท่านนบี อะลัยฮิสสะลาม กระนั้นยังมีการใช้คำสรรพนามในรูปพหูพจน์เพศชายอย่างชัดเจน

2. สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าอายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาเพื่อภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นได้มาจากหะดีษของท่านนบีนั่นเอง เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้ขอดุอาอฺให้กับเครือญาติที่ใกล้ชิดของท่าน ซึ่งรวมทั้งบุตรเขยของท่าน และท่านได้กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ! เหล่านี้คือเครือญาติของข้าพระองค์ ขอได้โปรดขจัดความไม่บริสุทธิ์ทั้งปวงออกไปจากพวกเขา และทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง”

ถ้าสมมุติว่าอายะฮฺ(33:33)นี้พูดถึงวงศ์วานใกล้ชิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม อายะฮฺนี้ยืนยันว่าพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ได้ทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์แล้ว แต่ทำไมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงจำเป็นต้องวิงวอนให้พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา รวมวงศ์วานใกล้ชิดพวกนี้เข้าไว้ในคำสัญญาเรื่องการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน(ราวกับว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้นพวกเขาไม่ได้อยู่ในคำมั่นสัญญาเรื่องนี้แม้แต่น้อย – ผู้แปล)

3. ครอบครัวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นประกอบด้วยบรรดาภรรยาของท่าน, ท่านอะลี, ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ, อัล-หะซัน, อัล-หุเซน ท่านเซด อิบนฺ อัล-อัรฺกอมซึ่งเคยถูกสอบถามเกี่ยวกับสมาชิกในครัวเรือนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้รายงานเอาไว้ในหะดีษหนึ่ง(ซึ่งยืนยันว่าภรรยาของท่านนบีนั้นเป็นสายใยในครอบครัวของท่านด้วยเช่นเดียวกัน) นอกจากนี้เซดยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า อะหฺลุลบัยตฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นยังประกอบไปด้วยกลุ่มชนที่ไม่มีสิทธิรับซะกาต อาทิ วงศ์วานของอะลี, วงศ์วานของญะอฺฟัรฺ, วงศ์วานของอะกีล และวงศ์วานของอัล-อับบาส เพราะฉะนั้น แนวความคิดเกี่ยวกับอะหฺลุลบัยตฺจึงครอบคลุมถึงอัล-อับบาส บุตรของอับดุลมุตตอลิบ, วงศ์ญาติของอะกีล บิน อบีตอลิบ และครอบครัวของญะอฺฟัรฺ บิน อบีตอลิบ ตามที่ระบุในหะดีษรายงานโดยเซด บิน อัล-อัรฺกอม นอกจากนี้ยังรวมถึงครอบครัวของอัล-ฮาริษ บิน อับดุลมุตตอลิบ ตามหะดีษที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เคยบอกความเรื่องนี้กับเราะเบียะฮฺ บิน อัล-ฮาริษ และอัล-อับบาส บิน อับดุลมุตตอลิบ ซึ่งท่านกล่าวว่า “แท้จริง ครอบครัวของมุฮัมมัดไม่สมควรรับซะกาต เพราะมันเป็นสิ่งมลทินของประชาชน” (เศาะเฮียะฮฺมุสลิม)

ถึงแม้ เราจะยอมรับภาวะไร้บาปของสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี เราก็ยังคงจะสรุปอยู่ดีว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลหรือไม่มีแก่นสารเอาเสียเลยสำหรับการที่คนธรรมดาๆ ที่ไม่ใช่นบีจะดำรงอยู่ในภาวะไร้บาป ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม

4. เมื่ออ้างถึงอายะฮฺดังกล่าวข้างต้น และการอนุมานเอาจากข้อความดังกล่าวที่ว่าการชำระให้บริสุทธิ์ปราศจากมลทินทั้งปวงโดยพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลานั้นยังรวมความถึงบุตรเขย และบรรดาวงศาคณาญาติทั้งหมดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ย่อมทำให้คนผู้หนึ่งพิศวงและประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เหตุผลของความประหลาดใจนั้นเป็นสิ่งที่เด่นชัดอยู่ในตัวเองและทุกคนสามารถสัมผัสได้ด้วยกันทั้งสิ้น

หะดีษดังกล่าวข้างต้นระบุว่าท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(บุตรสาวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)เป็นแกนสำคัญของบรรดาผู้ที่ถูกมุ่งหมายให้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์จากท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม

มีมุสลิมบางคนอ้างว่าพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงประทานภาวะไร้บาปให้แก่บรรดาอิมาม เพราะภารกิจที่พวกท่านได้รับมอบหมายให้ปฏิบัตินั้นทำให้พวกท่านจำเป็นต้องมีคุณลักษณะดังกล่าว ภารกิจที่พวกท่านจะต้องปฏิบัตินั้นได้แก่การชี้นำปวงชน และการนำกฎหมายของพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา มาใช้ตัดสินในท่ามกลางมวลมนุษย์ พอมาถึงจุดนี้ก็เกิดคำถามข้อหนึ่งขึ้นมา สมมุติว่าสิ่งที่มุสลิมเหล่านั้นอ้างเป็นความจริง แล้วท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา เป็น “นบี” หรือเป็น “อิมาม” ผู้ปราศจากบาปด้วยกระนั้นหรือ? ถ้าเธอไม่ใช่นบีและไม่ใช่อิมาม (ซึ่งต้องปฏิบัติภารกิจตามที่กล่าวอ้างกัน) แล้วทำไมเธอต้องอยู่ในภาวะไร้บาปด้วย? และถ้าท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ได้เป็นบุคคลไร้บาปแล้ว มารดาของบรรดาอิมามคนอื่นๆ เป็นคนไร้บาปด้วยหรือไม่?

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาได้ทรงประทานคุณลักษณะของความไร้บาปให้แก่บรรดานบีและรสูล เพราะพวกเขามีภาระอันหนักอึ้งอยู่ข้างหน้า นั่นคือการเผยแพร่คำสอนที่ถูกประทานมายังพวกเขาให้แก่อุมมะฮฺ(ประชาชาติ)ต่างๆ และพวกเขายังจะต้องปกปักรักษาสารอันศักดิ์สิทธิ์ที่อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาทรงประทานลงมาอีกด้วย

5. เนื่องจากอายะอฏอฮิรฺนี้ถูกประทานลงมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาได้ทรงยืนยันที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ทั้งปวงให้หมดสิ้นไปจากพวกนาง และทำให้พวกนางบริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงได้ให้เครือญาติใกล้ชิดที่สุดของท่านมารวมกัน และท่านได้วิงวอนต่อพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาให้ทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์เหมือนกับที่พระองค์ทรงสัญญากับบรรดาภรรยา(ของท่านนบี)ด้วยเช่นกัน

เพราะเหตุนี้ ท่านนบีจึงได้ขอดุอาอฺมีความว่า “โอ้อัลลอฮฺ! เหล่านี้คือเครือญาติของข้าพระองค์ ขอได้โปรดขจัดความไม่บริสุทธิ์ทั้งปวงออกไปจากพวกเขา และทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง” ดังนั้นหลังจากท่านหญิงอุมมุ สะลามะฮฺได้เห็นท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นับรวมท่านอะลี, ฟาฏิมะฮฺ, อัล-หะซันและอัล-หุเซนเข้าไว้ในอะหฺลุลบัยตฺของท่าน ท่านหญิงจึงได้ร้องขอให้ท่านรวมเธอเข้าไว้ในกลุ่มคนที่ท่านขอดุอาอฺให้ด้วยเช่นกัน ท่านรสูลุลลอฮฺจึงได้แจ้งให้เธอทราบโดยปราศจากข้อกังขาใดๆ ว่า ไม่จำเป็นที่ตัวท่านจะนับรวมเธอเข้าไว้ในวงศ์ญาติของท่าน เพราะเธอเองเป็นหนึ่งในภรรยาของท่านอยู่แล้ว และอายะฮฺฏอฮิรฺได้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับพวกนางอยู่แล้ว กล่าวได้ว่านี่คือหลักฐานอันหนักแน่นที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า อายะฮฺฏอฮิรฺไม่ได้ถูกประทานลงมาเกี่ยวข้องกับวงศ์ญาติของท่านนบี แต่เป็นอายะฮฺที่พูดถึงบรรดาภรรยาของท่านนบีมากกว่า ถ้าอายะฮฺนี้พูดถึงบรรดาวงศ์ญาติของท่านนบีด้วยเช่นกัน ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ท่านนบีจะรวมบุตรสาว, บุตรเขยและหลานชายของท่าน แล้ววิงวอนต่อพระองค์อัลลอฮฺให้ทรงนับรวมพวกเขาเข้าไว้ในกลุ่มเดียวกับภรรยาของท่าน ซึ่งได้รับคำมั่นสัญญาเรื่องการชำระให้บริสุทธิ์สะอาด

6. ในอายะฮฺ “แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์(อัรฺ-ริจญ์ซฺ)ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์(ยุเฏาะฮฺฮิร่อกุม)ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง” นั้น พระดำรัสของอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาตอนนี้ไม่ได้ประกันว่าพวกเขาได้ถูกชำระให้บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้วในขณะนั้น แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขว่า ถ้าพวกเขาเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ พระองค์จะทรงขจัดความไม่บริสุทธิ์ทั้งมวลออกไปจากพวกเขา และจะทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ พระองค์เพียงประสงค์จะชำระพวกเขา ถ้าพวกเขาทำตามเงื่อนไขแล้วเท่านั้น

ถ้าท่านวิเคราะห์ปริบทของอายะฮฺข้างต้น ท่านจะพบว่าพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาทรงให้คำแนะนำบางประการแก่บรรดาภรรยาของท่านนบี เพื่อให้พวกนางปฏิบัติตามทุกสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาใช้พวกนาง และละเว้นสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งห้าม พระองค์ทรงแจ้งให้พวกนางทราบด้วยว่า ถ้าพวกนางปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ และละเว้นสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งห้ามแล้ว พระองค์จะทรงประทานรางวัลให้แก่พวกนางด้วยการขจัดความไม่บริสุทธิ์ทั้งปวงออกไปจากพวกนาง และทรงชำระพวกนางให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง

ขอให้เราหมายเหตุเอาไว้ด้วยว่า พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ได้ทรงมีพระดำรัสในลักษณะเดียวกันนี้แก่บรรพบุรุษของพวกเรามาก่อนแล้ว ขอให้พิจารณาอายะฮฺต่อไปนี้ :

"อัลลอฮฺมิทรงประสงค์ที่จะสร้างความยากลำบากใดๆ แก่พวกท่าน แต่พระองค์เพียงประสงค์ที่จะทำให้พวกท่านบริสุทธิ์(ลิยุเฏาะฮฺฮิร่อกุม) และเพื่อทำให้นิอฺมัตของพระองค์ที่ประทานแก่พวกท่านมีความสมบูรณ์เพื่อพวกท่านจะได้ขอบคุณ" (5:6)

ในอีกอายะฮฺหนึ่ง พระองค์ทรงมีพระดำรัสว่า “อัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะทำให้(สิ่งทั้งหลาย)ชัดเจนแก่พวกเจ้า และนำพวกเจ้าไปสู่แบบอย่าง(อันเที่ยงธรรม)ของบรรดาผู้ที่อยู่ในยุคก่อนพวกเจ้า" (4:26)

พระองค์ยังตรัสอีกว่า “อัลลอฮฺประสงค์ที่จะผ่อนผันภาระหนักของพวกท่านเพราะมนุษย์ถูกสร้างมาในสภาพอ่อนแอ" (4:28)

ความประสงค์ของพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาที่สำแดงอยู่ในอายะฮฺข้างต้นเป็นไปในลักษณะที่เป็นเงื่อนไขของความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระบัญชาของพระองค์ มอบความรักให้แก่พระองค์และการทำให้พระองค์ทรงโปรดปรานในตัวท่าน มิเช่นนั้นแล้ว ถ้าไม่มีการทำให้เงื่อนไขนี้สำฤทธิ์ผล พระประสงค์ของพระองค์ก็จะไม่ปรากฏเป็นความจริงขึ้น อาทิ การชำระให้บริสุทธิ์ก็จะไม่บังเกิดขึ้น ฯลฯ

7. จุดมุ่งหมายสำคัญของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ในหะดีษที่กล่าวไปข้างต้นนั้นได้แก่ เพื่อที่จะวิงวอนให้พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ขจัดความไม่บริสุทธิ์ทั้งปวงออกไปจากวงศ์ญาติใกล้ชิดของท่าน และเพื่อให้พวกเขาบริสุทธิ์ด้วยเช่นเดียวกัน นี่ก็หมายความว่าท่านนบีวิงวอนให้พวกเขาได้เป็นกลุ่มหนึ่งในบรรดาผู้ศรัทธาที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทั้งนี้ก็เพราะว่า การห่างไกลจากความไม่บริสุทธิ์เป็นสิ่งบังคับสำหรับผู้ศรัทธาทุกคน เพราะอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงมีพระประสงค์ที่จะชำระบรรดาผู้ศรัทธาทุกคนให้บริสุทธิ์ คือผู้ศรัทธาที่ยอมจำนนในการทำอิบาดะฮฺต่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น มิใช่เฉพาะวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม แต่เพียงกลุ่มเดียว ถึงแม้ว่าวงศ์ญาติของท่านนบีจะคู่ควรได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยพระองค์อัลลอฮฺมากกว่าก็ตาม แต่อายะฮฺอัล-กุรฺอานก็ไม่ได้จำกัดว่าภาวะนี้จะบังเกิดขึ้นกับพวกเขาเพียงพวกเดียวเท่านั้น พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงมีพระดำรัสว่า :

"อัลลอฮฺมิทรงประสงค์ที่จะสร้างความยากลำบากใดๆ แก่พวกท่าน แต่พระองค์เพียงประสงค์ที่จะทำให้พวกท่านบริสุทธิ์(ลิยุเฏาะฮฺฮิร่อกุม) และเพื่อทำให้นิอฺมัตของพระองค์ที่ประทานแก่พวกท่านมีความสมบูรณ์เพื่อพวกท่านจะได้ขอบคุณ" (5:6)

ในอีกอายะฮฺหนึ่ง พระองค์อัลลอฮฺตรัสว่า “….แท้จริงอัลลอฮฺทรงชอบบรรดาผู้สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว และทรงชอบบรรดาผู้ที่ทำตนให้สะอาด(มุตะเฏาะฮฺฮิรีน)” (2:222)

เพราะฉะนั้น ในขณะที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงแจ้งให้เราทราบว่า พระองค์ทรงประสงค์ที่จะชำระสมาชิกในครอบครัวของท่านนบีให้บริสุทธิ์สะอาด พระองค์ได้ทรงแจ้งให้เราทราบด้วยเช่นกันว่า พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะชำระผู้ศรัทธาให้บริสุทธิ์สะอาดด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราสมมมุติว่าการที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะชำระผู้ศรัทธาให้บริสุทธิ์นั้นหมายถึงการทำให้พวกเขาปราศจากบาปโทษแล้ว เมื่อนั้นบรรดาผู้ศรัทธาที่ยำเกรงอย่างจริงใจก็จะเป็นผู้ไร้บาปด้วยเช่นกัน

8. การชำระให้บริสุทธิ์ตามความในอายะฮฺดังกล่าวข้างต้นนั้นไม่ได้หมายความถึงการทำให้วงศ์วานของท่านรสูลุลลอฮฺเป็นผู้ไร้บาป เพียงแต่เป็นการขจัดความไม่บริสุทธิ์และความเสียหายให้หายไปจากพวกเขา คำกล่าวในทำนองนี้มีใช้อย่างกว้างขวางในอัล-กุรฺอาน เราได้อ่านจากอัล-กุรฺอานอายะฮฺต่อไปนี้ :

“เจ้าจงเอาส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเขาเป็นทาน เพื่อทำให้พวกเขาบริสุทธิ์(ตุเฏาะฮฺฮิรุฮุม)และล้างมลทินพวกเขาด้วยส่วนที่เป็นทานนั้น…..” (9:103)

ท่านจะไม่มีทางพบผู้กล่าวว่าการชำระให้บริสุทธิ์ตามความในอายะฮฺดังกล่าวข้างต้นนั้นหมายถึงการทำให้สมาชิกในครอบครัวของท่านนบีเป็นผู้ปราศจากบาป นอกจากนี้ เรายังอ่านพบอายะฮฺหนึ่งในอัล-กุรฺอานมีความว่า :

“และเสื้อผ้าของเจ้า จงทำให้สะอาด(ฟะเฏาะฮฺฮิรฺ)“ (74:4)

อายะฮฺที่บรรจุคำพูดในลักษณะอย่างนี้มีอยู่มากมายในอัล-กุรฺอาน คำว่ามลทิน ณ ที่นี้หมายถึงสิ่งโสมมและความสกปรก บางแห่งอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาทรงหมายถึงการตั้งภาคีต่อพระองค์ เพื่อที่จะยืนยันคำอธิบายและการตีความนี้ อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา มีพระดำรัสในอัล-กุรฺอานความว่า :

“….ดังนั้นพวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากความโสมม(อัรฺ-ริจญ์ซฺ)ของเจว็ดทั้งหลาย…”(22:30)

นอกจากนี้คำว่ามลทิน(อัรฺ-ริจญ์ซฺ)ยังหมายถึงอาหารและเครื่องดื่มต้องห้าม ดังที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาทรงมีพระดำรัสอย่างเรียบง่ายธรรมดาๆ ว่า :

“เถิด(มุฮัมมัด)ว่า ฉันไม่พบว่าในสิ่งที่ถูกให้เป็นโองการแก่ฉันนั้นมีสิ่งต้องห้ามแก่ผู้บริโภคที่จะบริโภคมัน นอกจากสิ่งนั้นเป็นสัตว์ที่ตายเอง หรือเลือดที่ไหลออก หรือเนื้อสุกร แท้จริงมันเป็นสิ่งโสมม(ริจญ์ซฺ) หรือเป็นสิ่งละเมิดซึ่งถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮฺที่มัน ถ้าผู้ใดได้รับความคับแค้นโดยมิใช่เป็นผู้แสวงหา และมิใช่เป็นผู้ละเมิดแล้วไซร้ แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ เป็นผู้ทรงเอ็นดูเมตตา” (6:145)

อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่อายะฮฺต่อไปนี้

“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! แท้จริงสุราและการพนัน และแท่นหินสำหรับเชือดสัตว์บูชายัญ และการเสี่ยงติ้วนั้นเป็นสิ่งโสมม(ริจญ์ซฺ)อันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้า จงห่างไกลจากมันเสีย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ” (5:190)

อย่างไรก็ตาม ในอัล-กุรฺอานไม่มีอายะฮฺใดเลยที่ใช้คำว่า “ความไม่บริสุทธิ์” “สิ่งโสมม” หรือ “มลทิน”(อัรฺ-ริจญ์ซฺ) ในความหมายของบาปโทษ เพราะถ้ามันหมายถึงบาปโทษแล้ว เมื่อนั้นอายะฮฺฏอฮิรฺก็คือหลักฐานยืนยันว่าสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ย่อมเป็นผู้อยู่ในภาวะไร้บาปโทษทั้งปวง

9. อายะฮฺดังกล่าวไม่ได้มีความหมายว่าการชำระให้บริสุทธิ์ได้บังเกิดขึ้นแล้ว แต่อายะฮฺนี้ยืนยันอย่างชัดเจนให้เห็นถึงพระประสงค์ของพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาที่ทรงต้องการจะชำระบรรดาภรรยาที่ซื่อสัตย์และจริงใจของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมให้สะอาดบริสุทธิ์จากสิ่งไม่บริสุทธิ์ทั้งปวง จากข้อถกเถียงในเบื้องต้น เรายังจะอนุมานได้ว่าท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม มีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะวิงวอน(ดุอาอฺ)เพื่อวงศ์วานใกล้ชิดและญาติพี่น้องอื่นๆ ของท่านจะได้ถูกนับรวมอยู่ในอายะฮฺฏอฮิรฺ เพื่อที่จะได้รับพระพรเช่นที่บรรดาภรรยาของท่านได้รับเป็นคำมั่นสัญญา

สิ่งที่ควรจะนำมากล่าวเพิ่มเติมนั้นก็คือว่า เมื่อใดก็ตามที่รสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เดินไปละหมาดฟัรฎูประจำวัน ท่านต้องเดินผ่านบ้านของลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของท่าน คืออะลีและฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านจะเตือนพวกเขาเกี่ยวกับการละหมาดฟัรฎูโดยกล่าวว่า : “จงดำรงละหมาดเถิด โอ้อะหฺลุลบัยตฺ”

หลังจากเคี่ยวเข็ญอย่างนั้นแล้ว ท่านเคยอ่านอายะฮฺที่มีใจความต่อไปนี้ให้พวกเขาฟัง : “แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์(อัรฺ-ริจญ์ซฺ)ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์(ยุเฏาะฮฺฮิร่อกุม)ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง”

ซึ่งเป็น(ส่วนหนึ่งของ)อายะฮฺเดียวกันที่ได้กล่าวมาแล้ว(33:33) โดยลักษณะเช่นนี้แหละ ท่านได้ตักเตือนพวกเขา โดยเฉพาะท่านอะลี เกี่ยวกับการละหมาดฟัรฎูรวมกัน(ญะมาอะฮฺ)ในมัสยิด เพราะถ้าคนเราได้ทำอิบาดะฮฺที่เป็นข้อบังคับ(ฟัรฎู)ทั้งหมดและเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์อัลลอฮฺโดยครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นรางวัลของเขาจะได้แก่เขาจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์จากสิ่งสกปรกและสิ่งโสมมทั้งปวง

10. ถ้าเราสันนิษฐานว่าอายะฮฺฏอฮิรฺถูกประทานลงมาให้แก่วงศ์วานใกล้ชิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ให้กับบรรดาภรรยาของท่าน ถ้าคิดกันอย่างนี้ การชำระให้บริสุทธิ์ตามที่กล่าวเอาไว้ในอายะฮฺนี้ก็ไม่เหมาะสมสำหรับพวกเขา(เพราะผู้ศรัทธาที่เป็นคนธรรมดาๆ ก็ได้เป็นผู้ไร้บาปโทษเช่นเดียวกัน - ผู้แปล) เพราะข้อความอัล-กุรฺอานต่อไปนี้ อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาทรงมีพระดำรัสว่า “แต่พระองค์เพียงประสงค์ที่จะทำให้พวกท่านบริสุทธิ์(ยุเฏาะฮฺฮิร่อกุม) และเพื่อทำให้นิอฺมัตของพระองค์ที่ประทานแก่พวกท่านมีความสมบูรณ์” พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาได้ทรงมีพระดำรัสถึงบ่าวของพระองค์ในลักษณะเดียวกันนี้ในอายะฮฺอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นถ้าเป้าหมายของอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาในการชำระวงศ์วานใกล้ชิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นได้แก่การทำให้พวกเขาไร้บาปโทษแล้ว เมื่อนั้นจำเป็นที่เราจะต้องกล่าวว่า บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหมดได้เป็นผู้ไร้บาปโทษเช่นเดียวกัน เพราะตามอายะฮฺอัล-กุรฺอานระบุอย่างชัดเจนว่า พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลาทรงมีพระประสงค์ที่จะชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยเช่นเดียวกัน ผมมีความเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ไม่ว่าจะเป็นสุนนีย์หรือกลุ่มอื่นใดก็ตาม ไม่มีใครใช้ตรรกะเปรียบเทียบอย่างนี้แน่นอน เพราะฉะนั้น ทฤษฎีมะอฺศูม(ภาวะไร้บาป)นี้จะนำมาใช้กับคนเพียงบางกลุ่ม และกันคนกลุ่มอื่นๆ ให้อยู่นอกเขตได้อย่างไร? ท่านมิได้เห็นหรือว่าในลักษณะเช่นนี้มีความโน้มเอียงทางอารมณ์และการเอาแต่ใจตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มีระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มาใช้ด้วยเลย

น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่บรรดานักปราชญ์ส่วนหนึ่งชอบที่จะยึดติดอยู่กับอายะฮฺฏอฮิรฺ และอ้างว่าอายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาให้กับวงศ์วานใกล้ชิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม โดยละเลยสิ่งใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชำระให้บริสุทธิ์ โดยนัยนี้ นักปราชญ์กลุ่มนี้อ้างว่าวงศ์วานใกล้ชิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เป็นผู้อยู่ในสภาพไร้บาป ดังนั้นพวกเขาจึงหลงลืมอายะฮฺอื่นๆ ที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงประทานลงมาเพื่อชำระบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ ตัวอย่างเช่น เราอ่านพบความต่อไปนี้ “แต่พระองค์เพียงประสงค์ที่จะทำให้พวกท่านบริสุทธิ์(ยุเฏาะฮฺฮิร่อกุม) และเพื่อทำให้นิอฺมัตของพระองค์ที่ประทานแก่พวกท่านมีความสมบูรณ์”

นอกจากนี้พวกเขายังใส่ร้ายป้ายสีเศาะหาบะฮฺผู้ได้รับฮิดายะฮฺอย่างถูกต้องของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่าพวกเขาจะถูกทำให้กลับหน้ามือเป็นหลังมือเพื่อเป็นการลงโทษพวกเขา พวกเขาอ้างกันอย่างนี้ ทั้งๆ ที่มีความจริงอยู่โทนโท่ว่า พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงยืนยันว่าพระองค์มีพระประสงค์ที่จะชำระเศาะหาบะฮฺที่จริงใจของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ให้บริสุทธิ์สะอาด ท่านจะพบข้อความในลักษณะเดียวกันนี้มากมายในข้อสันนิษฐานของนักปราชญ์เหล่านี้ มันทำให้ท่านต้องสั่นหัวอย่างไม่หยุดหย่อนและสรุปในท้ายที่สุดว่า สำหรับลัทธิความเชื่อของพวกเขา ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากทิฐิและความเกลียดชังบรรดาเศาะหาบะฮฺผู้ได้รับฮิดายะฮฺอย่างถูกต้องของท่านนนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เท่านั้น

การขจัดสิ่งมลทินออกไปจากวงศ์วานใกล้ชิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ไม่ได้ทำให้พวกเขาได้เป็นอิมามแต่อย่างใด ณ จุดนี้ขอให้เราเริ่มสืบค้นหาหลักฐานไม่ว่าจะเป็นจากอัล-กุรฺอาน หรือจากหะดีษเพื่อยืนยันภาวะผู้นำทางศาสนาของวงศ์วานใกล้ชิดของท่านนบีให้เป็นที่ปรากฏเด่นชัดให้ได้ ถ้ากล่าวกันว่าในบรรดาคุณลักษณะเบื้องต้นของ “อิมามะฮฺ” นั้นคือภาวะไร้บาปแล้ว คำถามหนึ่งจะเกิดขึ้นตามมาทันที นั่นก็คือว่า สำหรับฟาฏิมะฮฺ บินตฺ มุฮัมมัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบุตรสาวหลายๆ คนของท่านนบี และเป็นหนึ่งในวงศ์วานใกล้ชิดที่ถูกนับรวมอยู่ในอายะฮฺฏอฮิรฺนั้น ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร? เราจะนำหลักการแบบเดียวกันมาใช้กับเธอและนับถือว่าเธอเป็นอิมามคนหนึ่งได้หรือไม่?

ถ้าพวกเขาตอบว่า “ไม่ได้” ขอให้เราย้อนถามด้วยคำถามต่อไปว่า “พวกท่านเชื่อเพียงบางส่วนของคัมภีร์(คืออัล-กุรฺอาน) และปฏิเสธอีกบางส่วนกระนั้นหรือ” ซึ่งเป็นข้อความที่เราจะพบเห็นได้มากมายหลายแห่งในอัล-กุรฺอาน พวกท่านควรจะนำหลักการดังกล่าวมาใช้กับสิ่งที่พวกท่านอ้างทั้งหมด หรือไม่เช่นนั้นก็ควรจะยอมรับไปเลยว่ามันไร้เหตุผล แต่การบิดเบือนอายะฮฺอัล-กุรฺอาน และพยายามที่จะอธิบายให้สอดคล้องกับความต้องการของตนเองโดยไร้ภววิสัย แท้จริงนั่นเป็นเพียง “การเล่นเอาเทิด” กับคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ขอพระองค์ทรงห้ามสิ่งนี้ด้วยเทอญ!


Source : www.ansar.org

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา