เมนูของเรา

อะหฺลุลบัยตฺ : อะหฺลุลบัยตฺคือใคร?

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 7/6/2007 14:41:34 (4287 ครั้งที่อ่าน)
อะหฺลุลบัยตฺ

แปลและเรียบเรียงโดย มาลิกี บิน อิบรอฮีม

ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ในอดีตได้เคยเร่งเร้า(บรรดาผู้ศรัทธาในสมัยนนั้น - ผู้แปล)ด้วยหะดีษสองหะดีษ เพื่อให้พวกเขายึดมั่นต่ออะหฺลุลบัยตฺผู้สูงส่งของท่าน ให้รู้จักสิทธิของพวกเขา เคารพพวกเขา และให้เกียรติต่อพวกเขา ร่อฎิยัลลอฮฺอันฮุม(ขอพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงประทานความโปรดปรานให้แก่พวกเขา) แต่คำถามก็คือว่า ใครคืออะหฺลุลบัยตฺ(สมาชิกในครัวเรือน)ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ?


หะดีษอัซ-ซะกอลัยนฺบอกให้เราทราบถึงแนวคิดเกี่ยวกับครอบครัวของท่านนบีมุฮัมมัด ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อะหฺลุลบัยตฺนั้นประกอบไปด้วยวงศ์ญาติของท่านนบีและบรรดาภรรยาของท่าน

ข้อความหะดีษเต็มๆ นั้นมีอยู่ว่า ซัยดฺ ซึ่งเป็นเศาะหาบะฮฺคนหนึ่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้รายงานหะดีษ อัซ-ซะกอลัยนฺมีใจความว่า : บรรดาภรรยาของท่าน(นบีมุฮัมมัด)อยู่ในอะหฺลุลบัยตฺของท่านด้วย แต่อะหฺลุลบัยตฺของท่านได้แก่บรรดาผู้ที่ซะกาตเป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขา” เมื่อมีคนสอบถามว่า “แล้วพวกเขามีใครบ้าง?” ซัยดฺตอบว่าพวกเขาประกอบไปด้วยวงศ์วานของอะลี, วงศ์วานของอะกีล, วงศ์วานของญะอฺฟัรฺ และวงศ์วานของอับบาส บุคคลผู้นั้นถามอีกว่า “ซะกาตเป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขาทั้งหมดอย่างนั้นหรือ?” ซัยดฺตอบว่า “ใช่แล้ว”

อับดุรฺเราะหฺมาน บิน อบี ลัยลา เศาะหาบะฮฺผู้ทรงเกียรติคนหนึ่งกล่าวว่า : ครั้งหนึ่งเราได้สอบถามท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่าจะวิงวอนให้แก่ครอบครัวของท่านอย่างไร เพราะพระองค์อัลลอฮฺทรงแจ้งให้เราทราบเพียงการวิงวอนให้แก่ท่าน ท่านนบีมุฮัมมัดตอบว่า “จงกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ! ขอพระองค์ได้โปรดสดุดีต่อมุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด ดุจดังที่พระองค์ได้ทรงสดุดีต่ออิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญสดุดีและทรงพระเกียรติยิ่ง โอ้อัลลอฮฺ! ขอพระองค์ได้โปรดประทานความจำเริญให้แก่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด ดุจดังที่พระองค์ได้ทรงประทานความจำเริญให้แก่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญสดุดีและทรงพระเกียรติยิ่ง”

หลังจากนั้นท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้สอนพวกเขาให้รู้จักวิธีวิงวอนให้แก่ท่านและครอบครัวของท่านในรูปแบบอื่นๆ และหนึ่งในรูปแบบเหล่านั้นได้แก่ “โอ้อัลลอฮฺ! ขอพระองค์ได้โปรดสดุดีต่อมุฮัมมัด บรรดาภรรยาและลูกหลานของมุฮัมมัด ดุจดังที่พระองค์ได้ทรงสดุดีต่ออิบรอฮีม และขอพระองค์ได้ทรงประทานความจำเริญให้แก่มุฮัมมัด บรรดาภรรยาและลูกหลานของมุฮัมมัด ดุจดังที่พระองค์ได้ทรงประทานความจำเริญให้แก่อิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญสดุดีและทรงพระเกียรติยิ่ง”

ถึงแม้ว่าบรรดาภรรยาของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จะถูกรวมอยู่ในอะหฺลุลบัยตฺตามคำวิงวอนที่กล่าวไปข้างต้น เรายังคงต้องค้นหาหลักฐานที่ดีกว่าและชัดเจนยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก เพื่อยืนยันว่าบรรดาภรรยาของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นเป็นอะหฺลุลบัยตฺด้วยเช่นกัน ตามหลักฐานจากหะดีษต่อไปนี้ :

อนัส บิน มาลิก รายงานว่า : มีการกินเลี้ยงเสริฟด้วยขนมปังและเนื้อ เนื่องในโอกาสที่ท่านนบี(มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม)แต่งงานกับท่านหญิงซัยนับ บินตฺ ญะฮฺช ตัวฉันถูกส่งให้ออกไปเชิญชวนประชาชน(มากินเลี้ยง) …… ท่านนบีออกไปและตรงไปยังที่พักของท่านหญิงอาอิชะฮฺ และท่านกล่าวว่า “ขอความสันติและพระเมตตาของอัลลอฮฺจงประสบแก่เจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ!” ท่านหญิงตอบว่า “ขอความสันติและพระเมตตาของอัลลอฮฺจงประสบแก่ท่านด้วยเช่นกัน ท่านพบว่าภรรยาของท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ขออัลลอฮฺประทานบะเราะกัต(ความจำเริญ)ให้แก่ท่าน” จากนั้นท่านได้ไปยังที่พักของภรรยาคนอื่นๆ ทั้งหมด และกล่าวคำพูดต่อพวกนางเหมือนกับที่ท่านกล่าวกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ และพวกนางได้กล่าวต่อท่านเหมือนกับที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวกับท่านเช่นกัน (เศาะเฮียะฮฺอัล-บุคอรี, ตัฟซีรฺอัล-กุรฺอาน, ซูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ), อัล-นะซาอีย์, การงานกลางวันและกลางคืน, หน้า 271)

ในหะดีษอัล-อิฟกฺ(การแพร่ความเท็จ) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ขณะที่นั่งอยู่บนมิมบัรฺ ท่านอธิบายถึงเรื่องที่อุบัยดิลลาฮฺ บิน อบีซะลูน กล่าวหาอาอิชะฮฺ มารดาของปวงผู้ศรัทธา โดยท่านกล่าวว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย ขอพวกท่านช่วยให้ความเห็นแก่ฉันเกี่ยวกับผู้คนเหล่านั้นที่สร้างเรื่องเท็จใส่ร้ายครอบครัวของฉัน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันเองไม่เคยทราบเรื่องเลวร้ายใดๆ เกี่ยวกับเธอ(อาอิชะฮฺ)เลย ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พวกเขากล่าวหาว่าเธออยู่กับชายผู้หนึ่ง ซึ่งฉันเองไม่เคยทราบเรื่องเลวร้ายใดๆ เกี่ยวับตัวเขา(มาก่อนเลย) และเขาไม่เคยเข้าบ้านของฉัน นอกเสียจากฉันจะอยู่ ณ ที่นั้น และเมื่อฉันออกเดินทางไปครั้งใดก็ตาม เขาจะไปกับฉันด้วย” (หะดีษเศาะเฮียะฮฺ อัล-บุคอรี, ตัฟซีรฺอัล-กุรฺอาน, ซูเราะฮฺ อัน-นูรฺ)

ตอนนี้ ขอให้หันไปมองทางด้านภาษากันบ้าง มาดูสิว่าภาษาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้อย่างไร บรรดานักปราชญ์ทางด้านภาษาอาหรับมีทัศนะอันชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า ภรรยาของผู้ชายคนหนึ่งถือเป็นคนในครอบครัวของเขา ท่านอิบนฺ มันซูรฺกล่าวเอาไว้ในหนังสือ “ลิซาน อัล-อะร็อบ” ว่า “อะหฺลุลบัยตฺ คือผู้อยู่อาศัยในบ้าน, อะหฺลุลเราะญุล(อะหฺลิของผู้ชาย)คือคนที่ใกล้ชิดกับผู้ชาย(หัวหน้าครอบครัว -ผู้แปล)มากที่สุด และสำหรับอะหฺลิของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นได้แก่บรรดาภรรยาของท่าน บรรดาบุตรสาวของท่าน และบุตรเขยของท่านซึ่งได้แก่อะลี บิน อบีตอลิบ”

ท่านอัล-ฟัยรูซ อัล-อะอฺบาดีย์กล่าวเอาไว้ในหนังสือ “กอมูส อัล-มุฮีต” ว่า “อะหฺลุลอัมรฺนั้นคือบรรดาผู้ปกครองของมัน, ส่วนอะหฺลุลบัยตฺนั้นได้แก่ผู้อยู่อาศัยในบ้าน, อะหฺลุลมัซฮับได้แก่บรรดาผู้ที่เชื่อในมัซฮับนั้น, อะหฺลุลเราะญุลได้แก่ภรรยาของผู้ชาย(หัวหน้าครอบครัว -ผู้แปล) และอะหฺลุลนะบีได้แก่ภรรยาของท่าน บรรดาบุตรสาวของท่านและบุตรเขยของท่าน ซึ่งได้แก่อะลี ร่อฎิยัลลอฮฺอันฮุ”

ท่านอัล-ซุบัยดี กล่าวเอาไว้ในหนังสือ “ตาจญ์ อัล-อะรูส” (มงกุฏของเจ้าสาว) ว่า “อะหฺลุลมัซฮับนั้นได้แก่บรรดาผู้ที่เชื่อในมัซฮับ, อะหฺลุลเราะญุลนั้นได้แก่ภรรยาของผู้ชาย(หัวหน้าครอบครัว –ผู้แปล)และลูกๆ และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมอายะฮฺ “..และได้เดินทางไปพร้อมกับอะหฺลิของเขา..” (28:29) จึงอธิบายได้ว่าเป็นภรรยาและครอบครัวของเขา สำหรับอะหฺลุลนะบีนั้นได้แก่บรรดาภรรยาของท่าน บรรดาบุตรสาว และอะลี ลูกเขยของท่าน มีคำพูดกล่าวว่า ลูกหลานของผู้ชายนั้นเป็นอะหฺลุลเราะญุลด้วยเช่นกัน ในอัล-กุรฺอานปรากฏข้อความว่า “….แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง” (33:33) และ “ความเมตตาของอัลลอฮฺ และความจำเริญของพระองค์จงประสบอะลัยกุม(แด่พวกท่าน) โอ้อะหฺลุลบัยตฺ(ของอิบรอฮีม)แท้จริงพระองค์เป็นผู้ควรคู่แก่การสรรเสริญและทรงประเสริฐยิ่ง" (11 : 73)”

นอกเหนือจากหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และนักปราชญ์ภาษาอาหรับจะยืนยันในเรื่องนี้แล้ว อัล-กุรฺอานเองยังยืนยันด้วยว่าบรรดาภรรยาของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นรวมอยู่ในคำว่า “อะหฺลุลบัยตฺ” ด้วยเช่นกัน

อัล-กุรฺอานเรียกบรรดาภรรยาของนบีว่าเป็นอะหฺลุลบัยตฺ อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงมีพระดำรัสว่า “ครั้นเมื่อมูซาได้ปฏิบัติครบกำหนดแล้ว และได้เดินทางไปพร้อมกับอะหฺลิ(ครอบครัว)ของเขา เขาได้มองเห็นไฟลุกอยู่ข้างภูเขาฏูรฺ เขาจึงพูดกับอะหฺลิ(ครอบครัว)ของเขาว่า จงอยู่ที่นี่ก่อนที่จริงฉันเห็นไฟ บางทีฉันจะนำข่าวจากที่นั่นมาอาติกุม(ให้พวกท่าน) หรือเอาเชื้อไฟมาละอัลละกุม(เพื่อพวกท่าน)จะได้อบอุ่นขึ้น" (28:29) และเป็นที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่า ผู้ที่อยู่กับนบีมูซา อะลัยฮิสสะลาม ในตอนนั้นมีแต่ภรรยาของท่านเท่านั้น ไม่มีบุคคลอื่นๆ อยู่เลย

ในเรื่องเกี่ยวกับพระนางสุลัยคอ ภรรยาของอัล-อะซีซ เมื่อนางต้องการที่จะยั่วยวนท่านนบียูซุฟ อะลัยฮิสสะลาม อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงเล่าเรื่องนี้ให้เราฟังว่า “นางกล่าวว่าอะไรคือการลงโทษ(ที่เหมาะสม)สำหรับบุคคลที่วางแผนร้ายต่อครอบครัวของเจ้า นอกจากการจองจำหรือการลงโทษอันสาหัสยิ่ง”

สำหรับพระดำรัสของอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ที่ทรงมีว่า “ครั้นเมื่อมูซาได้ปฏิบัติครบกำหนดแล้ว และได้เดินทางไปพร้อมกับอะหฺลิ(ครอบครัว)ของเขา….” อัล-กูมีย์(นักปราชญ์ชีอะฮฺผู้มีชื่อเสียงโด่งดังท่านหนึ่ง)กล่าวในหนังสือตัฟซีรฺของเขาว่า “เมื่อเวลามาถึง ท่านนบีมูซาได้แต่งภรรยาที่ท่านชุอัยบฺยกให้แก่ท่าน และท่านนบีมูซาได้เลี้ยงแพะของเขา เมื่อถึงเวลาที่ท่านนบีมูซาต้องการจากไป ท่านชุอัยบฺจึงสั่งความแก่ท่านว่า “จงไปเถิด พระองค์อัลลอฮฺจะทำให้มันเป็นความลับสำหรับท่าน” ดังนั้นท่านนบีมูซาจึงนำฝูงแพะของท่านมุ่งหน้าไปยังอียิปต์ ท่านนบีมูซาและภรรยาของท่านได้เดินทางมาถึงสถานที่หนึ่งที่มีลมเย็นพัดมาเบาๆ ลมและความมืดเข้าปกคลุมท่านนบีมูซาและครอบครัว ต่อมาท่านนบีมูซามองเห็นแสงไฟ ณ สถานที่ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงมีพระดำรัสในอายะฮฺที่ว่า “ครั้นเมื่อมูซาได้ปฏิบัติครบกำหนดแล้ว และได้เดินทางไปพร้อมกับอะหฺลิ(ครอบครัว)ของเขา”

ตามหะดีษกิสาอฺ(เสื้อคลุม)ที่บันทึกอยู่ในหนังสือหะดีษของท่านมุสลิม ท่านอะลี, อัล-หะซัน, อัล-หุเซนและฟาฏิมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม ได้ถูกนับรวมอยู่ในคำว่า “อะหฺลุลบัยตฺ” ด้วยเช่นกัน ท่านหญิงอาอิชะฮฺ มารดาของปวงผู้ศรัทธาเล่าว่า : ในตอนบ่ายวันหนึ่ง ท่านรสูลุลลอฮฺออกไปข้างนอกบ้าน และท่านสวมเสื้อคลุมอยู่ด้วย ต่อมาหะซัน บิน อะลีเข้ามา และท่านนบีได้นำเขาไว้ใต้เสื้อคลุมของท่าน ต่อมาหุเซน บิน อะลีเข้ามา และท่านนบีได้นำเขาไว้ใต้เสื้อคลุมของท่าน ภายหลังฟาฏิมะฮฺเข้ามา และท่านนบีก็ได้นำเธอไว้ใต้เสื้อคลุมของท่าน ท้ายที่สุดอะลีก็เข้ามา และท่านนบีก็ได้นำเขาไว้ใต้เสื้อคลุมของท่าน แล้วท่านนบีก็กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺฺ! และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง”

จากการทบทวนหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่อย่างรอบคอบ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อะหฺลุลบัยตฺของท่านบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นประกอบไปด้วยบรรดาภรรยาของท่าน, วงศ์วานของท่านอะลี(รวมถึงท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ, ท่านหะซันและท่านหุเซน), วงศ์วานของอะกีล, วงศ์วานของอับบาส และวงศ์วานของญะอฺฟัรฺ เหล่านี้คือบุคคลที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม สั่งให้เราเคารพและให้เกียรติแก่พวกเขา หะดีษอัซ-ซะกอลัยนฺไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปราศจากบาป แต่เป็นหะดีษที่ยกย่องสถานภาพของพวกเขาให้สูงขึ้น การใช้อายะฮฺฏอฮิรฺและหะดีษกิสาอฺมาพิสูจน์ถึงความเป็นผู้ไร้บาปของท่านอะลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิง

(เพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ กรุณาดูบทความเรื่อง “อายะฮฺฏอฮิรฺและหะดีษกิสาอฺไม่ใช่ข้อยืนยันเรื่องภาวะไร้บาป” เราได้แจกแจงเรื่องนี้เอาไว้ในบทความดังกล่าวอย่างละเอียดแล้ว )

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา