เมนูของเรา

หลักการ : ชีอะฮฺกับความเชื่อเรื่องการดัดแปลงของอัล-กุรอาน ตอนที่ 2

ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 21/5/2007 22:32:13 (4279 ครั้งที่อ่าน)
หลักการ

แปลและเรียบเรียงโดย ผู้รักทางนำ

ความเชื่อของปราชญ์ชีอะฮฺในสมัยปัจจุบันที่มีต่อคัมภีร์อัล-กุรฺอาน


ตามที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นว่า บรรดาปราชญ์ผู้อาวุโสของชีอะฮฺในสมัยก่อน รวมถึง มุฮักกิกีน (ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งอ้างอิง) ตั้งแต่ศตวรรษ์ที่ 1 จนสิ้นสุดปลายศตวรรษ์ที่ 13 นั้นล้วนมีความเชื่อเห็นพ้องต้องกันว่า พวกเศาะหาบะฮฺได้คิดค้นทำการเปลี่ยนแปลง และบิดเบือนอัล-กุรฺอาน ภายหลังที่ท่านนบีได้เสียชีวิตไปแล้ว และว่าอัลกุรอานที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นฉบับที่ถูกบิดเบือน ตัดทอน ตัดตอน ถูกจับมาเรียงสลับใหม่ ไม่เป็นไปตามที่พระองค์ทรงประสงค์

ผมก็ได้อธิบายถึงว่าในช่วงถึง 13 ศตวรรษ ที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดที่มีความเชื่อที่ขัดแย้งกับความคิดนี้ นอกจากผู้รู้เพียง 4 ท่านเท่านั้น และยังได้แจกแจงรายละเอียดถึงสาเหตุแห่งความขัดแย้ง นั้นเป็นเพียงเพราะ การใช้ อัต-ตะกียะฮฺ และ นิฟากเท่านั้น หาไม่เช่นนั้นแล้วบุคคลเหล่านี้ก็ล้วนมีความเชื่อเฉกเช่นเดียวกับ พวกพ้องของเขานั่นเอง
ผมก็ได้ยกหลักฐานต่าง ๆ ที่มาจากหนังสืออ้างอิงหลักที่สำคัญของชีอะฮฺ จึงทำให้ไม่เหลือ ข้อคลางแคลงใด ๆ ถึงความเชื่อในเรื่องการถูกบิดเบือนของอัล-กุรฺอานว่าเป็นความเชื่อของผู้นับถือชีอะห ์ ทุกคนตั้งแต่แรกเริ่มปรากฏชีอะฮฺ มาจนถึงปลายศตวรรษที่ 13 นี้

มาถึงตอนนี้ผมต้องการยืนยันอีกว่า ความเชื่อของชีอะฮฺที่อยู่ในยุคหลัง นั่นคือตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 มาจนถึงทุกวันนี้ ยังคงเป็นความเชื่อเดิมของชีอะฮฺที่อยู่ในยุคก่อน เพียงแต่ปราชญ์ผู้รู้สมัยนี้ไม่มีความกล้าพอที่จะแสดงความเชื่อนี้ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่ที่ท่าน อัน-นูรีย์ อัฏ-ฏ็อบรอซีย์ (ผู้รู้ฝ่ายชีอะฮฺ)ได้เขียนหนังสือ ฟัศลุล-คิฏอบ ออกมาจนกลายเป็นเรื่องแดงฉาน ต่อหน้ามุสลิมทั่วโลก เป็นเหตุให้ชีอะฮฺต้องโดนตอบโต้จนให้อับอายอย่างหนัก จนทำให้ผู้รู้ชีอะฮฺ ต้องพยายามปิดเรื่องนี้ไว้ โดยใช้ม่านแห่งการอำพราง (อัต-ตะกียะห)์ เข้าช่วย แล้วจึงแสดงความรังเกียจ ความเชื่อนี้ รวมทั้งได้เขียนหนังสือตอบโต้ผู้ที่กล่าวหาชีอะฮฺว่ามีความเชื่อเช่นนี้ กระทั้งได้ยกความเป็นเอกฉันท์ของชีอะฮฺที่เชื่อว่าไม่มีการบิดเบือนใด ๆ ในอัล-กุรฺอานเลย และกล่าวว่าผู้ใดที่อ้างว่า ชีอะฮฺมีความเห็นพ้องอย่างเอกฉันท์ถึงความเชื่อเรื่องการถูกบิดเบือนของอัล-กุรฺอาน ผู้นั้นคือผู้ที่เขลาไม่รู้จักชีอะฮฺ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่ฉ้อฉนกล่าวร้าย

แต่ไม่ว่าชีอะฮฺจะมีความพยายามที่จะซ่อนความเชื่อเรื่องนี้ถึงขนาดไหน พยายามจะหลอกล่อมวลมุสลิมสักปานใด แต่สิ่งที่อยู่ในหนังสือตำรับตำรายังคงอยู่ ตราบที่พระองค์อัลลอฮฺ ยังคงประสงค์ให้ความชั่วร้าย และกลลวงนี้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป
ส่วนที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเพียงบางส่วนที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสมัยใหม่ของชีอะฮฺ ที่แสดงให้เห็นว่า ชีอะฮฺยังคงมีความเชื่อนี้อยู่

ท่าน อายะตุลลอฮฺ รูฮุลลอฮฺ อัล-โคมัยนีย์ อิหม่ามผู้ศักด์สิทธ์ที่แทบจะไม่มีผู้ใดกล้าขัดแย้งกับท่านเลย และยังผู้เป็นตัวแทนของอิหม่าม อัล-มะฮฺดีย์ อีกด้วย ได้เขียนไว้ในหนังสือฉบับภาษาฟาริซีย์ของเขา ที่ชื่อ กัชฟุล -อัสรอรฺ ที่ซึ่งท่านอิหม่านคนนี้ได้ประกาศความเชื่อของท่านที่มีต่อ อัล-กุรฺอาน และบรรดาเศาะหา บะฮฺ ไว้อย่างกระจ่างแจ้ง โดยไม่ได้อาศัยการอำพราง (อัต-ตะกียะฮฺ) เข้าช่วย ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า

( ถึงแม้นเรื่องการสืบทอดตำแหน่งของบรรดาอิหม่ามได้ถูกยืนยันในอัล-กุรฺอานอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ทว่าพวกเหล่านั้นไม่ได้ให้ความสนใจกับอิสลาม และอัล-กุรฺอานเลย กลับเห็นแก่ประโยชน์ในโลก ดุนยา และตำแหน่งฐานะ พวกเขาได้ใช้อัล-กุรฺอานเป็นเครื่องมือในการแสวงหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวก เขาได้ทำการตัดทอนอายะฮฺต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้ากระดาษของคัมภีร์ พวกเขาได้ลบอัล-กุรฺอานให้หายไปจาก สายตาของโลกชั่วนิรันดร์ ได้มอบความอัปยศ - ตลอดกาล - ให้กับมวลมุสลิม และอัล-กุรฺอาน และยังได้หยิบยื่นความมัวหมองให้กับอัล-กุรฺอานในแบบเดียวกับที่มวลมุสลิมได้หยิบยื่นให้กับคัมภีร์ของพวกยิว และคริสเตียน ) จากหนังสือ กัชฟุล-อัซรอรฺ แปลโดย มุฮัมมัด อะฮฺมัด อัล-ค่อฏีบ หน้าที่ 131

ท่านโคมัยนีย์ยังได้พยายามสร้างความคลางแคลงกับความถูกต้องของอัล-กุรฺอานว่า ( ในเมื่อการศรัทธาต่ออิหม่าม คือหลักการศรัทธาขั้นพื้นฐานที่สี่ของหลักการทั้งหมด และในเมื่อบรรดา นักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานฝ่ายชีอะฮฺได้กล่าวว่าโองการส่วนใหญ่ของอัล-กุรฺอานได้ลงมาเพื่อยืนยันการศรัทธาต่อ อิหม่าม … แล้วทำไมพระองค์จึงมิได้กล่าวไว้ในอัล-กุรฺอานของพระองค์ถึงหลักพื้นฐานที่สำคัญข้อนี้ให้เห็น อย่างชัดเจน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีข้อพิพาทย์ใด ๆ ในเรื่องนี้อีกต่อไป ) จากหนังสือ กัชฟุล-อัซรอรฺ แปลโดย มุฮัมมัด อะฮฺมัด อัล-ค่อฏีบ หน้าที่ 121
ในหนังสือ ตะฮฺรีรฺ อัล-วะซีละฮฺ ของท่านโคมัยนีย์เช่นกัน มีข้อความหนึ่งว่า ( การทิ้งให้มัสยิดเป็นที่ร้างนั้นถือ เป็นเรื่อง มักรูฮฺ เพราะมีรายงานบทหนึ่งว่ามัสยิดคือหนึ่งในสามอย่าง ที่จะมาร้องเรียนต่อองค์อัลลอฮฺ ) จากหนังสือ ตะฮฺรีรฺ อัล-วะซีละฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 139

เมื่อเรากลับไปตรวจสอบเรื่องนี้จากหนังสืออ้างอิงหลักของชีอะฮฺ เราจะทราบได้ทันทีถึงของ 3 อย่างที่จะไปร้องเรียนต่ออัลลอฮฺตามที่ท่านโคมัยนีย์ชี้กล่าวไว้ว่าคืออะไร ในหนังสือ อัล-คิศอล ของท่าน อัศ-ศ่อดู๊ก หน้าที่ 175 มีหะดีษบทหนึ่งกล่าวว่า ( วันกิยามัต มี 3 สิ่งที่จะมาร้องเรียนต่ออัลลอฮฺ คัมภีร์ มัสยิด และเครือญาติ คัมภีร์จะกล่าวร้องเรียนว่า พวกเขาได้เผาฉัน พวกเขาได้ฉีกทำลายฉัน ....)

นี่คือความเชื่อของ โคมัยนีย์ ที่มีต่ออัล-กุรฺอาน ท่านเชื่อว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺได้บิดเบือนอัล-กุรฺอาน ได้ลบชื่อของท่านอะลี บิน อบี ตอลิบ ที่พระองค์ได้ทรงกล่าวในอัล-กุรฺอานไว้หลาย ๆ ที่ด้วยกัน ด้วยเป้าหมายต้องการทรยศคดโกงต่อท่านอะลี และต้องการสืบทอดตำแหน่งผู้นำจากท่านนบีนั่นเอง

นี่ก็คือความเชื่อแบบเดียวกับปราชญ์ผู้รู้ในยุคก่อน ๆ ของชีอะฮฺ จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจแต่ประการ ใดที่โคมัยนี่ย์และพวกผู้รู้ชีอะฮฺในสมัยปัจจุบันจะมีความเชื่อเช่นเดียวกันนี้ เพราะผู้รู้ในยุคนี้ล้วนต้องเอา ความรู้จากหนังสือของคนรุ่นก่อน ๆ ที่ยอมรับอย่างชัดเจน และเป็นเอกฉันท์ถึงการถูกบิดเบือนของอัล-กุรฺอาน แต่ที่น่าประหลาดใจคือมุสลิมที่ไม่รู้อะกีดะฮฺของชีอะฮฺแล้วไปหลงเชื่อตามคำกล่าวอ้างของ ชีอะฮฺ ที่ว่าพวกเขาได้ละทิ้งความเชื่อนี้ไปแล้ว ทั้งที่จริงพวกเหล่านี้ยังคงเห็นพ้องกับความเชื่อเลว ๆ นี้อยู่

อีกประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้รู้ชีอะฮฺสมัยนี้ยังคงมีอะกีดะฮฺนี้ คือสิ่งที่มีปรากฏในหนังสือ ชื่อ ตุฮฺฟะฮฺ เอาวาม มักบูล ที่ถูกพิมพ์ออกมาเป็นภาษาอุรดู และได้รับการรับรองจากผู้รู้ร่วมสมัย และมี ชื่อเสียงโด่งดัง อยู่ในระดับสูงของชีอะฮฺที่เรียกว่า อายะตุลลอฮฺ (หลักฐานของอัลลอฮฺ(บนพื้นพิภพนี้)) ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ มีชื่อพร้อมกับลายมือของพวกท่านเองติดแนบมาในหน้าแรก ๆ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

1- อัล-อัลลามะฮฺ อัล-ฟะกีฮฺ อายะตุลลอฮฺ อัล-อุษมา อัล-ฮาจญ์ อัซ-ซัยยิด มุฮัมมัด อัล-ฮุซัยนี่ย์ ( นัจฟฺ อัชร็อฟ )
2- อัล-อัลลามะฮฺ อัล-ฟะกีฮฺ อายะตุลลอฮฺ อัล-อุษมา อัล-ฮาจญ์ อัซ-ซัยยิด อบุล-กอเซ็ม อัล-คูอีย์ ( นัจฟฺ อัชร็อฟ )
3- อัล-อัลลามะฮฺ อัล-ฟะกีฮฺ อายะตุลลอฮฺ อัล-อุษมา อัล-ฮาจญ์ อัซ-ซัยยิด มุฮัมมัด กาศิม ชะรีอัตมะ ดารีย์ ( กุม )
4- อัล-อัลลามะฮฺ อัล-ฟะกีฮฺ อายะตุลลอฮฺ อัล-อุษมา อัล-ฮาจญ์ อัซ-ซัยยิด มุฮฺซิน อัล-ฮ่ากีม ต่อบาต่อบาอี่ย์ (นัจฟฺ อัชร็อฟ)

จากหนังสือ ตุฮฺฟะฮฺ เอาวาม มักบูล หน้าที่ 1-2 ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องชมเชย ( ตักรีษ ) โดยผู้ที่ได้รับสมญานามว่า ซิกอตุ้ล-อิสลาม ( ผู้เชื่อถือได้แห่งอิสลาม) อัล-ฮาจญ์ มุฮัมมัด บะชีรฺ อันศอรี่ย์ จากหนังสือ ตุฮฺฟะฮฺ เอาวาม มักบูล หน้าที่ 8

ในหนังสือเล่มนี้นั้น มีส่วนที่เป็นภาษาอรับ อยู่ 2 หน้ากระดาษ เป็นดุอาอฺที่มีชื่อว่า ดุอาอฺ ศ่อนะมัย กุรัยชฺ (เจว็ดทั้งสองแห่งกุเรช-ผู้แปล) หมายถึง ท่านอบูบักร และท่านอุมัรฺ รอฎิฯ ซึ่งในดุอาอฺนี้เต็มไปด้วย การสาปแช่ง การด่าว่าท่านทั้งสองชนิดหาสิ่งใดเปรียบมิได้ โดยที่ผมจะขอกล่าวเป็นเพียงส่วนที่เราใช้เป็นหลักฐานเท่านั้น ดังนี้
( ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ โอ้ อัลลอฮฺ โปรดสาปแช่งเจว็ดทั้งสอง การตั้งตัวเป็นเทวรูปของคนทั้งสอง การตั้งตัวเป็นเจ้าจอมปลอมของคนทั้งสอง การโกหกปลิ้นปล้อนของคนทั้งสอง บุตรสาวของคนทั้งสอง ที่ซึ่งคนทั้งสองได้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ ที่ได้ปฏิเสธวะฮียฺของพระองค์ ที่ได้ดื้อดึงต่อรสูลของพระองค์ ที่ได้เปลี่ยนแปลงศาสนาของพระองค์ และได้บิดเบือนคัมภีร์ของพระองค์ … )

หลังจากที่ได้ยกหลักฐานเป็นตัวบทต่าง ๆ ที่มาจากผู้รู้ชีอะฮฺสมัยใหม่นี้แล้ว จึงสามารถสรุปผลออกมาดังนี้คือ ผู้ที่เป็นตัวอย่าง หรือตัวแทนของปราชญ์ผู้รู้ของชีอะฮฺในสมัยใหม่ที่ดีที่สุด คือเหล่า อายะตุล-ลอฮฺ ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวรายชื่อไว้ข้างต้นนี้ ซึ่งทั้งหมดล้วนยอมรับการถูกบิดเบือนของอัล-กุรฺอาน และยอมรับว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺได้ตัดทอนอายะฮฺต่าง ๆ มากมายที่แสดงถึง ความประเสริฐของอะหฺลุลบัยตฺ โดยมีเป้าหมายต้องการยึดครองอำนาจ ต่อจากท่านนบี หลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนในบรรดาผู้รู้ร่วมสมัยของชีอะฮฺที่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า การที่ชีอะฮฺกล่าวว่าไม่มีการบิดเบือนใด ๆ ในอัล-กุรฺอาน นั้นเป็นเพราะการใช้ ตะกียะฮฺ (การอำพราง) เพื่อป้องกันผลร้ายอันใหญ่หลวงที่จะตามมาในภายหลังหากยอมให้ความจริงอันนี้เปิดเผยออกมา

ได้มีผู้รู้ในระดับสูงคนหนึ่งของชีอะฮฺที่อยู่ในประเทศอินเดีย ที่ชื่ออะหฺมัด ซุลฏอน อะหฺมัด โดยได้กล่าวว่า “ แท้จริงการที่ผู้รู้ต่าง ๆ ของชีอะฮฺได้ปฏิเสธการถูกบิดเบือนของอัล-กุรฺอาน นั้นเป็นเพียงแค่การอำพราง (อัต-ตะกียะฮฺ)” จากหนังสือ ตัศฮีฟ กิตาบัยนฺ หน้าที่ 18 คัดลอกมาจากหนังสือ บัยนัช-ชีอะฮฺ วะอะฮฺลิซ-สุนนะฮฺ ของ อิฮฺซาน อิลาฮี ศ่อฮีรฺ หน้าที่ 93

สายรายงานอันมากมายล้นพ้นที่บ่งบอกถึงการถูกบิดเบือนของอัล-กุรฺอาน ณ ผู้รู้ของชีอะฮฺ

ท่าน อัน-นูรีย์ อัฏ-ฏ็อบรอซีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน ที่ชื่อ ฟัศลุล-คิฏอบ ในตอนที่ 11 ของบทที่ 1 ซึ่งใช้หัวข้อว่า สายรายงานอันน่าเชื่อถือที่มีมากมายที่บ่งบอกถึงการขาดตก บกพร่องของอัล-กุรฺอาน ในตอนที่ 12 จากบทเดียวกันมีหัวข้อว่า สายรายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอัล-กุรฺอานโดยตรงที่บ่งบอกถึงการถูกบิดเบือนในบางคำ บางอายะฮฺ และบางซูเราะฮฺ

ทั้งสองตอนนี้ ท่านได้ร่ายสายรายงานต่าง ๆ อย่างมากมายที่บ่งบอกถึงการถูกบิดเบือนของอัล-กุรฺอาน ซึ่งมีจำนวนถึง 1602 สายรายงานด้วยกัน ซึ่งเป็นสายรายงานที่ไม่ได้กล่าวไว้ก่อนใน 10 บทแรก รวมทั้งบทคำนำของท่าน และท่านก็ยังได้กล่าวขออภัยอันเนื่องมาจากการรวบรวมได้เพียงน้อยนิด ความว่า ( และที่เราจะกล่าวต่อไปนี้คือสิ่งที่เชื่อถือได้ แม้จะมีเสบียงเพียงเล็กน้อยก็ตาม ) จากหนังสือฟัศลุล-คิฏอบ หน้าที่ 249 และเขายังได้กล่าวยืนยันความถูกต้องของรายงานต่าง ๆ ของเขา ว่า ( พึงทราบเถิดว่า รายงานต่าง ๆ นี้ ล้วนถูกนำมาจากหนังสือที่เชื่อเถือได้ ที่ซึ่งเป็นแหล่งใช้ยืนยันหลักการศาสนา และประวัติศาสตร์นบี) จากหนังสือฟัศลุล-คิฏอบ หน้าที่ 249

นี่คือสิ่งที่ท่าน อัน-นูรีย์ อัฏ-ฏ็อบรอซีย์ ได้กล่าวในหนังสือของท่าน ที่ได้รวบรวมรายงานต่าง ๆ มากมายพร้อมกับกล่าวว่า เสบียงเพียงน้อยนิด !! และขอให้ทราบเถิดว่า รายงานต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนได้รับการยืนยันความถูกต้องโดยผู้รู้ของชีอะฮฺจริงตามที่ ท่านอัฏ-ฏ็อบรอซีย์ กล่าวอ้าง ซึ่งได้มีผู้รู้ที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ มากมายที่ออกมากล่าวอ้างว่ามีสายรายงานในการยืนยันเรื่องนี้อย่างล้นพ้น

ท่าน อัล-มุฟีด ได้กล่าวว่า ( แท้จริงมีสายรายงานต่าง ๆ มากมายอย่างท่วมท้ม ที่มาจากบรรดาอิหม่ามผู้นำทางสู่ทางนำ จากวงศ์วานของท่านนบี ที่บ่งบอกถึงการขัดแย้งของอัล-กุรฺอาน และสิ่งที่เกิดจากเงื้อมมือของผู้อธรรมที่ได้ทำการลบ และตัดทอนออกไป) จากหนังสือ อะวาอิล-มะกอลาต หน้าที่ 91

ท่าน ฮาชิม อัล-บะฮฺรอนีย์ นักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานระดับสูงของชีอะฮฺได้กล่าวใน มุก็อดดิมะฮฺ ตัฟซีรฺ อัล-บุรฺฮาน ว่า ( พึงทราบเถิดว่า ความเป็นจริงที่มิอาจเลี่ยงได้ ตามที่ได้พบสายรายงานต่าง ๆ ที่มีเป็นจำนวนมากมายที่ผ่านมาและที่อื่น ๆ ก็คือ ในอัล-กุรฺอานที่อยู่ในมือเราได้ถูกเจือปนหลังจากที่ท่านนบีได้เสียแล้ว ด้วยกับการบิดเบือน และบรรดาผู้ที่ได้รวบรวมอัล-กุรฺอานได้ตัดคำ และอายะฮฺต่าง ๆ ไปมากมาย ) จากหนังสือ มุก็อดดิมะฮฺ ตัฟซีรฺ อัล-บุรฺฮาน หน้าที่ 36

ท่านยังได้กล่าวเช่นกันว่า ( ณ ที่ฉันแล้ว มันเป็นคำพูดที่แจ่มแจ้ง ( การถูกบิดเบือน และเปลี่ยนแปลงของอัล-กุรฺอาน ) หลังจากที่ได้ติดตาม และค้นหาสายรายงานต่าง ๆ จนสามารถตัดสินได้ว่า มันเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้องมีในนิกายชีอะฮฺ และเป็นความมุ่งหมายที่ใหญ่ที่สุดในการฉ้อฉลตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ) จากหนังสือ มุก็อดดิมะฮฺ ตัฟซีรฺ อัล-บุรฺฮาน หน้าที่ 49

ท่านมุฮัมมัด บากิรฺ อัล-มัจญ์ลิซี่ย์ ได้กล่าวในขณะทำการอธิบายบางรายงานที่แสดงถึงการถูกบิดเบือนไว้ว่า รายงานต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงความบกพร่อง และการถูกบิดเบือนในการรวบรวมอัล-กุรอาน ไม่ว่าจะเป็นในเชิงกว้าง ๆ หรือ อย่างเจาะจง ได้มีมามากมายอย่างท่วมท้น และสติปัญญาเองก็ตัดสินได้ว่า เมื่ออัล-กุรฺอานได้กระจัดกระจายออกไปยังคนทั่วไปแล้ว การที่ผู้ที่ไม่ใช่เป็น มะศูม ( ผู้บริสุทธิ์ ไร้ความผิดพลาด ไร้บาป จากนบี และบรรดาอิหม่าม -ผู้แปล) เป็นผู้รวบรวม จึงเป็นเรื่องปกติที่การรวมนั้นจะไม่สมบูรณ์ สอดคล้องกับความเป็นจริง) จากหนังสือ มิรฺอาตุล-อุกูล ฟี ชัรฺฮ์ อัคบารฺ อาลิล-ร่อซู้ล เล่มที่ 3 หน้าที่ 31

ท่าน นิอฺมะตุลลอฮฺ อัล-ญะซาอิรีย์ ได้กล่าวว่า ( แท้จริงสายรายงานต่าง ๆ ที่แสดงถึงสิ่งนี้(การบิดเบือน) มีมากกว่า 2000 บทด้วยกัน มีหลายท่านที่อ้างว่ามันมีอย่างท่วมท้น เช่นท่าน อัล-มุฟีด นักมุฮักกิก(นักตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งอ้างอิง) อัด-ดามาด อัล-อัลลามะฮฺ อัล-มัจลิซี่ย์ และคนอื่น ๆ ท่านเชค อัฏ-ฏูซี่ย์ เองก็ยังกล่าวยอมรับอย่างชัดเจนถึงความมากของมันในหนังสือ อัต-ติบยาน ) คัดลอกจากหนังสือฟัศลุล-คิฏอล ของ อัน-นูรีย์ อัฏ-ฏ็อบร่อซี่ย์ หน้าที่ 248

ท่านยังกล่าวอีกเช่นกันว่า ( การยอมรับวะฮีที่มีอย่างท่วมท้ม และความที่ว่าทั้งหมดนั้นมาจาก วิญญาณผู้ซื่อสัตย์(ญิบรีล) นำไปสู่การต้องยอมรับสายรายงานต่าง ๆ อันมากมาย ทว่า ถึงขั้นท่วมท้น แสดงอย่างชี้ชัดถึงการถูกบิดเบือนของอัล-กุรฺอาน ทั้งรูปคำ รากศัพท์ และการวางสระ พร้อมกันนั้นพรรคพวกของเราต่างลงความเห็นถึงความถูกต้อง และเชื่อในสิ่งที่สายรายงานเหล่านี้บ่งบอก ) จากหนังสือ อัล-อันวารฺ อัน-นุอฺมานียะฮฺ เล่มที่ 2 หน้าที่ 357

สิ่งที่ชี้ชัดอีกเช่นกันว่ามีสายรายงานในเรื่องนี้อย่างมากมายจนท่วมท้นก็คือ ได้มีผู้รู้ชีอะฮฺต่าง ๆ ได้เขียนหนังสือเป็นเล่มเพื่อยืนยันการบิดเบือนอัล-กุรฺอานโดยเฉพาะ แสดงให้เห็นว่ามีสายรายงานในเรื่องอยู่อย่างมากมาย ณ ที่พวกเขา และแสดงให้รู้ว่าความเชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่พวกเขา

ท่าน อัน-นูรีย์ อัฏ-ฏ็อบร่อซี่ย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ฟัศลุล-คิฏอบ ว่า ( และเป็นที่กระจ่างชัดอีกเช่นกัน จากการดูชีวประวัติของนักรายงาน หะดีษ ถึงความแพร่หลายของความเชื่อนี้ จนกระทั้งได้มีผู้รู้หลายท่านที่รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเป็นเอกเทศ ดังนี้คือ

อัช-เชค อัซ-ซิกอฮฺ อะฮฺมัด บินมุฮัมมัด บิน คอลิด อัล-บัรฺกีย์ เจ้าของหนังสือ อัล-มะฮาซิน ซึ่งประกอบไปด้วยหนังสือหลายเล่ม ซึ่งเชค อัฏ-ฏูซีย์ ได้นับท่านเป็นหนึ่งในผู้เขียนหนังสือเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ อัล-ฟ่าฮาริส และอัน-นะจาชีย์ได้นับเขาไว้เช่นกัน หนังสือของท่านมีชื่อว่า กิตาบ อัต-ตะฮฺรีฟ

อัซ-ซิกอฮ มุฮัมมัด บิน คอลิด ซึ่งท่าน อัน-นะจาชีย์ ได้นับท่านเป็นหนึ่งในผู้เขียนหนังสือเรื่องนี้ หนังสือของท่านชื่อ กิตาบ อัต-ตันซีล วัต-ตัฆฺยีรฺ

อัช-เชค อัซ-ซิกอฮ อะลี บิน อัล-หะซัน บิน ฟ่าฎอล ซึ่งฝ่ายชีอะฮฺกล่าวกันว่า พวกเขาไม่เคยพบความผิดพลาดในการรายงานหะดีษจากท่านเลยสักครั้ง ท่าน(อัฏ-ฏูซีย์)ได้นับท่านเป็นหนึ่งในผู้เขียนหนังสือเรื่องนี้ หนังสือของท่านชื่อกิตาบ กัต-ตันซีล มินัล-กุรฺอาน วัต-ตะฮฺรีฟ

มุฮัมมัด บิน อัล-ฮะซัน อัศ-ศ็อยระฟีย์ ถูกกล่าวไว้ในหนังสือ อัล-ฟ่าฮาริส หนังสือของท่านชื่อ กิตาบุต-ตะฮรีฟ วัต-ตับดีล

อะฮมัด บิน มุฮัมมัด บิน ซัยยาร เชคอัฏ-ฏูซีย์ และอัน-นะจาชีย์ ได้นับรวมท่านไว้ หนังสือของท่านชื่อ กิตาบ อัล-กิรออาต ที่ท่านอิบน มาฮยาร อัซ-ซิกอฮ ได้ใช้เป็นที่อ้างอิงในหนังสือตัฟซีรของท่านอย่างมากมาย

อัซ-ซิกอฮ อัล-ญะลีล มุฮัมมัด บอน อัล-อับบาซ บินอะลี บิน มัรวาน อัล-มาฮยาร เป็นที่รู้จักในชื่อ อิบน ฮิญาม ซึ่งท่านอัฏ-ฏูซี่ย์ได้กล่าวไว้ใน อัล-ฟ่าฮาริส หนังสือของท่านคือ กิตาบ กิราอะฮ อมีรุล-มุอมินีน อลัยฮิซ-ซะลาม และหนังสือ กิรออะฮ อะฮลิล-บัยต อลัยฮิมิซ-ซะลาม

อบู ฏอฮิร อับดุล-วาฮิด บิน อุมัร อัล-กุมมีย์ ท่านอิบน ซัฮร อัชวับ ได้กล่าวไว้หนังสือ มะอาลิมุล-อุล่ามาอ หนังสือของท่านชื่อ กิรออะฮ อมีริล-มุอมินีน อลัยฮิซ-ซะลาม ว่า ฮุรูฟุฮู

ผู้เขียนหนังสือ ตัฟซีรุล-กุรอาน ว่าตะอวีลุฮู ว่าตันซีลุฮู ว่านาซิคุฮู ว่ามันซูคุฮู ว่ามุฮกะมุฮู ว่าซิยาดาตุ ฮุรูฟิฮี ว่าฟ่าฎออิลุฮู ว่าซ่าวาบุฮู ริวายาต อัซ-ซิกอต อ่านิซ-ซอดิกีน มิน อาลิ รสูลิล-ลาฮ ศ่าละวาตุล-ลอฮฺ อะลัยฮิม อัจญมาอีล ถูกกล่าวไว้ในหนังสือ สะอดุซ-ซะอู๊ด ของ ซัยยิด อะลี บิน ฏออูซ

ผู้เขียนหนังสือ มักเราะอ รสูลิล-ลาฮ ศ็อลลัล-ลอฮฺ อลัยฮิ วะซัลลัม ว่าอะลี บิน อบีฏอลิบ ว่าอัล-ฮะซัน ว่าอัล-ฮุเซน ว่าอะลี บิน อัล-ฮุเซน ว่ามุฮัมมัด ว่าซัยด อิบนัย อะลี บิน อัล-ฮุเซน ว่าญะอฺฟัร บินมุฮัมมัด ว่ามูซา บิน ญะอฺฟัร ศ่อล่าวาตุล-ลอฮฺ อะลัยฮิม

ผู้เขียนหนังสือ อัร-ร็อดดุ อะลา อะฮลิต-ตับดีล ซึ่งท่าน อิบน ชะฮร์ อัชวับ ได้กล่าวไว้ใน มะนากิบ และอัล-บิฮาร ….) จากหนังสือ ฟัศลุล-คิฏอบ หน้าที่ 29-30

การโต้แย้งกับชีอะฮฺในคำกล่าวอ้างถึงการดัดแปลงของอัล-กุรฺอาน

อัล-กุรฺอานคือคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า ที่การบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไม่สามารถเจือปนเข้ามาได้ เพราะอัลลอฮฺได้ทรงให้คำมั่นสัญญา และรับประกันว่าพระองค์จะทรงปกปักษ์รักษามันไว้ ซึ่งต่างจากคัมภีร์เตารอฮฺ และ อินญีล ที่ซึ่งพระองค์มิได้ทรงให้คำสัญญาเช่นนั้น หากแต่พระองค์ทรงให้ผู้รับมอบคัมภีร์เหล่านั้นทำการดูแลรักษาเอง แล้วพวกเขาก็ได้ทำให้มันสูญหายไป

ท่าน อัช-ชาฏิบี่ย์ (ผู้รู้ฝ่ายสุนนะฮฺ)ได้เล่าเรื่อง ที่นำมาจากท่าน อบี อุมัรฺ อัด-ดานี จากท่าน อบิล-หะซัน อัล-มุนตาบ ว่า( วันหนึ่งขณะที่ฉันได้อยู่กับท่าน กอฎี (ผู้พิพากษา) อบี อิสฮาก อิสมาอีล บิน อิสฮาก ได้มีคนถามท่านว่า “เหตุใดการบิดเบือนจึงสามารถเกิดขึ้นได้กับชาวคัมภีร์เตารอฮฺ แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับชาวคัมภีร์อัล-กุรฺอาน” ท่าน กอฎี จึงได้ตอบว่า “อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวกับพวกชาวคัมภีร์เตารอฮฺในอัล-กุรฺอานว่า

“ เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้รักษามันไว้ ซึ่ง (คือ) คัมภีร์ของพระองค์ “ (อายะที่ 44 ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮ)

พระองค์ได้มอบหมายให้พวกเหล่านั้นทำการรักษามันเอง จึงสามารถเกิดการบิดเบือนขึ้นได้ แต่พระองค์ได้กล่าวในเรื่องของอัล-กุรอานว่า

“ แท้จริงเราได้ประทานข้อตักเตือน (วะฮี จาก อัลกุรฺอาน และหะดีษ) ลงมา และแท้จริงเราจะเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน “ (อายะที่ 9 ซูเราะฮฺ อัล-ฮัจรฺ)

จึงไม่สามารถเกิดการบิดเบือนใด ๆ ได้ ... ”) จากหนังสือ อัล-มุวาฟากอต เล่มที่ 2 หน้าที่ 59

ประชาชาติมุสลิมได้เห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกยุคทุกสมัย ว่า อัล-กุรฺอานที่ถูกประทานให้ท่านนบีมุฮัมมัด คืออัล-กุรฺอานเล่มเดียวกันกับที่มีอยู่ในปัจจุบันที่อยู่ในมือของเราท่านทั้งหลาย ไม่มีการเพิ่มเติม ตกหาย บิดเบือน หรือเปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใด และไม่มีความเป็นไปได้ด้วย เพราะพระองค์ทรงให้คำมั่นสัญญาว่าพระองค์จะทรงปกปักษ์ และรักษามันไว้ ไม่มีผู้ใดที่มีความเห็นขัดแย้งในเรื่องนี้ นอกจากผู้นับถือชีอะฮฺเท่านั้นที่อ้างว่าอัล-กุรฺอานได้ถูกบิดเบือน แก้ไข และเปลี่ยนแปลงไป และยังอ้างอีกด้วยว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺคือผู้ที่บิดเบือนอัล-กุรฺอาน เพียงเพื่อผลประโยชน์ในโลกดุนยา

ความคิดเช่นนี้ของชีอะฮฺ เป็นความคิดที่เหลวใหลไม่ถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่แสดงถึงความไม่ถูกต้องดังกล่าวนี้คือ อัล-กุรฺอาน คำพูดของบรรดาอิหม่ามทั้งหลายเอง และสติปัญญา แจกแจงได้ดังนี้

1. หลักฐานต่าง ๆ จาก อัล-กุรฺอาน แบ่งได้ 2 ประเภทคือ

ประเภทที่หนึ่ง :
อายะฮฺต่าง ๆ ที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงให้คำสัญญา และทรงรับประกันว่าพระองค์จะทรงรักษาอัล-กุรฺอาน มีดังนี้

" อะลิฟ ลาม มีม คัมภีร์นี้ ไม่มีความสงสัยใด ๆ ในนั้น เป็นทางนำสำหรับมวลผู้ยำเกรง " (อายะฮฺที่ 1-2 ซูเราะฮฺ อัล-บะกอเราะฮฺ)

"แท้จริงเราได้ประทานข้อตักเตือนลงมา และแท้จริงเราจะเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน" (อายะฮฺที่ 9 ซูเราะฮฺ อัล-ฮัจรฺ)

"อะลิฟ ลาม รอ คัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของมันถูกทำให้มั่นคงมีระเบียบ และถูกจำแนกเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญ" (อายะฮฺที่ 1 ซูเราะฮฺ ฮูด)

"ความเท็จจากข้างหน้าและจากข้างหลังจะไม่คืบคลานเข้าไปสู่อัล-กุรฺอานได้ (เพราะ) เป็นการประทานจากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงได้รับการแซ่ซ้อง" (อายะฮฺที่ 42 ซูเราะฮฺ ฟุศศิลัต)

" และเรามิได้ส่งรสูลคนใด และนบีคนใดก่อนหน้าเจ้า เว้นแต่ว่าแมื่อเขาได้หวังตั้งใจ ชัยฏอนก็จะเข้ามายุแหย่ให้หันเหออกจากความหวังตั้งใจของเขา แต่อัลลอฮฺก็ทรงทำลายล้างสิ่งที่ชัยฏอนยุแหย่ แล้วอัลลอฮฺก็ทรงทำให้โองการทั้งหลายของพระองค์มั่นคง และอัลลอฮฺทรงรอบรู้ทรงปรีชาญาณ" (อายะฮฺที่ 52 ซูเราะฮฺ อัล-ฮัจญฺ)

"(มุฮัมมัด) เจ้าอย่ากระดกลิ้นของเจ้าเพื่อเจ้าจะได้รีบเร่งจดจำ(อัล-กุรฺอาน) แท้จริงหน้าที่ของเราคือการรวบรวมอัล-กุรอาน และการอ่านเพื่อให้จดจำ" (อายะฮฺที่ 16-17 ซูเราะฮฺ อัล-กิยามะฮฺ)

อายะฮฺต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมานี้ได้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า พระองค์ได้ทรงรักษาคัมภีร์ของพระองค์เล่มนี้ ทรงให้อายะฮฺต่างๆ ของมันมั่นคง และไม่มีสิ่งเท็จเจือปนเข้าไปได้ และพระองค์ทรงตรัสว่า

"เป็นสัญญาอันแท้จริงของอัลลอฮฺ และผู้ใดเล่าที่มีคำพูดจริงยิ่งไปกว่าพระองค์" (อายะฮฺที่ 122 ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ)

ประเภทที่สอง : คำชมเชยต่าง ๆ ของพระองค์ที่มีต่อบรรดาเศาะหาบะฮฺ ในอัล-กุรอานเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันถึงการโกหกของฝ่ายชีอะฮฺที่กล่าวอ้างถึงการถูกบิดเบือนในอัล-กุรอานได้เป็นอย่างดี

"บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ(ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮฺ) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ(ชาวอันศอรฺจากมดีนะฮฺ) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮฺทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นชั่วนิรันดร์ นั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง" (อายะฮฺที่ 100 ซูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮ)

"แน่แท้อัลลอฮฺได้ทรงพึงพอพระทัยต่อบรรดาผู้ศรัทธาที่ได้ให้สัตยาบันต่อท่านที่ใต้ต้นไม้ (บัยอะตุ้รริดวาน ซึ่งมีจำนวนถึง 1,400 คน) ซึ่งพระองค์ได้ทราบดีถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจ ( ศรัทธาอันแน่วแน่ ) ของพวกเขา ดังนั้นพระองค์จึงทรงประทานความสงบแก่พวกเขา และได้ทรงตอบแทนแก่พวกเขาด้วยการพิชิต(นครมักกะฮฺ)ในเวลาอันใกล้" (อายะฮฺที่ 18 ซูเราะฮฺ อัล-ฟัตฮฺ)

"มุฮัมมัดเป็นศาสดาของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่กับเขานั้นเป็นผู้แข็งกร้าวต่อบรรดาผู้ปฎิเสธ และเป็นผู้มีความเมตตาอ่อนน้อมในระหว่างพวกเขา เจ้าจะได้เห็นพวกเขาในสภาพผู้รูกั๊วะ ผู้สุญูด แสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และความพอพระทัย(จากพระองค์) เครื่องหมายของพวกเขา จะอยู่บนใบหน้าของพวกเขา ซึ่งร่องรอยของการสุญูด ..." (อายะฮฺที่ 29 ซูเราะฮฺ อัล-ฟัตฮฺ)

"(สิ่งที่ยึดมาได้จากพวกยะฮูด) เป็นของบรรดาผู้อพยพที่ขัดสน ซึ่งถูกขับไล่ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา และทอดทิ้งทรัพย์สินของพวกเขา เพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และความพึงพอพระทัย (ของพระองค์) และช่วยเหลือ(ศาสนาของ)อัลลอฮฺ และรสูลของพระองค์ ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้สัตย์จริง และ(เป็นของ)บรรดาผู้ที่ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นครมะดีนะฮฺ(ชาวอันศอรฺ) และพวกเขาศรัทธาก่อนหน้า (การอพยพของชาวมุฮาญิรีน) พวกเขารักใคร่ผู้ที่อพยพมายังพวกเขา และจะไม่พบความต้องการ หรือความอิจฉาในทรวงอกของพวกเขาในสิ่งที่ได้ถูกประทานให้ และให้สิทธิผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเอง ถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความต้องการอยู่มากก็ตาม และผู้ใดถูกปกป้องจากความตระหนี่ที่อยู่ในตัวของเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ" (อายะฮฺที่ 8-9 ซูเราะฮฺ อัล-ฮัชรฺ)

"สูเจ้าเป็นประชาชาติที่ดีเลิศที่สุดที่ถูกอุบัติขึ้นเพื่อมวลมนุษยชาติ (โดยที่)พวกเจ้าได้กระชับใช้ในความดี และห้ามปรามในสิ่งชั่ว และสูเจ้าได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (อย่างแท้จริง)" (อายะฮฺที่ 110 ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน)

หลังจากที่ได้นำอายะฮฺต่าง ๆ มากล่าวทั้งสองประเภทดังข้างต้นแล้ว เราจึงขอกล่าวกับฝ่ายชีอะฮฺว่า คำกล่าวของพวกท่านที่ว่ามีการบิดเบือนในอัล-กุรอานนั้น ขัดกับอายะฮฺต่าง ๆ เหล่านี้ อัลลอฮฺได้ทรงย้ำเน้นว่าอัล-กุรอานนี้ ไม่ได้ถูกบิดเบือน และจะไม่มีวันถูกบิดเบือน เพราะพระองค์ทรงให้สัญญาว่าจะทรงรักษา และปกป้องไม่ให้มันบิดเบือน อีกทั้งพระองค์ได้ชมเชยบรรดาเศาะหาบะฮฺของรสูลของพระองค์ ที่พวกท่านกล่าวหาว่าพวกเขาได้ทำการบิดเบือน พระองค์ได้ทรงชมเชยในความเป็นผู้สัตย์จริง ของพวกเขา และได้ทรงให้คำยืนยันอย่างที่สุดถึงความเป็นคนดีของพวกเขา เมื่อเป็นเช่นนี้พวกท่านมีทางเลือกอยู่สองประการ ไม่มีทางอื่นใดอีกคือพวกท่านยอมรับ และสารภาพว่า โองการเหล่านี้นั้นมาจากพระองค์ ซึ่งก็หมายถึงว่าพวกท่านต้องยอมสยบ และยอมรับในโองการเหล่านี้ พวกท่านต้องศรัทธาตามที่อายะฮฺเหล่านี้ได้บ่งบอกนั่นคือ ไม่มีการบิดเบือนใด ๆ ในคัมภีร์ของพระองค์ ( และต้องให้การยกย่อง ให้เกียรติบรรดาเศาะหาบะฮฺทุกคน -ผู้เขียน ) หรือมิเช่นนั้น ท่านต้องปฏิเสธว่า อายะฮฺต่าง ๆ เหล่านี้นั้นมิได้มาจากพระองค์ ซึ่งก็หมายความว่าพวกท่านทั้งหมดได้ตกศาสนาแล้ว ตามความเชื่ออันเป็นเอกฉันท์ของประชาชาติมุสลิมทั้งหมด นั่นคือ ผู้ใดที่ได้ปฏิเสธอายะฮฺหนึ่งอายะฮฺใดในอัล-กุรอาน และเชื่อว่ามันมิได้มาจากอัลลอฮฺจริง เขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่ปฏิเสธ และตกศาสนา ทันที

2. หลักฐานจากคำพูดของบรรดาอิหม่ามเอง
ได้มีสายรายงานต่าง ๆ มากมายจากบรรดาอิหม่าม ที่ชีอะฮฺทั้งหลายมีความเชื่อในความเป็น มะอฺศูม (ไร้บาป ไร้ความผิดพลาด) ได้ส่งเสริมให้ชีอะฮฺยึดมั่นกับอัล-กุรฺอาน และให้กลับไปค้นหาความจริงจากอัล-กุรฺอานและสุนนะฮฺทุกครั้งเมื่อพบปัญหาใด ๆ และในบางตัวอย่างจากรายงานเหล่านั้นมีดังนี้

จากท่านมูซา บิน ญะอฺฟัร ได้ถูกถามว่า “ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น อยู่ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และสุนนะฮฺแล้ว หรือว่าท่านมีความเห็นเป็นอื่น? ” ท่านตอบว่า “ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และสุนนะฮฺของนบีของพระองค์ ” จากหนังสือ อัล-อุศูล มินัล-กาฟี ของอัล-กุลัยนีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 62 และหนังสือ อัล-อิคติซอซ ของอัล-มุฟีด รายงานจากท่านอะลี รอฎิฯ หน้าที่ 281

ท่านอบู อับดิลลาฮ ได้กล่าวว่า “ ผู้ใดที่ฝ่าฝืน อัล-กุรอาน และสุนนะฮฺของมุฮัมมัด ผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธ(กาเฟร) ” จากหนังสือ อัล-อุศูล มินัล-กาฟี ของอัล-กุลัยนีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 70

ท่านอบู ญะอฺฟัร ได้กล่าวว่า “ ไม่มีสิ่งใดที่จำเป็นต่อประชาชาตินี้นอกจากอัลลอฮฺได้ทรงประทานสิ่งนั้นไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ และได้แจกแจงให้รสูลของพระองค์ทราบ พระองค์ได้ทรงกำหนดขอบเขตให้กับทุกสิ่ง และได้ทรงให้มีหลักฐานชี้บอกในการนั้น ” จากหนังสือ อัล-อุศูล มินัล-กาฟี ของอัล-กุลัยนีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 59

ท่านอบู อับดิลลาฮ ได้กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใด ๆ นอกจาก อัล-กุรอาน และสุนนะฮฺได้บ่งชี้ถึงสิ่งนั้นไว้แล้ว” จากหนังสือ อัล-อุศูล มินัล-กาฟี ของอัล-กุลัยนีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 59

ท่านอบู อับดิลลาฮ ได้กล่าวว่า “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ เป็นเครื่องบอกถึงสิ่งที่อยู่ก่อนหน้าพวกท่าน และสิ่งที่อยู่ภายหลังพวกท่าน และเป็นสิ่งที่จำแนกในระหว่างพวกท่านทั้งหลาย และพวกเราย่อมรู้ถึงสิ่งนี้ดี ” จากหนังสือ อัล-อุศูล มินัล-กาฟี ของอัล-กุลัยนีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 61

ผู้ที่ได้พิจารณาถึงรายงานต่าง ๆ เหล่านี้ ย่อมเห็นประโยชน์ที่สำคัญ 2 ประการ

ผู้นำทั้งหลายจากอะฮลุล-บัยต ได้มีความเชื่อเช่นเดียวกับสลัฟ (บรรพชนอิสลาม) อื่น ๆ ในเรื่องความถูกต้องของอัล-กุรอาน เพราะไม่เช่นนั้น พวกท่านย่อมไม่เรียกร้องให้ลูกศิษย์ต่าง ๆ ของพวกท่าน ยึดมั่นในอัล-กุรอาน และสุนนะฮฺของท่านนบี และให้ทิ้งสิ่งที่นอกเหนือจากนั้น และคำบอกของพวกท่านเองว่า ไม่มีสิ่งใดนอกจากอัล-กุรอาน และสุนนะฮฺได้บ่งชี้ไว้แล้ว และกล่าวว่าไม่มีสิ่งอื่นใดอีก ณ ที่พวกท่านนอกจากสองสิ่งนี้

รายงานต่าง ๆ ที่ถูกพาดพิงถึงท่านในเรื่องการถูกบิดเบือนของอัล-กุรอานนั้น ไม่ใช่เป็นคำพูดของพวกท่านจริง พวกท่านทั้งหลายนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ไคร้จากผู้มุสาอื่น ๆ

3. หลักฐานที่มาจากการใช้สติปัญญา

ดังเช่นที่ตัวบทของอัล-กุรอาน และคำพูดของบรรดาอิหม่ามได้บ่งบอกถึงความไม่ถูกต้องของคำกล่าวอ้างจากฝ่ายชีอะฮฺในเรื่องการบิดเบือนอัล-กุรอานแล้ว สติปัญญาเองก็ยังสามารถบอกได้เช่นกัน เมื่อผลที่ติดตามมาของคำพูดที่ว่าอัล-กุรอานถูกบิดเบือนคือความเลวร้ายอันใหญ่หลวง นั่นคือการกล่าวหาต่อพระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง กล่าวหาต่อนบีของพระองค์ กล่าวหาต่อบรรดาเศาะหาบะฮ และบรรดาอิหม่ามทั้งหลาย

การกล่าวหาต่อพระองค์ : กล่าวหาพระองค์อัลลอฮฺว่าพระองค์มิทรงทำตามคำมั่นสัญญาที่พระองค์ทรงตรัสว่าจะรักษาอัล-กุรอาน และป้องกันมิให้คัมภีร์นี้ถูกบิดเบือน

การกล่าวหาต่อท่านนบี : กล่าวหาว่าท่านนบีมิได้ทำการเผยแพร่อัล-กุรอานอย่างสมบูรณ์ เพราะท่านนั้นเจาะจงเลือกบอกให้ท่านอะลีรอฎิฯ ในหลาย ๆ อายะฮฺ แต่ไม่ได้บอกให้กับประชาชน ทั่วไป

การกล่าวหาต่อบรรดาเศาะหาบะฮ : กล่าวหาว่าพวกท่านได้ทำการบิดเบือนอัล-กุรอานเพียงเพราะผลปัจจัยแห่งดุนยาตามคำกล่าวอ้างของชีอะฮฺ

การกล่าวหาต่อท่านอะลี รอฎิฯ และบรรดาอิหม่ามที่มาหลังจากท่าน : กล่าวหาว่าพวกท่านเหล่านี้ได้เก็บซ่อนอัล-กุรอานเอาไว้ ไม่ยอมส่งมอบให้กับประชาชาติอิสลาม และไม่ยอมเรียกร้องสู่อัล-กุรอานอันแท้จริง ซึ่งพวกที่ทำการปิดบังคัมภีร์ของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสัญญาเตรียมการลงโทษกับพวกเหล่านั้น ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า
"แท้จริงบรรดาผู้ที่ปิดบังหลักฐานอันชัดแจ้ง และทางนำที่เราได้ประทานลงมาหลังจากที่เราได้ชี้แจงมันไว้แล้วในคัมภีร์สำหรับมนุษย์นั้น ชนเหล่านี้แหละอัลลอฮฺจะทรงสาปแช่ง และผู้สาปแช่งทั้งหลายก็จะสาปแช่งพวกเขาด้วย" (อายะฮฺที่ 159 ซูเราะฮฺ อัล-บะก่อเราะฮ)

หากแม้นว่าผู้นับถือชีอะฮฺได้ใช้สติปัญญาไตร่ตรอง ถึงผลร้ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา จากความเชื่อเรื่องการถูกบิดเบือนของอัล-กุรอาน แล้ว พวกเขาย่อมต้องละทิ้งความเชื่ออันชั่วร้ายนี้ และทำการขอลุแก่โทษต่อพระองค์ในสิ่งที่พวกเขาได้มุสากับพระองค์ ศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาเศาะหาบะฮอันมีเกียรติทั้งหลาย ทว่าชนกลุ่มนี้เป็นดังเช่นที่ท่าน ชัยคุล-อิสลาม อิบน ตัยมียะฮ ได้กล่าวว่า “ (พวกเหล่านี้) เป็นพวกที่หลงทางมากที่สุดทั้งในเรื่องตัวบทหลักฐาน และการใช้สติปัญญา ทั้งในเรื่องแนวทาง และการยอมรับ และพวกเหล่านี้นั้นเป็นพวกที่ใกล้เคียงที่สุดกับโองการที่พระองค์ทรงตรัสว่า

"และพวกเขากล่าวอีกว่า หากพวกเราฟัง และใช้สติปัญญาใคร่ครวญ พวกเราจะมิได้มาอยู่เป็นชาวนรกอย่างนี้ดอก" (อายะฮฺที่ 10 ซูเราะฮฺ อัล-มุลค) ” จากหนังสือ มินฮาจญุล-มุสลิม เล่มที่ 1 หน้าที่ 8

Source : บทความนี้แปลจากส่วนหนึ่งของหนังสือ บัษลุล-มัจฮูด ฟี อิษบาต มุชาบะฮะติร-รอฟิฎอฮ ลิ้ล ยะฮูด ของ ดร. อับดุลลอฮฺ อัล-ญุมัยลี่ย์

หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนอ่าน สร้าง PDF จากบทความ

ค้นหา